ホーム / วาย / Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg) / ตอนที่ 8 ไปอยู่ด้วยกันซะ

共有

ตอนที่ 8 ไปอยู่ด้วยกันซะ

last update 公開日: 2026-01-08 00:29:33

**Warning**

1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น

2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม

3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

|

|

Imperative Mama คุณแม่จำเป็น

EP.8 ไปอยู่ด้วยกันซะ

.

.

“พรุ่งนี้ก็ได้หยุดแล้ว” เจ๋งนั่งลงที่เก้าอี้หลังงานทำความสะอาดร้านเสร็จในวันสุดท้ายก่อนถึงวันหยุดงาน

“พี่รินทร์ก็ได้เจอแฝดแล้วอะดิ ว่าแล้วก็อยากเจอบ้างจัง” 

ส้มพูดไปคิดถึงเด็กแฝดไปด้วย ถ้ายังอยู่กับแม่ เธอก็คงได้เจอทุกวันแล้ว แถมได้ฟัดแก้มอ้วนของไพลินให้หนำใจอีกด้วย

“ไว้มีโอกาสพี่พามาเที่ยวนะ”

“ไม่รู้บอสเป็นไงบ้างไปดูสาขาใหม่”

“ก็คงดีแหละมั้ง เห็นหายไปหลายวันแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะมาจีบพี่รินทร์ทุกวันซะอีก”

“จีบอะไรเจ๋ง อย่าพูดไปทั่วนะ เดี๋ยวพี่กฤษณ์เสียหาย” 

อินรีบตอบปฏิเสธอย่างเร็วเมื่ออยู่ ๆ เจ๋งก็พูดอะไรออกมาก็ไม่รู้ แล้วไปรู้ได้ยังไงว่าเจ้านายมาจีบคนแบบเขา

“ฮ่า ๆ พี่ก็ปฏิเสธซะ มันยิ่งดูรู้เลยนะครับ ว่าเรื่องจริง”

“พอ ๆ พี่รินทร์เขินหมดแล้ว แต่ถ้าคบกันบอสหนูดีอย่างงี้เลยน้า” 

ส้มพูดไปยกนิ้วโป้งเป็นการการันตีเจ้านายตัวเองไปด้วย ใช้ว่าอินจะไม่รู้ว่าเขาดี แต่อินไม่อยากเอาเรื่องมาให้ตัวเองคิดมากเพิ่มอีก เพราะไม่รู้ว่าดารินทร์ตัวจริงจะกลับมาวันไหน

“ไม่เอาแล้ว พี่กลับบ้านดีกว่า”

“ค่า เจอกันวันจันทร์นะพี่”

“อื้อ เดินทางกันดี ๆ นะ”

.

.

ว่างเปล่า..ทันทีที่เปิดประตูห้องพักได้ความรู้สึกนี้ก็ตีตื้นขึ้นมาในใจ กว่าหนึ่งเดือนแล้วที่เขาต้องอยู่แบบไม่มีเด็ก ๆ ให้ดูแล ไม่มีวี่แววว่าเจ้าของร่างจะกลับมา แค่ใช้ชีวิตคนเดียวไปเรื่อย ๆ รอให้ถึงเวลาโทรหาเด็ก ๆ เท่านั้น

“เรานี่บาปหนาจริง ๆ เลย จะตายก็ยังถูกรั้งให้มาชดใช้กรรม” 

อินบนกระปอดกระแปดกับตัวเองทั้งที่กำลังทอดข้าวไข่เจียวเป็นมื้อเย็นให้ตัวเองไปด้วย

“ไหน ๆ ก็จะเป็นวันหยุดแล้ว เอาผ้าห่มไปซักดีกว่า”

และอีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้อินเลิกคิดฟุ้งซ่านได้ ก็คือการทำงานบ้าน และทำกับข้าวกินเองในทุกวันพยายามไม่ให้ตัวเองว่าง แต่ช่วงก่อนนอนอินก็ยังคิดถึงเด็ก ๆ อยู่ดี

19.00 น.

