FAZER LOGINเพนท์เฮาส์หรูใจกลางเมืองต้อนรับการกลับมาของคนทั้งสองด้วยความเงียบสงบ แสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องผ่านกระจกบานโตเข้ามาตกกระทบพื้นห้องที่เงียบเชียบ
ทุกย่างก้าวตั้งแต่ลานจอดรถ VIP ขึ้นลิฟต์ส่วนตัว จนกระทั่งบานประตูดิจิทัลปิดลง แทนไทไม่ยอมปล่อยให้ร่างบางห่างกายเลยแม้แต่วินาทีเดียว แขนแกร่งตระกองกอดประคองเอวคอดกิ่วไว้แน่นตลอดเวลา ราวกับเกรงว่าหากเขาเผลอเรอเพียงเสี้ยววินาที คนตัวเล็กในอ้อมแขนจะแหลกสลายหรือเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา
ชายหนุ่มบรรจงวางร่างของเจ้าขวัญลงบนโซฟาหนังตัวใหญ่กลางห้องรับแขก... โซฟาตัวเดิมที่เป็นดั่งสมรภูมิรักอันดุเดือดและร้อนแรงของคนทั้งสองเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา
ทว่าในเวลานี้ ภาพความชุลมุนยุ่งเหยิงและคราบอารมณ์เสน่หาเหล่านั้น กลับถูกปัดกวาดและทำความสะอาดจนเรียบร้อยเกลี้ยงเกลา ผ้าห่มและหมอนอิงถูกจัดวางเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ เหลือไว้เพียงกลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ ของซีดาร์วู้ดผสมกลิ่นไอแดดประจำตัวของเจ้าของห้อง
ความสะอาดตาของห้อง กลับยิ่งขับเน้นให้ความเปรอะเปื้อนในจิตใจของเจ้าขวัญฉายชัดขึ้นมา หญิงสาวนั่งห่อไหล่สั่นสะท้านภายใต้เสื้อช็อปสีเลือดหมูตัวใหญ่ของแทนไท สองมือเล็กกำชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาซบลงกับอกแกร่งแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างกักเก็บไว้ไม่อยู่ เสียงสะอื้นฮักไห้จนตัวโยนดังก้องไปทั่วทั้งห้องโถงกว้าง
ภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ถูกหมอพิชญ์ดึงรั้งและกระชากเสื้อผ้า คราบน้ำตาและความหวาดผวาจากเงื้อมมือของเจ้าชายที่พ่อแม่ประเคนให้ ผสมปนเปกับสายตาเกลียดชังและคำต่อว่าอันแสนชาชินของผู้บังเกิดเกล้าที่ตวาดประจานเธอว่า ‘เด็กใจแตก’ และ ‘ทำตัวไร้ค่า’ มันวนเวียนตอกย้ำในหัวสมองของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบีบรัดหัวใจให้แหลกสลายลงเป็นชิ้นๆ
แทนไททรุดตัวลงนั่งข้างๆ รวบร่างบางเข้ามาแนบชิดอก วงแขนทรงพลังโอบกอดเธอไว้แน่นประหนึ่งจะใช้ร่างกายของเขาเป็นเกราะป้องกันทุกความเจ็บปวดบนโลกใบนี้ ปลายนิ้วหนาเรียวยาวลูบไล้แผ่นหลังบางแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลมจังหวะหายใจที่ติดขัด ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปลูบเรือนผม นุ่มสลวยอย่างอ่อนโยนที่สุด
นัยน์ตาคมกริบที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตยามประจันหน้ากับศัตรู บัดนี้กลับฉายแววรักใคร่ ห่วงใย และร้าวราญกับหยาดน้ำตาของคนในอ้อมกอดจนหมดสิ้น
“ฮึก... ฮือ... พี่แทน... ขวัญ... ขวัญกลัว...” เจ้าขวัญสะอื้นพูดยังไม่เป็นคำ ร่างกายยังคงสั่นเกร็งด้วยความขวัญผวา
“ไม่ต้องกลัวแล้วขวัญ... ปลอดภัยแล้ว”
แทนไทกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มห้าวที่อบอุ่นและนุ่มนวล เขาโน้มใบหน้าลงมากดจูบแผ่วเบาที่ขมับและหน้าผากมนซ้ำๆ ประทับความรู้สึกอบอุ่นเพื่อชะล้างความทรงจำอันเลวร้าย
“ไม่มีใครทำร้ายเธอได้อีกแล้ว ที่นี่มีแค่พี่... แค่เราสองคนเท่านั้น”
ชายหนุ่มประคองกรอบหน้าหวานขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลซึมออกจากเต้าตาคู่สวยให้อย่างอ่อนโยน นัยน์ตาสีเข้มสบประสานเข้ากับดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยคราบน้ำตาของเธอด้วยความหนักแน่น
“อยู่กับพี่นะขวัญ... อยู่กับพี่ที่นี่”
ถ้อยคำสั้นๆ ทว่าเต็มไปด้วยความหมายและสิทธิ์ครอบครอง ทำเอาเจ้าขวัญถึงกับชะงักกึก นัยน์ตากลมโตฉ่ำปรือเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความสับสนและหวาดหวั่นที่ตีตื้นขึ้นมาในอก จิตสำนึกและกรอบศีลธรรมที่ถูกพร่ำสอนมาตลอดชีวิตกำลังโต้เถียงกันอย่างหนักภายในหัวสมองที่หมุนเคว้ง
“ต... แต่พ่อกับแม่...” เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยพร่า หลุบสายตาลงต่ำไม่กล้าสบตาเขา
“ขวัญจะอยู่ได้ยังไงคะ... ขวัญหนีออกจากบ้านมาแบบนี้ ขวัญ... ขวัญกลายเป็นเด็กใจแตกอย่างที่พ่อพูดจริงๆ แล้วใช่ไหมคะฮึก...”
หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงลงมากระทบหลังมือหนาของแทนไทอีกระลอก ความอับอาย ความรู้สึกผิดต่อครอบครัว และความกลัวต่อสายตาของสังคมโถมทับจนเธอแทบหายใจไม่ออกเพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก
การหนีตามผู้ชายมานอนค้างอ้างแรมที่คอนโดของเขา การปล่อยตัวปล่อยใจให้เขากลืนกินทั้งตัวและหัวใจเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา มันทำให้เธอมองตัวเองเป็นเด็กสาวแปดเปื้อนที่ไร้ค่า รอยแผลจากคำพูดของคุณก้องเกียรติที่ตวาดประจานเธอหน้าบ้านยังคงบาดลึกในใจจนเป็นแผล
“พ่อกับแม่ต้องเกลียดขวัญไปแล้วแน่ๆ... คนอื่นคงมองขวัญเป็นผู้หญิงไร้ความคิด เป็นเด็กใจแตกที่ปล่อยตัวให้ผู้ชาย...”
เจ้าขวัญสะอื้นไห้คำโต ยกสองมือขึ้นปิดหน้าตัวเองด้วยความหมดหวัง
“ขวัญทำลายชื่อเสียงของครอบครัว... ขวัญทำตัวไร้ค่าจริงๆ ใช่ไหมคะพี่แทน...”
“ใครบอกว่าเธอไร้ค่า! ไม่จริงเลยนะขวัญ...”
น้ำเสียงทุ้มของแทนไทดังขึ้นตัดบทด้วยความหนักแน่น แม้คำพูดจะฟังดูดุดันแต่สัมผัสที่เขารวบมือเล็กทั้งสองข้างของเธอออกจากใบหน้ากลับอ่อนโยนจนหัวใจของคนฟังกระตุกวูบ นัยน์ตาคมกริบสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างไม่ยอมให้หลบเลี่ยง
“อย่าพูดคำว่าไร้ค่าให้พี่ได้ยินอีกเจ้าขวัญ...” แทนไทเค้นเสียงต่ำ แววตาฉายความเจ็บปวดที่ไม่แพ้กัน
“เธอรู้ไหมว่าเธอมีค่าที่สุดสำหรับพี่... มีค่ามากกว่าชีวิตของพี่ด้วยซ้ำ ใครจะมองเธอยังไงพี่ไม่สนใจ พ่อแม่เธอจะโกธรจะเกลียดพี่แค่ไหนพี่ไม่สน แต่เธอไม่ใช่เด็กใจแตก และเธอไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่ใครหน้าไหนมันประจานทั้งนั้น!”
