สวมรอยครั้งที่ 04
Shuu part
ผมเดินออกมาสูดอากาศตอนเช้าที่ระเบียงห้องพร้อมกับจิบกาแฟไปด้วยเหมือนทุกวัน แต่สายตาดันเป็นเห็นคนผมทองในชุดลำลองกำลังเดินอยู่กับน้องชายคนเล็กของผม และพูดคุยหัวเราะกันอย่างถูกคอ ดูเหมือนชินกำลังพาน้องชายต่างแม่เดินสำรวจบ้านอยู่ ไหนบอกจะช่วยผมจัดการไอ้ลูกเมียน้อยไง แต่นี่ดูสนิทกันกว่าที่ผมคิดอีกนะ
ผมได้แต่ส่ายหน้าไปมาให้กับน้องชายคนเล็กที่แสนจะใสซื่อและเข้ากับคนง่ายจนเกินไป ชินมักจะไว้ใจคนอื่นง่ายเสมอแตกต่างจากฝาแฝดอย่างโชนที่เป็นคนค่อนข้างขี้ระแวงและไม่ไว้ใจใครง่ายๆ
และช่วงสายของวันผมถึงได้ทำกิจวัตรประจำตัวแล้วค่อยออกจากห้องนอน แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นป้าเนตรดาวออกมาจากห้องของท้องฟ้าด้วยท่าทางรีบร้อน
“คุณป้าเข้าไปทำไมในห้องมันเหรอครับ” ผมถามอย่างแปลกใจก่อนที่เธอจะหันมาชะงักเล็กน้อยที่เห็นผม
“อ่อ ป้าแค่มาเช็กดูความเรียบร้อยค่ะ” เธอว่าด้วยรอยยิ้ม แต่ผมก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ที่คุณแม่นมของสองแฝดเลือกที่จะมาเช็กความเรียบร้อยเอง แทนที่จะให้เด็กรับใช้คนอื่นมาดู
“งั้นป้าขอตัวก่อนนะคะ” แต่ยังไม่ทันได้ถามข้อสงสัยของตัวเองต่อ เธอก็ขอตัวชิงลงไปข้างล่างก่อน ผมจึงไม่ได้ว่าอะไรต่อแล้วเดินตามเธอลงมา พอเดินลงมาก็เห็นคุณเลขามายืนดักรอตรงขั้นแรกของบันได จนผมต้องถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเห็นหน้าเขา
“คุณชูครับ พรุ่งนี้ต้องเริ่มเข้าบริษัทแล้วนะครับ”
“ไม่ไปได้ไหม”
“ได้ครับ แต่บริษัทจะกลายเป็นของคุณท้องฟ้าแทนนะครับ” มาอีกแล้วคำขู่ที่ผมเกลียดที่สุด และคุณเลขาก็รู้เป็นอย่างดี
“เลิกเอาไอ้ลูกเมียน้อยนั่นมาขู่ผมสักที”
“ก็เข้าบริษัทสิครับ”
“รู้แล้วน่า พรุ่งนี้ผมจะเข้า โอเคนะ”
“ครับ”
บทสนทนาจบลงที่ผมทำหน้าขัดใจแล้วเดินตรงไปที่ห้องครัวเพื่อไปหาอะไรกิน ผมเกลียดที่ต้องไปทำงานบริหารทั้งที่เรียนจบวิศวะ อีกอย่างผมเพิ่งจะเรียนจบจะไม่ให้ผมมีเวลาเที่ยว หรือใช้ชีวิตสนุกๆ บ้างหรือไง ให้มาบริหารงานแทนพ่อตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบห้าด้วยซ้ำทั้งที่ผมไม่เคยอยากจะทำ แต่ถ้าไม่ทำทุกอย่างก็จะกลายเป็นของลูกเมียน้อยอย่างท้องฟ้าทั้งหมด ซึ่งผมไม่ยอมแน่ บริษัทนี้ปู่กับย่าตั้งใจสร้างขึ้นมา จะยกให้ไอ้เด็กนั่นง่ายๆ ได้ไง
สุดท้ายวันต่อมาผมก็ต้องจำใจเข้ามาบริษัทเพื่อสานต่องานของพ่อจนได้ บริษัทนี้เป็นบริษัทบันเทิงที่ดูแลทั้งเรื่องละคร เพลง รายการ ข่าว ทุกอย่างในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างครบครัน จนเป็นหนึ่งในบริษัทบันเทิงท็อปสามของประเทศตลอด 50 ปี
