Masuk“มะ..ไม่มีนี่คะ น้ำไม่มีอะไรปิดบังพ่อกับแม่เลย” ฉันรีบยกมือขึ้นบอกปฏิเสธทันควัน
“แล้วนี่เสื้อใคร ตัวใหญ่จัง เหมือนไม่ใช่เสื้อของเคทเลย” พ่อชี้มาที่เสื้อหนังสีดำของพี่คินทร์ที่ฉันสวมอยู่ วินาทีนี้หัวใจฉันหล่นวูบไปอยู่ที่พื้นแล้วเรียบร้อย
“สะ..เสื้อของพี่ชายเคทค่ะ น้ำยืมมา” ฉันฉีกยิ้มร่าให้พ่อกับแม่ แต่การจะฝืนยิ้มทั้งๆที่ตัวเองเจอเรื่องแย่ๆมา มันก็หนักหนาเอาการอยู่เหมือนกันนะ ยิ้มที่ฉันตั้งใจจะให้มันเป็นยิ้มที่ร่าเริงดูมีความสุข กลับกลายเป็นยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดในจิตใจไปซะดื้อๆเลย
“แล้วเมื่อกี้ใครมาส่ง ทำไมไม่เรียกเขาเข้าบ้านก่อนล่ะลูก” แม่ถามพร้อมกับชะเง้อคอมองออกไปมองนอกบ้าน
“พี่ชายของเคทค่ะ พอดีพี่เขามีธุระ เลยขอตัวกลับก่อน แต่เมื่อกี้น้ำชวนพี่เขาแล้วนะคะ” เหตุผลที่ฉันใช้อ้างกับพ่อแม่ล้วนสวนทางกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง
ฉันน่ะเหรอเอ่ยชวนพี่คินทร์ แค่จะพูดให้เป็นประโยคตอนอยู่ต่อหน้าพี่คินทร์ ฉันยังทำยากเลย นับประสาอะไรกับเอ่ยชวนให้พี่คินทร์เข้ามาในบ้านล่ะ อีกอย่าง... พี่คินทร์ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากให้ฉันเข้าใกล้เท่าไหร่ด้วย
“งั้นรีบขึ้นไปอาบน้ำ แล้วเตรียมตัวลงมากินข้าวเย็นกับพ่อแม่เลยน้ำ” แม่บอก ก่อนจะทำท่าเดินเข้ามาหาฉัน
“มะ..แม่คะ คือน้ำรู้สึกปวดหัวนิดหน่อย น้ำอาจจะไม่ลงมากินข้าวนะคะ น้ำอยากนอนเลย” ฉันขยับหนีแม่มาหนึ่งก้าว ก่อนจะทำท่ายกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ ท่าประกอบคำว่า ‘ปวดหัว’ ให้สมจริงมากที่สุด
โชคดีที่ก่อนมาฉันปล่อยผมยาวของตัวเองให้สยายลงมาปกลำคอเอาไว้ รอยแดงที่คอเลยถูกปกปิดจากสายตาของพ่อแม่ แต่ก็คงจะปิดได้ไม่นานนักหรอก ในเมื่อคุณลุงพ่อของเคทจะโทรมาบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ฉัน ยังไงพวกท่านสองคนก็ต้องรู้เรื่องนี้ ความลับไม่มีทางปกปิดเอาไว้ได้ ดังประโยคที่ว่า ‘ความลับไม่มีในโลก’
“งั้นก็ขึ้นไปนอนพักผ่อนเถอะลูก อย่าลืมกินยาด้วยนะ” แม่บอกอย่างห่วงใย สายตาที่ทอดมองมาของพ่อและแม่ต่างบ่งบอกได้อย่างดีว่าพวกท่านรักและเป็นห่วงฉันมากแค่ไหน
