สวมรอยครั้งที่ 07
Seiya part
บรรยากาศในรถอึดอัดจนน่าขนลุก ทั้งที่เขาเป็นคนบอกผมว่ามีเรื่องจะคุยด้วย แต่ตัวเองกลับเอาแต่นั่งเงียบตลอดทางแถมทำหน้านิ่งจนผมคาดเดาอารมณ์ไม่ถูกอีก
ในใจเขาคงมีคำถามว่าทำไมผมถึงไปอยู่ในผับจนเกือบโดนผู้ชายตัวใหญ่ที่คาดว่าจะเป็นคนรู้จักของพี่ชูลากเข้าโรงแรมได้ ก็คงต้องย้อนไปประมาณสักห้าชั่วโมงก่อน
ผมได้รับโทรศัพท์จากลูอิสเกี่ยวกับภารกิจสำคัญที่ลูอิสรับเอาไว้ แต่จอมโจรไนท์บลูมันดันออกมาเสียก่อน ลูอิสจึงขอร้องให้ผมมาทำภารกิจนี้แทนหนึ่งวัน จะให้ผมไปจับจอมโจรไนท์บลูแทนก็กลัวว่าผมจะถูกหัวหน้าและคนในองค์กรจับได้ว่าแอบมาปฏิบัติหน้าที่ทั้งที่โดนพักงานอยู่ แล้วผมอาจจะซวยจนโดนไล่ออก
ผมจึงต้องจำใจแอบออกจากบ้านมาปลอมตัวเป็นเด็กเสิร์ฟที่นี่ เพื่อหาตัวเป้าหมายให้ลูอิส มันเป็นแค่ภารกิจจับชู้ธรรมดานั่นแหละ ปกติลูอิสมันคงไม่รับหรอก แต่คงเพราะเงินหนามันถึงได้ยอมรับ แต่คอยดูเถอะถ้าภารกิจสำเร็จผมทวงส่วนแบ่งเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แน่
"ไปต่อกันไหมครับ" เสียงของผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาหลังจากที่ผมเตรียมตัวจะออกจากที่ทำงานแล้ว หลังจากถ่ายรูปชู้ของผู้ว่าจ้างตอนอยู่กับสามีเธอมาได้แบบภาพคมชัด
"ขอโทษครับ ผมไม่ได้ขาย" ผมบอกเขาก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป แต่มือหนาของเขาก็มาจับแขนผมไว้
"เดี๋ยวสิ เท่าไหร่ผมจ่ายได้นะ"
"บอกว่าไม่ไง" ผมบอกเขาพร้อมกับใบหน้าหงุดหงิดให้เขารู้ว่าผมไม่สบอารมณ์แต่ผู้ชายคนนี้ก็ยังตื๊อไม่เลิก
"เดี๋ยวสิคุณ"
ผมใช้จังหวะนั่นวิ่งหนีเขาออกมานอกผับและคิดว่าเขาคงไม่ตามมา แต่ผมคิดผิด เขายังคงวิ่งตามผมมาอยู่แถมใบหน้ายังยิ้มเหมือนถูกใจที่ผมวิ่งหนีเขาอีก นี่เขาคิดว่าผมกำลังเล่นวิ่งไล่จับเขาหรือไง เขาวิ่งมาฉุดกระชากแขนผม แต่ผมก็ใช้แรงสะบัดเขาออกมาได้ก่อนจะสับตีนหนีไอ้คนช่างตื๊อนี่สุดชีวิต ผมเปลี่ยนทิศทางในการวิ่งหนีเขา และก็ค้นพบว่าเรดาร์การหนีของตัวเองน่าจะผิดพลาด
เพราะขาทั้งสองข้างของผมได้พาผมวิ่งเข้ามาหาผู้ชายที่ผมไม่อยากเจอมากที่สุดแล้ว พี่ชูกำลังยืนจ้องหน้าผมอยู่
"พี่ชู" ผมพูดชื่อเขาด้วยความตกใจ แต่เวลานี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลาที่จะมาตกใจพี่ชูแล้ว ผมรีบวิ่งไปหลบหลังพี่ชูพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนขอให้เขาช่วย ถึงแม้ไม่รู้ว่าเขาจะช่วยหรือจะแกล้งผมก็ตาม
"รู้จักเหรอวะชู" ผู้ชายคนนั้นวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเราทั้งคู่และถามพี่ชู หัวใจของผมเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความรู้สึกกลัว กลัวว่าเขาจะไม่ช่วยผม
"คนนี้ของกู มึงไปหาคนอื่นเถอะ"
