LOGINคนเป็นพ่อเมื่อได้ยินลูกสาวตัวเองพูดอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะคิดมากแม้ว่าเขาจะพูดเหมือนไม่ใส่ใจหรือไม่เชื่อคำพูดของลูกสาว แต่ก็หยุดความคิดมากไม่ได้ด้วยหัวอกคนเป็นพ่อ เขาจึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาคนที่ขึ้นชื่อว่าเมีย แต่คำตอบที่ได้นั้นมันก็เหมือนกับที่เขาคิดเอาไว้
“คุณเอาอะไรมาพูด! คุณก็เห็นว่าตาเจษเป็นเด็กดีแค่ไหน เรียนก็ดีจะจบวิศวะอยู่แล้วจะไปทำน้องแบบนั้นได้ยังไงคะ? ฉันเลี้ยงเจ้าเจษมาตั้งแต่เด็ก เจษไม่ใช่คนอย่างนั้นแน่นอน”
กานดายังคงยืนกรานว่าลูกชายของตนนั้นเป็นคนดี เพราะจากที่เลี้ยงดูมาไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เลย จะมีก็แค่เปลี่ยนแฟนบ่อยๆ แต่เจ้าลูกชายก็บอกว่าเพราะผู้หญิงพวกนั้นรับไม่ได้ที่ตนไม่ได้รวย เธอจึงนึกสงสารลูก เพราะทุกครั้งที่พูดจิณณ์เจษจะทำหน้าเศร้า แถมยังบอกผู้เป็นแม่ว่าไม่ได้อยากเปลี่ยนแฟนบ่อยๆ
“นั่นสิ ยังไงคุณก็ช่วยถามๆ เจ้าเจษให้ผมหน่อยว่าทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า ศราไม่เคยพูดบอกอะไรกับผมเลย มันแปลกไปหน่อย”
ศิวัชพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล กานดาเห็นอย่างนั้นก็เอื้อมมือไปจับมือของผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าเป็นห่วง ก่อนจะพูดขึ้นตามความคิดของตัวเอง
“ถึงทะเลาะกันหนูศราก็ไม่น่าจะใส่ร้ายเจ้าเจษแบบนี้นะคะ กานดาว่า...”
“ว่าอะไร?”
“เอ่อ...ดูช่วงหนูศราแปลกๆ บางวันก็มีรอยแดงที่คอ หรือว่าหนูศราจะแอบมีแฟนหรือเปล่าคะ? ถ้าท้องขึ้นมาแล้วแฟนที่เป็นรุ่นเดียวกันไม่รับ...ก็คงท้องไม่มีพ่อ”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นศิวัชถึงกับเลือดขึ้นหน้า นึกคาดโทษลูกสาวของตนทันที...เพราะแบบนี้เองหรอกหรือถึงได้ใส่ร้ายจิณณ์เจษคนที่เป็นเหมือนพี่ชาย อาจจะเพราะรู้ว่าเป็นพี่ชายนอกสายเลือดเลยจะหาแพะมารับแทนอย่างนั้นหรือ
“ศราเป็นเด็กหัวดีนะคะ คงจะคิดหาทางแก้ไขปัญหา...” กานดาเอ่ยต่อพลางลอบมองผู้เป็นสามีอย่างเกรงๆ ศิวัชหันไปมองกานดาที่ตั้งท่ากำลังจะพูดต่ออย่างตั้งใจฟัง
“หากเป็นอย่างนั้น ดาจะไปคุยกับเจษให้ยอมรับเป็นพ่อเด็กให้ก็ได้นะคะ ยังไงเราก็ครอบครัวเดียวกัน”
“มันจะได้ยังไงล่ะคุณ! รู้ถึงไหนอายถึงนั่น! พี่น้องเอากันเองแบบนี้เสียชื่อไปถึงไหนต่อไหน! ใครมันทำก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่มีพ่อก็ต้องยอมรับการกระทำบัดสีของตัวเอง!”
ยิ่งคิดยิ่งโกรธลูกสาวเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้าฟูมฟักรักษามาอย่างดีตั้งแต่เด็ก กลับทำตัวเหลวแหลกเพียงแค่เข้ามหาวิทยาลัยไม่ถึงเดือน ตั้งใจส่งเสียให้เล่าเรียนกลับไปติดผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้แบบนี้มันใช้ไม่ได้ เขาเองก็สังเกตลูกสาวของตัวเองที่ช่วงนี้เซื่องซึมไปอาจจะเป็นอย่างที่กานดาพูดก็ได้ว่า ผู้ชายไม่รับเป็นพ่อ ถึงได้ซึมไปแบบนั้น...