NN1 entertainment
ผมอ่านป้ายหน้าบริษัทก่อนจะเดินเข้าไปพร้อมกับเลขาที่มายืนดักรอผมหน้าบริษัท เหมือนกลัวว่าผมจะไม่มา ผมว่าที่จริงถ้าผมไม่บอกว่าจะมาเอง เขาคงขับรถไปรับผมที่บ้านแล้ว
ผมชะงักปลายเท้าเมื่อหางตาหันไปเจอโปสเตอร์หน้าของใครบางคนที่คุ้นตา ผมหันไปมองก็เห็นใบหน้าหล่อผมสีไวน์แดง เจ้าของดวงตากลมประกายราวกับลูกโกลเด้น ริมฝีปากสีชมพูกำลังยืนฉีกยิ้มให้กล้อง
"นี่เจฟเหรอ" ผมเอ่ยชื่อของน้องชายที่เป็นเพื่อนสนิทของทั้งโชนและชินแล้วยิ้มกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ว่าไอ้เด็กซนวันนั้น โตขึ้นขนาดนี้แล้ว
“ใช่ครับ คุณเจฟเข้ามาเป็นนักร้องในสังกัดเรา”
“โตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมพูดอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“โตจนหล่อแซงพี่แล้วครับ” ผมหันไปตามเสียงของคนมาใหม่ เจฟในชุดเสื้อผ้ายูนิเซ็กส์สีขาว เดินตรงเข้ามาหาผมพร้อมกับยิ้มกว้าง
“อ้าวเจฟ”
“สวัสดีครับพี่ชู”
“ไม่เจอกันนานเลย โตไวนะเนี่ย”
ผมตบไหล่เขาเพื่อทักทาย พอแต่งหน้าแต่งตัวแล้ว เขาดูโตเกินอายุไปเลย อาจจะดูโตกว่าโชนและชินที่อายุเท่ากันเสียอีก แถมก็สูงกว่าน้องชายผมด้วย
แต่คุยทักทายได้ไม่นานเจฟก็ต้องไปอัดรายการต่อ ส่วนผมเองก็ต้องไปทำงานของตัวเองบ้าง และคุณเลขาก็พาผมไปทักทายกับพนักงานคนอื่นในบริษัทด้วย แต่ก็แค่บางคนที่ผมอาจจะต้องคุยหรือประสานงานด้วยเท่านั้น แต่แค่ต้องทักทายคนแล้วยิ้มเครื่องหมายการค้า ผมก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว
“นี่เป็นเอกสารที่คุณต้องเรียนรู้ครับ”
“ครับ”
ผมขานรับแล้วล้มตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานทันทีด้วยความรู้สึกเหนื่อย พอทักทายคนแล้วก็ต้องมาอ่านเอกสารต่ออีก นี้กะจะอัดผมภายในวันเดียวเลยหรือไง ทำอย่างกับว่าพอผมทำทุกอย่างเป็นแล้วตัวเองจะลาออกอะไรแบบนั้นแหละ
กว่าหนึ่งวันในการทำงานจะจบไปก็เล่นเอาซะเหนื่อยเลย ผมถอดชุดสูทแล้วปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสองสามเม็ดหลังจากจอดรถที่โรงจอดรถของบ้าน ก่อนจะเดินเข้าไปข้างในบ้านก็เห็นว่าทุกคนกำลังนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันกินข้าวอยู่ รวมถึงคนที่ปลอมตัวมาเป็นท้องฟ้าด้วย