แต่ฉันก็ยังเลือกที่จะปกปิดเรื่องความผิดพลาดร้ายแรงนี้ไม่ให้พวกท่านรับรู้ คิดแล้วฉันก็ปวดใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ
“ค่ะ งั้นน้ำขึ้นห้องก่อนนะคะ” ฉันบอกแม่กับพ่อ ก่อนจะยกมือไหว้พวกท่านสองคนเป็นการทิ้งท้าย แล้ววิ่งขึ้นบันไดเพื่อไปยังห้องนอนของตัวเอง
ทันทีที่ขาก้าวเข้าสู่ห้องนอน และประตูห้องนอนปิดสนิทลงโดยฝีมือฉัน พลันขาที่ฉันกัดฟันทนยืนอยู่นานสองนานก็อ่อนแรงลง ฉันล้มพับลงตรงหน้าประตูห้องนอนของตัวเอง น้ำตาหยดโตร่วงออกจากหางตาอีกรอบของวัน เสียงสะอื้นที่ดังขึ้นทุกทีถูกฉันใช้มือปิดปากเอาไว้เพื่อไม่ให้มันดังไปถึงหูของพ่อกับแม่
“ฮึก.. น้ำขอโทษนะคะแม่ น้ำขอโทษจริงๆ” ฉันร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง ทุกอย่างรอบตัวดูแย่ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นจิตใจที่บอบช้ำของฉัน หรือจะเป็นพ่อกับแม่ที่ต้องมาทนเห็นลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเองทำตัวเหลวแหลก ชิงสุกก่อนห่ามแบบนี้ “ฮึก.. พ่อคะ น้ำขอโทษ น้ำขอโทษที่โกหก”
ฉันพยายามพยุงร่างกายอันเมื่อยล้าของตัวเองขึ้นมาจากพื้น พลางเดินไปยังเตียงนอนที่อยู่ไม่ไกล ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงไปบนเตียง ใบหน้าซุกไปบนหมอนใบโต วินาทีนี้... สิ่งเดียวที่จะช่วยเยียวยาจิตใจฉันได้คงมีแค่เวลา
KINN Talks.
ผมขับรถกลับมาที่บ้านด้วยอาการว้าวุ่นหัวใจสุดๆ เรื่องที่พ่อผมจะโทรไปคุยกับพ่อของเด็กคนนั้น พ่อพูดจริงไหมวะ แล้วอีกอย่าง.. เรื่องหมั้นล่ะ จะจัดงานหมั้นขึ้นวันไหน จะเชิญใครมาบ้าง ถ้ามีคนรู้ว่าอดีตเดือนคณะอย่างผมจะหมั้น แล้วแบบนี้สาวๆที่ไหนจะอยากเข้ามาหาผม คิดแล้วก็ได้แต่กระวนกระวายใจ เพราะยัยเด็กคนนั้นคนเดียวที่ทำให้เรื่องมันแย่แบบนี้
เจออีกทีเมื่อไหร่นะ พ่อจะฟาดให้น่วมเลย!
“นี่พี่คินทร์!”
“เฮ้ย!!!” เสียงเรียกดังๆจากด้านนอกรถ ทำให้สติของผมกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง ผมเป็นคนขี้ตกใจนะบอกไว้ก่อน โดยเฉพาะตอนที่กำลังคิดอะไรอยู่ แล้วมีคนมาตะโกนใส่ ตกใจถึงขั้นล้มลงพื้นบ้างก็มี “ใจหายใจคว่ำหมดเลยไอ้เคท!”
แต่พอหันไปเห็นว่าเป็นใครเรียก อาการตกใจของผมก็ผ่อนคลายลงได้อย่างรวดเร็ว โผล่มาทีนี่กะจะให้ผมหัวใจวายตายไปเลยหรือไงวะ ไอ้น้องบ้านี่!
