LOGINเจ้าขวัญจ้องมองนัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นผ่านหยาดน้ำตาที่พร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้ารับแผ่วเบา ร่างบางซบใบหน้าหวานลงกับแผงอกแกร่งของเขาอีกครั้ง สองมือเล็กเปลี่ยนมาสวมกอดเอวสอบไว้แน่นกว่าเดิม ยอมรับพันธนาการและความคุ้มครองจากอสูรกายหนุ่มคนนี้ด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี
แทนไทกระตุกยิ้มบางๆ ออกมาด้วยความดีใจและโล่งอก ชายหนุ่มกระชับอ้อมแขนกอดร่างบางไว้แน่นแนบอก กดจูบเนิ่นนานลงบนเรือนผมนุ่มสลวย ปล่อยให้เวลาหมุนผ่านไปท่ามกลางความเงียบสงบและความอบอุ่นภายในห้องเพนท์เฮาส์หรู... ที่ซึ่งจะเป็นดั่งปราการเหล็กอันปลอดภัยของเจ้าหญิงและอสูรกายจากนี้ไป
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนห้างสรรพสินค้าใกล้มหาวิทยาลัย แทนไทในเสื้อยืดสีดำเรียบกางเกงยีนส์ขาดเข่า ยืนกอดอกถอนหายใจยาวอยู่หน้าหุ่นโชว์ชุดนักศึกษา นัยน์ตาคมกริบหลุบมองร่างบางในเสื้อช็อปสีเลือดหมูของเขาที่กำลังตั้งอกตั้งใจเลือกกระโปรงพลีทยาวเลยเข่าและเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ทรงถูกระเบียบอยู่ตรงหน้า
“กระโปรงจะยาวไปถึงข้อเท้าเลยหรือไงยัยเด็กเฉิ่ม?” เสียงทุ้มห้าวบ่นอุบ แม้ปากจะว่าแต่ยามมองเรือนร่างอรชรนั้น นัยน์ตาสีเข้มกลับฉายความเอ็นดูนุ่มนวลอย่างปิดไม่มิด
“ใส่กระโปรงทรงเอสั้นๆ แบบคนอื่นเขาบ้างไม่ได้หรือไง หุ่นเธอก็ใช่ว่าจะแย่... แต่ใส่แบบนี้ก็ดี ไอ้พวกเวรจะได้ไม่ต้องมอง”
“พี่แทน!” เจ้าขวัญหันมาหรี่ตาใส่ พวงแก้มระเรื่อขึ้นสี “ขวัญชอบแบบนี้ค่ะ! ใส่สบายดีออก แล้วนี่ก็ต้องซื้อสมุด ปากกา ดินสอใหม่หมดเลยด้วย... ของเก่าอยู่ที่บ้านหมดเลย”
“ซื้อไปเปิดร้านขายเครื่องเขียนหรือไงวะ?”
ชายหนุ่มบ่นปอดแปด แต่ก็เดินตามหลังไปหยิบของใส่ตะกร้าให้ทุกอย่าง มือหนาเอื้อมไปหยิบชุดปากกาสีพาสเทลน่ารักๆ ที่เธอแอบมองแต่ไม่กล้าหยิบ ลงตะกร้าให้อย่างรู้ใจโดยไม่พูดอะไรสักคำ
แม้คำพูดของเขาจะดูดิบๆ เถื่อนๆ ปากเสียไปบ้าง แต่การกระทำกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง... ฝ่ามือใหญ่คอยดันไหล่บางให้เดินชิดด้านในของทางเดิน คอยใช้ร่างกายสูงใหญ่ของตัวเองบังผู้คนในห้างไม่ให้เดินชนเธอ แถมยังเหมาถือถุงกระดาษหนักๆ ทั้งหมดไว้ด้วยมือเดียว โดยไม่ยอมให้เธอถือเลยสักชิ้นเดียว
“ปวดขาไหม?” เขาหันมาถามเสียงเรียบ ขณะเดินนำเธอไปที่ร้านน้ำดื่ม
“ก็... นิดหน่อยค่ะ...”
