LOGINท่านเสนาบดีที่รัก เจ้าจงมาเป็นภรรยาข้าเสียเถอะ ในวังหลวงล้วนแต่มายา ท่านอ่อนแอบอบบางเช่นนี้เกรงว่า หากมีไม่ข้าปกป้องแล้ว เจ้าคงไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้
View More第一章
"อย่าฆ่าพวกเราเลย พวกเจ้าได้ทรัพย์สินไปจนหมดแล้วปล่อยพวกเราไปเถอะ"เสียงแหบพร่าสั่นระรัวด้วยความหวาดกลัวและหวั่นเกรงระงมไปทั่ว ขุนนางเฒ่าต่างต้องมานั่งกองกระจุกรวมกันบนพื้นหญ้า มองกองโจรในชุดสีดำนับสิบทยอยกันแบกขนข้าวของเงินทองและผ้าไหมมีค่ามากมายขึ้นบนหลังม้าตัวใหญ่ คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากองโจรนั่งอยู่บนหลังม้าสีดำมันปลาบสะท้อนกับแสงจันทราที่ส่องประกายลงมาจนเห็นเป็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจน ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าคาดสีดำเช่นกัน ทำให้แลเห็นได้เพียงดวงตาสีดำคมเข้ม ทว่าเพียงแค่เห็นเพียงดวงตาก็พอจะเดาได้ว่าคนผู้นี้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยิ่ง อีกทั้งน้ำเสียงยามเปล่งเสียงออกมาฟังดูห้าวหาญและมีพลังยิ่งนัก
"จับพวกเขาเปลื้องผ้าออกให้หมด และนำชุดเหล่านั้นกลับไปด้วย"สิ้นคำ เหล่าผู้คนกรูเข้าไปจับชายทั้งหนุ่มแก่แก้ผ้าออกจนเหลือเพียงกางเกงชั้นในสีขาว ขุนนางบางคนกางเกงกลับเป็นดอกไม้สีสดใสเป็นที่ขบขันกับเหล่ากองโจรชุดดำ เสียงหัวเราะขบขันดังก้องไปทั่วทั้งป่า กระทั่งผู้เป็นหัวหน้ากองโจรยกมือห้ามเสียงหัวเราะจึงเงียบลงราวกับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากมาก่อน
"พวกเราไป!! ย่าห์ ฮ่าห์"เสียงกระตุ้นเตือนให้ม้าวิ่งพร้อมกับจบคำสั่ง เหล่าบรรดาผู้คนนับสิบก็กลืนหายไปกับความมืดมิดแห่งรัตติกาล ทิ้งให้ขุนนางทั้งหลายที่ถูกจับแก้ผ้าซุกตัวเข้าหากัน ทั้งอับอายทั้งโกรธเกรี้ยว ข้างหน้ามีเพียงอาหารและน้ำดื่มในกระบอกไม้ไผ่เหลือทิ้งไว้ให้เพียงพอกับกลุ่มคนนี้เล็กน้อยเท่านั้น
"เจ้าพวกทหารขี้ขลาด เจ้าปล่อยให้พวกโจรป่าเถื่อนปล้นสะดมพวกเราได้อย่างไร"ขุนนางเฒ่าผู้หนึ่ง ลุกขึ้นใช้ขาเหี่ยวหยาบถีบถองเข้ากับกองทหารที่นั่งงอขาปกปิดความเปล่าเปลือยของตัวเองเอาไว้
"โธ่ท่านนายอำเภอ ท่านไม่รู้หรืออย่างไรว่าผู้ที่ปล้นพวกเราเป็นใคร"
