Masukเสร็จสิ้นภารกิจการเลือกแหวนหมั้นโดยที่ฉันไม่ได้มีส่วนร่วมในการเลือกเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังแอบดีใจอยู่ลึกๆที่พี่คินทร์หันมาถามความเห็นจากฉันว่าชอบไหม ซึ่งฉันก็ชอบมันจริงๆนั่นแหละ มันสวยมาก...
“กินข้าวมายัง” คนตัวสูงที่เดินเคียงข้างถามขึ้น
ฉันปรายตาไปมองพี่คินทร์ที่เดินฉับๆไม่รอใคร ก่อนจะตอบไป “ข้าวเช้ากินแล้วค่ะ”
พี่คินทร์ยกข้อมือที่มีนาฬิกาเรือนหรูขึ้นมาดู ก่อนจะสอดส่ายสายตามองไปรอบๆเหมือนต้องการจะหาอะไร
“เธอชอบกินอะไร” พลันเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นเพื่อถามฉัน
“น้ำกินอะไรก็ได้ค่ะ” ฉันตอบเสียงเบา
“ฉันไม่ชอบเรื่องหยุมหยิมอะไรแบบนั้น” ฉันเงยหน้าขึ้นมองพี่คินทร์อีกครั้งอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะคำพูดที่เกริ่นมาของเขามันดูไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินเลยแม้แต่น้อย “หมายถึงเรื่องแหวน...”
“…” ฉันร้อง ‘อ๋อ’ ทันทีในใจ ที่แท้ก็เรื่องนี้
“ฉันไม่ถนัดเรื่องแบบนี้ ก็เลยให้แม่เป็นคนเลือกไปเลย แล้วก็ไม่ได้มาถามความเห็นจากเธอก่อน”
“ไม่เป็นไรค่ะ น้ำเข้าใจ” ฉันพยักหน้ารับก่อนจะส่งยิ้มให้คนตัวสูง
แต่พอเห็นเขาขมวดคิ้วกลับมาให้ ยิ้มที่ตั้งใจส่งไปก็เป็นอันต้องหุบลงโดยฉับพลัน แต่การกระทำต่อมาของพี่คินทร์กลับทำให้หัวใจฉันทำงานหนักจนน่ากลัว เขายื่นมือมาคว้าข้อมือฉันไว้แล้วดึงให้เดินตามไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าเขากำลังจะพาฉันไปที่ไหนกันแน่
“…” พี่คินทร์เดินดุ่มๆไม่สนใครเลย
“เราจะไปไหนกันคะ” ฉันถามออกไป โดยที่ขาก็กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเขาอยู่
“ไปกินข้าว”
แค่กินข้าว ทำไมต้องกระชากลากถูฉันแบบนี้ด้วยนะ เหนื่อยจัง... T^T
หลังจากเดินหาร้านข้าวในห้างได้ไม่กี่นาที เราทั้งสองคนก็มาฝากท้องกันที่ยาโยอิ ฉันกับพี่คินทร์นั่งอยู่ตรงข้ามกัน เขาไม่ได้มองฉันเลย เอาแต่นั่งเล่นโทรศัพท์อย่างเดียว แต่ทำไมฉันต้องมองเขาตลอดเวลาแบบนี้ก็ไม่รู้ ฉันรู้แค่ว่าอยากมองหน้าพี่คินทร์เพียงเท่านั้น ใบหน้าหล่อใสของพี่คินทร์ทำให้เวลาที่มองไม่รู้สึกเบื่อเลย ตอนเขาทำหน้านิ่ง มันดูหล่อแบบแบดบอยมาก แต่พอเขายิ้มออกมา มันกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นน่ารักทันที
นั่งรอไปได้อีกไม่กี่นาที อาหารที่เราสั่งก่อนหน้านี้ก็ถูกพนักงานของร้านนำมาเสิร์ฟ ฉันรับอาหารในส่วนของตัวเองมา ส่วนพี่คินทร์ก็รับในส่วนของตัวเองไปด้วยเช่นกัน ฉันเริ่มตักอาหารกิน ในขณะที่พี่คินทร์ก็เริ่มกินแล้วเหมือนกัน