ศราออกจากบ้านตั้งแต่เช้าทั้งที่มีเรียนช่วงบ่ายเพื่อที่จะไม่ได้เจอหน้าผู้เป็นพ่อ เพราะไม่อยากให้เห็นรอยบวมแดงบนหน้า แต่เธอไม่ได้มหาวิทยาลัยแต่อย่างใด เธอตรงไปที่โรงพยาบาลเพราะปวดท้องหนักจนแทบจะเดินไม่ไหว แม้เธอจะใส่ชุดนักศึกษาออกบ้านมาเพื่อไม่ให้ผู้เป็นพ่อเป็นห่วงหากใครเห็นว่าเธอออกจากบ้าน
“คุณศรา ช่องคลอดคุณอักเสบนะครับ หมอแนะนำว่าอย่ามีเซ็กส์รุนแรงมันจะเป็นอันตรายได้ งดได้งดไปก่อนนะครับช่วงนี้”
“เอ่อ...ค่ะ”
“ห่วงสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ หมอจะสั่งยาให้ถ้าไม่ดีขึ้นให้กลับมานะครับจะได้เปลี่ยนยาให้”
“ค่ะ”
เธอตอบรับด้วยใบหน้าสลด อายสายตาของหมอที่มองเธอในชุดนักศึกษา เธอไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้เลย...ศราเดินกุมท้องของตัวเองเดินออกมาจากโรงพยาบาล ความรู้สึกตอนนี้มันเคว้งคว้าง...ทั้งเจ็บปวด เสียใจ เศร้าใจ ปะปนกันไปหมดจนน้ำตาไหล
เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาพลางคิดถึงผู้เป็นพ่อ แต่ตอนนี้เธออยู่ตัวคนเดียว พาตัวเองที่เจ็บป่วยระหกระเหินมาโรงพยาบาลเพียงลำพัง เจอเรื่องเลวร้ายที่บอกใครไม่ได้แม้กระทั่งผู้เป็นพ่อ ตอนนี้เธอเผชิญทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยมีพ่ออยู่เคียงข้างเสมอตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ตอนที่แม่เสียไป คิดแล้วก็คิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ ตอนที่ยังมีแค่พ่อกับเธอเพียงสองคนอย่างจับใจ...
“ฮึกๆ ฮือ” เธอได้แต่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวตรงป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาล ยิ่งคิดถึงอดีตที่แสนดียิ่งรู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดใจ...ไม่รู้ทำไมเธอถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้กัน...
ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายแรงแค่ไหนศราก็ยังพาตัวเองมานั่งเรียนในคลาสบ่าย เพราะเธอไม่อยากที่จะขาดเรียน หากเธอเรียนจบเธอก็จะพ้นจากเรื่องราวร้ายๆ เหล่านี้ไปได้ เธอจะได้ออกมาใช้ชีวิตคนเดียวและวางแผนที่จะทำงานให้ไกลจากที่บ้านที่สุดถ้าพ่อของเธอยังอยู่กับแม่เลี้ยงและลูกเลี้ยงคนนี้ เธอจะแค่ส่งเงินให้เขาไปเยี่ยมบ้างแต่ไม่คิดจะค้างก็แค่นั้น ตอนนี้ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป...
“ศรา พี่ชายเธอมาหาแน่ะ! โชคดีของเธอจริงๆ นะมีพี่ชายเป็นถึงเดือนคณะวิศวะน่ะ! ว่างๆ แนะนำให้รู้จักบ้างสิ!”
“...เอ่อ...จ้ะ” เธอตอบด้วยสีหน้าที่ดูกระอักกระอ่วนใจ แต่ก็ยังคงฝืนส่งยิ้มให้เพื่อนที่เดินมาบอกเธอ
“พี่เขามากันทั้งแก๊งเลยนะศรา มีอะไรหรือเปล่าเนี่ย?”
เพื่อนสาวคนเดิมยังคงเอ่ยถามสีหน้าอยากรู้อยากเห็นด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรจิณณ์เจษและเพื่อนของเขาอีกสามสี่คนก็เดินเข้ามาหาเธอถึงในคลาส เพราะว่าพึ่งจบคลาสอาจารย์เดินออกไปแล้ว
“พี่เรียกหาตั้งนานแน่ะ ทำไมไม่ยอมออกมาล่ะ?” จิณณ์เจษพูดพลางยิ้มหวาน แตกต่างจากที่บ้านลิบลับ ศราเงยหน้ามองเขาพลางทำสีหน้าไม่ถูกก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“พี่เจษ...มีอะไรหรือเปล่าคะ? พอดีศราจะรีบเข้าคลาสต่อไป...”