พี่ชูหันไปพูดกับผู้ชายคนนั้นและเขาก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์ แต่สุดท้ายก็ยอมเดินถอยแล้วกลับไปที่ผับ หลังจากนั้นพี่ชูก็จ้องผมเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ก็ยอมให้ผมขึ้นมาบนรถแถมบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย แต่ตั้งแต่ขึ้นรถมาเขายังไม่พูดอะไรเลย เอาแต่เงียบมาจะสามสิบนาทีแล้ว
"ขอบคุณนะครับที่ช่วยเมื่อกี้" ผมเลือกที่จะเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน
"ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ฉันจำได้ว่าผับนี้ตรวจบัตรนะ"
"ผมมาทำงานครับ" ผมโกหกออกไป แต่ก็ไม่ได้เรียกว่าโกหกหรอกนะเพราะจริงๆ แล้วผมก็มาทำงาน แต่แค่ไม่ได้มาทำงานเป็นพนักงาน เสริร์ฟแต่มาสืบคดีต่างหาก อีกอย่างตอนเข้าผับผมก็ใช้บัตรของตัวเองจริงๆ ไม่ได้ใช้บัตรปลอมที่เอาไว้แสดงตัวว่าเป็นท้องฟ้า
"ทำทำไม เงินที่พ่อให้ไม่พอเหรอ" พี่ชูหันมามองสำรวจสภาพผมที่อยู่ในชุดพนักงานเสิร์ฟก่อนจะหันกลับไปโฟกัสกับการขับรถต่อ
"ไม่มีครับ ผมจะได้เงินก็ต่อเมื่อพี่ทะเลาะกับผมเท่านั้น" ผมเลือกที่จะโกหกหน้าตาย โชคดีที่คุณเลขาให้ผมอ่านเกี่ยวกับพินัยกรรมแล้ว เผื่อเอาไว้ไปต่อรองเวลาโดนพี่ชูแกล้งอะไร
"พ่อให้แค่ค่าเล่าเรียนครับ ไม่ได้ให้ค่าขนม" ผมพูดต่อ จริงๆ แล้วคุณพ่อของท้องฟ้าจะส่งเงินให้กับท้องฟ้าทุกสามเดือนเป็นเงินก้อนใหญ่เอาไว้ใช้และไว้เป็นค่าเทอม ซึ่งผมก็ให้ท้องฟ้าเก็บไว้ ไม่เคยขอยืมหรือเอาเงินของน้องมาใช้เลยสักยูโรเดียว
"อยากได้เท่าไหร่ก็บอกแล้วกัน"
"พี่จะให้ผมเหรอ" ผมถามอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง นี่เขาเชื่อคำโกหกของผมด้วยเหรอเนี่ยว่าผมไม่มีเงิน
"อืม"
"ขอบคุณนะครับ"
ถึงจะนึกแปลกใจที่เขายอมให้ผมง่ายๆ แต่ต่อให้ผมไม่มีเงินจริงๆ ผมก็คงไม่คิดที่จะขอหรือยืมเขาหรอก เพราะผมไม่ชอบที่จะต้องติดหนี้บุญคุณใคร เราทั้งคู่ปล่อยให้บรรยากาศภายในรถเงียบลงอีกครั้ง
"เรื่องคืนนั้น ขอโทษที่โมโหใส่คิดว่าพี่เป็นคนทำนะครับ" และก็เป็นผมเหมือนเดิมที่เป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบระหว่างเรา
"รู้แล้วเหรอ"
"ผมไปย้อนดูแล้ว ไม่เห็นตอนพี่เอาเข็มกลัดไปใส่ห้องผมเลย" ผมพูดอย่างรู้สึกผิดเพราะหลังจากที่เรามีปากเสียงกันผมก็ไปย้อนดูคลิป ก็พบว่าไม่มีจังหวะที่เขาจะเอาเข็มกลัดไปซ่อนในห้องผมเลย เขาแทบจะไม่ได้เดินไปจุดที่คนใช้เจอเข็มกลัดด้วยซ้ำ แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนใส่ร้ายผม เพราะนอกจากพี่ชู ผมก็ไม่เห็นใครที่เข้าห้องผมอีกเลย ผมหันไปมองเสี้ยวหน้าพี่ชูเขาทำหน้าราวกับเหมือนว่าคิดอะไรออกแต่ไม่ยอมพูดออกมา และคงเพราะเห็นว่าผมจ้องอยู่เขาถึงได้หันมามอง