“เธอต้องไปอยู่เชียงใหม่กับฉัน รู้ยัง” เสียงทุ้มของพี่คินทร์ถามขึ้น
ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา แต่เขากลับไม่ได้มองหน้าฉัน “น้ำรู้แล้วค่ะ”
“สามเดือน” พี่คินทร์ตอบกลับมา คำว่า ‘สามเดือน’ ทำให้คิ้วของฉันขมวดอย่างงุนงง
“…”
“เธอต้องอยู่กับฉันสามเดือน พอหลังจากสามเดือน เราจะถอนหมั้นกันทันที” คำพูดของพี่คินทร์ทำให้มือของฉันที่ถือช้อนอยู่ชะงักกึก
แสดงว่าฉันต้องไปอยู่ที่เชียงใหม่กับเขาเป็นเวลาสามเดือนงั้นเหรอ ระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้นใช่ไหมที่เราต้องใช้ร่วมกัน ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้เลย ไม่มีใครบอกฉัน หรือว่าครอบครัวฉันไม่รู้เรื่องนี้เลย
นัยน์ตาของฉันเริ่มร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ สมองก็เริ่มมึนงงไปหมดแล้วด้วย นี่มันเรื่องอะไรกัน
“…” ฉันกำช้อนที่อยู่ในมือแน่นขึ้น
หัวใจที่เต้นอยู่ดูอ่อนล้าลงไปมาก ทำไมมันถึงได้รู้สึกเจ็บแปลบแปลกๆแบบนี้นะ
“พรุ่งนี้ก็หมั้นกันแล้ว สถานะความสัมพันธ์ของเรามันเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาด”
ใช่... สถานะของเราทั้งสองคนเกิดขึ้นจากความผิดพลาดในคืนนั้น พี่คินทร์ไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นกับฉัน และฉันก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะยินยอมเขา แค่สถานะคนรู้จักของเราทั้งสองคนยังยากที่จะเป็นเลย
“ค่ะ น้ำเข้าใจ” ฉันพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มหน้าลงมองข้าวของตัวเอง
น้ำใสๆเอ่อคลอขึ้นมาจนภาพตรงหน้าลางเลือน มันค่อยๆไหลออกจากตาข้างหนึ่งของฉัน และหยดแหมะลงบนข้าวที่อยู่ในภาชนะ ฉันตักข้าวที่อยู่ในนั้นขึ้นมากินต่อ รสชาติเค็มๆของน้ำตาถูกลิ้นรับรสไปเต็มๆ ฉันรีบยกมือข้างหนึ่งขึ้นเช็ดมันออกลวกๆเพื่อไม่ให้พี่คินทร์สังเกตเห็น
ฉันคิดว่าที่พ่อบอกมามันคงยากสำหรับฉันแล้วล่ะที่จะแสดงให้พี่คินทร์เห็นถึงความรักที่ฉันมีให้เขา มันยากเย็นยิ่งกว่าไต่ปีนภูเขาสูงๆด้วยซ้ำ
KINN Talks. คุณเคยไขว่คว้าตามหาความรักบ้างไหมครับ? คุณเคยรู้สึกถึงความรักที่มันกำลังเติบโตขึ้นในจิตใจของตัวเองโดยไม่รู้ตัวบ้างไหม? ผมไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อนเลย จนกระทั่งชีวิตของผมได้โคจรมาพบกับความบังเอิญอย่างแมวน้ำ ความบังเอิญที่ทำให้ผมปวดหัวจนแทบจะระเบิดทุกครั้งที่ทะเลาะกับเธอ ความบังเอิญที่ทำให้ผมต้องยอมยกธงขาวยอมแพ้ในตอนที่เห็นน้ำตาของเธอ ผมไม่รู้ว่าทำไมโชคชะตาถึงได้ขีดเขียนเรื่องราวให้ผมกลายมาเป็นคู่หมั้นของเธอเพียงชั่วข้ามคืนจากความผิดพลาดนั้น