“หืม? วันนี้วันเกิดศราไง โดดสักวันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” เจษเอ่ย
“เรื่องนั้นเอาไว้ค่อย...”
“มาเถอะน่า พี่เตรียมของขวัญไว้ให้” จิณณ์เจษไม่รอฟังคำปฏิเสธของศราเลย เขาคว้าข้อมือของเธอขึ้นทันทีด้วยสีหน้าที่ดูร่าเริงเหมือนพี่ชายทั่วไปหากคนอื่นมองเข้ามา และคงจะดูเหมือนว่าเธอรำคาญพี่ชายตัวเอง
“มีอะไรเซอร์ไพร์สนะ เริ่มอยากรู้แล้วสิ” เพื่อนของศราคนเดิมเอ่ยขึ้นพลางหันไปยิ้มหวานให้จิณณ์เจษอย่างจงใจจะอ่อยเขา จิณณ์เจษหันไปยิ้มให้ก่อนจะตอบพร้อมขยิบตา
“ความลับครับ เพื่อน้องสาวคนเดียวของพี่เลยนะ” ยิ่งได้ยินเขาพูดแบบนั้นศรายิ่งรู้สึกใจคอไม่ดี แต่คนรอบข้างกลับรู้สึกอิจฉาเธอกันเสียยกใหญ่
“มาเร็วครับ” พูดพร้อมรอยยิ้มและดึงข้อมือเธอให้ลุกก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปกระซิบข้างๆ หู
“อย่าให้ต้องพูดซ้ำ” น้ำเสียงข่มขู่แตกต่างจากเมื่อครู่จนเธอต้องยอมลุกขึ้นคว้ากระเป๋าของตัวเองแล้วเดินตามเขาไปอย่างว่าง่ายพร้อมเพื่อนของเขา
จิณณ์เจษพาเธอเดินมายังตึกเก่าด้านหลังของคณะวิศวะที่เขาเรียนอยู่ ศรามองไปรอบๆ อย่างหวาดหวั่นในใจ ก่อนจะหันหน้าไปมองเจษด้วยสีหน้าท่าทางหวาดกลัว
“พี่พามาที่นี่ทำไม?”
“เซอร์ไพร์สวันเกิดไง?”
“คะ? กรี๊ดดดดด!!”
ไม่ทันที่จะหายสงสัยหรือแม้แต่ตั้งตัว เพื่อนของเขาก็จับเธอเอาไว้ก่อนจะผลักเธอลงไปนอนกับพื้นปูนหยาบที่เต็มไปด้วยฝุ่น แขนและขาของเธอถูกยึดตรึงไว้โดยคนสามคน ศราพยายามดิ้นมองพันธนาการที่จับตรึงเธอเอาไว้ทั้งน้ำตา
“พี่เจษ! จะทำอะไร...ฮึกๆ”
“พวกพี่ๆ จะมอบความสุขอย่างที่สุดให้เป็นของขวัญไงคะ? ตอบแทนที่ศราเอาเรื่องพี่ไปบอกพ่อจนทำให้พ่อกับแม่ทะเลาะกัน”
จิณณ์เจษไม่พูดเปล่า คลุกเข่าลงก่อนจะเลิกกระโปรงของเธอขึ้น ล้วงมือเข้าไปถอดแพนตี้ตัวน้อยของเธอออก และปลดกางเกงตัวเองต่อหน้าเพื่อนๆ ของเขา ซ้ำยังเป็นกลางวันแสกๆ ในสถานที่แบบนี้
“พะ...พี่เจษ อย่าทำอะไรศราเลยนะ ศราไปหาหมอมา...หมอบอกว่าให้งดเพราะมัน...”
“นั่นมันเรื่องของมึง! พวกกูจะเอา!!” จิณณ์เจษพูดแค่นั้นก็จับแก่นกายยัดเข้าไปมิดลำ
ความเจ็บปวดทรมานเหมือนมีมีดกรีดภายใน เธอทั้งเจ็บ ทั้งทรมาน ทั้งร้องไห้ออกมาจนตัวเองแทบจะไม่รู้สึกอะไรชาไปหมดทั้งตัว แล้วไม่ว่าจะกรีดร้อง ร้องไห้ ร้องขอความเมตตาเท่าไหร่มันก็ไม่เป็นผล ศราถูกกระทำอยู่แบบนั้นวนไปเวียนมากับชายทั้งสี่คนซ้ำๆ เธอร้องไห้จนแทบขาดใจแต่ก็ไร้ความปราณีหรือแม้แต่ความสงสารจากพวกเขา...