Rrr Rrr Rrr

“มาแล้ว” อินรีบวิ่งมารับโทรศัพท์เมื่อได้ยินเสียงโทรเข้า ต้องเป็นเด็ก ๆ แน่ ๆ ที่โทรหา และก็ใช่จริง ๆ

‘ม๊าสวัสดีครับ’

[มะม๊า ปะป๊าบอกว่าพรุ่งนี้จะพาไปห้องใหม่มะม๊าด้วยน้า]

“จะมาเหรอครับลูก” อินสะอึกไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเรื่องที่เด็ก ๆ บอก

[ครับม๊า ป๊าบอกว่าจะพาไป เพราะไพลินบอกว่าจะไปให้ได้ครับ]

“แล้วมายังไงครับลูก ให้ม๊าไปรับมั้ย”

[ป๊าบอกว่าจะไปด้วยครับ ] อินใจกระตุกเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายก็จะมาด้วย แล้วสภาพห้องของอินจะดีพอต้อนรับอีกฝ่ายหรือเปล่านะ

[ไปด้วยกานนนน อยู่ด้วยกับวันหยุด ] 

แต่ความกังวลของอินก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มให้กับความร่าเริงของไพลินแทน คงจะชอบใจมากที่ได้มาห้องคนเป็นแม่ที่ไม่เคยได้เห็นมากก่อน

[ม๊าโอเคมั้ยครับ]

“โอเคครับลูก แล้วที่โรงเรียนเป็นไงบ้างครับ” 

อินถามนั่นถามนี่ และตอบคำถามลูก จนล่วงเลยมาเกือบ 2 ชั่วโมงได้ เรียกได้ว่านานกว่าที่เคยคุยกันมาจากครั้งก่อน คงจะเป็นเพราะลูก ๆ ตื่นเต้นเรื่องวันพรุ่งนี้

[ไพลินจะรีบเข้านอนจะได้ถึงพรุ่งนี้เร็ว ๆ จะไปหามะม๊า ]

“ฮ่าๆ ครับลูก”

อินยอมปล่อยให้เด็ก ๆ ไปนอนเพราะมันค่อนข้างดึกแล้ว ถึงแม้ว่าตัวเองอยากจะคุยต่อมากแค่ไหน แต่ก็ต้องวางสายเสียแล้ว พลางคิดไปถึงว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ได้อยู่ด้วยกันก็คงจะดีไม่น้อย

[ทำหน้าอาลัยอะไรขนาดนั้น พรุ่งนี้ก็จะพาไปเจออยู่แล้ว ] 

พิชญ์รับโทรศัพท์มาจากลูกก็เห็นว่าปลายสายยังไม่ได้ตัดสายไป แถมยังทำหน้าตาเศร้าสร้อยจนน่าสงสาร

“ขอโทษครับ พอดีคิดอะไรอยู่น่ะครับ”

[ส่งที่อยู่ไว้ด้วยล่ะ ไพลินรบเร้าจะไปให้ได้]

“ครับ ขอโทษด้วยนะครับ ที่เผลอหลุดปากบอกลูกไปแบบนั้น พี่พิชญ์เลยต้องลำบาก”

[ฉันไม่ได้เป็นคนใจร้ายขนาดนั้นหรอกน่า อย่าพูดซะเหมือนฉันกีดกันเธอกับลูก ]

“ผมไม่ได้คิดแบบนั้นนะครับ” 

อินส่ายหัวปฏิเสธคำกล่าวหาของคนปลายสายเป็นพัลวันทำเอาคนเห็นเผลอหลุดยิ้มมุมปาก เหมือนได้เห็นไพลินตอนไม่อยากเรียนพิเศษอย่างไรอย่างนั้นน

[เอาเถอะ พรุ่งนี้ก็เตรียมตัวดี ๆ เก็บข้าวของให้เรียบร้อยถ้าเธอพาผู้ชายไปนอน เดี๋ยวลูก ๆ จะมีข้อสงสัยให้ได้อธิบายกันยืดยาวอีก ในเมื่อพูดไปแล้วก็ต้องพาไป]

“ครับ เท่านี้นะครับ ฝันดีครับ” 

อินป่วยการจะอธิบายเรื่องที่ตัวเองไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้วให้อีกฝ่ายฟัง เพราะคนปลายสายก็คงจะคิดว่าเขาเป็นแบบนั้นอยู่วันยังค่ำไม่มีวันเปลี่ยน

[อือ]

หลังจากอินจัดการอาบน้ำเพื่อเข้านอนให้ไวที่สุด เพราะตัวอินเองก็อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็ว ๆ เหมือนกัน เหมือนกับไพลินที่รีบเข้านอนเพื่อให้วันนี้ผ่านไปเร็ว แม่ลูกเหมือนกันไม่มีผิด

.

.

