เข้าสู่ระบบเมื่อลิฟต์ถึงชั้นแคนทีน(โรงอาหาร) พนักงานที่อยู่ในลิฟต์ก็ทยอยออกจากลิฟต์รวมถึงณดลและบุษยา แต่ด้วยบุษยาที่ถูกเบียดให้ไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของกันต์พิมุกต์จะออกซ้ายที่ติดนี่นา จะเดินออกขวาก็ติดพันลภผู้ช่วยหนุ่ม
“ขอโทษนะคะ ขออนุญาติ เอ่อ..ขอทางด้วยค่ะ” คนตัวสูงชำเรืองมองด้วยหางตา และทำหน้านิ่งก่อนที่จะหันไปคุยกับสาวสวยหุ่นเซ็กซี่ข้างๆ
“คุณนี่นาเชิญครับ”พร้อมกับทำท่าเชิญสาวสวยให้เดินออกจากลิฟต์ ทางด้านนีน่าก็ทำท่างแปลกใจว่าวันนี้ที่จะได้เป็นทานข้าวกับผู้บริหารหนุ่มที่ทั้งหล่อและโคตรรวยคือเขาจะพาเธอไปทานข้าวที่โรงอาหารร่วมกับพนักงานนี่นะเหรอ ถึงจะเป็นในห้องแอร์อาหารสะอาดก็เถอะ มันไม่เหมือนที่คิดไว้
“อ้อค่ะๆ เราจะทานข้าวกันที่แคนทีนหรอคะพี่กันต์ พอดีเลยค่ะ นีน่าอยากทานอะไรแปลกๆพอดี” ในใจคิดว่าเราจะไปทานที่ห้องอาหารที่โรงแรมตรงข้ามอาคารนี้เสียอีก แต่ไม่เป็นไรก็ดีเหมือนกันจะได้เปิดตัวให้พนักงานเห็นกันไป นีน่ายกยิ้มมุมปาก
@แคนทีน
“บัวอยากกินอะไรเดี่ยวเราไปซื้อให้นั่งจองที่รอตรงนี้แหล่ะ” ณดลหันมาถามบุษยาหลังจากที่จับจองที่นั่ง
“ณดลกินอะไร” เสียงหวานถามความเห็นขอเพื่อนชาย
“เราว่าร้านก๋วยเตี๋ยวน่ากินนะ”
“งั้นบัวก็กินเหมือนณดลก็ได้ เอาเส้นเล็กลูกชิ้นหมู เราว่าณดลไปซื้อขวดน้ำมาจองที่ดีไหมเราจะได้ไปช่วยกันถือ มันร้อนถือคนเดียวไม่ได้หรอก”
การสนทนาของสองคนถูกจับตามองด้วยหางตาจากคนที่นั่งโต๊ะข้างๆ ที่ทำเหมือนไม่ได้สนใจแต่ก็สนใจฟังจนไม่ได้ฟังคนที่ร่วมโต๊ะว่าคุยอะไรกัน
“คุณกันต์ครับๆ คุณนีน่าถามว่าจะทานอะไรดีครับ” ผู้ช่วยหนุ่มที่ร่วมงานกันจนเป็นที่รู้ใจ รู้เป็นอย่างดีเวลานี้เจ้านายต้องการอะไรและกำลังทำอะไรอยู่เพราะปกติแล้วเจ้านายของเขาไม่เคยลงมาทานข้าวที่แคนทีนเวลานี้เลย เพราะปกตินั้นผู้บริหารหนุ่มจะทานข้าวบนห้อง ไม่ก็ออกไปทานกับลูกค้าที่ห้องอาหารโรงแรมหรูฝั่งตรงข้ามอาคารสำนักงานใจกลางเมืองแห่งนี้
“เอ่อ นี่นาอยากทานอะไรครับ ผมทานอะไรก็ได้พันลภจัดมาให้ผมเลย ผมทานได้”
“ก๋วยเตี๋ยวไหมครับร้านนั้นอร่อยนะครับ คุณนีน่ารับอะไรดีครับ”
“เอ่อ...นีน่าเอาเหมือนพี่กันต์ก็ได้ค่ะ” พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม หวานจนพนักงานรอบๆนั้นซุบซิบว่าคิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นหวานใจของเจ้านายหนุ่มหรือเปล่านะ