ร่างกายโยกโยนเนื้อผิวเรียบเนียนขูดข่วนไปกับพื้นปูนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปรอะเปื้อนคราบคาวของผู้ชายสี่คนที่กระทำชำเราเธออย่างทารุณ จนเธอไร้แรงขัดขืน...
“ปะป๊า หนูอีฟจะงอนปะป๊าแย้ว” เด็กหญิงตัวน้อยถักเปียในชุดเดรสสีหวานวัย7ขวบพูดด้วยน้ำเสียงงอแงพร้อมทำหน้ายู่ยืนกอดอกหันหลังให้ชายผู้ที่เธอเรียกเขาว่าปะป๊า หรัญญ์ค่อยๆย่อตัวลงเอื้อมมือไปหวังจะคว้าตัวสาวน้อยเข้ามาโอ๋อย่างเอ็นดู แต่เด็กหญิงตัวน้อยกลับยิ่งหันหลังให้เขาพร้อมทำท่ากระทืบเท้าๆน้อยๆไม่ยอมให้เขาแตะต้อง “หนูอีฟซื้อของเล่นเยอะแล้วนะครับ ถ้าซื้ออีกจะโดนมะม๊าดูเอานะ” หรัญญ์พูดพลางทำเสียงอ่อน เอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยที่ขึ้นชื่อว่าลูกสาวของเขา อดคิดไม่ได้เลยว่าเหมือนใคร... “ปะป๊าจัดการมะม๊าเยย มะม๊ายอมปะป๊า” “ไม่เอาสิครับ หนูอีฟไม่ดื้อกับปะป๊านะครับ” เขาพูดพร้อมยืนขึ้นยื่นมือไปทางหญิงสาวตัวน้อย “ป่ะ เรารีบไปหามะม๊ากันดีกว่า...ไม่ซื้อแล้วนะครับ”&nb
การกลับมาของเขา...เหมือนยารักษาแผลที่อยู่ในใจ จากที่บาดลึกลงไปตอนนี้กลับเหมือนไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยความเจ็บปวด เธอคิดว่าความแค้นที่เธอได้สะสางเป็นสิ่งที่เธอต้องแลกกับคนที่เธอรัก...แต่ฟ้าก็ไม่ได้ใจร้ายกับเธอเกินไป... สองมือประสานกันเดินไปหยุดที่หน้าประตูบ้านหลังเดิมที่คุ้นเคย ทั้งสองหันกลับมามองหน้ากันและส่งยิ้มให้กันบางๆ...ก่อนจะก้าวเข้าประตูบ้านหลังนั้นไปด้วยกัน “ศรา! หนูเป็นไงบ้างลูก ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก” ผู้เป็นพ่อเดินเข้ามาหาผู้เป็นลูกสาวตัวเองด้วยท่าทางตื่นตระหนก แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงจนน้ำตาคลอ พ่อผู้ที่เธอไม่เคยอนุญาตให้เจอหน้าเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้เธอกลับยอมให้พ่อมาอยู่ที่บ้านหลังเดียวกันกับเธอ “ไม่...เป็นไรแล้ว” คำพูดของลูกสาวแม้จะออกห้วนๆ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจผู้เป็นพ่อแต่อย่างใด เธอแค่ประหม่าก็เท่านั้น ศิ
“ศรา!”หรัญญ์ดิ้นสุดแรงเมื่อเสียงปืนลั่นขึ้น เพราะจิณณ์เจษแย่งปืนในมือของศราทันพอดี อีกทั้งยังจับลำคอเล็กของศราเอาไว้แน่นด้วยมืออีกข้าง“กล้ามากนะที่หลอกกู! มึงคงลืมความรู้สึกตอนนั้นไปแล้วใช่ไหม!” แรงบีบที่คอแน่นขึ้นจนใบหน้าสวยแดงไปหมด ปากกระบอกปืนจ่อไปที่ศรา...ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก!เสียงหมัดหนักๆ ปะทะเข้าที่หน้าของจิณณ์เจษ เพราะหรัญญ์ตะเกียกตะกายคลานเข้าไปหามีดที่ศราตั้งใจโยนทิ้งไปทางเขา และก็ใช้มันตัดเชือกได้ในที่สุดขณะที่ลูกน้องจิณณ์เจษหันหลังให้จากที่เห็นว่าเจ้านายตัวเองกำลังจะมีความสุขหญิงสาวและเพราะการแสดงของศราด้วยที่ทำให้จิณณ์เจษตายใจไปครู่หนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของจิณณ์เจษเองที่ชอบเรื่องอย่างว่าจนไม่คิดถึงอะไรหรัญญ์รีบถอยหลังไปหาศราและเอาตัวเองบังเธอไว้ข้างหลังอย่างหวงแหน จ้องมองจิณณ์เจษที่ล้มลงไป เหล่าลูกน้องต่างกรูเข้ามาพร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งไปทางศราและหรัญญ์ บางส่วนก็ช่วยพยุงมาเฟียหนุ่มผู้เป็นเจ้านาย แต่ก็ถูกสะบัดออกด้วยความโมโหอยู่ดีเพราะเขาพลาดท่าซะได้เมื่อจิณณ์เจษลุกข
ศราเดินเข้าห้องน้ำมาด้วยสีหน้าซีดเผือด ริมฝีปากบางสั่นเล็กน้อยแต่เธอก็ยังคงพยายามเก็บกลั้นมันไว้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเจอจิณณ์เจษมันทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำ เพราะทุกคนกำลังตื่นเต้นกับการที่เจ้าของงานจะกล่าวบอกข่าวดีบางอย่าง...“คุณศรา” เสียงทุ้มดังขึ้นหน้าห้องน้ำทำเอาศราที่กำลังคิดเรื่องอื่นถึงกับสะดุ้งโหยง“หรัญญ์...”“ครับ...ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำจนกว่าคุณจะออกมา”เขาพูดขึ้นราวกับว่ารู้ความรู้สึกของเธอ ศรายิ้มบางๆ แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นสีหน้าของเธอตอนนี้ แต่อย่างน้อยเขาก็กำลังทำให้เธอสบายใจ“อือ...”เธอตอบเขาไปเบาๆ ก่อนจะหายใจเข้าลึก จัดการอารมณ์ตัวเองพร้อมกับมองตัวเองที่หน้ากระจก...ตั้งมั่นกับใจว่าจะต้องไม่อ่อนไหวแม้แต่นิดเดียวไม่อย่างนั้นจะเสียแผน...เงาในกระจกเริ่มปรากฏเงาอื่นนอกจากเธอ...ศราเบิกตากว้างรับหันควับไปด้านหลัง แต่ทว่า...“อื้อ!...” เธอถูกมือหนาปิดปากและจมูกเอาไว้ทันทีโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องออกมา สติเริ่
“นายคิดว่าไงหรัญญ์” ผู้ที่ขึ้นว่าเจ้านายของเขาเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่ดูอารมณ์ดี และแน่นอนว่าสีหน้าของแต่บอกชัดเจนว่ากำลังแกล้งเขา“คุณศราอยากให้ผมตอบ หรือว่าแค่อยากแกล้งดูปฏิกิริยาของผม” เขายังคงยืนนิ่งในท่าสุภาพ หลุบสายตามองผู้หญิงเจ้าเล่ห์ที่เขาตกหลุมรักด้วยแววตาสื่อความหมายว่าเขารู้ทันเธอ“ฮึฮึ...”ศราหัวเราะในลำคอเบา รอยยิ้มเปื้อนใบหน้าหยัดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ๆ บอดี้การ์ดหนุ่มคนสนิท ปลายนิ้วเลื่อนลูบที่แผงอกซ้ายของเขา ช้อนตามองสบกับสายตาคมนั้นอย่างได้ใจ“ฉันอยากได้ยินคำตอบ...จากข้างในอกซ้ายนี้ของนาย” ยกยิ้มร้ายออกมา แต่สำหรับหรัญญ์ไม่ได้มองว่าเธอร้ายเลยสักนิด แต่มองว่าเธอชอบที่จะยั่วยวนเขาเสียเหลือเกิน“คุณอยากให้ผมพูด...หรืออยากให้มันแสดงออกมาเป็นการกระทำล่ะครับ?”.อีกด้านหนึ่ง“รู้ไหมว่าคุณพัชรส่งของขวัญให้ยัยเด็กนั่นราคาเป็นสิบๆ ล้าน!!”กานดาพูดอยากหงุดหงิดหลังจากก้าวเท้าเข้ามาในห้องทำงานข