"มันเป็นใครก็ไม่สำคัญ แต่มันกล้าเอาของที่จะถวายองค์ฮ่องเต้ไปย่อมมีความผิด"นายอำเภอหลับหูหลับตาเถียง ของล้ำค่านั่นเขาจงใจจะนำไปถวายพระพร เนื่องในการประสูติพระโอรสของพระสนม แล้วนี่ยังไม่พอทรัพย์สินมีค่าล้วนถูกเอาไปด้วยให้คิดแล้วเจ็บใจยิ่งนัก
"ต่อให้มันเป็นมหาโจร ข้าก็จะเอาผิดมันจนได้"เหล่าทหารต่างส่ายหน้าไปมา เพราะขุนนางผู้นี้กลับไม่รู้ถึงกิตติศัพท์ของโจรที่มาปล้นสะดมเอาเสียเลย หัวหน้ากองทหารจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ
"โจรที่ท่านนายอำเภอกล่าวถึง คือจวิ้นจื่อหลง ฉายาจอมโจรไร้ใจ คนผู้นี้จิตใจเหี้ยมโหดยิ่งนัก ฆ่าไม่ปรานีไม่มียกเว้นเห็นแก่หน้าผู้ใด พวกเรายังโชคดีนักที่เขายั้งชีวิตไว้ให้ มิเช่นนั้นพวกเราคงได้ไปเยี่ยมชมแม่น้ำไน่เหอเพื่อเจอยายเมิ่งไปนานแล้ว"
"เจ้าพวกอ่อนแอเลี้ยงเสียข้าวสุก แค่จอมโจรกลุ่มเดียวยังสู้ไม่ได้ แล้วเช่นนี้จะไปอาจหาญต่อกรกับศัตรูที่เข้ามารุกรานเอกราชได้อย่างไร"นายอำเภอโกรธเกรี้ยวเมื่อได้ยิน ในใจแค้นเคืองถึงขั้นจะส่งฎีกาถวายไปยังเบื้องบน เหล่าทหารได้แต่ปิดปากเงียบไม่เถียงให้เปลืองน้ำลายอีกต่อไป
"เอาของเข้าไปเก็บในห้องลับ พรุ่งนี้เรียกพี่น้องมารวมตัวกัน ข้าจะแบ่งทรัพย์สินให้ ส่วนที่เหลือจะนำไปยังเหลียนอู่ ยามนี้เกิดภัยแล้งพี่น้องล้วนอดอยาก คืนนี้ให้แยกย้ายกันพักผ่อนเสียก่อน ปู้เฉินเจ้าดูแลให้ดี ข้าจะเข้าไปพักผ่อน"จวิ้นจื่อหลงบอกคนสนิทของตนที่ยืนอยู่ด้านข้าง
"ขอรับนายท่าน"ปู้เฉินประสานมือแล้วรีบเดินเข้าไปคุมคนให้เคลื่อนย้ายทรัพย์สินเข้าเก็บในคลังลับ ส่วนตัวของจื่อหลงแยกออกไปยังบ้านหลังเล็กทีjซ่อนอยู่ในซอกหลืบของหุบเขา หากมองจากตรงนี้ยากที่จะพบเห็นมันโดยง่าย จื่อหลงถอนหายใจก่อนจะวางไหเหล้าลงบนโต๊ะ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หลังพิงลงไปโดยแรง แหงนเงยศีรษะไปด้านหลังหลับตานิ่งหูฟังเสียงรอบทิศชั่วครู่ด้วยเขานั้นวิทยายุทธล้ำยิ่งเป็นหนึ่งไม่รองใครจึงได้ยินเสียงรอบด้านภายในห้าลี้นี้เขาจะได้ยินชัดเจน ทันใดดวงตาคมเข้มดำสนิทดุจมหาสมุทรยามราตรีลืมขึ้นมามองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิท
"ผู้ใด? ออกมา! "เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เพราะคนที่อยู่ด้านในหาได้มีรังสีอำมหิตแต่ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นมิตรเช่นกัน"สิ้นคำเรือนร่างบอบบางเดินนวยนาดออกมาจากด้านหลังประตู ใบหน้าเรียกได้ว่างดงามเหนือผู้ใดยิ้มกริ่มออกมา