หอพักใหม่ดารินทร์

รถหรูแล่นเข้ามาจอดหน้าหอพักโดยมีคนร่างเล็กยืนรออยู่ก่อนแล้ว เพราะต้องพาอีกฝ่ายเข้าไปจอดรถ เมื่ออินขึ้นไปบนรถ เสียงของเด็ก ๆ ก็ทักทายม๊ากันเจื้อยแจ้ว พร้อมกับรอยยิ้มของคนทั้งคันรถไม่เว้นแม้แต่พ่อของลูกที่รับบทเป็นคนขับรถอยู่ในตอนนี้

“ห้องเล็กไปมั้ย ทำไมไม่หาที่ที่ดีกว่านี้” 

เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้วก็พากันขึ้นห้อง และอย่างที่คาดคนเป็นพ่อทักเรื่องที่ห้องเขาเล็กไปอย่างที่อินคิดไว้

“มะม๊านี่ตุ๊กตาหมีของไพลิน มะม๊าพามาด้วยเหรอ” 

ไพลินเข้ามาเห็นตุ๊กตาที่ตัวเองกอดบ่อย ๆ ก็วิ่งเข้าไปหาและกระโดดเข้าไปเอาหน้าซุกทันที

“ตัวถอดรองเท้าก่อน ม๊าต้องทำความสะอาดแล้วนะ”

“งื้อ มะม๊าไพลินขอโทษน้า” 

ว่าแล้วไพลินก็ออกไปถอดรองเท้าหน้าประตูไม่นานก็วิ่งกลับเข้ามาเห็นปะป๊ายังใส่รองเท้าอยู่ เด็กน้อยจึงทำท่าดุกอดอกเตือนปะป๊าบ้าง

“ปะป๊าต้องถอดรองเท้าด้วยน้า”

“ครับลูก” 

แต่คนเป็นพ่อก็ไม่ได้ถือตัวแต่อย่างใด รีบออกไปถอดรองเท้าตามคำบอกของไพลิน จนอินเองก็ยิ้มตามการกระทำนั้นของพ่อของลูกไปด้วย

“แล้วให้นั่งตรงไหนล่ะ” 

จารุพิชญ์มองไปรอบ ๆ อย่างไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองไปไว้ตรงไหนดี ในห้องนี้มีเพียงเตียงตู้วางทีวี แล้วก็โต๊ะกินข้าวที่มีเก้าอี้เพียง 2 ตัวเท่านั้น แล้วตัวเขาก็ไม่ใช่เล็ก ๆ แค่เดินผ่านเข้ามาในห้อง หัวก็แทบจะชนกับขอบประตูแล้ว

“ห้องมันเล็กต้องขอโทษด้วยนะครับ เราไปทานข้าวข้างนอกกันเถอะนะครับ” 

อินพูดไปโดยไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายเป็นแบบนี้เสมอหลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้น อย่างกับคนละคนเลย

“เธออยากให้คนเห็นฉันกับเธออยู่กับลูก ๆ ละสิ จ้างใครให้มาถ่ายรูปล่ะ” 

ขณะที่กำลังพูดจารุพิชญ์เดินเข้ามาใกล้อินขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ ๆ หู แล้วใช้เสียงกระซิบเพื่อพูดกับอินเพราะไม่อยากให้เด็กทั้งสองได้ยินไปด้วย

“ไม่ใช่นะครับ ผมแค่กลัวจะอึดอัดก็เลยเสนอไปแบบนั้น ไม่ได้จะทำอย่างที่พี่พิชญ์พูดสักหน่อย” 

แม้ในใจอยากจะตะโกนด่าให้ดัง ๆ แต่ก็ต้องกัดฟันพูดพร้อมกับสะกดอารมณ์ไม่ให้มันปะทุออกมาเพราะคำพูดถากถางของคนตรงหน้า

“ใครจะรู้ เธอไม่เคยธรรมดาอยู่แล้วนิ” 

อินเม้มปากด้วยความไม่พอใจมองหน้าคนกล่าวโทษได้ครู่เดียวก็หลบสายตาเพราะรู้สึกกลัวสายตาดุดันคู่นั้น และก็ต้องยอมรับว่าดารินทร์ในอดีตก็ร้ายกาจอย่างที่เขาว่าจริง ๆ

“ผมไม่ได้ทำแบบนั้นแล้วนิครับ”

“ถึงงั้นก็ไว้ใจไม่ได้หรอก” 

อินตวัดสายตามองเพราะโกรธอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สบตานาน ได้แต่ก้มหน้าเก็บความโกรธของตัวเองเอาไว้ในใจ

“ปะป๊า มะม๊า หอม ๆ กันเหรอ ตัวดูสิ”

“อือ เค้าเห็นแล้ว”

หลังจากที่เด็กน้อยเดินสำรวจห้องใหม่ของม๊าจนทั่วแล้วโดยมีไพลินลากเพทายเดินไปมาเพราะตื่นเต้น ก็หันมาเห็นป๊ากับม๊ายืนอยู่แถมเอาหน้าใกล้กันเหมือนตอนที่ป๊าม๊าหอมแก้มตัวเอง

“ไม่ใช่นะลูก ป๊าม๊าแค่คุยกัน”