เราเริ่มต้นด้วยกันไม่ค่อยดีนัก แต่สุดท้ายเราก็จบลงด้วยการที่รักกัน ผมไม่ได้อยากจะมาพรรณนาความรักของตัวเองให้ใครต่อใครฟัง แต่ผมแค่อยากบอกเล่าว่าความรักมันสามารถก่อเกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ เพียงแค่เปิดใจ อะไรใหม่ๆก็จะเข้ามา ครั้งแรกที่ผมรู้จักแมวน้ำ ผมไม่ชอบหน้าเธอเลย เด็กผู้หญิงที่โคตรเป็นผู้หญิง อ่อนแอ ขี้น้อยใจ นิดหน่อยก็ร้องไห้ ผมรู้สึกรำคาญเธอจริงๆ แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นน้ำตาของเธอ หัวใจของผมมันก็ร้อนรนจนจะคลั่งตาย ผมไม่รู้ว่าเธอไปเอาน้ำตามากมายนั้นมาจากที่ไหน ทำไมถึงได้ร้องไห้เก่งนัก แถมยังน้อยใจเป็นที่หนึ่งอีกด้วย “พี่คินทร์คะ” เ
20 : 14 น. เสร็จสิ้นจากภารกิจวิ่งวุ่นส่งเอกสารเรียนต่อทั้งวัน ในที่สุดพี่คินทร์ก็พาฉันกลับห้องสักที ตอนมาที่เชียงใหม่ ฉันไปรับหมูปิ้งกับลูกชิ้นที่ห้องพี่เฟียตมา พบว่าทั้งสองตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นตั้งหลายเท่า แถมยังติดพี่เฟียตกับพี่ฟิล์มเอามากๆด้วย ตอนที่ฉันเรียกกลับห้อง ดูจะไม่ยอมกลับด้วยซ้ำ ตอนนี้ทั้งคู่นอนหลับปุ๋ยไปแล้ว “พี่คินทร์ทำใจเรื่องพี่ครีมได้แล้วเหรอคะ” ฉันเอ่ยถาม ในขณะที่เดินเอากระเป๋าไปวางตรงโซฟา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนนั้นด้วยความเหนื่อยล้าไปทั้งร่างกาย “เธอถามอะไรเนี่ยอุ๋ง” “น้ำก็แค่อยากรู้เฉยๆ” ฉันยู่ปากให้เขา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่นตามปกติ “ฉันไม่ได้ชอบครีมแล้ว” พี่คินทร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับที่ฉันนอนอยู่ สายตาคมกริบจ้องมองฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย “จะ..จ้องทำไมคะ” พอโดนมองมากๆ มันก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะ จะทำอะไรก็รู้สึกเขินไปหมดเลย “ก็เธอน่ารัก” ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจฉันเต้นรัวขึ้นมาราวกับเสียงกลองเมื่อได้ยินคำชมหวานหูจากปากพี่คินทร์ ทำตัวไม่ถูกเลย ทั้งๆที่เขาก้รู้ว่าถ้าชมฉันมากๆก็จะทำให้ฉันเขิน แต่ก็ยังชมอยู่
หลายวันผ่านไป มหาวิทยาลัย KUT เชียงใหม่ ในที่สุดวันนี้ฉันก็ต้องมายื่นเอกสารเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่คินทร์ เขาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของฉันแทนพ่อกับแม่ เพราะพ่อกับแม่ของฉันติดงานมาไม่ได้ เลยฝากให้พี่คินทร์มาคุมฉันแทน ซึ่งวันที่ฉันยื่นเอกสารให้ทางมหาวิทยาลัยนั้นคนละวันกับของเคท