“แต่ขวัญหนีตามพี่มา...”
“เธอไม่ได้หนีตามพี่มา แต่พี่เป็นคนลากเธอมาจากขุมนรกนั่นต่างหาก!” แทนไทเอ่ยสวนขึ้นทันควัน
“ถ้าการที่พี่พายัยเด็กขี้แยคนหนึ่งออกมาจากผู้ชายเลวๆ ที่จ้องจะทำร้ายเธอ ออกมาจากบ้านที่ไม่เคยรับฟังความจริงอะไรเลย แล้วถูกเรียกว่าการหนีตามกัน... พี่ก็จะเป็นคนรับบาปและคำครหานั้นไว้คนเดียวทั้งหมด!”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว พรูลมหายใจร้อนระอุออกมาลึกๆ ก่อนจะยอมคลายแรงกุมที่ข้อมือเล็ก เปลี่ยนเป็นประสานนิ้วมือหนาเข้ากับนิ้วเรียวบางของเธอเอาไว้แน่น แนบชิดจนไร้ช่องว่าง
“พี่รู้...”
แทนไทเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาลง นัยน์ตาฉายแววตัดพ้อและถอดถอนในโชคชะตาของตัวเอง
“ว่าพี่มันก็แค่เด็กช่างเปื้อนฝุ่น เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน ไม่มีคำว่า ‘หมอ’ นำหน้าชื่อ ไม่มีหน้าตาทางสังคมไปเชิดหน้าชูตาให้พ่อแม่เธอภาคภูมิใจได้เหมือนไอ้หมอนั่น...”
เจ้าขวัญมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลตรงมุมปาก แผลที่เกิดขึ้นเพราะเขาออกรับแทนและปกป้องเธอ นัยน์ตาคมกริบที่เคยดุดันเย่อหยิ่ง บัดนี้กลับฉายแววอ้อนวอนและถ่อมตนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“พี่มันอาจจะเป็นอันธพาล เป็นปีศาจร้ายในสายตาของคนอื่น...” แทนไทเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากนุ่มของเธอ ลมหายใจร้อนรินรดแก้มเนียน
“แต่พี่ขอแค่อย่างเดียวได้ไหมเจ้าขวัญ...”
“...”
“เชื่อใจพี่สักครั้งได้ไหม...”
น้ำเสียงทุ้มห้าวพร่าสั่นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกอัดอั้น
“ให้โอกาสผู้ชายเปื้อนฝุ่นคนนี้... ได้ดูแลและปกป้องเธอสักครั้ง พี่สัญญาด้วยชีวิตของพี่ ว่าพี่จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้าย หรือทำให้เธอต้องเสียน้ำตาแบบนี้อีกแล้ว”
คำอ้อนวอนอันแสนจริงใจและหนักแน่นของอสูรกายหนุ่ม ราวกับน้ำทิพย์ชโลมลงบนหัวใจที่แหลกสลายของเจ้าขวัญ ความกลัวและความสับสนที่เคยบีบรัดอกค่อยๆ มลายหายไป เหลือไว้เพียงความอบอุ่นและมั่นคงอันมหาศาลจากผู้ชายตรงหน้า ผู้ชายที่พร้อมจะรับทุกคำด่าทอและแปดเปื้อนแทนเธอทุกอย่าง โดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทน
“คบกับพี่นะ...”
