เข้าสู่ระบบหลังจากถูกพี่คินทร์บังคับให้กินยาคุมฉุกเฉินเสร็จเรียบร้อย เขาก็ขับรถพาฉันกลับมาบ้าน โดยมีฉันบอกทางกลับบ้านให้พี่คินทร์ได้รู้ พี่คินทร์ถามอะไร ฉันก็มีหน้าที่ตอบไป แต่การสนทนาของเรากลับไม่ได้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินดีที่จะพูดคุยกันเลย โดยเฉพาะพี่คินทร์ที่เอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลาที่อยู่บนรถ แถมกำพวงมาลัยแน่นจนเห็นเส้นเอ็นที่ข้อมือของเขา แล้วก็ยังขับรถเร็วยิ่งกว่าอะไรดี
“พี่คินทร์ขับเบาๆก็ได้ค่ะ มันอันตราย” ฉันเปล่งเสียงออกไปอย่างยากลำบากเนื่องจากตัวรถมันไม่มั่นคง เพราะพี่คินทร์ขับปาดซ้ายปาดขวาไม่ไว้หน้าใครเลย ร่างกายฉันก็เลยสั่นคลอนตามรถไปด้วย
“เงียบ!” เสียงเข้มตวาดกลับมา ทำให้ร่างกายของฉันสะดุ้งเล็กน้อย
“…” ฉันเงียบเสียงของตัวเองลง พลางมองออกไปนอกหน้าต่างแทน
ทั้งรถเลยเกิดความเงียบและความอึดอัดขึ้นอีกครั้ง ฉันไม่กล้าพูดอะไรกับพี่คินทร์อีก ได้แค่นั่งจิกเล็บลงกับเบาะรถเพื่อเป็นหลักยึดไม่ให้ตัวเองถลาไปข้างหน้าก็เท่านั้น
ในที่สุดการเดินทางอันแสนอึดอัดหัวใจก็สิ้นสุดลง เมื่อรถของพี่คินทร์เลี้ยวเข้ามาในบ้านของฉัน พี่คินทร์เหยียบเบรคกะทันหันจนร่างของฉันที่นั่งเหม่อลอยอยู่เกือบพุ่งทะยานไปข้างหน้า ดีที่ตั้งสติได้ทัน เลยคว้าเบาะหน้ายึดตัวเองไว้ได้ พี่คินทร์ปรายตามองฉันจากทางกระจกมองหลัง วินาทีนั้นเหมือนเขาหลุดหัวเราะออกมาด้วย
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะทรงตัวไปนั่งอยู่ในท่าปกติ “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” ฉันยกมือขึ้นไหว้พี่คินทร์
ถ้านับจากอายุที่ห่างกัน ตอนนี้พี่คินทร์น่าจะยี่สิบสองปีเกือบยี่สิบสามปีเห็นจะได้ ในขณะที่ฉันเพิ่งจะสิบแปดปีผ่านมาแค่เจ็ดวันเท่านั้น ดังนั้นรอบอายุของเราเลยห่างกันถึงสี่เกือบห้าปี เขาอาวุโสกว่าฉันมาก
“เดี๋ยว...” ในจังหวะที่ฉันเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ เตรียมที่จะก้าวลงรถ เสียงทุ้มต่ำของพี่คินทร์ก็รั้งฉันไว้ซะก่อน
มือฉันชะงักไป ก่อนจะเอ่ยตอบรับเขาเสียงเบา “คะ?”
ฉันหันไปมองพี่คินทร์ที่ตอนนี้กำลังถอดเสื้อคลุมหนังสีดำของตัวเองออก ก่อนที่เจ้าเสื้อตัวนั้นจะถูกคนตัวสูงโยนมาให้ มันตกลงบนพื้นรถ ฉันรีบหยิบมันขึ้นมา ก่อนจะมองเสื้อหนังสลับกับมองหน้าพี่คินทร์อย่างงุนงง
“เอาไปใส่ ตัวเธอมีแต่รอยจ้ำสีม่วงๆ” เสียงราบเรียบบอกเหตุผลที่โยนเสื้อมาให้ฉัน
“ขอบ..ขอบคุณนะคะ” ฉันเอ่ยขอบคุณพี่คินทร์ด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักของตัวเอง แล้วเตรียมจะก้าวลงรถอีกเป็นหนที่สอง
แต่ทว่า...