คณะวิศวกรรมศาสตร์จะยื่นทีหลังคณะอักษรศาสตร์ ตอนนี้เคทก็เลยได้นอนตีพุงเล่นอยู่ที่ห้อง ในขณะที่ฉันวิ่งวุ่นส่งเอกสารอยู่ “มึงเห็นผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนส์ที่ยืนอยู่หน้าตึกมั้ย อีเวร... ผัวกูในอนาคตชัดๆ” ในขณะที่กำลังยืนต่อคิวส่งเอกสาร ก็มีผู้หญิงในชุดนักเรียนมัธยมปลายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของฉันกำลังกระซิบกระซาบกันกับเพื่อนอีกคนในแถว “เออ โคตรหล่อ แต่กูว่ามีเมียแล้วชัวร์!” “แต่กูว่าไม่มั้ง... เขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่นะ คงไม่มีรสนิยมชอบเด็กที่เพิ่งจบม.ปลายหรอก” “งั้นมึงลองไปขอเบอร์ดูดิ เผื่อได้” “ส่งเอกสารเสร็จเมื่อไหร่ กูจะรีบแจ้นไปขอเลยจ้า” และในที่สุดบทสนทนาอันสนิทสนมนั้นก็จบลง... ฉันส่ายหน้าพร้อมกับอมยิ้มให้พวกเธอ ทำให้นึกถึงเพื่อนๆของตัวเองเลย เพื่อนฉันหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ ฉันว่าม
ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงหอมแก้มฉันจนดังฟอด ฉันเงยหน้าขึ้นมองพี่คินทร์ พบว่าเขากำลังยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่หล่อจนแทบจะกระชากสติฉันให้หลุดลอยไปเลย “พี่คินทร์ปล่อยน้ำเลยนะคะ เดี๋ยวพ่อกับแม่มาเห็น” ฉันเหลียวซ้ายแลขวามองหาพ่อกับแม่ สองแขนออกแรงดันให้ตัวเองหลุดพ้นจากอ้อมกอดแข็งแรงของเขา “เห็นแล้วไง เธอกับฉันเรานอนเตียงเดียวกันที่เชียงใหม่ แถมฉันยังเห็นอะไรต่อมิอะไรของเธอตั้งเยอะ” เพียะ! ฉันฟาดมือลงกับวงแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นแรงๆ ใจจริงอยากจะตีให้เขาร้องด้วยซ้ำ อาการร้อนเห่อไล่ลามไปทั่วใบหน้า สองข้างแก้มฉันรู้สึกจะระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว พูดแบบนี้ได้ยังไง ฉันก็อายเป็นนะ “ปล่อยน้ำเลยนะ น้ำไม่คุยด้วยแล้ว” “ไม่ปล่อย จะกอดไว้แบบนี้แหละ” ว่าแล้วเขาก็กระชับวงแขนให้แน่นขึ้น สร้างความอึดอัดจนฉันต้องขยับตัวไปมาเพื่อหาช่องว่าง “จะกอดให้หายใจไม่ออกเลย!” “อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมไอดังขึ้นที่ด้านหลังฉัน ทำให้ทั้งฉันและพี่คินทร์ต่างสะดุ้งและผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ฉันรีบหมุนตัวกลับไปมองผู้มาใหม่ ก่อนจะหน้าซีดเมื่อเห็นว่าคนคนนั้นที่ยืนอยู่เป็นใคร “พะ..พ่อคะ น้ำไม่ได้...” เหมือนน้ำท่วมปากไ