“รีบๆลงมาจากรถเลย เคทมีเรื่องจะคุยด้วย” เคทกระดิกนิ้วชี้เรียกผมลงไป
ซึ่งพอผมเห็นท่าทางแมนๆที่ขัดกับหน้าตาน่ารักของมันแล้ว ทำให้ผมแทบอยากจะเข้าไปเตะก้านคอน้องของตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด มันจะทำตัวให้เป็นผู้หญิงดีๆกับเขาบ้างไม่ได้หรือไง แล้วก็อีกเรื่องที่ผมสงสัย ไอ้เคทออกจะกะโหลกกะลาไร้ความเป็นกุลสตรีแบบนี้ คบกับยัยเด็กคนนั้นที่ทั้งดูเรียบร้อย อ่อนหวาน แล้วก็อ่อนแอแบบนั้นได้ยังไง
KINN Talks. คุณเคยไขว่คว้าตามหาความรักบ้างไหมครับ? คุณเคยรู้สึกถึงความรักที่มันกำลังเติบโตขึ้นในจิตใจของตัวเองโดยไม่รู้ตัวบ้างไหม? ผมไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อนเลย จนกระทั่งชีวิตของผมได้โคจรมาพบกับความบังเอิญอย่างแมวน้ำ ความบังเอิญที่ทำให้ผมปวดหัวจนแทบจะระเบิดทุกครั้งที่ทะเลาะกับเธอ ความบังเอิญที่ทำให้ผมต้องยอมยกธงขาวยอมแพ้ในตอนที่เห็นน้ำตาของเธอ ผมไม่รู้ว่าทำไมโชคชะตาถึงได้ขีดเขียนเรื่องราวให้ผมกลายมาเป็นคู่หมั้นของเธอเพียงชั่วข้ามคืนจากความผิดพลาดนั้น เราเริ่มต้นด้วยกันไม่ค่อยดีนัก แต่สุดท้ายเราก็จบลงด้วยการที่รักกัน ผมไม่ได้อยากจะมาพรรณนาความรักของตัวเองให้ใครต่อใครฟัง แต่ผมแค่อยากบอกเล่าว่าความรักมันสามารถก่อเกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ เพียงแค่เปิดใจ อะไรใหม่ๆก็จะเข้ามา ครั้งแรกที่ผมรู้จักแมวน้ำ ผมไม่ชอบหน้าเธอเลย เด็กผู้หญิงที่โคตรเป็นผู้หญิง อ่อนแอ ขี้น้อยใจ นิดหน่อยก็ร้องไห้ ผมรู้สึกรำคาญเธอจริงๆ แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นน้ำตาของเธอ หัวใจของผมมันก็ร้อนรนจนจะคลั่งตาย ผมไม่รู้ว่าเธอไปเอาน้ำตามากมายนั้นมาจากที่ไหน ทำไมถึงได้ร้องไห้เก่งนัก แถมยังน้อยใจเป็นที่หนึ่งอีกด้วย “พี่คินทร์คะ” เ
20 : 14 น. เสร็จสิ้นจากภารกิจวิ่งวุ่นส่งเอกสารเรียนต่อทั้งวัน ในที่สุดพี่คินทร์ก็พาฉันกลับห้องสักที ตอนมาที่เชียงใหม่ ฉันไปรับหมูปิ้งกับลูกชิ้นที่ห้องพี่เฟียตมา พบว่าทั้งสองตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นตั้งหลายเท่า แถมยังติดพี่เฟียตกับพี่ฟิล์มเอามากๆด้วย ตอนที่ฉันเรียกกลับห้อง ดูจะไม่ยอมกลับด้วยซ้ำ ตอนนี้ทั้งคู่นอนหลับปุ๋ยไปแล้ว “พี่คินทร์ทำใจเรื่องพี่ครีมได้แล้วเหรอคะ” ฉันเอ่ยถาม ในขณะที่เดินเอากระเป๋าไปวางตรงโซฟา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนนั้นด้วยความเหนื่อยล้าไปทั้งร่างกาย “เธอถามอะไรเนี่ยอุ๋ง” “น้ำก็แค่อยากรู้เฉยๆ” ฉันยู่ปากให้เขา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่นตามปกติ “ฉันไม่ได้ชอบครีมแล้ว” พี่คินทร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับที่ฉันนอนอยู่ สายตาคมกริบจ้องมองฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย “จะ..จ้องทำไมคะ” พอโดนมองมากๆ มันก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะ จะทำอะไรก็รู้สึกเขินไปหมดเลย “ก็เธอน่ารัก” ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจฉันเต้นรัวขึ้นมาราวกับเสียงกลองเมื่อได้ยินคำชมหวานหูจากปากพี่คินทร์ ทำตัวไม่ถูกเลย ทั้งๆที่เขาก้รู้ว่าถ้าชมฉันมากๆก็จะทำให้ฉันเขิน แต่ก็ยังชมอยู่