นีน่าชำเรืองมองรอบๆแล้วยิ้มมุมปาก “หึ” พี่กันต์จะเป็นของใครไปไม่ได้หรอกนอกจากคุณหนูเจ้าของบริษัทอย่างเธอถึงจะเหมาะสม สมฐานะและหน้าตาทางสังคมความสวยก็สู้พวกดารานางแบบได้สบายๆ มีอะไรที่ไม่เหมาะสมกัน หญิงสาวยิ้มพราวเสน่ห์เป็นระยะ
ทางด้านณดลและบุษยาที่ยืนรอคิวก๋วยเตี๋ยวอยู่
“นี่นึกถึงร้านก๋วยเตี๋ยวในมหาลัยเหมือนกันนะร้านหัวมุมเจ้าดังอ่ะ อร่อยมากเลยให้ก็เยอะถูกด้วยเรานี่กินประจำ ประหยัดดี” ณดลที่กำลังชวนบุษยาคุยทั้งสองคนสนิทกันได้อย่างรวดเร็วเพราะอาจจะเป็นเพราะเข้ามาทำงานพร้อมกันแถมการเป็นนักทุนที่เรียนดีแต่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเหมือนคนอื่นยิ่งทำให้เข้าอกเข้าใจกัน
“บัวก็ชอบกินเกาเหลาร้านนั้นเหมือนกัน แต่มันอร่อยนะไม่ได้กินเพราะให้เยอะ” ทั้งสองคนคุยกัน หัวเราะคิกคักเบาๆ จนลืมสังเกตุคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง
“ฮะหึ่ม”ทั้งสองสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเสียงกระแอมดังมาจากข้างหลัง
@ที่โต๊ะอาหาร
บุษยารู้สึกว่าอาหารเที่ยงมื้อนี้ช่างไม่อร่อยเอาเสียเลย โต๊ะมีตั้งเยอะทำไมต้องมานั่งข้างๆโต๊ะของท่านรองประธานกับผู้หญิงของเขาด้วยนะ เธอต้องนั่งฝั่งเยื้องๆฝั่งตรงข้ามของคนตัวสูงหน้านิ่งคนนี้ รู้สึกว่าเหมือนมีสายตาจับจ้องมาตลอดเวลา
“อะแหะๆ” บุษยาสำลักน้ำก๋วยเตี๊ยว จังหวะที่สำลัก ณดลก็รีบหยิบน้ำเปิดฝาขวดให้บุษยาด้วยความรวดเร็ว
“บัว กินน้ำก่อนค่อยกินสิ ฮ่าๆเราไม่แย่งกินหรอกน่า” บุษยารีบดื่มน้ำแล้วส่งยิ้มเจื่อนๆให้เพื่อนชาย
“บัวหิวมากไปหน่อย” บุษยายิ้มเจื่อนกลบเกลื่อนความประหม่าต่อสายตาโต๊ะข้างๆ
“กินลูกชิ้นสิ อ่ะนี่เราแบ่งให้จะได้โตไวๆ นี่ตัวแห้งขนาดนี้” ทั้งสองหยอกล้อเล่นกันจนพี่พนักงานที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยอมยิ้ม
เนื่องจากตอนเที่ยงจะมีพนักงานบริษัทอื่นๆที่เช่าอาคารสำนักงานลงกินข้าวทำให้ในหนึ่งโต๊ะคนที่รู้จักกันก็จะนั่งร่วมกัน หนุ่มๆในแผนกออกแบบอีกสองคนที่สาวๆในบริษัทรู้จักดีในความหล่อและความทะเล้นของ พี่กร และพี่สองที่สาวๆแผนกอื่นหมายตาแต่ติดตรงที่สองหนุ่มทีเมียแล้วจึงได้แต่แซวเล่นไปวันๆ
“แหมมมม ณดลนายนี่มันช่างทำคะแนน น้องบัวเอากุ้งพี่ไหมครับพี่แบ่งหนึ่งตัว” กรเอ่ยแซวขำๆทะเล้น