“เดี๋ยว...” เสียงทุ้มต่ำของพี่คินทร์ก็เรียกฉันไว้อีก
“คะ?” ฉันหันไปตอบรับด้วยวลีเดิม แต่โทนเสียงสูงกว่าเดิมด้วยความแปลกใจ
“ฉันถามจริงๆ ฉันรุนแรงกับเธอขนาดนั้นเลยเหรอวะ” คราวนี้เขาไม่ได้ถามฉันผ่านกระจกมองหลังอีกต่อไป แต่คนตัวสูงเลือกที่จะหันมาเผชิญหน้ากันแบบตรงๆเลย คิ้วเข้มที่ขมวดอยู่ทำให้ฉันรับรู้ว่านี่คงเป็นคำถามที่เขาซีเรียสอยู่พอสมควร
ฉันมองตาของพี่คินทร์นิ่งๆ ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ของเมื่อคืน อาการร้อนผ่าวที่ใบหน้าก็ตีตื้นขึ้นมาอย่างน่าอาย ฉันหลุบตาลงมองแขนของตัวเองที่มีรอยจ้ำสีม่วงอยู่หลายจุด มันน่าใจหายเหมือนกันนะ ที่ร่างกายของฉันมีรอยแบบนี้ทั้งๆที่อยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลายเท่านั้น
“น้ำ...” สิ่งเดียวที่เอ่ยออกไปได้ มีเพียงแค่คำแทนตัวเองเท่านั้น ซึ่งฉันไม่รู้เลยว่าควรจะอธิบายให้พี่คินทร์ฟังยังไง เพราะทุกเหตุการณ์ที่เขาทำเมื่อคืน ฉันเอาแต่หลับตาปี๋ ไม่ยอมมองมันเลยด้วยซ้ำ แต่หูของตัวเองก็ยังคงได้ยินเสียงทุกเสียงที่อยู่ในเหตุการณ์ “คือว่า...”
“เออๆ เล่าไม่ได้ก็ไม่ต้องเล่า” พี่คินทร์โบกมือปัดอย่างรำคาญ ก่อนจะหันกลับไป
“งั้นน้ำเข้าบ้านก่อนนะคะ” ฉันบอกทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก็ก้าวลงจากรถเป็นที่เรียบร้อย
มารยาทอย่างหนึ่งของบ้านฉันคือ ถ้ามีใครมาส่งที่บ้าน จะต้องยืนรอจนกว่าเขาจะกลับไป และต้องไม่ลืมที่จะขอบคุณความมีน้ำใจของคนขับรถมาส่งด้วย ดังนั้นพอลงมาจากรถได้ ฉันก็ยืนรอจนกระทั่งพี่คินทร์ขับรถออกจากบ้านฉันไป ฉันมองเจ้าเสื้อหนังสีดำในมือ พลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะสวมใส่มันเพื่อปกปิดความลับบางอย่างที่อยู่บนร่างกาย
ฉันหมุนตัวเตรียมเดินเข้าบ้าน แต่พอก้าวเข้ามาได้แค่สองก้าว พ่อกับแม่ก็เดินมารอรับอยู่ที่หน้าประตูแล้ว พวกท่านมักเป็นแบบนี้ประจำ ไม่ว่าฉันจะเป็นเด็กหรือโตเป็นผู้ใหญ่ ทุกครั้งที่ฉันกลับมาบ้าน พวกท่านจะมารอรับฉันที่หน้าบ้านเสมอ ยกเว้นถ้าวันไหนพ่อติดงาน แม่ก็จะมารอรับคนเดียว
“สวัสดีค่ะพ่อแม่” ฉันยกมือขึ้นไหว้พวกท่าน ก่อนจะหลุบตาลงมองพื้นเพื่อเลี่ยงการสบตา
“ทำไมแม่โทรไปไม่รับเลยล่ะน้ำ” เป็นแม่ที่พูดขึ้นมาก่อน
“นะ..น้ำลืมโทรศัพท์ไว้ที่สนามหญ้าหน้าบ้านเคทน่ะค่ะ พอน้ำง่วง เคทก็เลยพาน้ำไปนอน โทรศัพท์ก็เลยวางไว้ข้างล่าง” ฉันบอกเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้กับแม่ ก่อนจะควานหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองในกระโปรงนักเรียนเพื่อเอามาช่วยยืนยันอีกแรง “นี่ไงคะ น้ำเอากลับมาด้วยแล้ว”
“น้ำ... หนูมีอะไรปิดบังพ่ออยู่หรือเปล่า” น้ำเสียงแกมกดดันของพ่อบีบหัวใจฉันจนเต้นถี่อย่างรุนแรง