"เจ้ามาได้อย่างไร อวี้หนี่"จื่อหลงเอนหลังทิ้งตัวลงพิงพนักอีกครั้ง ท่าทีผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด
"เหตุใดจื่อซยงถึงทักทายญาติผู้น้องด้วยท่าทีหมางเมินเช่นนี้เล่า"นางเดินออกมาหยุดด้านหลังของจื่อหลง สองมือเรียวงามในชุดสีดำสนิทคล้องคอจากด้านหลังโอบมาถึงด้านหน้า จื่อหลงตัวแข็งเกร็งเล็กน้อยแต่ไม่สะบัดตัวหนี ใบหน้าที่ยังอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำแข็งกระด้างจนกลายเป็นเย็นชา ก่อนจะค่อยๆเอนตัวเองกลับมานั่งหลังตรงช้าๆ เพื่อมิให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง มือใหญ่หยาบค่อยปลดสองแขนเรียวออกช้าๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ศิษย์น้องอย่าทำเช่นนี้จะดีกว่า เจ้าหาใช่สตรีตัวคนเดียวอีกแล้ว สามีเจ้าจะเข้าใจผิดได้หากมาเห็นเช่นนี้เข้า"
"เฮ๊อะ! สามีงั้นหรือ จื่อซยงเองก็ย่อมรู้แก่ใจว่าข้ารักชอบผู้ใดกันแน่ นั่นเป็นเพราะบิดาข้าจัดแจงให้ต่างหากเล่า"นางเม้มปากดวงตาคู่เรียวเริ่มแดงคลอด้วยเกล็ดน้ำตาพร่างราวกับหยาดพิรุณ
"อย่าเอ่ยเช่นนี้น่า อย่างไรเสียเจ้าก็แต่งให้ศิษย์น้องรองแล้วยากที่จะเปลี่ยนแปลง"
"ถ้าท่านเอ่ยปากกับบิดามีหรือท่านจะยกข้าให้กับศิษย์พี่รอง"นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือสะเทือนในความรู้สึกยิ่ง
"เหลวไหล! ข้ารักเจ้าดุจดั่งพี่น้องคลานตามกันมา เรื่องนี้อย่าได้เอ่ยถึงอีกเลย ในเมื่อเรื่องล่วงเลยมาถึงขั้นนี้แล้วจะพูดขึ้นมาก็คงหาประโยชน์อันใดไม่"จื่อหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลงเมื่อเห็นศิษย์น้องของเขาใบหน้าบิดเบี้ยวคล้ายร่ำไห้เต็มที
"ท่านใจแข็งเหลือเกินจวิ้นจื่อซยง เอาเถอะในเมื่อท่านพูดเช่นนี้ข้าก็ต้องเป็นเช่นนี้"นางสูดลมเข้าปอดกลั้นสะอื้น ยืดตัวตรงก่อนจะล้วงกระดาษแผ่นเล็กออกมาส่งให้
"นี่เป็นจดหมายจากท่านพ่อถึงจวิ้นจื่อซยงโดยตรง เนื้อหาด้านในมิมีผู้ใดล่วงรู้"เขารับจดหมายมาแล้วเปิดอ่าน ดวงตาที่อยู่ในผ้าคลุมสีดำเปลี่ยนสีชั่วแวบก่อนจะกลับมาเป็นปรกติ
"ท่านอาจารย์ได้เอ่ยคำใดอีกหรือไม่"
"ระวังตัว ท่านพ่อพูดเพียงแค่นี้"
"ขอบใจเจ้ามาก รอให้ฟ้าสางเจ้าก็เดินทางกลับเถอะ"เขาเอ่ยช้าๆ ปลดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นดวงหน้าหล่อเหลาคมคาย เรือนร่างสูงใหญ่ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้เอ่ยปากขึ้นทันที