“ชูกลับมาพอดีเลยมาทานข้าวกัน” พี่เฌอเรียกผม ซึ่งผมก็เดินตรงไปที่โต๊ะอาหารทันที ยื่นเสื้อสูทให้คนรับใช้เอาไปเก็บ ก่อนที่จะจัดการนั่งลงข้างๆ กับโชน ตรงข้ามกับท้องฟ้าพอดี ซึ่งอีกฝ่ายก็ยังส่งสายตายียวนมาให้ผมเหมือนทุกที จนอดที่จะรู้สึกหมั่นไส้ไม่ได้
“พี่ลืมบอก ท้องฟ้าเมนูที่ให้พี่เอาไปขาย ขายดีสุดๆ เลย ขอบคุณเรามากนะ” ผมหันไปมองพี่เฌอกับท้องฟ้าตัวปลอมสลับกันไปมาในตอนที่รอแม่บ้านตักข้าวให้อยู่
“ไม่เป็นไรครับ ถ้าอยากเรียนรู้ขนมของอิตาลีอย่างอื่นบอกได้นะครับ เดี๋ยวผมช่วยทำ” อีกฝ่ายตอบด้วยรอยยิ้ม จนผมอดที่จะเบ้ปากใส่ไม่ได้ พี่เฌอดูไม่ออกหรือไง ว่าไอ้เด็กนี่มันตั้งใจประจบชัดๆ
“ขนมอะไรอะ ผมไม่เห็นได้กินเลย” ชินเงยหน้าจากจานข้าวทันทีที่ได้ยินคำว่าขนมพร้อมกับทำหน้างอนที่ตัวเองไม่ได้กิน
“พี่ทำเผื่อให้พวกเราแล้ว ในตู้เย็น กินข้าวเสร็จก็ไปหยิบกินได้เลย”
“รับแซ่บ”
ชินว่าจบก็หันไปกินข้าวต่อเรียกรอยยิ้มให้ทุกคนร่วมโต๊ะอาหารยกเว้นโชนที่ทำหน้าเบื่อแฝดตัวเองเหมือนทุกที
ผมกินข้าวไปเงียบๆ สายตาก็คอยจับผิดคนตรงข้ามไปด้วย และดูเหมือนเขาคงจะรู้ตัวถึงได้พยายามกินไปเงียบๆ เช่นกัน และในจังหวะที่ผมยกน้ำขึ้นมาดื่ม ผมก็เห็นว่าเมื่อกี้คนตรงข้ามตักปลาหมึกจากจานผัดทะเลไป ผมถึงกับขมวดคิ้วเมื่อความทรงจำวัยเด็กตอนที่แอบตามพ่อไป ตอนนั้นผมได้ยินแม่ของมันบอกพ่อผมว่า มันกินอาหารทะเลไม่ได้
นายพลาดแล้ว ไอ้น้องชายตัวปลอม
“กินปลาหมึกด้วยเหรอ ฉันนึกว่านายแพ้อาหารทะเลซะอีก” ผมพูดแซะเขาออกไป มือของเขาชะงักในตอนที่ทุกคนหันไปมองเขาเป็นตาเดียว
“ผมก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองแพ้นี่ครับ”
เขาพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย พร้อมกับตักปลาหมึกเข้าปากเคี้ยวให้ผมดู เพื่อบอกว่ากินได้สบายมาก ผมแสยะยิ้มแล้วก็หันไปเห็นสายตาพี่เฌอที่มองผมแกมดุ ผมจึงไม่ได้จับผิดอะไรเขาต่อ
“โชนชิ้นนั้นฉันจองแล้วนะ”
“หยิบช้าเองช่วยไม่ได้”
“ไม่เอาอย่าตีกันสิคะคุณโชนคุณชิน”
แล้วไอ้เด็กสองแฝดนี่ก็ตีกันตั้งแต่เด็กจนโตเรื่องแย่งน่องไก่ และจบที่ถูกแม่นมดุอีกตามเคย ทุกคนต่างยิ้มและส่ายหน้าอย่างเอือมระอาให้กับสองแฝด และผมก็เพิ่งเห็นคนตรงข้ามยิ้ม เขายิ้มจนตาปิด เห็นเขี้ยวยาวทั้งสองข้างเพียงแค่เห็นโชนกับชินตีกันเรื่องของกิน จนผมเกือบเผลอยิ้มตามเขา ดีที่ดึงสติตัวเองกลับมาได้ก่อน
จบไปแล้วกับการร่วมโต๊ะอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับสมาชิกทุกคนในครอบครัวในรอบห้าปี บรรยากาศก็ไม่ได้น่าอึดอัดอย่างที่คิด ผมจัดการนั่งลงบนโต๊ะทำงานในห้อง วางข้าวของทุกอย่างลงแล้วจัดการเดินออกไปนอกระเบียงเพื่อสูดอากาศ แต่กลิ่นนิโคตินกับลอยมาแตะจมูกผมทันทีที่เปิดประตูระเบียงออกมา