หลายวันผ่านไป มหาวิทยาลัย KUT เชียงใหม่ ในที่สุดวันนี้ฉันก็ต้องมายื่นเอกสารเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่คินทร์ เขาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของฉันแทนพ่อกับแม่ เพราะพ่อกับแม่ของฉันติดงานมาไม่ได้ เลยฝากให้พี่คินทร์มาคุมฉันแทน ซึ่งวันที่ฉันยื่นเอกสารให้ทางมหาวิทยาลัยนั้นคนละวันกับของเคท คณะวิศวกรรมศาสตร์จะยื่นทีหลังคณะอักษรศาสตร์ ตอนนี้เคทก็เลยได้นอนตีพุงเล่นอยู่ที่ห้อง ในขณะที่ฉันวิ่งวุ่นส่งเอกสารอยู่ “มึงเห็นผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนส์ที่ยืนอยู่หน้าตึกมั้ย อีเวร... ผัวกูในอนาคตชัดๆ” ในขณะที่กำลังยืนต่อคิวส่งเอกสาร ก็มีผู้หญิงในชุดนักเรียนมัธยมปลายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของฉันกำลังกระซิบกระซาบกันกับเพื่อนอีกคนในแถว “เออ โคตรหล่อ แต่กูว่ามีเมียแล้วชัวร์!” “แต่กูว่าไม่มั้ง... เขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่นะ คงไม่มีรสนิยมชอบเด็กที่เพิ่งจบม.ปลายหรอก” “งั้นมึงลองไปขอเบอร์ดูดิ เผื่อได้” “ส่งเอกสารเสร็จเมื่อไหร่ กูจะรีบแจ้นไปขอเลยจ้า” และในที่สุดบทสนทนาอันสนิทสนมนั้นก็จบลง... ฉันส่ายหน้าพร้อมกับอมยิ้มให้พวกเธอ ทำให้นึกถึงเพื่อนๆของตัวเองเลย เพื่อนฉันหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ ฉันว่าม
ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงหอมแก้มฉันจนดังฟอด ฉันเงยหน้าขึ้นมองพี่คินทร์ พบว่าเขากำลังยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่หล่อจนแทบจะกระชากสติฉันให้หลุดลอยไปเลย “พี่คินทร์ปล่อยน้ำเลยนะคะ เดี๋ยวพ่อกับแม่มาเห็น” ฉันเหลียวซ้ายแลขวามองหาพ่อกับแม่ สองแขนออกแรงดันให้ตัวเองหลุดพ้นจากอ้อมกอดแข็งแรงของเขา “เห็นแล้วไง เธอกับฉันเรานอนเตียงเดียวกันที่เชียงใหม่ แถมฉันยังเห็นอะไรต่อมิอะไรของเธอตั้งเยอะ” เพียะ! ฉันฟาดมือลงกับวงแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นแรงๆ ใจจริงอยากจะตีให้เขาร้องด้วยซ้ำ อาการร้อนเห่อไล่ลามไปทั่วใบหน้า สองข้างแก้มฉันรู้สึกจะระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว พูดแบบนี้ได้ยังไง ฉันก็อายเป็นนะ “ปล่อยน้ำเลยนะ น้ำไม่คุยด้วยแล้ว” “ไม่ปล่อย จะกอดไว้แบบนี้แหละ” ว่าแล้วเขาก็กระชับวงแขนให้แน่นขึ้น สร้างความอึดอัดจนฉันต้องขยับตัวไปมาเพื่อหาช่องว่าง “จะกอดให้หายใจไม่ออกเลย!” “อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมไอดังขึ้นที่ด้านหลังฉัน ทำให้ทั้งฉันและพี่คินทร์ต่างสะดุ้งและผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ฉันรีบหมุนตัวกลับไปมองผู้มาใหม่ ก่อนจะหน้าซีดเมื่อเห็นว่าคนคนนั้นที่ยืนอยู่เป็นใคร “พะ..พ่อคะ น้ำไม่ได้...” เหมือนน้ำท่วมปากไ