“พี่ก็มีกุ้งอ่ะ เอาพี่ของดีกว่าน้องบัว” พี่สองก็แซวขึ้นมาบ้าง ทำเอาบุษยายิ้มเขินอายทั้งขำหนุ่มๆ ที่แกล้งเอาใจผู้หญิงคนเดียวในโต๊ะซึ่งเธอก็รู้ดีว่าพี่ๆเค้าแซวเล่น
“แหะๆ บัวอิ่มแล้วล่ะค่ะ ถ้ากินหมดนี่สงสัยอ้วนชุดแน่นแน่ๆค่ะ” พลางยิ้มโค้งพนักหน้าเบาๆอย่างอ่อนน้อม
คนตัวสูงที่มองตัวหางตานี่ขบกรามแน่นอย่างไม่พอใจ แม้จะวางตัวนิ่งไม่ได้มองตรงๆ แต่ก็ได้ยินและเห็นปฏิกริยาของคนตัวเล็กที่นั่งเยื้องชัดเจน พลางคิดในใจ เสน่ห์แรงจริงๆเลยนะ ก่อนที่คนร่วมโต๊ะจะผิดสังเกตุชายหนุ่มก็ชวนคุยเพื่อกลบอารมณ์ครุกกรุ่นในใจของตัวเอง เขาเองไม่รู้ตัวว่าทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนี้
“นีน่าทานได้ไหมครับ ปกติเคยลงมาทานที่นี่ไหมครับ” ผู้บริหารหนุ่มหันไปถามนีน่าจงใจให้โต๊ะข้างๆได้ยิน
“ทานได้สิคะปกตินีน่าไม่ค่อยได้ทานอะไรแบบนี้หรอกค่ะ พี่กันต์ทานอะไรนี่นาก็ไปได้ทุกที่แหล่ะค่ะ” นี่นาตอบพร้อมกับส่งยิ้มหวานพราวเสน่ห์ให้ชายหนุ่ม ทำเอาคนฟังถึงกับไปไม่เป็น ได้แต่ยิ้มมุมปากตามมารยาท และหันไปหาผู้ช่วยหนุ่มที่ไม่รู้จะวางตัวยังไงเหมือนมานั่งทำอะไรตรงนี้
“พันลภวันหลังเราต้องลงมาบ่อยๆแล้วล่ะจะได้เห็นความเป็นอยู่ขอ’พนักงานด้วย”ชำเรืองมองโต๊ะข้างๆ ทำเอาโต๊ะข้างพร้อมใจกันโค้งหัวคำนับยิ้มจื่นที่เผลอเสียงดังแซวสาวเจี๊ยวจ๊าวจนลืมว่าเจ้านายหนุ่มนั่งอยู่โต๊ะข้างๆนี่เอง
บุษยารวบช้อนเธอไม่ได้ใช้ตะเกียบกินก๋วยเตี๋ยวซึ่งท่านรองประธานหนุ่มแอบลอบมองแล้วก็พลันอมยิ้มแล้วคิดในใจ
“หึ..กินก๋วยเตี๋ยวกับช้อนส้อมตั้งแต่เด็กจนโตไม่เปลี่ยนเลยนะ”
บุษยาไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าถูกถอดชุดนอนออกตอนไหน รู้ตัวอึกทีก็เหลือเพียงชุดชั้นในสีขาว รูปร่างและสัดส่วนของบุษยาทำให้คนตัวสูงยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจชายหนุ่มสอดมือเข้าไปปลดตะขอเสื้อชั้นในออกแล้วเหวี่ยงลงข้างเตียงโดยที่ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าจะตกไปทิศทางไหน คนตัวโตใช้มือหนุ่มของเขาบีบคลึงหน้าอกขาวอวบเต่งตึงไร้ผ้าปกปิด อกอวบตรงหน้าที่ขยับขึ้นลงตามแรงหายใจ คนตัวเล็กหลับตารับจูบและสัมผัสอันเร่าร้อนสลับอ่อนโยน ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน คนตัวเล็กไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนเพราะมัวเมาหัวหมุนที่โดนคนตัวโตพรมจูบ มืออีกข้างขงเขาเคล้นคลึงอกอวบอย่างเอาแต่ใจคนตัวโตได้โอกาสรีบถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกอย่างผู้มีประสบการณ์ เรื่องอย่างว่า เขาก็อายุอานาม 28ปีแล้ว ประสบการณ์เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมีมากมายผู้ชายก็รู้วิธีปลดปล่อยได้อย่างช่ำชองถึงกันต์พิมุกต์จะไม่ใช่คนเจ้าชู้ สมัยเรียนเมืองนอกเรื่องอย่างว่าเขาก็ไม่ใช่ไม่เคย เพียงแต่หลังจากที่เลิกกับบุษยาไปแล้วเท่านั้นที่พยายามลืมลองคบลองคุยแต่ก็ไม่มีใครที่ทำให้ชายหนุ่มลืมคนที่เขาเคยบอกรักเป็นคนแรก นั่นคือคนตัวเล็กที่อยู่ใต้ร่างคนนี้ได้สักครั้งเดียว ค
บุษยากำมือแน่นจนเจ็บไปหมด ทั้งโกรธ ทั้งเกลียดคำดูถูกของกันต์พิมุกต์ที่เสนอให้เธอเป็นนางบำเรอแม้เขาจะเรียกสวยหรูว่าภรรยาชั่วคราวก็ตาม บุษยาหันหลังเพื่อเช็ดน้ำตาออกลวกๆ จังหวะนั้นคนตัวสูงรีบเดินไปปิดประตูหน้าห้องและล็อคอย่างรวดเร็ว บุษยาหันมาเห็นว่าประตูปิดแล้วเธอจึงเดินไปเพื่อที่จะดันตัวคนตัวสูงออกไปจากห้องไป ชายหนุ่มมายื่นอยู่ตรงข้ามกับบุษยาที่มีเพียงโต๊ะที่วางแก้วน้ำกั้นอยู่ กันต์พิมุกต์ทำท่าจะนั่งลงเพื่อยั่วยุคนตัวเล็กที่กำลังโมโหเลือดขึ้นหน้า “ออกไปจากห้องบัวเดี๋ยวนี้นะคุณกันต์ห้ามนั่งออกไป! ออกไป!” บุษยาดึงกระชากแขนคนตัวสูงให้ลุกขึ้นเพื่อที่จะดันตัวเค้าไล่ออกไปจากห้องให้เร็วที่สุด แต่ด้วยที่กันต์พิมุกต์ตัวโตและสูงกว่าชายหนุ่มสูงถึง 182 ซม. แต่บุษยาสูง 165 รูปร่างบอกบางแต่หน้าอกหน้าใจไม่ได้เล็กตามขนาดแขน ขาที่เรียวยาว เรียกได้ว่าหุ่นฟ้าประธานสำหรับสาวๆเลยทีเดียว ด้วยแรงที่น้อยกว่าบวกกับที่คนตัวสูงรั้งตัวไม่ลุกขึ้นตามแรง กระชากทำให้ชายหนุ่มล้มนอนราบไปกับโซฟาร์ แขนแกร่งดึงรั้งเอาแขนของบุษยาให้ล้มตัวทับตามไปด้วย “หึหึ นี่เธอโกรธหรอ เธอรู้ไหมว่ามีผู้หญิงตั้งหลายคนนะที่อยากรับตำแหน่ง
“คุณกันต์!! ” ทันทีที่ประตูห้องเปิดออกบุษยาต้องตกใจอ้าปากค้างเพราะเจ้านายของคุณแนนที่เธอพูดถึงคือกันต์พิมุกต์ที่เดินเข้ามาพร้อมกับผู้ช่วยหนุ่ม “สวัสดีครับคุณบัว” เป็นพันลภที่เป็นคนเอ่ยทักทายในขณะที่กันต์พิมุกต์ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉย แต่ชายตามองคนตัวเล็กที่มีทีท่าตกใจเมื่อเห็นเขา คนตัวโตหันไปมองสำรวจรอบๆห้องที่จะซื้อ กันต์พิมุกต์ชายตามองคนตัวเล็กราวกับว่าไม่สนใจไม่อยากให้อยู่ในสายตาอย่างไงอย่างงั้นแหละ“เอ่อ… ค่ะ สวัสดีค่ะท่านรองประธาน.. คุณลภบัวไม่คิดว่าจะเป็นคุณ...