พอหันหน้าไปก็เห็นคนผมบลอนด์ในชุดเสื้อยืดสีขาวกำลังรีบดับก้นบุหรี่อยู่ทำเอาผมหลุดยิ้มออกมา
“ไม่ต้องรีบดับหรอก” ผมว่าพร้อมกับเดินไปพิงระเบียงห้องตัวเองมองไปที่เขาที่ยังตีสีหน้าเรียบ
“ทำไมกลัวโป๊ะ ว่าตัวเอง ปลอมตัวมาเป็นเด็กอายุสิบเจ็ดหรือไง”
ผมแกล้งถามแหย่และก็ได้สีหน้าขัดใจของเขากลับมา มันทำให้ผมรู้สึกอยากเอาชนะมากกว่าเดิม
“ก็แค่กลัวว่าพี่ชายจะเป็นมะเร็งปอดไงครับ นี่ผมเป็นห่วงพี่ชายนะเนี่ย”
เขาตอบกลับผมมาด้วยสีหน้ายียวนเหมือนกับทุกที ก่อนที่จะหันหน้ากลับไปมองบนท้องฟ้า กลิ่นบุหรี่ลอยหายไปกับลมแล้วเหลือไว้แต่เพียงกลิ่นหอมจากตัวของคนที่ยืนอยู่ระเบียงห้องข้างๆ มันเป็นกลิ่นหอมที่ชวนให้หลงใหลและรู้สึกผ่อนคลายในคราเดียวกัน
แล้วก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเลือกห้องถึงได้ดลใจเลือกห้องผมกับท้องฟ้าให้มาอยู่ข้างกันแบบนี้ ไม่กลัวผมแกล้งมันหรือไง
"ทำไมพี่ถึงเกลียดผมเหรอ"
เสียงคนที่เงียบไปพูดขึ้นมาอีกครั้งทั้งที่สายตายังมองไปบนท้องฟ้าที่เริ่มมืดสนิท แขนทั้งสองข้างถูกวางไว้ที่ระเบียง ผมหันไปมองเสี้ยวหน้าเรียว เพราะเขาไม่ได้หันหน้ามา ผมก็เลยไม่รู้ว่าเขาแสดงสีหน้าแบบไหน
"ทำไมถึงมาถาม" ผมตอบเป็นประโยคคำถาม เพราะผมตอบไม่ได้ ผมไม่ได้เกลียดเขา แต่ผมเกลียดท้องฟ้าตัวจริงต่างหาก
"ผมแค่อยากรู้ หรือเพราะผมเป็นลูกเมียน้อยเหรอ"
"ไม่ใช่"
"แล้วทำไม"
"ตั้งแต่มีท้องฟ้า พ่อก็เริ่มเอาความสนใจทั้งหมดไปที่ท้องฟ้าจนหมด พ่อบอกว่าไม่ได้ติดต่ออะไรกับสองแม่ลูกนั่น แต่กลับแอบไปหาตลอด"
เขาเริ่มหันหน้ามามองผม ใบหน้าสวยเหมือนคนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่หัว
"ฉันเคยตามพ่อไป"
ผมหันไปพูดกับเขา แล้วส่งสายตาเจ้าเล่ห์ไปให้ คนที่ปลอมตัวเป็นท้องฟ้ามองตาผม สายตาเขาดูวูบไหว เหมือนกำลังหวั่นเกรงอะไรสักอย่าง
"ฉันเคยเห็นหน้าท้องฟ้าสามครั้ง เมื่อเจ็ดปีก่อน"
ผมบอกเขา แววตาบ่งบอกว่าผมไม่ได้ล้อเล่น ทุกคำที่ผมพูดคือความจริงทั้งหมด นัยน์ตาเขาดูสั่นไหว แต่เสี้ยววิมันก็กลับเป็นแววตาเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก
"เหรอครับ ผมจำอะไรไม่ได้เลย เมื่อสองปีก่อนผมเกิดอุบัติเหตุ ความจำเสื่อมหน้าเสียโฉม จนต้องทำศัลยกรรมครับ"
เขากำลังโกหกหน้าตายชัดๆ ถึงเขาไม่ได้แสดงท่าทางที่ว่าตัวเองโกหกออกมา แต่ความรู้สึกผมมันบอกว่าคนตรงหน้ากำลังโกหกคำโตเลยแหละ