หลังจากแม่กลับออกไป ท่านก็บอกให้ฉันเตรียมอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เพราะวันนี้แม่บอกให้พี่คินทร์เชิญพ่อและแม่ของเขามาร่วมกินข้าวเย็นกับเราด้วย พออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ลงไปช่วยแม่ทำอาหารและจัดโต๊ะกินข้าว พอฟ้าเริ่มมืด พ่อแม่ของพี่คินทร์ รวมทั้งพี่คินทร์และเคทก็มาที่บ้าน ฉันยกมือขึ้นไหว้คุณอาทั้งสอง ก่อนจะเบนสายตาไปหาเคทและส่งยิ้มให้ จากนั้นก็หันมามองคนตัวสูงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างเคท “เชิญค่ะพี่เวทย์ พี่แคท” แม่ฉันผายมือให้ทั้งสองคนเดินเข้าไปยังห้องอาหาร เมื่อมาถึงห้องอาหาร ทุกคนก็หาที่นั่งกันเรียบร้อย โดยเรียงลำดับให้พ่อฉันอยู่หัวโต๊ะ แม่นั่งอยู่ฝั่งขวาของพ่อ ส่วนพ่อและแม่ของพี่คินทร์นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของพ่อฉัน พี่คินทร์นั่งตรงข้ามกับฉันที่นั่งติดกับแม่ และเคทนั่งข้างๆพี่คินทร์ “ต้องขอโทษจริงๆพี่มานพ...” พ่อของพี่คินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบ ในบรรดาผู้ใหญ่ทั้งสี่คนที่อยู่ในวงอาหาร แม่ของฉันอายุน้อยที่สุด และพ่อของฉันอายุมากที่สุด ดังนั้นพ่อและแม่ของพี่คินทร์จะให้ความเคารพพ่อฉันมากๆ “เอาเถอะๆ กินข้าวกันดีกว่าครับ” พ่อยกมือขึ้นห้ามเมื่ออาเวทย์กำลังจะพูดถึงเรื่อง
ก็ไหนพ่อแม่ผมโทรมาเคลียร์กับพ่อแม่ยัยอุ๋งแล้วไง ทำไมดูเหมือนแม่ของยัยอุ๋งไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยล่ะ “ผมนึกว่า...” ประโยคของผมหยุดลงตรงนั้น เมื่อแม่ของยัยอุ๋งพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ตอนพ่อกับแม่ของเราโทรมาบอกอาว่าเรากับน้องพลาดท่ามีอะไรกัน อาก็นึกว่าลูกสาวอาปล่อยเนื้อปล่อยตัว คินทร์รู้มั้ยว่าอาตีน้องไปด้วย” “ผม...” จะบอกว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ รู้ก็แค่แม่บอกให้ยัยอุ๋งไปอยู่กับผมสามเดือนนั่นแหละ แล้วท่านก็ไม่ได้บอกอะไรอีกเลย “ทำไมคินทร์ถึงข่มขืนน้อง แมวน้ำเพิ่งเรียนจบม.ปลายเอง” “ผมยอมรับผิดทุกอย่างครับ” ผมยืดอกรับอย่างเต็มภาคภูมิ แต่พอยิ่งมองย้อนไปในอดีต ตอนนั้นที่ผมบ่ายเบี่ยงความผิดของตัวเอง ปัดความรับผิดชอบ ผมโคตรไม่เป็นสุภาพบุรุษเลยเอาจริงๆ “ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับคุณอา” “คินทร์รู้สึกยังไงกับแมวน้ำ อาถามแค่นี้จริงๆ ถ้าคินทร์ไม่รักแมวน้ำ อาจะส่งแมวน้ำไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ” หลังจากหูได้ยินคำพูดของแม่ยัยอุ๋ง สมองผมก็ตื้อไปหมด ผมให้ยัยอุ๋งไปจากผมไม่ได้หรอก เรารักกัน... “ผมรักแมวน้ำครับ” สายตาของผมจ้องเข้าไปในดวงตาของแม่ยัยอุ๋งตรงๆ พร้อมกับพูดเต็มปากเต็มยอมรับว่ารักยัยอุ๋งเ