“ทีหลังถ้ารู้ว่าปวดก็บอก อย่ามาทำเป็นเก่ง”
แทนไทสบถแผ่วเบา แต่กลับคว้าข้อมือเล็กให้เดินมานั่งพักที่เก้าอี้ ก่อนที่เขาจะเดินไปซื้อน้ำส้มสดเย็นเจี๊ยบมาส่งให้เธอถือไว้
“กินซะ”
เจ้าขวัญรับแก้วน้ำส้มมาถือไว้ อดยิ้มออกมาน้อยๆ กับความใส่ใจในแบบของเขาไม่ได้ ชายหนุ่มดูเถื่อนและกระด้างในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเธอแล้ว เขาคือคนที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเธอเสมอ
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินออกจากโซนเครื่องเขียนตรงไปยังลานจอดรถ เสียงทักทายกวนๆ ของกลุ่มนักศึกษาชายคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็ดังแทรกขึ้น
“เฮ้ย! ไอ้แทน! ใช่มึงจริงด้วย!”
กลุ่มเพื่อนสนิทในคณะวิศวะของแทนไทสามสี่คนเดินตรงเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตกใจ นานๆ ทีจะเห็นอสูรกายแห่งวิศวะที่ไม่เคยสนใจใคร ยอมมาเดินถือถุงของกระจุกกระจิกในห้างสรรพสินค้าแบบนี้ ตามสาวขนาดนี้
“ลมอะไรหอบมึงมาเดินห้างวะไอ้แทน? แล้วนี่...”
สายตาของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มตื่นตะลึงเมื่อเห็นร่างบางของเจ้าขวัญที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา ก่อนจะยิ้มกวนประสาทและเอ่ยแซวอย่างไม่คิดอะไร
“โห... น้องคนนี้น่ารักจังวะ คณะไหนเนี่ยครับ? หน้าคุ้นๆ เหมือนเด็กบริหารที่มึงเคยแกล้งเลยว่ะ... น้องครับ มีแฟนหรือยังครับเนี่ย ถ้าไอ้แทนมันแกล้งวิ่งมาหาพี่ได้นะ พี่ชื่อ...”
หมับ!
ยังไม่ทันที่เพื่อนจะพูดจบประโยค แทนไทก็ก้าวขึ้นมาขวางหน้าเจ้าขวัญทันที อ้อมแขนแกร่งตระกองเอวคอดกิ่วดึงเธอเข้ามาแนบชิดอก นัยน์ตาคมกริบสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยรังสีดุดันและหึงหวงขั้นสุด
“มึงอย่ามาพูดจาเหมือนจีบแฟนกู...”
เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นดุจลมพายุหมุนดังรอดไรฟัน ทำเอาเพื่อนในกลุ่มถึงกับชะงักกึก บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงในพริบตา
“เชี่ย...”
เพื่อนในกลุ่มกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก มองมือของแทนไทที่โอบเอวเจ้าขวัญไว้แน่นสลับกับใบหน้าดุดันของมัน
“จริงจังเหรอวะไอ้แทน? นึกว่าน้องเขาเป็นรุ่นน้องเฉยๆ... โทษทีๆ กูไม่รู้นี่หว่า! เปิดตัวเลยดิงั้น”
แทนไทไม่ตอบอะไร เขาตวัดสายตาขู่เพื่อนยกกลุ่มอีกรอบ ก่อนจะดันร่างของเจ้าขวัญให้เดินนำออกไปทางลานจอดรถทันที โดยไม่สนใจเสียงแซวไล้หลังของเพื่อนๆ ที่ดังตามมาด้วยความตื่นเต้น
เจ้าขวัญเดินตามแรงดันของเขา พวงแก้มร้อนผ่าวไปถึงใบหู คำว่า ‘แฟนกู’ จากปากของอสูรกายหนุ่มยังคงดังก้องในหัวใจของเธอจนเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ... แต่ถึงอย่างนั้นมันก็อบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
ทันทีที่บานประตูดิจิทัลของเพนท์เฮาส์หรูปิดลงพร้อมเสียงล็อกอัตโนมัติ แทนไทก็เหวี่ยงถุงกระดาษที่เต็มไปด้วยชุดนักศึกษาและเครื่องเขียนลงบนโต๊ะรับแขกอย่างไม่ใส่ใจ ร่างสูงใหญ่หมุนตัวกลับมาก้าวประชิดร่างบางที่ยังคงยืนทำตัวไม่ถูกอยู่กลางห้องรับแขก
ยังไม่ทันที่เจ้าขวัญจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด อ้อมแขนแกร่งก็คว้าเอวคอดกิ่วรวบดึงเธอเข้ามาแนบชิดอกกว้างจนแผ่นอกแลกสัมผัสกันแน่นสนิท นัยน์ตาคมกริบสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงหึงหวงที่เขาสะกดข่มไว้ตลอดทาง
“พี่แทน... เป็นอะไรไป ปล่อยก่อนค่ะ...”