คำพูดเป่าหูอันชาญฉลาดของหมอพิชญ์ ดึงสติของคุณก้องเกียรติและคุณรดากลับสู่ความโกรธแค้นอีกครั้ง! ความลังเลเมื่อครู่ถูกบดขยี้ด้วยภาพความเพียบพร้อมของหมอหนุ่มตรงหน้า“อาจจะจริงอย่างที่หมอพิชญ์พูด!”คุณก้องเกียรติแผดเสียงตวาดลั่น ชี้หน้าแทนไทอย่างไม่เหลือความปรานี“มึงอย่ามาเล่นละครบีบน้ำตาหน้าบ้านกูไอ้แทนไท! ต่อให้มึงกราบเท้ากู หรือเอาเงินกองเท่าหัวมาหมั้น กูไม่มีวันยกขวัญให้คนอันธพาลอย่างมึงเด็ดขาด!”“คุณพ่อคะ! ไม่ใช่นะคะ! พี่แทนไม่ได้เล่นละคร! ขวัญกับพี่แทนเราเป็นแฟนกันจริงๆ”เจ้าขวัญกรีดร้องทั้งน้ำตา พยายามจะสลัดมือแม่เพื่อพุ่งไปหาแทนไท แต่กลับถูกคุณรดากระชากตัวไว้แน่น“พอได้แล้วเจ้าขวัญ! เข้าบ้านเดี๋ยวนี้!” คุณก้องเกียรติสั่งเสียงแข็ง ก่อนจะหันไปหาหมอพิชญ์ “หมอพิชญ์... เข้ามาในบ้านด้วยกันเลย วันนี้ลุงกับป้าจะจัดการเรื่องงานหมั้นของหมอกับยายขวัญให้จบสิ้นตรงนี้!”หมอพิชญ์กระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ สายตาที่มองแทนไทเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน“ขอบพระคุณครับคุณลุง...”“ไม่! ขวัญไม่หมั้น! ขวัญยังเรียนไม่จบ! พี่แทน ช่วยขวัญด้วย!”เจ้าขวัญโดนพ่อและแม่ลากตัวผ่านประตูรั้วเข้าไปอย่างไม่ปรานี เสียงร
คุณรดารั้งตัวลูกสาวไว้แน่น สองมือของผู้เป็นแม่ตีลงบนแขนและไหล่ของลูกสาวทั้งน้ำตาด้วยความอัดอั้นและโกรธจัด“ทำไมแกถึงดื้อด้านแบบนี้! รู้ไหมว่าพ่อกับแม่ต้องอับอายขายหน้าคนอื่นเพราะแกขนาดไหน! ไม่ว่ายังไงแกก็ต้องแต่งงานกับหมอพิชญ์!”“ฮึก... ไม่! ขวัญไม่แต่ง! ขวัญไม่ได้รักพี่พิชญ์! ขวัญยังเรียนไม่จบเลยนะแม่” เจ้าขวัญส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตา สะอื้นฮักจนตัวสั่นเทา“ในเมื่อเรื่องมันยุ่งยากนัก แล้วแกดื้อแพ่งไม่ฟังใครแบบนี้... งั้นก็รีบหมั้นกันให้มันจบๆ ไปเลย!” คุณรดาเค้นเสียงตวาดไปตีลูกสาวไป“ยังไงหมอพิชญ์เขาก็พร้อมอยู่แล้ว! เขาพร้อมจะอภัยให้แกทุกอย่าง! ทำไมแกถึงกลายเป็นคนดื้อด้านขนาดนี้! เพราะมันใช่ไหม!”“ไม่เอา! ขวัญไม่หมั้น! ฮือ... พ่อคะ แม่คะ อย่าทำแบบนี้กับขวัญเลย! ฟังขวัญบ้าง… ฮึกๆ” เจ้าขวัญร้องไห้แทบขาดใจ“หมั้นเสร็จพ่อจะส่งแกไปเรียนต่อต่างประเทศกับหมอพิชญ์ทันที!” คุณก้องเกียรติเอ่ยเสริมเสียงแข็งและเด็ดขาด “พ่อจะไม่ปล่อยให้แกอยู่ที่นี่เพื่อมามั่วสุมกับไอ้เด็กอันธพาลนี่อีกต่อไป!”คำว่า 'หมั้นเสร็จจะส่งไปเมืองนอก' ราวกับมีดแทงลงกลางอกของแทนไท ชายหนุ่มที่พยายามรั้งบานประตูไม้ไว้ นัยน์ตาคมกริบ
