Masuk“จับของกูบ่อยๆ ระวังกูปล่อยในมึงสักวัน” “กลัวตายล่ะ” เพราะเป็นคนจัญไรอยู่แล้วเลยเล่นกับเพื่อนที่ศีลเสมอกันถึงเนื้อถึงตัวแบบไม่คิดอะไร แต่ไปไงมาไง ทำไมผีผลักกลายเป็นเราสองคนได้ในกระท่อมกลางนาวะเนี่ย "ไอ้คิน มึง...กี่นิ้วอ่ะ" "เก้าครึ่ง ทำไม" "ก็ว่าอยู่ทำไมเจ็บฉิบหาย ที่แท้ใหญ่กว่าพี่โด้ (ดิลโด้) กูห้านิ้วกว่านี่เอง"
Lihat lebih banyakTrigger warning : เรื่องนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เนื้อเรื่องระหว่างทางมืดมน ดราม่า เตรียมผ้าซับน้ำตาด้วยนะคะ พระเอกธงแดงค่อนไปทางดำ ตัวร้ายที่จับฉลากได้บทพระเอก TW18+ ทั้งเรื่องนะคะ
มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทารุณกรรมเด็ก การใช้อำนาจเหนือกว่าบังคับให้คนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ การตาย ภาวะซึมเศร้า ความรุนแรง การสังหารหมู่ การทำร้ายร่างกายและจิตใจ การฆ่าตัวตาย การทรมาน ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สายลมเย็นพัดใบไม้สีเหลืองปลิวไปตามทางเดินที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา สองข้างทางมีเพียงกิ่งก้านต้นไม้สีดำไร้ใบขนาบข้าง บรรยากาศรอบข้างไร้เสียงผู้คน แต่กลับมีเสียงโซ่ตรวนกระทบกันเป็นช่วง ๆ คนกลุ่มหนึ่งเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังตอนใต้ของแคว้นซีเป่ย
หลินซินอี๋ หญิงสาวอายุสิบแปดปีต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมายังแคว้นห่างไกล สายตาของนางเลื่อนลอยไร้จุดหมาย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความคิดนึกย้อนไปถึงวันคืนอันสงบสุขกับครอบครัว บัดนี้ไม่มีอีกแล้ว นางเป็นคนเดียวที่รอดจากสงครามระหว่างแคว้น
ยามนี้ โชคชะตากลับซ้ำเติม ผู้แพ้สงครามย่อมต้องตกเป็นเชลย ชาวบ้านหนีตายกันจ้าละหวั่น และนางก็ไม่พ้นถูกพวกค้าทาสจับมา หลินซินอี๋เดินลากโซ่ตรวนอย่างไร้เรี่ยวแรง ร่างกายมีรอยฟกช้ำเพราะโดนคนพวกนั้นทุบตี นางพยายามหนีครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่า ไม่ว่าจะไปทางใดกลับไม่มีแสงสว่างส่องทางให้นาง
ลึก ๆ แล้ว ในใจยังคงมีความหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้านี้ ยังคงมีที่แห่งหนึ่งรอคอยนางอยู่ ไม่ต้องมากมายเช่นเดิม กินอิ่ม นอนหลับ และอิสระจากโซ่ล่ามข้อเท้าก็เพียงพอ