เอ่อเป็นท่านรองที่จะซื้อห้องบัวค่ะ”“อืมมมม ห้องสวยเรียบหรูดีนี่ มันอยู่ใกล้ที่ทำงานฉันจะซื้อไว้ ถ้าเธอไม่ขัดข้องใช่ไหมล่ะที่ฉันจะซื้อห้องนี้”เป็นครั้งแรกในรอบ เดือนกว่าๆที่บุษยาได้ยินเสียงเค้าพูดด้วย นอกจากมองด้วยสายตาหมองเมิง “ไม่ค่ะบัวไม่ขัดข้องค่ะ ว่าแต่คุณจะทำสัญญาซื้อขายวันนี้เลยเหรอคะ”“ใช่!! ทำไมเธอติดอะไรหรือเปล่าถ้าฉันจะซื้อวันนี้ ฉันไม่ชอบรออะไรนานๆ อยากได้ฉันก็ต้องได้” พูดจบชายหนุ่มก็หันไปสบตาพยักหน้าส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยหนุ่มทราบว่าต้องทำอะไรต่อจากนี้“นี่ครับสัญญา ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับผมกับแนนเซ็นเป็นพ
บุษยาเปิดประตูเข้าห้องด้วยความเหนื่อยล้า พอมาถึงห้องเธอก็รีบเข้าไปดูที่ประกาศขายห้องไว้มีคนสนใจ และมีใครเข้ามาดูภาพที่ลงประกาศไว้หรือไม่ ได้แต่ถอนหายใจมีผู้เข้าดูแค่3คน ทันใดนั้นก็มีสายเข้า “ ฮัลโลว กอหญ้า”“บัว ไม่ได้คุยกันเป็นเดือนแล้วนะ บัวอยู่ที่ไหน”“เป็นอะไรหรือเปล่าทำไมเสียงเป็นแบบนั้น ไม่สบายหรือเปล่า”“ไม่เป็นไรฉันเป็นไข้หวัดนิดหน่อย บัวเธอเป็น ไงบ้างเห็นหมอรุท บอกว่าคุณแม่เธอไม่สบาย เราขอโทษนะไม่ได้ไปเยี่ยมเลย เธอมีอะไรไม่สบายใจโทรหาฉันได้นะบัว ถึงฉันช่วยอะไรไม่ได้มากแต่ฉันรับฟังเธอได้นะ”กอหญ้าเป็นเพื่อนสนิทตอนอยู่มหาลัย และบุษยาก็แนะนำกอหญ้าให้รู้จักกับหมอรุททั้งสามจึงสนิทสนมกัน อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนก็ได้ปรึกษา แต่ด้วยนิสัยที่เหมือนกับพ่อบุษยาเลือกที่จะพึ่งพาตัวเองมาโดยตลอด หลังจากวางสายเพื่อนแล้ว ก็มีสายแปลกโทรเข้ามา“สวัสดีค่ะคุณบุษยาหรือเปล่าคะ “ใช่ค่ะฉันบุษยาค่ะ”“ฉันเห็นคุณประกาศขายคอนโด ขอโทษนะคะที่โทรมากลางคืน พอดีว่าฉันอยากเข้าไปดูห้องเย็นพรุ่งนี้หลังเลิกงาน คุณสะดวกไหมคะ”“พรุ่งนี้เป็นวันศุกร์ฉันจะไม่ได้เข้ามาคอนโดค่ะ มีธุระสะดวกเป็นวันเสาร์ได้ไหมคะ”บุษยาบอกปล