"หึ ไม่ได้ทำเองหรือไง" พี่ชูพูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก
"เปล่าสักหน่อย"
ผมว่าแล้วเหม่อมองออกไปนอกกระจกรถในยามค่ำคืน พวกเราไม่ได้คุยอะไรกันต่อทำให้บรรยากาศเงียบตลอดทาง มีเพียงเสียงเพลงในรถเท่านั้นที่ทำให้บรรยากาศไม่น่าอึดอัด หรืออาจจะเป็นเพราะคนที่กำลังขับรถอยู่เริ่มคลายความระแวงในตัวผมออกทีละนิดแล้วก็ได้
มันคงจะดีถ้าเขาเลิกระแวงผมและคิดซะว่าผมเป็นน้องชายของเขาคนหนึ่ง แต่มันก็คงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เขาเลิกระแวงจริงๆ
เราต่างแยกย้ายกลับห้องของตัวเองหลังจากถึงบ้านในเวลาตีหนึ่งกว่า ผมเดินเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมเข้านอน ผมหยิบโทรศัพท์เครื่องสวยขึ้นมากดดูกล้องวงจรปิดต่างๆ ภายในบ้านที่ผมแอบเอากล้องแอบถ่ายไปติดไว้ เผื่อคนร้ายหรือคนในบ้านเคลื่อนไหวอะไร และเมื่อตอนที่มือกำลังจะกดปิดเพราะไม่เห็นอะไร คนน่าสงสัยก็เดินผ่านกล้องหลังบ้านไป
คุณป้าเนตรดาวจะไปไหน
ผมเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงทันที พอเงยหน้ามองนาฬิกาติดผนังก็เห็นว่านี่จวนจะตีสองแล้ว ไม่น่าใช่เวลาที่คนจะออกไปข้างนอก แถมยังใช้ประตูหลังบ้านอีก ไม่รอให้ตัวเองได้สงสัยนาน ผมก็รีบแอบตามเธอออกไปทันที
คุณป้าเนตรดาวหรือป้าแม่นมของสองแฝดเดินออกมาตรงบริเวณหลังบ้านที่มีแต่ป่า เธอหยุดเดินแล้วทำท่าเหมือนรอใครบางคนอยู่ ผมจึงแอบย่องไปยืนแอบอยู่หลังต้นใหม่ใหญ่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเธอ สักพักก็มีรถคันหรูสีขาวมุกมาจอดอยู่ตรงหน้าเธอ ก่อนที่ผมจะต้องตกใจตอนที่เห็นเจ้าของรถ
ไอ้ไมค์?
ผมปิดปากตัวเองตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อตัวเองที่เห็นแม่นมกับไอ้ไมค์รู้จักกัน ซึ่งนี่น่าจะเป็นเรื่องที่ผมคาดไม่ถึงเลย และก็ยิ่งต้องตกใจยิ่งกว่าเดิม ตอนที่ไอ้ไมค์มันเรียกป้าเนตรดาวว่าแม่ สองคนนี้เป็นแม่ลูกกันเหรอ และดูเหมือนเรื่องน่าตกใจมันจะยังไม่หมด เมื่อมีบิ๊กไบค์ขับมาจอดอยู่หน้าคนทั้งคู่ คนขับรถบิ๊กไบค์จัดการถอดหมวกกันน็อคออกก่อนจะจัดการจัดผมสาวสีควันบุหรี่ให้เข้าทรง
"พี่คัทเตอร์" ผมเผลอพูดชื่อคนมาใหม่อย่างไม่น่าเชื่อก่อนจะรีบหันหลังหลบหลังต้นไม้ในตอนที่เขาหันมา ผมลืมไปว่าอดีตสายลับคนนี้หูดีมากแค่ไหน ผมแทบลืมวิธีหายใจตอนที่บรรยากาศมันเงียบสงัน
"มีอะไรหรือเปล่า" เสียงแม่นมถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ผมจึงค่อยๆ ขยับตัวหันไปมอง ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูเหมือนผมจะคิดมากไป พี่คัทเตอร์น่าจะยังไม่เห็นผม
"เปล่า" พี่คัทเตอร์หันไปตอบแม่นม