ตระกูลหลิน เดิมทีเป็นขุนนางชั้นกลาง ชีวิตของพวกเขาอยู่อย่างเรียบง่ายและสุขสบายมาโดยตลอด จู่ ๆ สงครามระหว่างแคว้นเริ่มต้นขึ้น พี่ชายทั้งสองของนางจำต้องเข้าร่วมกองทัพเพื่อปกป้องบ้านเมือง ผ่านไปสองสามปี สงครามกลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น นอกจากจะไม่ได้ข่าวคราวของพี่ชายทั้งสอง น้องชายคนเล็กและผู้เป็นพ่อยังต้องเข้าร่วมกองทัพเป็นกำลังสำรองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เวลานั้น นางต้องคอยปลอบประโลมผู้เป็นมารดาและน้องสาวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของนาง สงครามพรากจากผู้คนที่รัก ก่อเกิดความหิวโหยและอดอยาก เสบียงอาหารร่อยหรอ มิหนำซ้ำ แผ่นดินยังแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้มาหลายเดือน
สงครามยืดเยื้อต่อมาได้อีกสองปี นางจึงได้ข่าวว่าทุกคนในครอบครัวที่เข้าร่วมสงครามไม่มีวันกลับมาอีกต่อไปแล้ว ตอนนั้น นางใจสลายทรุดเข่าลงกับพื้น มือทั้งสองข้างปิดหน้าร้องไห้โฮ บิดาสอนให้นางมีความหวังอยู่เสมอ ไม่ว่าจะน้อยนิดสักเพียงใด ขอแค่มีความหวัง นางทำตามคำบอกนั้นเป็นอย่างดี แต่ผลที่ได้รับกลับตรงกันข้าม คนผู้นั้นไม่อยู่แล้ว
กระนั้น วันที่รู้ข่าวร้ายเรื่องที่หนึ่งแล้ว ข่าวร้ายเรื่องที่สองก็ตามมาอย่างกระชั้นชิด กองทัพจากต่างแคว้นบุกเข้าเมือง หลินซินอี๋ไม่รอช้า รีบจัดแจงข้าวของจำเป็นพกติดตัวแล้วพามารดากับน้องสาวหนีไปทางฝั่งตรงข้าม แต่ความชุลมุนวุ่นวายในยามนั้น ทำให้ทุกคนต้องพลัดหลงกัน
หลินซินอี๋ตามหามารดาและน้องสาวอยู่นานหลายเดือน ร่างกายซูบผอมไปมากนักเพราะกินอยู่อย่างอดอยาก ผิวหนังที่เคยมีเนื้อมีนวลผ่ายผอม แห้งกร้าน มอมแมม แต่นั่นก็ทำให้นางรอดพ้นจากพวกค้าทาสมาได้ ในที่สุด นางก็ได้ข่าวคราวของทั้งสองคนจากเพื่อนบ้านที่เคยช่วยเหลือกัน ในใจนั้นกระโดดโลดเต้นที่จะได้พบครอบครัวอีกครั้ง
สองขาของนางก้าวตรงไปยังที่แห่งนั้น แม้จะไม่ได้กินอะไรมาหลายมื้อ แต่ยังคงออกวิ่งด้วยความมุ่งมั่น ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน แต่แล้วความหวังของนางกลับพังทลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อได้เห็นว่าที่แห่งนั้นมีเพียงหลุมศพและป้ายวิญญาณสลักชื่อของมารดา
นางโอบกอดหลุมของมารดา มือข้างซ้ายลูบดินที่ฝังร่างไว้ไปมา น้ำตารินไหลไม่อาจกั้น ที่พึ่งพิงสุดท้ายไม่เหลือแล้ว นางทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ หลับตาลง ไม่อยากรับรู้อะไร
“ปล่อยข้า ปล่อยข้านะ ปล่อย” เสียงแหลมเล็กที่คุ้นเคยดังแว่วมาแต่ไกล หลินซินอี๋ลืมตาแล้วหันไปทางต้นเสียงนั้น
เด็กสาวตัวเล็กพยายามสะบัดตัวหนีจากเงื้อมมือของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่ง เขาจับข้อมือของนางแล้วดึงตัวนางขึ้นอย่างง่ายดาย เด็กสาวผู้นั้นสีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด แรงบีบมือมหาศาลแทบจะบดกระดูกของนางให้แตกละเอียด
หลินซินอี๋ยันตัวลุกขึ้น สาวเท้าวิ่งไปเร็วจี๋เพื่อจะดูให้ใกล้ ๆ ว่านางใช่คนที่กำลังตามหาหรือไม่ เมื่อได้เห็นผ้าผูกผมที่นางเคยทักทอให้น้องสาว หลินซินอี๋หัวใจเต้นแรง รีบวิ่งเข้าไปหาคนทั้งคู่