KINN Talks. คุณเคยไขว่คว้าตามหาความรักบ้างไหมครับ? คุณเคยรู้สึกถึงความรักที่มันกำลังเติบโตขึ้นในจิตใจของตัวเองโดยไม่รู้ตัวบ้างไหม? ผมไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อนเลย จนกระทั่งชีวิตของผมได้โคจรมาพบกับความบังเอิญอย่างแมวน้ำ ความบังเอิญที่ทำให้ผมปวดหัวจนแทบจะระเบิดทุกครั้งที่ทะเลาะกับเธอ ความบังเอิญที่ทำให้ผมต้องยอมยกธงขาวยอมแพ้ในตอนที่เห็นน้ำตาของเธอ ผมไม่รู้ว่าทำไมโชคชะตาถึงได้ขีดเขียนเรื่องราวให้ผมกลายมาเป็นคู่หมั้นของเธอเพียงชั่วข้ามคืนจากความผิดพลาดนั้น เราเริ่มต้นด้วยกันไม่ค่อยดีนัก แต่สุดท้ายเราก็จบลงด้วยการที่รักกัน ผมไม่ได้อยากจะมาพรรณนาความรักของตัวเองให้ใครต่อใครฟัง แต่ผมแค่อยากบอกเล่าว่าความรักมันสามารถก่อเกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ เพียงแค่เปิดใจ อะไรใหม่ๆก็จะเข้ามา ครั้งแรกที่ผมรู้จักแมวน้ำ ผมไม่ชอบหน้าเธอเลย เด็กผู้หญิงที่โคตรเป็นผู้หญิง อ่อนแอ ขี้น้อยใจ นิดหน่อยก็ร้องไห้ ผมรู้สึกรำคาญเธอจริงๆ แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นน้ำตาของเธอ หัวใจของผมมันก็ร้อนรนจนจะคลั่งตาย ผมไม่รู้ว่าเธอไปเอาน้ำตามากมายนั้นมาจากที่ไหน ทำไมถึงได้ร้องไห้เก่งนัก แถมยังน้อยใจเป็นที่หนึ่งอีกด้วย “พี่คินทร์คะ” เ
20 : 14 น. เสร็จสิ้นจากภารกิจวิ่งวุ่นส่งเอกสารเรียนต่อทั้งวัน ในที่สุดพี่คินทร์ก็พาฉันกลับห้องสักที ตอนมาที่เชียงใหม่ ฉันไปรับหมูปิ้งกับลูกชิ้นที่ห้องพี่เฟียตมา พบว่าทั้งสองตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นตั้งหลายเท่า แถมยังติดพี่เฟียตกับพี่ฟิล์มเอามากๆด้วย ตอนที่ฉันเรียกกลับห้อง ดูจะไม่ยอมกลับด้วยซ้ำ ตอนนี้ทั้งคู่นอนหลับปุ๋ยไปแล้ว “พี่คินทร์ทำใจเรื่องพี่ครีมได้แล้วเหรอคะ” ฉันเอ่ยถาม ในขณะที่เดินเอากระเป๋าไปวางตรงโซฟา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนนั้นด้วยความเหนื่อยล้าไปทั้งร่างกาย “เธอถามอะไรเนี่ยอุ๋ง” “น้ำก็แค่อยากรู้เฉยๆ” ฉันยู่ปากให้เขา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่นตามปกติ “ฉันไม่ได้ชอบครีมแล้ว” พี่คินทร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับที่ฉันนอนอยู่ สายตาคมกริบจ้องมองฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย “จะ..จ้องทำไมคะ” พอโดนมองมากๆ มันก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะ จะทำอะไรก็รู้สึกเขินไปหมดเลย “ก็เธอน่ารัก” ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจฉันเต้นรัวขึ้นมาราวกับเสียงกลองเมื่อได้ยินคำชมหวานหูจากปากพี่คินทร์ ทำตัวไม่ถูกเลย ทั้งๆที่เขาก้รู้ว่าถ้าชมฉันมากๆก็จะทำให้ฉันเขิน แต่ก็ยังชมอยู่
หลายวันผ่านไป มหาวิทยาลัย KUT เชียงใหม่ ในที่สุดวันนี้ฉันก็ต้องมายื่นเอกสารเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่คินทร์ เขาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของฉันแทนพ่อกับแม่ เพราะพ่อกับแม่ของฉันติดงานมาไม่ได้ เลยฝากให้พี่คินทร์มาคุมฉันแทน ซึ่งวันที่ฉันยื่นเอกสารให้ทางมหาวิทยาลัยนั้นคนละวันกับของเคท คณะวิศวกรรมศาสตร์จะยื่นทีหลังคณะอักษรศาสตร์ ตอนนี้เคทก็เลยได้นอนตีพุงเล่นอยู่ที่ห้อง ในขณะที่ฉันวิ่งวุ่นส่งเอกสารอยู่ “มึงเห็นผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนส์ที่ยืนอยู่หน้าตึกมั้ย อีเวร... ผัวกูในอนาคตชัดๆ” ในขณะที่กำลังยืนต่อคิวส่งเอกสาร ก็มีผู้หญิงในชุดนักเรียนมัธยมปลายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของฉันกำลังกระซิบกระซาบกันกับเพื่อนอีกคนในแถว “เออ โคตรหล่อ แต่กูว่ามีเมียแล้วชัวร์!” “แต่กูว่าไม่มั้ง... เขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่นะ คงไม่มีรสนิยมชอบเด็กที่เพิ่งจบม.ปลายหรอก” “งั้นมึงลองไปขอเบอร์ดูดิ เผื่อได้” “ส่งเอกสารเสร็จเมื่อไหร่ กูจะรีบแจ้นไปขอเลยจ้า” และในที่สุดบทสนทนาอันสนิทสนมนั้นก็จบลง... ฉันส่ายหน้าพร้อมกับอมยิ้มให้พวกเธอ ทำให้นึกถึงเพื่อนๆของตัวเองเลย เพื่อนฉันหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ ฉันว่าม
ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงหอมแก้มฉันจนดังฟอด ฉันเงยหน้าขึ้นมองพี่คินทร์ พบว่าเขากำลังยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่หล่อจนแทบจะกระชากสติฉันให้หลุดลอยไปเลย “พี่คินทร์ปล่อยน้ำเลยนะคะ เดี๋ยวพ่อกับแม่มาเห็น” ฉันเหลียวซ้ายแลขวามองหาพ่อกับแม่ สองแขนออกแรงดันให้ตัวเองหลุดพ้นจากอ้อมกอดแข็งแรงของเขา “เห็นแล้วไง เธอกับฉันเรานอนเตียงเดียวกันที่เชียงใหม่ แถมฉันยังเห็นอะไรต่อมิอะไรของเธอตั้งเยอะ” เพียะ! ฉันฟาดมือลงกับวงแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นแรงๆ ใจจริงอยากจะตีให้เขาร้องด้วยซ้ำ อาการร้อนเห่อไล่ลามไปทั่วใบหน้า สองข้างแก้มฉันรู้สึกจะระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว พูดแบบนี้ได้ยังไง ฉันก็อายเป็นนะ “ปล่อยน้ำเลยนะ น้ำไม่คุยด้วยแล้ว” “ไม่ปล่อย จะกอดไว้แบบนี้แหละ” ว่าแล้วเขาก็กระชับวงแขนให้แน่นขึ้น สร้างความอึดอัดจนฉันต้องขยับตัวไปมาเพื่อหาช่องว่าง “จะกอดให้หายใจไม่ออกเลย!” “อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมไอดังขึ้นที่ด้านหลังฉัน ทำให้ทั้งฉันและพี่คินทร์ต่างสะดุ้งและผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ฉันรีบหมุนตัวกลับไปมองผู้มาใหม่ ก่อนจะหน้าซีดเมื่อเห็นว่าคนคนนั้นที่ยืนอยู่เป็นใคร “พะ..พ่อคะ น้ำไม่ได้...” เหมือนน้ำท่วมปากไ