เจ้าขวัญเอ่ยเสียงเบาหวิว พวงแก้มหวานขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อสัมผัสได้ถึงแผงอกร้อนผ่าวและลมหายใจถี่กระชั้นของชายหนุ่ม
“ไม่ปล่อย...”
เสียงทุ้มห้าวเอ่ยพร่า ชายหนุ่มเลื่อนมือหนาขึ้นไปประคองกรอบหน้าเรียวสวย บังคับให้เธอลืมตาขึ้นสบตากับเขาตรงๆ
“ทำไม? อายเหรอที่พี่บอกเพื่อนแบบนั้น... หรือว่าไม่อยากเป็นแฟนพี่?”
“เปล่านะคะ...”
เจ้าขวัญหลุบสายตาลงต่ำ หัวใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก
“ขวัญไม่ได้อาย... แต่พี่แทนพูดต่อหน้าคนเยอะแยะแบบนั้น มันก็...”
“มันทำไม?”
แทนไทเค้นเสียงต่ำ โน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกโด่งแตะชิดปลายจมูกมน
“พี่พูดเรื่องจริง... เธอเป็นของพี่ และพี่ไม่ชอบให้สายตาของไอ้หน้าไหนมองเธอทั้งนั้น! ยิ่งพวกไอ้พวกนั้นมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น... พี่แทบอยากจะประเคนหมัดใส่หน้ามันอยู่แล้ว!”
คำพูดขวานผ่าซากแต่เต็มไปด้วยความอัดอั้น ทำเอาเจ้าขวัญต้องช้อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและเขินอายปะปนกัน อสูรกายผู้ดิบเถื่อนตรงหน้า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูดุดันไปหมด แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรักและความหวงแหนที่ซื่อตรงอย่างที่สุด
“ขวัญไม่ได้มองใครสักหน่อย...”
เสียงหวานเอ่ยกระซิบเบาๆ สองมือเล็กยกขึ้นวางทาบบนอกแกร่งของเขาอย่างลืมตัว
“ในสายตาขวัญ... ไม่ได้สนใจใครสักใคร ก็มีแค่พี่แทนนั่นแหละค่ะ”
ประโยคหวานที่ออกจากริมฝีปากกระจับ ราวกับน้ำทิพย์ชโลมดับไฟแค้นและไฟหึงในอกของแทนไทจนหมดสิ้น นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์เปลี่ยนเป็นความหลงใหลอย่างลึกซึ้ง
ชายหนุ่มกดจูบลงบนเรียวปากนุ่มอย่างหนักแน่นทันทีอย่างอดใจไม่ไหว รสจูบที่เนิ่นนาน ละเลียดลิ้มรสความหวานอย่างถือสิทธิ์และหิวโหย มือหนาบีบกระชับเอวบางให้ยิ่งแนบชิด ก่อนจะค่อยๆ ผละริมฝีปากออกช้าๆ ซุกไซร้ใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่นของเธอ กดจูบเน้นย้ำรอยรักสีกุหลาบเดิมเพื่อประกาศกร้าวความเป็นเจ้าของซ้ำอีกครั้ง
“จำคำพูดของเธอไว้ให้ดีนะยัยเด็กขี้แย...” แทนไทกระซิบเสียงแหบพร่าชิดใบหู “ถ้าวันไหนเธอหันไปมองคนอื่น... พี่จะกักขังเธอไว้ในห้องนี้ ไม่ให้ออกไปเจอใครอีกเลยคอยดู”
เจ้าขวัญซบหน้าลงกับไหล่กว้างพลางยิ้มหวานออกมา... ต่อให้เขาจะร้ายและเอาแต่ใจแค่ไหน แต่นี่คือปีศาจคนเดียวที่เธอพร้อมจะยกทั้งหัวใจและชีวิตให้เขาครอบครองแต่เพียงผู้เดียว