กว่าจะฝ่าพายุฝนของห้วงอารมณ์มาได้ก็เล่นเอาคุณผู้หญิงของเขานอนนิ่งในอ้อมแขนแกร่งนั้น มีเพียงเสียงลมหายใจในความเงียบกับความอุ่นซ่านหลังจากเหตุการณ์สงบลงที่ยังคงเหลืออยู่เป็นหลักฐานพร้อมกับบนเตียงนอนที่เปียกปอนศรายังคงนอนนิ่งในอ้อมแขนของเขาอย่างล่องลอย ราวกับหัวใจของเธอยังไม่รู้ว่าจะวางไว้ตรงไหนระหว่าง ‘รัก’ กับ ‘แก้แค้น’หรัญญ์หลุบมองใบหน้าเธอที่อยู่ในอ้อมแขน ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่เปียกเหงื่อออกจาแก้มเนียน ก่อนจะพูดเสียงเบา“ผมไม่ได้เมินคุณ...แต่แค่ผมพยายามที่จะ....”“ไม่ต้องพูดมันจะดีกับฉันมากกว่า”เขาตั้งใจจะบอกเธอว่าเขาพยายามที่จะหาคำตอบให้ตัวเอง และพยายามที่จะไม่เล่นตามเกมของเธอเพราะเขาไม่ได้อยากเป็นแค่ของเล่นของเธอ แต่ก็ดันถูกดักทางไว้เสียก่อน“ผมอยากให้คุณลองคิดเริ่มต้นใหม่....” เขาหยุดชะงักพลางเหลือบมองสีหน้าของเธอ “กับผม”ประโยคนั้นเหมือนตรึงเธอเอาไว้....แม้ใจเธอเอนเอียงไปกับคำพูดของเขาราวกับเห็นแสงสว่างในใจที่มืดมิด และอยากที่จะทำอย่างที่เขาพูด แต่....ควา
ยิ่งได้ยินแบบนั้นหรัญญ์ยิ่งเหยียบคันเร่งเพื่อระบายอารมณ์ของตัวเอง ปาดหน้ารถทุกคันทิ้งระยะเพื่อนๆ ของเขาจนลับตา โดยมีคุณผู้หญิงคนสวยที่ยังไม่ละความพยายามในขณะที่เขาควงพวงมาลัยสองมือ เธอก็เอนตัวมาซบเขาอีกทั้งมือเล็กยังซุกซนบีบคั้นเจ้าตัวตนลำใหญ่ที่ตั้งผงาดเต็มที่อย่างมันมือ“อืม..&rdqu
บรรยากาศภายในรถก็ยังคงเงียบเชียบเหมือนเดิม ศรานั่งไขว่ห้างกอดอกมองออกไปนอกรถ มีเพียงหรัญญ์เท่านั้นที่ลอบมองเธอเป็นระยะผ่านกระจกหน้ารถ“เรื่องที่ฉันให้ไปสืบ...ได้เรื่องว่ายังไงบ้าง” เธอเอ่ยถามขึ้นทั้งที่ไม่หันกลับมามองเขา“ผมให้เชนกับเรวินสืบให้อยู่ครับคุณศรา”
ไม่ทันที่หรัญญ์จะพูดจบเสียงกรีดร้องของศราก็ดังขึ้นจากในห้อง หรัญญ์รีบเปิดประตูเข้าไปทันทีพร้อมทั้งนายน์และธาม...มันเกิดขึ้นแบบนี้ขึ้นแทบทุกวัน...“คุณศรา” หรัญญ์เอ่ยพร้อมเอื้อมมือไปปิดฝักบัวและคว้าผ้าขนหนูที่แขวนไว้มาคลุมร่างของเธอเอาไว้ เขาอุ้มเธอออกจากมุมห้องอาบน้ำเหมือนเช่นเ
และแล้วเขาก็ได้แค่เปิดประตูฝากชามข้าวต้มให้นายน์เอาไปเก็บแทนและกลับเข้ามาเฝ้ายืนเธอข้างเตียงเหมือนเช่นทุกคืน แม้ว่าตัวเขาจะยังไม่ได้กินอะไรเลยก็ตามแต่ก็ต้องทำตามหน้าที่ ส่วนศรานั่งเล่นไอแพดอยู่บนเตียงเป็นที่เรียบร้อย“นายกินอะไรมาหรือยัง?” อยู่ๆ เธอก็เอ่ยถามทั้งที่ไม่ได้ละสายตา