“แกมันก็ดีแต่พูดไอ้เลว!" คุณก้องเกียรติชี้หน้าตวาดประจานแทนไทลั่นห้อง “คิดว่ายอมรับผิดแล้วลูกสาวกูจะแปดเปื้อนน้อยลงงั้นเหรอ! มึงทำลายอนาคตลูกสาวกู!”เจ้าขวัญที่ยืนสะอื้นไห้ตัวสั่นเทาอยู่ด้านหลัง มองแผ่นหลังกว้างของแทนไทที่พร้อมจะสละอนาคตตัวเองเพื่อปกป้องเธอ มองเพื่อนๆ อย่างบอลและเจตที่ยอมโดนดุเพื่อช่วยเขา... ภาพความเจ็บปวด คราบน้ำตา และบาดแผลตรงมุมปากของแทนไท วิ่งวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวสมองความหวาดกลัวต่อผู้บังเกิดเกล้าที่เคยสลักลึกในจิตใจ... พลันถูกทลายลงด้วยความรักและความถูกต้องที่เธอทำให้แทนไทเดือดร้อน ทั้งที่เขาช่วยเธอเอาไว้‘ไม่... เราจะยอมให้ผู้ชายที่รักเราที่สุด ต้องโดนทำลายอนาคตเพราะคำโกหกเลวร้ายแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!’“ด... เดี๋ยวก่อนค่ะ!!”เสียงหวานแผ่วเบาบัดนี้ตวาดก้องไปทั่วห้องปกครอง เจ้าขวัญผุดลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับทุกคน ร่างกายของเธอยังคงสั่นระริกด้วยความกลัวลึกๆในใจ หยาดน้ำตาไหลพรูลงมาตามพวงแก้มใสไม่ขาดสาย แต่แววตาคู่นั้นกลับส่องประกายเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!“ขวัญ! นี่แกกล้าตะคอกใส่พ่อแม่เหรอ!” คุณรดาตกใจจนตาค้าง“ข... ขวัญไม่ได้โดนล่อลวงหรือโดนฉุดหรอกค่ะ!”เจ้าขวั
แทนไทตวัดสายตาคมกริบมองรอบโรงอาหาร ทำเอาคนที่แอบมองอยู่รีบก้มหน้างุดกินข้าวทันที“เออๆ ไม่มีใครมองแล้วครับไอ้คุณแทน!" เจตส่ายหน้าเอือมระอา “กูละเชื่อมึงเลยจริงๆ จากอสูรกายแห่งวิศวะ กลายเป็นหมาหวงก้างนั่งแกะกุ้งให้เมียกินกลางโรงอาหาร... ถ้าแอดมินเพจประจำมหา’ลัยมาเห็น คงเอาไปลงหน้าเพจแล้วมั้ง!”“พวกมึงจะแดกข้าวดีๆ หรือจะแดกหมัดกู?”แทนไทขู่เสียงเรียบ แต่ก็ยังไม่หยุดมือจากการตักเนื้อกุ้งตัวโตใส่จานให้เจ้าขวัญเจ้าขวัญที่นั่งฟังเพื่อนๆ แซวมาตลอดมื้ออาหาร พวงแก้มเนียนแดงจัดจนถึงใบหู หญิงสาวลอบมองใบหน้าคมคายของแทนไทที่ยังคงทำหน้านิ่งดุดัน แต่ทุกการกระทำกลับเต็มไปด้วยความทะนุถนอมและปกป้องเธออย่างสุดหัวใจความกังวลเรื่องครอบครัว เรื่องหมอพิชญ์ หรือแม้แต่คำครหาว่าเป็นเด็กใจแตก ถูกชะล้างหายไปจนหมดสิ้นด้วยความรักอันเด็ดเดี่ยวและไร้เงื่อนไขของชายหนุ่มเปื้อนฝุ่นคนนี้“ขอบคุณนะคะพี่แทน...” เจ้าขวัญเอ่ยกระซิบเสียงหวาน ส่งรอยยิ้มสดใสที่สุดในรอบหลายวันไปให้เขาแทนไทชะงักมือที่กำลังถือช้อน นัยน์ตาสีเข้มหลุบมองรอยยิ้มหวานของคนตรงหน้า ความเหนื่อยล้าและไฟแค้นในอกพลันมอดดับกลายเป็นความอบอุ่น ชายหนุ่มยกมือขึ