หลังจากแม่กลับออกไป ท่านก็บอกให้ฉันเตรียมอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เพราะวันนี้แม่บอกให้พี่คินทร์เชิญพ่อและแม่ของเขามาร่วมกินข้าวเย็นกับเราด้วย พออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ลงไปช่วยแม่ทำอาหารและจัดโต๊ะกินข้าว พอฟ้าเริ่มมืด พ่อแม่ของพี่คินทร์ รวมทั้งพี่คินทร์และเคทก็มาที่บ้าน ฉันยกมือขึ้นไหว้คุณอาทั้งสอง ก่อนจะเบนสายตาไปหาเคทและส่งยิ้มให้ จากนั้นก็หันมามองคนตัวสูงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างเคท “เชิญค่ะพี่เวทย์ พี่แคท” แม่ฉันผายมือให้ทั้งสองคนเดินเข้าไปยังห้องอาหาร เมื่อมาถึงห้องอาหาร ทุกคนก็หาที่นั่งกันเรียบร้อย โดยเรียงลำดับให้พ่อฉันอยู่หัวโต๊ะ แม่นั่งอยู่ฝั่งขวาของพ่อ ส่วนพ่อและแม่ของพี่คินทร์นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของพ่อฉัน พี่คินทร์นั่งตรงข้ามกับฉันที่นั่งติดกับแม่ และเคทนั่งข้างๆพี่คินทร์ “ต้องขอโทษจริงๆพี่มานพ...” พ่อของพี่คินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบ ในบรรดาผู้ใหญ่ทั้งสี่คนที่อยู่ในวงอาหาร แม่ของฉันอายุน้อยที่สุด และพ่อของฉันอายุมากที่สุด ดังนั้นพ่อและแม่ของพี่คินทร์จะให้ความเคารพพ่อฉันมากๆ “เอาเถอะๆ กินข้าวกันดีกว่าครับ” พ่อยกมือขึ้นห้ามเมื่ออาเวทย์กำลังจะพูดถึงเรื่อง
ก็ไหนพ่อแม่ผมโทรมาเคลียร์กับพ่อแม่ยัยอุ๋งแล้วไง ทำไมดูเหมือนแม่ของยัยอุ๋งไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยล่ะ “ผมนึกว่า...” ประโยคของผมหยุดลงตรงนั้น เมื่อแม่ของยัยอุ๋งพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ตอนพ่อกับแม่ของเราโทรมาบอกอาว่าเรากับน้องพลาดท่ามีอะไรกัน อาก็นึกว่าลูกสาวอาปล่อยเนื้อปล่อยตัว คินทร์รู้มั้ยว่าอาตีน้องไปด้วย” “ผม...” จะบอกว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ รู้ก็แค่แม่บอกให้ยัยอุ๋งไปอยู่กับผมสามเดือนนั่นแหละ แล้วท่านก็ไม่ได้บอกอะไรอีกเลย “ทำไมคินทร์ถึงข่มขืนน้อง แมวน้ำเพิ่งเรียนจบม.ปลายเอง” “ผมยอมรับผิดทุกอย่างครับ” ผมยืดอกรับอย่างเต็มภาคภูมิ แต่พอยิ่งมองย้อนไปในอดีต ตอนนั้นที่ผมบ่ายเบี่ยงความผิดของตัวเอง ปัดความรับผิดชอบ ผมโคตรไม่เป็นสุภาพบุรุษเลยเอาจริงๆ “ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับคุณอา” “คินทร์รู้สึกยังไงกับแมวน้ำ อาถามแค่นี้จริงๆ ถ้าคินทร์ไม่รักแมวน้ำ อาจะส่งแมวน้ำไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ” หลังจากหูได้ยินคำพูดของแม่ยัยอุ๋ง สมองผมก็ตื้อไปหมด ผมให้ยัยอุ๋งไปจากผมไม่ได้หรอก เรารักกัน... “ผมรักแมวน้ำครับ” สายตาของผมจ้องเข้าไปในดวงตาของแม่ยัยอุ๋งตรงๆ พร้อมกับพูดเต็มปากเต็มยอมรับว่ารักยัยอุ๋งเ