หลังจากแม่กลับออกไป ท่านก็บอกให้ฉันเตรียมอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เพราะวันนี้แม่บอกให้พี่คินทร์เชิญพ่อและแม่ของเขามาร่วมกินข้าวเย็นกับเราด้วย พออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ลงไปช่วยแม่ทำอาหารและจัดโต๊ะกินข้าว พอฟ้าเริ่มมืด พ่อแม่ของพี่คินทร์ รวมทั้งพี่คินทร์และเคทก็มาที่บ้าน ฉันยกมือขึ้นไหว้คุณอาทั้งสอง ก่อนจะเบนสายตาไปหาเคทและส่งยิ้มให้ จากนั้นก็หันมามองคนตัวสูงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างเคท “เชิญค่ะพี่เวทย์ พี่แคท” แม่ฉันผายมือให้ทั้งสองคนเดินเข้าไปยังห้องอาหาร เมื่อมาถึงห้องอาหาร ทุกคนก็หาที่นั่งกันเรียบร้อย โดยเรียงลำดับให้พ่อฉันอยู่หัวโต๊ะ แม่นั่งอยู่ฝั่งขวาของพ่อ ส่วนพ่อและแม่ของพี่คินทร์นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของพ่อฉัน พี่คินทร์นั่งตรงข้ามกับฉันที่นั่งติดกับแม่ และเคทนั่งข้างๆพี่คินทร์ “ต้องขอโทษจริงๆพี่มานพ...” พ่อของพี่คินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบ ในบรรดาผู้ใหญ่ทั้งสี่คนที่อยู่ในวงอาหาร แม่ของฉันอายุน้อยที่สุด และพ่อของฉันอายุมากที่สุด ดังนั้นพ่อและแม่ของพี่คินทร์จะให้ความเคารพพ่อฉันมากๆ “เอาเถอะๆ กินข้าวกันดีกว่าครับ” พ่อยกมือขึ้นห้ามเมื่ออาเวทย์กำลังจะพูดถึงเรื่อง
ก็ไหนพ่อแม่ผมโทรมาเคลียร์กับพ่อแม่ยัยอุ๋งแล้วไง ทำไมดูเหมือนแม่ของยัยอุ๋งไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยล่ะ “ผมนึกว่า...” ประโยคของผมหยุดลงตรงนั้น เมื่อแม่ของยัยอุ๋งพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ตอนพ่อกับแม่ของเราโทรมาบอกอาว่าเรากับน้องพลาดท่ามีอะไรกัน อาก็นึกว่าลูกสาวอาปล่อยเนื้อปล่อยตัว คินทร์รู้มั้ยว่าอาตีน้องไปด้วย” “ผม...” จะบอกว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ รู้ก็แค่แม่บอกให้ยัยอุ๋งไปอยู่กับผมสามเดือนนั่นแหละ แล้วท่านก็ไม่ได้บอกอะไรอีกเลย “ทำไมคินทร์ถึงข่มขืนน้อง แมวน้ำเพิ่งเรียนจบม.ปลายเอง” “ผมยอมรับผิดทุกอย่างครับ” ผมยืดอกรับอย่างเต็มภาคภูมิ แต่พอยิ่งมองย้อนไปในอดีต ตอนนั้นที่ผมบ่ายเบี่ยงความผิดของตัวเอง ปัดความรับผิดชอบ ผมโคตรไม่เป็นสุภาพบุรุษเลยเอาจริงๆ “ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับคุณอา” “คินทร์รู้สึกยังไงกับแมวน้ำ อาถามแค่นี้จริงๆ ถ้าคินทร์ไม่รักแมวน้ำ อาจะส่งแมวน้ำไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ” หลังจากหูได้ยินคำพูดของแม่ยัยอุ๋ง สมองผมก็ตื้อไปหมด ผมให้ยัยอุ๋งไปจากผมไม่ได้หรอก เรารักกัน... “ผมรักแมวน้ำครับ” สายตาของผมจ้องเข้าไปในดวงตาของแม่ยัยอุ๋งตรงๆ พร้อมกับพูดเต็มปากเต็มยอมรับว่ารักยัยอุ๋งเ



![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