"เล่าแผนต่อเลย" และเป็นไมค์ที่พูดขึ้นมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมเลือกที่ไกลไปหรือเพราะสามคนนั้นเดินไปคุยกันไกลกว่าจุดที่ผมแอบฟัง ผมจึงได้ยินมันไม่ถนัด จับใจความได้แค่ว่าให้พี่คัทเตอร์จัดการชินอะไรสักอย่าง แต่พอเดาได้ว่าป้าแม่นมน่าจะต้องการให้จัดการชิน นั่นยิ่งทำให้ผมคิ้วขมวดยิ่งกว่าเดิม ทำไมต้องเป็นชินล่ะ เด็กคนนั้นน่าจะไม่มีอะไรที่สุดแล้วนะ หรือป้าแม่นมแค้นอะไรชิน แต่เธอก็เป็นคนเลี้ยงชินมาเองกับมือนี่
เป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งรักทั้งเกลียดเหรอ
และด้วยความอยากรู้ ผมเตรียมที่จะมองซ้ายมองขวาเพื่อหาต้นไม้ที่ใกล้ที่สุดเพื่อเข้าไปฟังแผนการของทั้งคู่ใกล้ๆ แล้วแต่ก็เจอแต่ต้นเล็กๆ ถ้าไปหลบผมสีทองบนหัวนี่ก็น่าจะทำให้ผมโป๊ะจนโดนจับได้แล้ว นึกอยากทุบหัวตัวเอง ตอนโดนถามว่าจะย้อมผมเป็นสีดำไหม ดันเลือกที่จะปฏิเสธเพราะชอบสีนี้
"แล้วจะเอายังไงกับเซย์ยะ" ผมได้ยินชื่อตัวเองออกมาจากปากพี่คัทเตอร์นั่นทำให้ผมอยากรู้ยิ่งกว่าเดิม และเหมือนหัวสมองอันชาญฉลาดจะคิดอะไรออก ผมลืมไปเลยว่าเมื่อครู่แอบหยิบมดดักฟังออกมาด้วย ผมจัดการหยิบมันออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอน เปิดเครื่อง และกดให้มันเดินไปใกล้ทั้งคู่เพื่อจะจัดการบันทึกเสียงคนพวกนั้นเพื่อไปฟังทีหลัง
"ในเมื่อมันอยากเข้ามาสาระแน ก็จัดการมันซะ"
"ทำให้มันเป็นแพะรับบาป"
"ฉันเตรียมแผนเอาไว้แล้ว แกแค่จัดการไอ้เด็กชินก็พอ"
เสียงของแม่นมพูดขึ้นมา ผมไม่ได้คิดไปเองใบหน้าของเธอตอนนี้ดูโรคจิตจนไม่เหลือคราบแม่นมผู้แสนดีของสองแฝดเลยสักนิด ในขณะที่ผมกำลังจ้องมองพวกคนสามคนที่กำลังวางแผนอยู่นั้น รองเท้าหนังของพี่คัทเตอร์ก็เหยียบมดดักฟังของผมจนเละ ไม่รู้บังเอิญหรือจงใจ แต่ดูจากการขยี้เท้าแล้วน่าจะตั้งใจแล้วแหละ นี่ผมโดนจับได้เหรอ
สมแล้วที่เคยเป็นเบอร์หนึ่งขององค์กร คนคนเดียวที่ผมเคยเป็นรองเขา
"ทำอะไร" แม่นมถามอย่างแปลกใจ
"แค่แมลง"
พี่คัทเตอร์ตอบทำเอาผมโล่งอกไปอีกครั้ง ตอนแรกคิดว่าเขาจะแฉว่าผมกำลังแอบฟังเสียอีก แต่เขาก็เลือกที่จะปิดไว้ สักพักทั้งแม่นมและไอ้ไมค์ก็แยกย้ายกันออกไปแล้ว เหลือเพียงแค่พี่คัทเตอร์ที่ยืนอยู่ ซึ่งผมเองก็แปลกใจที่เขาไม่ยอมไปเสียที
หรือเขากำลังรอให้ผมออกไปเอง เพื่อบอกว่าตอนนี้เขาจับผมได้แล้วนะว่ามายืนแอบฟังอยู่
"พรุ่งนี้สี่โมงเย็น มาเจอกันที่นี่" อยู่ดีๆ เขาก็หยิบโบชัวร์อะไรในกระเป๋าขึ้นมาโยนทิ้งแล้วพูดลอยๆ แต่ผมรู้ว่าเขากำลังพูดกับผม จากนั้นพี่คัทเตอร์ก็ขับรถออกไปแล้ว
พอเห็นทางสะดวกผมถึงได้เดินไปหยิบโบชัวร์ มันเป็นโบชัวร์ฉลองเปิดร้านอะไรสักอย่าง ซึ่งพี่คัทเตอร์จงใจทิ้งมันไว้ให้ผม
ดูเหมือนว่าถ้าอยากรู้แผนการของพวกเขาทั้งสามคน ก็มีแต่ต้องเสี่ยงไปที่นี่ตามคำพูดของพี่คัทเตอร์เท่านั้น