“ท่านพี่!” เสียงอันคุ้นเคยเรียกนาง
ชายฉกรรจ์ผู้นี้กลับยิ้มมีเลศนัย พลันต้องหุบยิ้มลงทันที เมื่อนางกระโดดดึงแขนที่จับข้อมือของเด็กสาวลงมา เขาใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่บีบลำคอเรียวแล้วโยนไปข้าง ๆ อย่างเลือดเย็น
“ท่านพี่!” น้องสาวของหลินซินอี๋ตะโกนสุดเสียง พยายามดิ้นให้หลุดเพื่อไปหาพี่สาวของนาง เท้าสองข้างที่ลอยเหนือพื้นเตะเข้าที่ชายโครงของชายฉกรรจ์ ทว่า ไร้ผลใด ๆ
“ปล่อยน้องสาวข้า” นางตะโกนก้อง พร้อมจ้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว คิดในใจว่าจะต้องปกป้องคนในครอบครัวที่เหลืออยู่คนสุดท้ายให้ได้
แต่ชายผู้นี้อารมณ์ด้านชา ไม่หวั่นไหวต่อคำร้องขอจากผู้อ่อนแอ เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองดูร่างกายของนางอย่างพินิจพิจารณา แม้จะซูบเซียวไปบ้าง แต่ก็ยังคงขายได้ราคาดีอยู่ เขาไม่รอช้าเดินมาฉุดหลินซินอี๋ให้ลุกขึ้น แล้วดึงกระชากสองพี่น้องมาตลอดทาง
เมื่อมาถึงที่พักของพวกค้าทาส ทั้งสองจึงได้นั่งพูดคุยกันอย่างสงบอีกครั้ง
“หรงเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หลินซินอี๋ถามนาง พลางตรวจดูร่างกาย เห็นข้อมือและลำตัวมีร่องรอยถูกทำร้ายก็คับแค้นใจคนพวกนั้นยิ่งนัก
“ข้าคิดถึงท่านพี่ ท่านแม่” นางกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล สายตาบ่งบอกทุกอย่างในใจ
หลินซินอี๋เล่าเรื่องราวของมารดาให้นางฟังอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนจิตใจ คอยเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นอย่างแผ่วเบาและกอดปลอบอยู่ทั้งคืน
รุ่งเช้าวันใหม่
สองพี่น้องถูกขายให้กับจวนเศรษฐี นับแต่นั้นมาจึงทำงานทุกอย่างภายในจวนด้วยความอุตสาหะ เก็บอัฐทีละเล็กทีละน้อยเอาไว้ไถ่ถอนตัวเองในวันข้างหน้า ชีวิตราวกับจะค่อย ๆ กลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง
ไฉนเลย เคราะห์โศกไม่ยอมรามือ โรคร้ายที่มาในคืนหิมะตกหนักคร่าชีวิตผู้คนที่อยู่ละแวกนั้นไปไม่น้อย รวมถึงน้องสาวของนางด้วยเช่นกัน หลินซินอี๋ ค่อย ๆ นำร่างของคนสุดท้ายในครอบครัว ขึ้นรถเข็นไม้ ไสไปยังสุสานท้ายเมือง ระยะทางไม่น้อย หยิบจอบมาสับลงดินแข็ง ๆ ทีละน้อย พลางปาดน้ำตาที่ไหลเอ่อ
จากนั้น ค่อย ๆ นำดินฝังกลบร่างให้น้องสาวทีละส่วน เหลือบมองใบหน้าที่เคยสดใสและยิ้มให้นางเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะจากลากันตลอดไป
หลินซินอี๋ เดินโซซัดโซเซไปตามทาง คิดในใจว่าไม่เหลืออีกแล้ว ไม่มีอะไรเหลือแล้ว มีแค่ลมหายใจของนางเท่านั้นที่ยังคงอยู่ แสงสว่างที่บิดาของนางเคยพูดถึง มีอยู่จริงหรือไม่ ทำไมถึงปล่อยให้ชีวิตของนางมืดมนได้เพียงนี้
ไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อ นางกลับรู้สึกได้ถึงความเหี้ยมโหดอยู่เบื้องหลัง พวกพ่อค้าทาสเดินดุ่มเข้ามาหานาง ในเมื่อไม่มีนายคอยปกป้องคุ้มครอง นางจึงกลายเป็นพวกเร่ร่อนทั่วไป พวกเขาจึงคิดจะจับนางไปขายอีกครา หาเงินทองไว้ดื่มสุราเคล้านารีปรนเปรอความสุขของตนเองในวันข้างหน้า
“อีกนานหรือไม่ จะถึงแคว้นซีเป่ย” เสียงของเด็กชายคนหนึ่งถามขึ้น
“ข้าไม่รู้ ข้าไม่เคยไป” หญิงสาวผู้หนึ่งตอบกลับ
การเดินทางไปยังแคว้นซีเป่ยกินเวลาหลายเดือน ต่างคนต่างอยากรู้ว่าหนทางข้างหน้าจะทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นได้หรือไม่ ข่าวลือแพร่สะพัดว่าแคว้นซีเป่ยนั้น แม้จะผ่านสงครามครั้งใหญ่แต่บ้านเมืองกลับเจริญรุ่งเรืองและต้อนรับผู้คนจากทุกหนแห่ง แม้จะเป็นทาสก็คงไม่ยากลำบากเช่นเดิม
หนึ่งเดียวที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอันใดแล้ว ปล่อยความคิดของตนเองล่องลอยไปกับสายลม ใจไม่โหยหา ทั้งด้านชาเสียเต็มประดา
ย้อนไปเมื่อประมาณเกือบสามปีก่อนพอลเตอร์กำลังนั่งทำหน้าตาระรื่นในห้องรับแขกบ้านไร่ขุนเขาโดยมีเจ้าของบ้านและน้องสาวเขากอดอกมองด้วยคิ้วขมวดยับย่นทั้งสองข้างหลังจากรับรู้เรื่องภารกิจที่พอลเตอร์เกริ่นถึงเมื่อหลายเดือนก่อนขุนเขาก็แทบอยากจะเข้าไปถีบยอดหน้าเพื่อนเข้าให้ เพราะนอกจากมันจะเสี่ยงอันตรายแล้ว ไอ้เพื่อนแสนรักยังจะขออนุญาตให้น้องสาวแสนรักของตนปลอมตัวไปพร้อมกับมันเพื่อให้แนบเนียนยิ่งขึ้นตอนนี้ขุนเขาเลยค่อนข้างไม่พอใจพอลเตอร์เป็นอย่างมาก ส่วนต้นหญ้าเองก็ไม่ค่อยต่าง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนพี่ชายต้องเจาะจงเป็นเธอ ทั้งที่เขาน่าจะมีผู้หญิงที่เป็นทีมงานของตนอยู่ไม่น้อย“เหตุผลง่าย ๆ ผู้หญิงในทีมฉันมีแต่ระดับนางงาม หมายถึงหน้าตาอะนะ ไอ้จะไปหาคนหน้าตาบ้าน ๆ ดูซื่อ ๆ หลอกง่ายที่ไว้ใจได้มันก็ออกจากยากไปหน่อยน่ะ”“ไอ้บ้านี่! นั่นปากเหรอวะ”ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจมากนักเพราะชายหนุ่มพูดภาษาอังกฤษเร็วมาก แต่เธอก็พอจับใจความได้ว่าตนถูกเหน็บแนมเรื่องความสวยนะโว้ย“แกกำลังบอกว่าน้องฉันขี้เหร่มากพอจะช่วยงานได้?”“ต้นหญ้าไม่ได้ขี้เหร่ขนาดนั้น แต่เธอดูไม่มีพิษมีภัย เหมาะกับภารกิจมากกว่าสาวแซ่บในทีมฉัน”“