คำพูดเป่าหูอันชาญฉลาดของหมอพิชญ์ ดึงสติของคุณก้องเกียรติและคุณรดากลับสู่ความโกรธแค้นอีกครั้ง! ความลังเลเมื่อครู่ถูกบดขยี้ด้วยภาพความเพียบพร้อมของหมอหนุ่มตรงหน้า“อาจจะจริงอย่างที่หมอพิชญ์พูด!”คุณก้องเกียรติแผดเสียงตวาดลั่น ชี้หน้าแทนไทอย่างไม่เหลือความปรานี“มึงอย่ามาเล่นละครบีบน้ำตาหน้าบ้านกูไอ้แทนไท! ต่อให้มึงกราบเท้ากู หรือเอาเงินกองเท่าหัวมาหมั้น กูไม่มีวันยกขวัญให้คนอันธพาลอย่างมึงเด็ดขาด!”“คุณพ่อคะ! ไม่ใช่นะคะ! พี่แทนไม่ได้เล่นละคร! ขวัญกับพี่แทนเราเป็นแฟนกันจริงๆ”เจ้าขวัญกรีดร้องทั้งน้ำตา พยายามจะสลัดมือแม่เพื่อพุ่งไปหาแทนไท แต่กลับถูกคุณรดากระชากตัวไว้แน่น“พอได้แล้วเจ้าขวัญ! เข้าบ้านเดี๋ยวนี้!” คุณก้องเกียรติสั่งเสียงแข็ง ก่อนจะหันไปหาหมอพิชญ์ “หมอพิชญ์... เข้ามาในบ้านด้วยกันเลย วันนี้ลุงกับป้าจะจัดการเรื่องงานหมั้นของหมอกับยายขวัญให้จบสิ้นตรงนี้!”หมอพิชญ์กระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ สายตาที่มองแทนไทเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน“ขอบพระคุณครับคุณลุง...”“ไม่! ขวัญไม่หมั้น! ขวัญยังเรียนไม่จบ! พี่แทน ช่วยขวัญด้วย!”เจ้าขวัญโดนพ่อและแม่ลากตัวผ่านประตูรั้วเข้าไปอย่างไม่ปรานี เสียงร
คุณรดารั้งตัวลูกสาวไว้แน่น สองมือของผู้เป็นแม่ตีลงบนแขนและไหล่ของลูกสาวทั้งน้ำตาด้วยความอัดอั้นและโกรธจัด“ทำไมแกถึงดื้อด้านแบบนี้! รู้ไหมว่าพ่อกับแม่ต้องอับอายขายหน้าคนอื่นเพราะแกขนาดไหน! ไม่ว่ายังไงแกก็ต้องแต่งงานกับหมอพิชญ์!”“ฮึก... ไม่! ขวัญไม่แต่ง! ขวัญไม่ได้รักพี่พิชญ์! ขวัญยังเรียนไม่จบเลยนะแม่” เจ้าขวัญส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตา สะอื้นฮักจนตัวสั่นเทา“ในเมื่อเรื่องมันยุ่งยากนัก แล้วแกดื้อแพ่งไม่ฟังใครแบบนี้... งั้นก็รีบหมั้นกันให้มันจบๆ ไปเลย!” คุณรดาเค้นเสียงตวาดไปตีลูกสาวไป“ยังไงหมอพิชญ์เขาก็พร้อมอยู่แล้ว! เขาพร้อมจะอภัยให้แกทุกอย่าง! ทำไมแกถึงกลายเป็นคนดื้อด้านขนาดนี้! เพราะมันใช่ไหม!”“ไม่เอา! ขวัญไม่หมั้น! ฮือ... พ่อคะ แม่คะ อย่าทำแบบนี้กับขวัญเลย! ฟังขวัญบ้าง… ฮึกๆ” เจ้าขวัญร้องไห้แทบขาดใจ“หมั้นเสร็จพ่อจะส่งแกไปเรียนต่อต่างประเทศกับหมอพิชญ์ทันที!” คุณก้องเกียรติเอ่ยเสริมเสียงแข็งและเด็ดขาด “พ่อจะไม่ปล่อยให้แกอยู่ที่นี่เพื่อมามั่วสุมกับไอ้เด็กอันธพาลนี่อีกต่อไป!”คำว่า 'หมั้นเสร็จจะส่งไปเมืองนอก' ราวกับมีดแทงลงกลางอกของแทนไท ชายหนุ่มที่พยายามรั้งบานประตูไม้ไว้ นัยน์ตาคมกริบ