"ประสบอุบัติเหตุ? แต่สองปีก่อนนายน่าจะอายุแค่ 15 ไม่น่ามีใบขับขี่นะ"
ผมถามเขาอย่างจับผิด แต่สายตาเขาก็ยังเรียบนิ่งไม่ไหวติง ราวกับเตรียมข้อแก้ตัวทั้งหมดเอาไว้แล้วหากถูกจับได้
"ผมโดนรถชนเพราะไปช่วยลูกสุนัขกลางถนนครับ"
"งั้นเหรอ"
"มีอะไรจะสอบสวนผมมั้ยครับ ถ้าไม่มีผมขอตัวก่อนนะครับ"
ท้องฟ้าตัวปลอมพูดจบเขาก็รีบก้าวขาเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไปทันที ผมมองตามแผ่นหลังเขาและคิดในใจว่า แบบนี้เขาดูมีพิรุธยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
"นอนไม่หลับอีกแล้วสิ"
ผมบ่นกับตัวเองหลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงมาเกือบสองชั่วโมงแล้วแต่ก็ยังไม่หลับ ฝืนข่มตาก็แล้ว เปิดเพลง อ่านหนังสือก็แล้วแต่ก็ยังไม่หลับ
พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้าอีก
จบที่ต้องมานอนเอาแขนเกยหน้าผากแล้วมองเพดานแล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อย และภาพเหตุการณ์เมื่อวานก็แวบเข้ามาในหัวผม ภาพของมือนุ่มที่ช่วยจับจุดให้กับผม ตอนนั้นผมรู้สึกผ่อนคลายกับสัมผัสของมือคู่สวยจริงๆ มันรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายในแบบที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่คิดว่าเขาจะรู้เรื่องการจับจุดให้หายจากอาการนอนไม่หลับด้วย ว่าแล้วผมก็ลองจัดการกดจุดแบบที่เขาทำให้เมื่อวาน ถึงจะไม่ได้รู้สึกอบอุ่นแบบเมื่อวาน แต่ก็พอให้รู้สึกผ่อนคลายอยู่บ้าง
หรือผมควรจะเดินไปเคาะห้องเขาเพื่อให้เขาช่วยกดจุดดี แต่เขาคงไม่น่าช่วยคนที่เพิ่งจะจับผิดเขาไปหรอก เผลอๆ อาจจะแกล้งจับจุดตายผมก็ได้ ผมเลยเลือกที่จะกดจุดให้ตัวเองไปก่อนพร้อมกับพยายามหลับตาเผื่อจะรู้สึกง่วงขึ้นมาบ้าง
……
วันนี้ท้องฟ้าไม่อยู่บ้าน เห็นว่าคุณเลขาจะพาไปซื้อชุดนักเรียน แล้วก็จัดการเรื่องเรียนอะไรสักอย่าง ซึ่งสบโอกาสของผมที่จะแอบเข้าไปในห้องของเขา ผมแอบขโมยกุญแจสำรองจากแม่บ้านมา เปิดเข้าไปดูก็เห็นว่าห้องถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ผมจัดการหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเขาที่อยู่ในกรอบรูป ก่อนจะเริ่มค้นห้อง แต่ก็ไม่พบอะไรน่าสงสัยที่พอจะเป็นหลักฐานยืนยันกับทุกคนว่าเขาเป็นตัวปลอมได้เลย
ก่อนที่ผมจะเปิดลิ้นชักไปเจอกล่องเหล็กที่มันถูกตั้งรหัสผ่านเอาไว้ ผมไม่สามารถกดเข้าไปได้ ซึ่งถ้าให้เดากล่องนี่จะต้องมีความลับอะไรบางอย่างแน่นอน
ความลับที่จะเปิดโปงได้ว่าผู้ชายคนนี้ คือท้องฟ้าตัวปลอม