วันนี้เป็นวันเปิดตัวสินค้าและเปิดตัวคู่ค้าคนใหม่ที่เพิ่งตกลงเซ็นสัญญาหลังจากการพูดคุยกันกว่าสามปีกับไฮโซป้อง ด้วยเพราะอีกฝ่ายค่อนข้างมีชื่อเสียงและฝั่งขุนเขาเองก็กำลังก้าวหน้า งานเลี้ยงจึงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในโรงแรมหรูใจกลางเมืองงานเริ่มไปแล้วเมื่อสามสิบนาทีก่อน แต่เจ้าภาพอย่างขุนเขายังไม่ปรากฏตัวขึ้น มีเพียงเมธีเท่านั้นที่เข้ามารับหน้าให้ เนื่องจากเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้บริหารเช่นเดียวกัน นั่นสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากให้ก้องเกียรติ เขาคิดว่าชายหนุ่มไม่ให้เกียรติตนและต้องการหักหน้า อาจเพราะเมื่อครั้งในอดีตเขาเคยเล็งธาราเอาไว้ ขุนเขาคงนึกแค้นในใจแล้วเอาคืนเขาในครั้งนี้หารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วขุนเขาไม่ได้นึกแค้นเคืองก้องเกียรติแต่อย่างใด ที่เขายังมาไม่ถึงงานเพราะติดปัญหาใหญ่นั่นคือการแต่งตัวของเมียคนสวยมากกว่า!ธาราในชุดเดรสปักเหลื่อมแสนสวนสีแดงสด มันดูเข้ากันมากกับการแต่งหน้าด้วยลุคเปรี้ยวจี๊ดปากสีเชอร์รีของเธอ หากข้างหน้าไม่แหวกลึกจนเห็นเนินนม และข้างหลังไม่เว้าจนเกือบเห็นก้มก้นงอนงามขุนเขาไม่ยอมให้เมียออกไปจากห้องโดยเด็ดขาดจนกว่าเธอจะยอมเปลี่ยน แม้เขาจะทำให้คู่ค้าไม่พอใจ แต่ชา
ด้วยความเป็นคุณแม่ฟูลไทม์และขุนเขาเองก็มีงานการให้ทำมากมายแม้จะมีเมธีเข้ามาช่วยเหลือบ้างบางครั้งแต่ชายหนุ่มก็ยังยุ่งอยู่เสมอ ยิ่งเวลาผ่าน บริษัทภายใต้การบริหารของเขาก้าวหน้ามากขึ้นถึงขนาดทำการตลาดกับต่างประเทศขุนเขายิ่งทำงานหนักขึ้นจนไม่มีเวลากระทั่งกินข้าวเที่ยงในบางวันต้นน้ำอายุสองขวบแล้วในตอนนี้ จากที่คิดว่าจะทำลูกหัวปีท้ายปี กลายเป็นว่าผ่านไปสองปีแล้วภรรยาสุดสวยยังไม่ตั้งท้องลูกคนที่สองเลย อาจจะเพราะธาราไม่ปล่อยเพราะเธอยังรู้สึกเหนื่อยกับการเลี้ยงลูกด้วยตัวเองด้วย และอีกเหตุผลคือเขาไม่ค่อยมีแรงทำการบ้านหนักเหมือนเมื่อก่อน ครั้นจะให้มานั่งนับวันตกไข่ของเมียมันก็ดูออกจะจริงจังเกินไป เพราะเหตุนั้นธาราจึงลงความเห็นว่าเธอจะแบ่งเบาภาระสามีลงด้วยการกลับไปทำงานคู่กับเขา ส่วนต้นน้ำให้บิดาเป็นคนดูแลในตอนกลางวันไปก่อน จนกว่าเด็กน้อยจะอายุถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนคราแรกมันค่อนข้างยาก เพราะภรรยาคนสวยดูปรับตัวไม่ค่อยได้ พอเวลาผ่านไปสักพักทั้งคู่ก็ชินกินมากขึ้น บริหารเวลาได้ดีขึ้น และแน่นอนว่ามีเวลาในการออกไปนอนคอนโดใกล้บริษัทเพื่ออยู่กันสองต่อสองบ่อยขึ้นวันนี้ก็เช่นกัน สองผัวเมียจัดดินเนอร์เล็ก ๆ
เสียงร้องแสบหูของทารกแรกเกิดดังก้องไปทั่วห้องคลอด ขุนเขามองร่างเล็กขนาดเพียงแค่ไม่กี่กิโลกรัมกำลังถูกทำความสะอาดโดยพยาบาลแล้วยิ้มกว้างปลื้มปรีติ เขาแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ตอนเห็นใบหน้าลูกชายคนแรกของตน ลูกชายที่ตนอุตส่าห์ตั้งใจให้เกิดมา แล้วเขาก็ถือกำเนิดในเวลาต่อมาเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ท่าทางแข็งแรงแถมยังคลอดง่ายเพราะคนเป็นแม่แทบไม่ปวดท้องทรมาน