“แกมันก็ดีแต่พูดไอ้เลว!" คุณก้องเกียรติชี้หน้าตวาดประจานแทนไทลั่นห้อง “คิดว่ายอมรับผิดแล้วลูกสาวกูจะแปดเปื้อนน้อยลงงั้นเหรอ! มึงทำลายอนาคตลูกสาวกู!”เจ้าขวัญที่ยืนสะอื้นไห้ตัวสั่นเทาอยู่ด้านหลัง มองแผ่นหลังกว้างของแทนไทที่พร้อมจะสละอนาคตตัวเองเพื่อปกป้องเธอ มองเพื่อนๆ อย่างบอลและเจตที่ยอมโดนดุเพื่อช่วยเขา... ภาพความเจ็บปวด คราบน้ำตา และบาดแผลตรงมุมปากของแทนไท วิ่งวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวสมองความหวาดกลัวต่อผู้บังเกิดเกล้าที่เคยสลักลึกในจิตใจ... พลันถูกทลายลงด้วยความรักและความถูกต้องที่เธอทำให้แทนไทเดือดร้อน ทั้งที่เขาช่วยเธอเอาไว้‘ไม่... เราจะยอมให้ผู้ชายที่รักเราที่สุด ต้องโดนทำลายอนาคตเพราะคำโกหกเลวร้ายแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!’“ด... เดี๋ยวก่อนค่ะ!!”เสียงหวานแผ่วเบาบัดนี้ตวาดก้องไปทั่วห้องปกครอง เจ้าขวัญผุดลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับทุกคน ร่างกายของเธอยังคงสั่นระริกด้วยความกลัวลึกๆในใจ หยาดน้ำตาไหลพรูลงมาตามพวงแก้มใสไม่ขาดสาย แต่แววตาคู่นั้นกลับส่องประกายเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!“ขวัญ! นี่แกกล้าตะคอกใส่พ่อแม่เหรอ!” คุณรดาตกใจจนตาค้าง“ข... ขวัญไม่ได้โดนล่อลวงหรือโดนฉุดหรอกค่ะ!”เจ้าขวั
แทนไทตวัดสายตาคมกริบมองรอบโรงอาหาร ทำเอาคนที่แอบมองอยู่รีบก้มหน้างุดกินข้าวทันที“เออๆ ไม่มีใครมองแล้วครับไอ้คุณแทน!" เจตส่ายหน้าเอือมระอา “กูละเชื่อมึงเลยจริงๆ จากอสูรกายแห่งวิศวะ กลายเป็นหมาหวงก้างนั่งแกะกุ้งให้เมียกินกลางโรงอาหาร... ถ้าแอดมินเพจประจำมหา’ลัยมาเห็น คงเอาไปลงหน้าเพจแล้วมั้ง!”“พวกมึงจะแดกข้าวดีๆ หรือจะแดกหมัดกู?”แทนไทขู่เสียงเรียบ แต่ก็ยังไม่หยุดมือจากการตักเนื้อกุ้งตัวโตใส่จานให้เจ้าขวัญเจ้าขวัญที่นั่งฟังเพื่อนๆ แซวมาตลอดมื้ออาหาร พวงแก้มเนียนแดงจัดจนถึงใบหู หญิงสาวลอบมองใบหน้าคมคายของแทนไทที่ยังคงทำหน้านิ่งดุดัน แต่ทุกการกระทำกลับเต็มไปด้วยความทะนุถนอมและปกป้องเธออย่างสุดหัวใจความกังวลเรื่องครอบครัว เรื่องหมอพิชญ์ หรือแม้แต่คำครหาว่าเป็นเด็กใจแตก ถูกชะล้างหายไปจนหมดสิ้นด้วยความรักอันเด็ดเดี่ยวและไร้เงื่อนไขของชายหนุ่มเปื้อนฝุ่นคนนี้“ขอบคุณนะคะพี่แทน...” เจ้าขวัญเอ่ยกระซิบเสียงหวาน ส่งรอยยิ้มสดใสที่สุดในรอบหลายวันไปให้เขาแทนไทชะงักมือที่กำลังถือช้อน นัยน์ตาสีเข้มหลุบมองรอยยิ้มหวานของคนตรงหน้า ความเหนื่อยล้าและไฟแค้นในอกพลันมอดดับกลายเป็นความอบอุ่น ชายหนุ่มยกมือขึ