"ปู้เฉินนำน้ำชามาให้คุณหนู"เสียงฝีเท้านับว่ายังไกลจากเรือนพัก แต่ทว่าจื่อหลงนั้นกลับได้ยินชัดเจน ไม่นานปู้เฉินก็เปิดประตูเข้ามาประสานมือคารวะอวี้หนี่
"คุณหนูรอง"ปู้เฉินเดินลับหลังฉากพับไปชั่วครู่ก็กลับออกมาด้วยถาดชาควันกรุ่น
"พวกท่านไม่มีสาวใช้หรอกหรือ"
"เอามาทำไมที่นี่หาใช่จะสุขสบาย เหตุใดต้องให้ผู้อื่นมาลำบากด้วยเล่า"จื่อหลงหยิบป้านชามารินลงจอกแล้วส่งให้นาง ก่อนที่จะรินให้ตัวเอง
"แต่ท่านก็เสียสละมาเป็นขุนโจรให้ผู้คนตามล่า"นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออีกครั้ง
"ข้าเต็มใจ เอาล่ะฟ้าสางแล้ว ปู้เฉินเจ้าไปส่งคุณหนูรองกลับเถอะแล้วรีบมา"ปู้เฉินประสานมือแล้วผายออกโดยไม่เอ่ยปาก
"เชิญ"สองร่างเดินออกไปแล้วจื่อหลงก็ทิ้งตัวลงเอนหลังอีกครั้ง หวนนึกถึงเรื่องกาลก่อนเขาเป็นถึงลูกของเสนาบดีฝ่ายขวาของอดีตฮ่องเต้ ด้วยถูกปรักปรำว่าร่วมมือก่อกบฏจึงถูกจับประหารทั้งตระกูล ยังโชคดีที่เขาออกมาร่ำเรียนวิชากับอาจารย์ฉงบิดาของอวี้หนี่จึงรอดจากการประหารนั่น ทว่าครอบครัวของเขาล้มหายตายจาก ดังนั้นอาจารย์ของเขาจึงเปลี่ยนชื่อแซ่ให้ ด้วยความที่มีชื่อเสียงโด่งดังจารย์ของเขาจึงถูกเรียกตัวเข้าราชสำนัก ให้ไปเป็นพระอาจารย์กับองค์รัชทายาท เขาถอนใจอีกครั้ง การที่อาจารย์ส่งจดหมายมาให้นั่นแปลว่าเหตุการณ์มิใคร่จะดีเท่าใดนัก หลังจากการปล้นครั้งนี้เขาคงต้องหยุดมือชั่วคราวเสียแล้ว เขายกไหสุราขึ้นสูงเทลงปากช้าๆ ดวงตาคมมีแววครุ่นคิดถึงแผนการล่วงหน้า เนิ่นนานเท่าใดหารู้ไม่ปู้เฉินกลับมายืนอยู่ใกล้ๆ เสียแล้ว
"เจ้ามาแล้ว"
"ขอรับมาแล้ว"
"ไปกันเถอะหลังจากแบ่งทรัพย์สินแล้วพวกเราจะปิดหุบเขาชั่วคราว"
"เรื่องร้ายแรงหรือขอรับ"
"อืม มีคำเตือนมาถึง"ปู้เฉินได้ยินก็ให้ขุ่นเคือง
"พวกเขาล้วนเสพสุขมีหน้าตาในสังคม แต่กลับผลักท่านตกเหวนรกเหตุใดท่านจึงต้องยินยอม"ปู้เฉินติดตามจื่อหลงมาตั้งแต่เยาว์วัย หลังจากต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพื่อหลบหนีคดี จนได้เจอจื่อหลงและติดตามเป็นคนสนิทมาจนถึงทุกวันนี้
"ช่างเถอะดีเสียอีกที่เป็นเช่นนี้ นักโทษหนีคดีอย่างข้าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้อีกเล่า"
"แต่ท่านถูกปรักปรำ ตระกูลของท่านหาใช่โจรกบฏไม่"