หรือออกแรงเบ่งมากเกินไปด้วย“เก่งมากครับที่รัก”ก้มลงจูบภรรยาแสนรักที่ขมับเธอเพื่อเป็นรางวัลปลอบใจกับการให้กำเนิดของขวัญแสนพิเศษในครั้งนี้ ธารายิ้มหวานตอบกลับ หลุบตามองต่ำไปยังลูกชายของตนแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน“นี่ลูกชายของเรา น้องต้นน้ำ ลืมตามามองลูกหน่อยสิครับคนดี”เสียงนั้นปลุกเธอให้ตื่นอีกครั้ง ธาราเอื้อมมือไปสัมผัสลูกน้อย ก่อนรับเขาเข้ามาอุ้มแนบอก ความรู้สึกต่าง ๆ มากมาย พรั่งพรูออกมากลายเป็นสายน้ำตา เธอร้องไห้ในขณะที่ลูบไล้นิ้วมือไปตามใบหน้าเล็ก ๆ ก่อนเงยหน้ามองสามีเพื่อยิ้มให้เขา“ของขวัญคนแรกของเรา… ขอบคุณนะครับที่มีเขาให้พี่ เราจะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”เพราะความอ่อนเพลียเธอจึงไม่พูดอะไรตอบกลับสามีมากนัก ขุนเขายอมให้ภรรยาได้
ข่าวการถูกยิงและการจับกุมพรรณธิดาถูกตีแผ่ออกมาให้สังคมภายนอกได้รับรู้มากขึ้นหลังจากหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ธาราออกจากโรงพยาบาลแล้วเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอยังยังคงช่วยเหลือตัวเองไม่สะดวก ไหนจะเริ่มมีอาการแพ้ท้องร่วมด้วยจนขุนเขาไม่กล้าให้ออกไปไหนหรือทำอะไรด้วยตัวคนเดียวบริษัทที่ดูแลภายใต้การบริหารของ
“น้ำ น้ำ!” ตะโกนเรียกเธอเสียงดังตอนที่เธอทำท่าเหมือนจะหลับไปให้ได้“คุณเรียกรถพยาบาลเร็ว ไอ้พอลเตอร์ส่งหน่วยพยาบาลมาหาฉันด่วน น้ำถูกยิง”โชคดีที่ยังมีสติ เขาชี้ไปยังทีมของตำรวจนายหนึ่งให้โทรเรียกรถพยาบาล ก่อนพูดเสียงดังใส่หูฟังเพราะรู้ว่าเพื่อนมีหน่วยพยาบาลและมันยังไม่ได้ไปไหนไกล หากรอรถมา มีหวังเม
สองวันต่อมาการประชุมใหญ่เฉพาะระดับผู้บริหารถึงได้เริ่มต้นขึ้น ธาราเสนอชื่อสามีหนุ่มของตนเข้ารับตำแหน่งแทนอย่างไม่มีกำหนดเนื่องจากเธออยู่ในช่วงที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ได้ แรกเริ่มบอร์ดคัดค้านไม่เห็นด้วยกับเธอ หาว่าเธอเสียสติที่เอาคนไม่เกี่ยวข้องขึ้นมาบริหารแทน สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นขั้นมี
“แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของเรา”“ทำไมจะไม่ใช่!” พรรณธิดาตะคอกเสียงกร้าว แววตาดุดันมองจ้องมายังธาราตรง ๆ จนเธอถึงกับผงะถอยห่างไปชนกับขุนเขาซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง “ไอ้เมธีมันแย่งความสุขจากฉันไปหมดทุกอย่าง ถ้าฉันจะแย่งความสุขของมันกลับมาบ้างจะเป็นไรไป!”“…”ธาราเม้มปากแน่น ความเคียดแค้นในใจของอาสาวช่างน่ากล

![3P เมื่อเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ [ซันxโมนาxแอลเจ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