หลังจากยอมลาเรียนไปหนึ่งวันเต็มเพื่อให้เจ้าขวัญได้พักผ่อนทั้งกายและใจจากฝันร้าย เช้าวันใหม่ของการกลับมาเรียนตามปกติก็เริ่มต้นขึ้นด้วยความครึกครื้นและสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาเป็นตาเดียวเสียงเครื่องยนต์ดูคาติคันยักษ์แผดคำรามลั่นไปทั่วบริเวณลานหน้าตึกคณะบริหารธุรกิจ ก่อนจะจอดเทียบลงตรงบันไดทางขึ้นอย่างนิ่มนวลร่างสูงใหญ่ในเสื้อช็อปสีเลือดหมูตวัดขาลงจากเบาะ ถอดหมวกกันน็อกของตัวเองออกเผยใบหน้าหล่อคมที่ประดับด้วยรอยแผลตรงมุมปาก ชายหนุ่มไม่สนใจสายตาตะลึงงันของเหล่านักศึกษาตึกบริหารที่เดินผ่านไปมา เขาย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วบรรจงถอดหมวกกันน็อกออกจากศีรษะเล็กของเจ้าขวัญอย่างอ่อนโยนที่สุด“เลิกเรียนคาบแรกกี่โมง?”เสียงทุ้มห้าวเอ่ยถาม มือหนายกขึ้นช่วยจัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่เข้าทางตามสัญชาตญาณความหวงแหน“กะ... เก้าโมงครึ่ง...”เจ้าขวัญตอบเสียงเบา พวงแก้มสุกปลั่งขึ้นสีระเรื่อเมื่อรับรู้ได้ถึงสายตานับสิบๆ คู่รอบตึกที่กำลังจ้องมองมา ยิ่งวันนี้เธอสวมชุดนักศึกษาเรียบร้อยกระโปรงยาว พ่วงด้วยการถูกอสูรกายแห่งวิศวะมายืนประคบประงมถึงที่ ยิ่งทำให้เธอทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่“ดี... เลิกแล้วอย่าเพิ่งไปไหน
เจ้าขวัญจ้องมองนัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นผ่านหยาดน้ำตาที่พร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้ารับแผ่วเบา ร่างบางซบใบหน้าหวานลงกับแผงอกแกร่งของเขาอีกครั้ง สองมือเล็กเปลี่ยนมาสวมกอดเอวสอบไว้แน่นกว่าเดิม ยอมรับพันธนาการและความคุ้มครองจากอสูรกายหนุ่มคนนี้ด้วยหัวใจทั้งหมดที่มีแทนไทกระตุกยิ้มบางๆ ออกมาด้วยความดีใจและโล่งอก ชายหนุ่มกระชับอ้อมแขนกอดร่างบางไว้แน่นแนบอก กดจูบเนิ่นนานลงบนเรือนผมนุ่มสลวย ปล่อยให้เวลาหมุนผ่านไปท่ามกลางความเงียบสงบและความอบอุ่นภายในห้องเพนท์เฮาส์หรู... ที่ซึ่งจะเป็นดั่งปราการเหล็กอันปลอดภัยของเจ้าหญิงและอสูรกายจากนี้ไปแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนห้างสรรพสินค้าใกล้มหาวิทยาลัย แทนไทในเสื้อยืดสีดำเรียบกางเกงยีนส์ขาดเข่า ยืนกอดอกถอนหายใจยาวอยู่หน้าหุ่นโชว์ชุดนักศึกษา นัยน์ตาคมกริบหลุบมองร่างบางในเสื้อช็อปสีเลือดหมูของเขาที่กำลังตั้งอกตั้งใจเลือกกระโปรงพลีทยาวเลยเข่าและเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ทรงถูกระเบียบอยู่ตรงหน้า“กระโปรงจะยาวไปถึงข้อเท้าเลยหรือไงยัยเด็กเฉิ่ม?” เสียงทุ้มห้าวบ่นอุบ แม้ปากจะว่าแต่ยามมองเรือนร่างอรชรนั้น นัยน์ตาสีเข้มกลับฉายความเอ็นดูนุ่มนวลอย่างปิดไม่มิด“ใส่กระโปรงทรงเอสั้น