"แล้วเช่นไรเล่าเรื่องถึงขั้นนี้จะให้อธิบายอะไรได้อีก ช่างเถอะ ช่างเถอะ เจ้าไปเตรียมตัว ก่อนพวกเราจะเดินทางไปเหลียนอู่ทุกอย่างที่นี่ต้องร้างผู้คน ปู้เฉินถอนหายใจก่อนจะประสานมือแล้วเดินจากไป จื่อหลงเดินตามหลังช้าๆ ในมือยังไม่ทิ้งไหสุราเช่นเดิม
"พวกเจ้าจงฟัง หุบเขานี้จะปิดตัวชั่วคราว ทางการให้ราชสำนักส่งกองปราบมาจัดการพวกเราแล้ว หลังจากแบ่งทรัพย์สินขอให้พวกเจ้าเข้าไปปะปนกับผู้คน โรงเตี้ยม กิจการร้านอาหาร และร้านขายยาก็ให้เข้าไปทำเป็นปรกติ การข่าวอย่าให้ขาด ข้าจะขยายสาขาไปยังหัวเมืองต่างๆ เพิ่มขึ้น เอาล่ะแยกย้ายได้ ขอให้พี่น้องข้าระวังตัวด้วย"
"ขอรับ!! "หลายเสียงประสานกันตอบรับแล้วเดินเข้าไปรับห่อผ้าขนาดพอมือจากปู้เฉินแล้วจากไปจนหมดสิ้น เพียงไม่นานที่นี่ก็เหลือเพียงแค่สองคนเท่านั้น
"ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือไม่"
"ขอรับ เราจะเดินทางไปเหลียนอู่เลยหรือไม่ขอรับ"
"ยังก่อน ข้าจะไปเยี่ยมพวกเขาก่อนแล้วค่อยไป"พวกเขาที่กล่าวถึงคือเนินเขากว้าง แผ่นดินนูนขึ้นเป็นคลื่นกระจายไปทั่ว ด้านหน้าเป็นทะเลกว้างใหญ่ติดกับหน้าผาชันด้านหลังคือภูเขาแข็งแกร่ง
"ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องรอง เหล่าพี่น้องทั้งหลาย ข้าเหวินหลงคนอกตัญญู มาเยี่ยมเยือนพวกท่านแล้ว วันหนึ่งข้าจะนำแผ่นป้ายชื่อพวกท่านมาปักเอาไว้ข้าขอสัญญา ยามนี้พวกท่านหลับใหลเช่นนี้ไปก่อนเถิด"เขารินเหล้าในไหใบใหม่ลงบนพื้นหญ้าต่อหน้าหลุมศพบิดามารดาและน้องชายของเขา ดวงตาแดงก่ำด้วยความเศร้าโศก ยังโชคดีที่มีคนภักดีต่อตระกูลเขานำศพของทุกคนซ่อนเอาไว้หลังจากถูกปั่นศีรษะ มิเช่นนั้นแม้แต่หลุมศพก็คงมิอาจจะสร้างขึ้นได้
"ไปเถอะขอรับนี่สายมากแล้ว"ปู้เฉินตาแดงไม่ต่างกัน ได้แต่ตัดใจบอกให้เขาจากมา
"เช่นนี้ข้าคงมิอาจประวิงเวลาให้เนิ่นช้าออกไปได้อีกแล้ว จบสิ้นคราวนี้ข้าจะอยู่ดูแลเจ้าอย่างใกล้ชิดเชียวล่ะ"เขายิ้มน้อยๆ บรรจงก้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปชิดใบหน้างดงาม ค่อยแตะแต้มริมฝีปากหนาได้รูปลงกับริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อบดเคล้าช้าๆ สอดลิ้นหนาเข้าไปไล่สำรวจฟันขาวเรียงงามช้าๆ จากนั้นใช้ลิ้นตนเองดุนให้ริมฝีปากอ้าออกกว้างเพื่อให้ลิ้นเล็กรับสัมผัสดูดดื่มจากลิ้นร้อนๆ ของเขาช้าๆ กระทั่งร่างเล็กขยับน้อยๆ คล้ายหายใจไม่ออกเขาจึงยอมรามือปล่อยให้ร่างบางได้สูดเอาอากาศเข้าปอด"ข้าหลงใหลเจ้ายิ่งแล้ว เสี่ยวเสวียนน้อย"เขาเงยตัวขึ้นเพื่อจะหันข้างเพื่อนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดคราบต่างๆ ให้สะอาดรวมถึงกลิ่นเครื่องหอมที่ติดกายของฟ่านเสวียนออกจนหมดและผลัดเปลี่ยนชุดให้เสียใหม่ มองพู่หยกที่ตกอยู่บนเบาะนำมาคล้องสายรัดให้เสียใหม่"ข้าหมั้นหมายกับเจ้าแล้วนะ อย่าคิดยื่นกิ่งท้อออกไปนอกรั้วเสียล่ะ"เขาหัวเราะน้อยๆ ก่อนที่จะเรียกคนให้เข้ามาหา"เด็กๆ ""ขอรับนายท่าน"คนเฝ้ายามหน้าประตูรีบเข้ามาตามเสียงเรียกทันที"ให้คนเฝ้าด้านนอกห้าถึงสิบคน เดินเวรยามอย่าได้ขาดผลัดเปลี่ยนกันทั้งคืน ให้คนระวังอาหารการกินของคุณชายฟ่านตรวจสอบทุกจาน
"รู้สึกเยี่ยงไรเจ้าคะ"น้ำเสียงแหบกระเส่าเอ่ยถาม"ขะ..ข้า""ใต้เท้าลองใช้ฝ่ามือลูบมันสิเจ้าคะ"สาวงามรั้งข้อมือเล็กให้แตะต้องสัมผัสตุ่มนูนสีชมพูบังคับให้ฝ่ามือเลื่อนไปตามแรงของอีกฝ่าย"อ่า มือของใต้เท้านุ่มเหลือเกิน"นางครางเบาๆ ฟ่านเสวียนไร้เรี่ยวแรงจะต้านทานได้แต่ทำตามคนชักนำไปด้วยสายตาเหม่อลอย"เลื่อนลงไปอีกสิเจ้าคะ"นางสั่งให้เขาเลื่อนมือจากอกตูมลงไปช้าๆ จนถึงเอวคอดกิ่ว"มะ..ไม่ ข้าไม่"ฟ่านเสวียนพยายามดึงสติตนเองกลับมาแต่กลับไม่สามารถทำได้ ยิ่งร่างหอมกรุ่นก่ายเกยขึ้นมาบนตัวบางของเขายิ่งทำให้สติคล้ายหลุดลอยไปแล้ว เขาดำดิ่งสู่ความมืดโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น"บังอาจ! "น้ำเสียงดุดันตวาดลั่นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ร่างบางปลิวไปติดผนังอีกฝั่งทันทีเมื่อฝ่ามือหนาตวัดเข้าบนร่างกึ่งเปลือยนั้น"อึก! ""นางสารเลว เจ้าบังอาจมาก ใครใช้เจ้ามาทำเยี่ยงนี้ ตอบ! "จื่อหลงเค้นเสียงถามใบหน้าดำทะมึนด้วยความโกรธเกรี้ยวในอก"ข้า..."นางไม่สามารถตอบได้มากกว่านี้เพราะลิ่มเลือดที่โถมขึ้นมาจนล้นลำคอและอาการปวดแน่นในอกมือเรียวยกขึ้นทาบกับอกเปลือยเอาไว้เพื่อลดแรงบาดเจ็บ"ใจเย็นขอรับ"ปู้เฉินเอ่ยเตือนด้วยความเร
"อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ หยกชิ้นนี้เป็นของเก่าแก่ของบ้านข้าน้อย ขืนเก็บไว้กับตัวเกรงว่าคงถูกโจรรู้เข้าสักวันแล้วรักษามันเอาไว้ไม่ได้อีก ถ้าหากใต้เท้ารับมันไปดูแลนับว่าปลอดภัยยิ่งแล้ว หากใต้เท้าเกรงใจถ้าเช่นนั้นขอใต้เท้าวาดภาพให้ข้าน้อยเอาไว้สักภาพแล้วเขียนบทกวีลงไปด้วยเพื่อที่ข้าน้อยจะเอาไปประดับไว้ที่ร้านหนังสือในเมืองหลวง มิทราบว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่มากเกินไปหรือไม่ขอรับ"จื่อหลงหลอกล่อให้ฟ่านเสวียนรับหยกชิ้นนี้ไป เพราะตัวเขารู้ดีแก่ใจว่าหยกชิ้นนี้เป็นของล้ำค่าของตระกลูเหวิน ท่านพ่อได้ยกเป็นของหมั้นหมายแก่ท่านแม่ และก่อนที่จะเกิดเรื่อง ท่านแม่ของเขาได้มอบหยกชิ้นนี้ให้กับปู้เฉินเพื่อนำมามอบให้เขาเอาไว้"ไม่มากๆ ซ้ำร้ายยังเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่คู่ควรแลกเปลี่ยนเสียด้วยซ้ำ"ฟ่านเสวียนรีบปฏิเสธ"อ่า ถ้าเช่นนั้น นับว่าเป็นเกียรติแก่ข้าน้อยยิ่งแล้ว"จื่อหลงรีบเดินเข้าไปด้านในของโต๊ะหยิบเอาจานฝนหมึกสีแดง เขียว และสีดำออกมาวางไว้บนโต๊ะ นำพู่กันขนจิ้งจอกมาส่งให้พร้อมกับกางกระดาษลงเพื่อเตรียมให้อีกฝ่ายลงมือวาดภาพ เขาทำหน้าที่เป็นผู้ฝนหมึกให้กับฟ่านเสวียนที่ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ ใบหน้า
"ท่านแม่ทัพเหล่ากองโจรพวกนี้ล้วนมากฝีมือ พวกเราเกรงว่าจะยันเอาไว้ได้เพียงสองชั่วยามเท่านั้น" ทหารผู้น้อยนายหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในกระโจมที่กางเอาไว้นอกเมืองเพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานงาน ขุนพลฉั่วได้แต่นิ่วหน้าเพราะมิรู้ว่าเหตุใดโจรพวกนี้ราวกับมีผีพรายคอยกระซิบบอก ไม่ว่าเขาจะวางแผนเอาไว้เช่นไรก็รู้ทันไปเสียหมด หรือเกลือจะเป็นหนอน"ตอนนี้คนของเราบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด"ขุนพลฉั่วถามเสียงเข้ม"คนขอเราบาดเจ็บไปถึงสามร้อยนาย แต่น่าแปลกพวกเขาเพียงบาดเจ็บภายนอกไม่สาหัสถึงตายทั้งสิ้นขอรับ""เจ้าโจรเหลวไหลพวกนี้ ไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน ไป เจ้ารวบรวมกำลังพลให้ถึงห้าร้อยนายแล้วจู่โจมไปยังถ้ำที่พวกมันอยู่อาศัย จำเอาไว้คนตายเห็นศพ คนเป็นเห็นตัว ยามนี้ข้าต้องการจวิ้นจื่อหลงเท่านั้นยิ่งยังมีลมหายใจยิ่งดี ข้าจะได้นำเอาทรัพย์สมบัติที่มันปล้นสะดมจากคลังหลวงกลับคืนถึงมือฝ่าบาท""ขอรับ"พลทหารวิ่งออกไปตามคำสั่ง เสียงต่อสู้ดังมาถึงภายในกระโจมเป็นระยะๆ ทิ้งให้ขุนพลฉั่วคิดหนัก เช่นนี้แล้วเวลาเพียงวันเดียวคงไม่พอแก่การบุกรังโจรเป็นแน่ นับว่ายังโชคดีที่ท่านเสนาฟ่านเสวียนยังพักแรมอยู่ที่โรงเตี้ยมแห่งนั้น ถือ