หลังจากยอมลาเรียนไปหนึ่งวันเต็มเพื่อให้เจ้าขวัญได้พักผ่อนทั้งกายและใจจากฝันร้าย เช้าวันใหม่ของการกลับมาเรียนตามปกติก็เริ่มต้นขึ้นด้วยความครึกครื้นและสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาเป็นตาเดียวเสียงเครื่องยนต์ดูคาติคันยักษ์แผดคำรามลั่นไปทั่วบริเวณลานหน้าตึกคณะบริหารธุรกิจ ก่อนจะจอดเทียบลงตรงบันไดทางขึ้นอย่างนิ่มนวลร่างสูงใหญ่ในเสื้อช็อปสีเลือดหมูตวัดขาลงจากเบาะ ถอดหมวกกันน็อกของตัวเองออกเผยใบหน้าหล่อคมที่ประดับด้วยรอยแผลตรงมุมปาก ชายหนุ่มไม่สนใจสายตาตะลึงงันของเหล่านักศึกษาตึกบริหารที่เดินผ่านไปมา เขาย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วบรรจงถอดหมวกกันน็อกออกจากศีรษะเล็กของเจ้าขวัญอย่างอ่อนโยนที่สุด“เลิกเรียนคาบแรกกี่โมง?”เสียงทุ้มห้าวเอ่ยถาม มือหนายกขึ้นช่วยจัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่เข้าทางตามสัญชาตญาณความหวงแหน“กะ... เก้าโมงครึ่ง...”เจ้าขวัญตอบเสียงเบา พวงแก้มสุกปลั่งขึ้นสีระเรื่อเมื่อรับรู้ได้ถึงสายตานับสิบๆ คู่รอบตึกที่กำลังจ้องมองมา ยิ่งวันนี้เธอสวมชุดนักศึกษาเรียบร้อยกระโปรงยาว พ่วงด้วยการถูกอสูรกายแห่งวิศวะมายืนประคบประงมถึงที่ ยิ่งทำให้เธอทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่“ดี... เลิกแล้วอย่าเพิ่งไปไหน
เจ้าขวัญจ้องมองนัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นผ่านหยาดน้ำตาที่พร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้ารับแผ่วเบา ร่างบางซบใบหน้าหวานลงกับแผงอกแกร่งของเขาอีกครั้ง สองมือเล็กเปลี่ยนมาสวมกอดเอวสอบไว้แน่นกว่าเดิม ยอมรับพันธนาการและความคุ้มครองจากอสูรกายหนุ่มคนนี้ด้วยหัวใจทั้งหมดที่มีแทนไทกระตุกยิ้มบางๆ ออกมาด้วยความดีใจและโล่งอก ชายหนุ่มกระชับอ้อมแขนกอดร่างบางไว้แน่นแนบอก กดจูบเนิ่นนานลงบนเรือนผมนุ่มสลวย ปล่อยให้เวลาหมุนผ่านไปท่ามกลางความเงียบสงบและความอบอุ่นภายในห้องเพนท์เฮาส์หรู... ที่ซึ่งจะเป็นดั่งปราการเหล็กอันปลอดภัยของเจ้าหญิงและอสูรกายจากนี้ไปแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนห้างสรรพสินค้าใกล้มหาวิทยาลัย แทนไทในเสื้อยืดสีดำเรียบกางเกงยีนส์ขาดเข่า ยืนกอดอกถอนหายใจยาวอยู่หน้าหุ่นโชว์ชุดนักศึกษา นัยน์ตาคมกริบหลุบมองร่างบางในเสื้อช็อปสีเลือดหมูของเขาที่กำลังตั้งอกตั้งใจเลือกกระโปรงพลีทยาวเลยเข่าและเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ทรงถูกระเบียบอยู่ตรงหน้า“กระโปรงจะยาวไปถึงข้อเท้าเลยหรือไงยัยเด็กเฉิ่ม?” เสียงทุ้มห้าวบ่นอุบ แม้ปากจะว่าแต่ยามมองเรือนร่างอรชรนั้น นัยน์ตาสีเข้มกลับฉายความเอ็นดูนุ่มนวลอย่างปิดไม่มิด“ใส่กระโปรงทรงเอสั้น