ทันทีที่หมอรุทมาส่งถึงหน้าห้องหมอหนุ่มก็กลับลงไปทันที บุษยาล้มตัวลงนอนที่โซฟาด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายทังใจ พลันคิดไปว่าจะไปหาเงินจากไหนหลักล้านได้ทัน และนอกจากค่ารักษาคุณแม่แล้วบุษยาเองก็ต้องเป็นเสาหลักของครบครัวด้วย คนตัวเล็กกวาดสายตาไปรอบๆห้อง พลันถอนหายใจและลุกขึ้นไปอาบน้ำ ระหว่างที่อาบน้ำผ่อนครายบุษยาก็คิดหาทางออกได้ บุษยาออกจากห้องแล้วก็โพสต์ประกาศขายคอนโดใจกลางเมือง2ห้องนอน 2 ห้องน้ำในราคา 10 ล้านบาทในเวปไซต์ และสื่อโซเชียลทันที “คุณพ่อคะบัวขอโทษนะคะที่รักษาของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คุณพ่อให้ไว้ไม่ได้” เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นบุษยาต้องรีบลุกไปเตรียมตัวไปทำงานแม้ว่าจะได้นอนแค่ไม่กี่ชั่วโมง เมื่อวานก็ลางานครึ่งวันแล้ววันนี้ลาอีกก็แค่จะน่าเกลียดไป เธอเองก็พึ่งทำงานได้เพียง 1 เดือนเอง บุษยาเดินเข้าลิฟต์เพื่อที่จะเดินทางไปขึ้นรถไฟฟ้า ในระว่างเดินเธอก็หยิบมือถือขึ้นมาดูว่าจะมีคนสนใจคอนโดที่โพสต์ขายไปเมื่อคืนหรือยังนะ แต่ข่าวที่ขึ้นตามสื่อโซเชียลเช้านี้คือรถไฟฟ้าขัดข้องทำให้ผู้โดยสารยืนรอใช้บริการเต็มจนล้นจากสถานี พลันคิดในใจ สงสัยต้องไปรถแท็กซี่แล้วมั้งเนี่ย แต่ประหยัดที่ทำงานก็ไม่ไกลน
@โรงพยาบาลบุษยากึ่งวิ่งกึ่งเดินด้วยความรีบร้อน พอได้รับโทรศัพท์จากแม่นมว่า คุณแม่ของเธอมีอาการเวียนหัว และเป็นลมหมดสติถูกตัวนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้บ้าน และโรงพยาบาลก็ส่งตัวมาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯที่รักษาตัวอยู่คือโรงพยาบาลที่พ่อของหมอรุทเพื่อนชายคนสนิทเป็นผู้อำนวยการและหมอเจ้าของไข้แม่ของบุษยาด้วย“รุทคุณแม่บัว ฮึกๆ เป็นอะไรมากไหมทำไมคุณแม่อาการเป็นแบบนี้ล่ะ” บุษยาถามด้วยอาการสะอื้นที่สุดจะกลั้นความเป็นห่วงแม่ไม่ได้ จนสะอื้นร้องไห้ออกมาก“ไม่ต้องห่วงนะบัว พ่อเรากำลังตรวจอยู่นะใจเย็น ๆ มาถึงโรงพยาบาลแล้ว พ่อเราเป็นอาจารย์หมอเลยนะ บัวอย่างกังวลเลยน่า” หมอหนุ่มปลอบใจพลางโอบกอดลูบหลังด้วยความห่วง เวลาผ่านไปเป็นเวลา นานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่สำหรับคนที่รอด้วยความห่วงใยมันช่างยาวนาน พอประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกบุษยาก็รีบลุกขึ้นเดินไปหาคุณหมอ“คุณลุงหมอคะ คุณแม่เป็นยังไงบ้างคะ”“ไปที่ห้องลุงดีกว่า” พร้อมกับสีหน้าที่เป็นกังวล เมื่อทั้งสามคนอยู่ในห้องประจำตำแหน่งของคุณลุงหมอ ที่เป็นส่วนตัว “อาการของคุณแม่หนูบัวค่อนข้างน่าเป็นห่วง ร่างกายอ่อนแอมาก จากที่ลุงประเมินสุขภาพคนไข้แล้วไม่สามารถให้คีโมได้อีก