“มะม๊า ตู้เย็นมะม๊าดีจังเลย ไพลินหยิบของเองได้ด้วย ตู้เย็นปะป๊าไพลินเอาไม่ถึง” ดูเหมือนสิ่งที่เด็กตัวน้อยชอบจะเป็นสิ่งที่เรียบง่ายมากกว่าที่เขาคิด

“อ้าวตู้เย็นป๊าไม่ดีเหรอครับลูก..ฟอด” 

จารุพิชญ์เดินเข้าไปอุ้มเด็กตัวน้อยช่างเจรจาขึ้นมาในอ้อมแขนแล้วจัดการกับความน่ารักไปฟอดใหญ่

“คริ ๆ ดีน้า แต่ของมะม๊าหยิบขนมง่ายกว่าน้า”

“ตัวกินขนมเยอะไปแล้ว”

“กินแทนตัวไง ตัวไม่ค่อยกินเดี๋ยวน้องขนมน้อยใจ” อินหัวเราะให้กับความขี้โกงของแฝดพี่ ที่พูดออกมาอย่างไร้เดียงสา

“กินมากระวังโดนล้อว่าอ้วนนะ”

“ใครล้อเค้าฟ้องปะป๊า” 

เด็กน้อยว่าพร้อมยกแขนเล็กนั้นกอดรอบคอคนเป็นพ่ออย่างอ้อน ๆ จนคนเป็นพ่ออดใจไม่ไหวต้องกดริมฝีปากหอมลงไปที่แก้มอ้วนอีกฟอดใหญ่

“ป๊าพาไปกินของอร่อยดีกว่า” 

เพราะรู้ว่าห้องของแม่ของลูกไม่สามารถจุคนทั้งหมดนี้ได้ จารุพิชญ์จึงจำเป็นต้องพาทุกคนออกไปกินข้าวข้างนอกแทน

“เย้!! ไปกินนนนน”

“ไปด้วยกันสิ รับรองร้านนี้ถึงเธอจ้างใครมาถ่ายก็ไม่มีใครเข้าไปได้หรอก”

“ก็ผมบอกว่าไม่ได้จ้างไงครับ”

“หึ..” 

จารุพิชญ์หัวเราะในลำคอเมื่อเห็นหน้าที่ค่อนขอดกับคำพูดของเขาโดยไม่สามารถทำอะไรได้ ยิ่งดูยิ่งเหมือนไพลินเสียจริง ทั้งที่ก่อนหน้าไม่เคยมีมุมนี้ให้ได้เห็น

.

.

โรงแรม LSRK

“ท่านประธานยินดีต้อนรับค่ะ” 

ผู้จัดการร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโรงแรมเอลเอสอาร์เคเอ่ยทักทายกับประธานบริษัทที่มาใช้บริการอยู่เป็นประจำ

“จัดการให้ด้วยนะครับ” 

เมื่อเห็นว่าพนักงานในร้านเริ่มซุบซิบนินทากันเมื่อเห็นว่าประธานมาพร้อมกับเด็กแฝดสองคนและผู้ชายตัวเล็กที่หน้าตาสะสวยจนมันเหมือนกับว่าภาพตรงหน้าเป็นครอบครัวสุขสันต์

“ค่ะท่านประธาน” 

หลังจากตอบรับคำท่านประธานแล้ว ผู้จัดการร้านก็ส่งสายตาตำหนิไปให้ลูกน้องทันทีทุกคนจึงแยกย้ายกันทำงานตามหน้าที่ตัวเองเช่นเดิม

อินและเด็ก ๆ เดินตามจารุพิชญ์เข้าไปในห้องรับรองที่มีไว้ทานอาหารแบบส่วนตัว ดูจากบรรยากาศแล้วน่าจะเป็นอาหารสไตล์ญี่ปุ่น อินจึงรู้สึกประหม่าเพราะยังไม่เคยกินในร้านแบบนี้มาก่อน

“ลูกเอาอะไรดีครับ”

“ปะป๊าไพลินอยากกินไข่ตุ๋นอันนี้ มีกุ้งด้วย” 

ไพลินชี้ไปที่เมนูที่ตัวเองอยากกินแถมมองด้วยสายตาที่เป็นประกาย ใครได้เห็นก็ต้องซื้อให้อย่างไม่รอช้าแน่ ๆ

“ครับๆ เพทายล่ะลูก”

“เอาเป็นทงคัสสึครับป๊า”

“ไพลินเอาด้วยได้มั้ย”

“เดี๋ยวกินไม่หมดนะตัว”

“เค้าอยากกินด้วยนี่น่า”

“ไม่เป็นไรครับ สั่งที่ลูกอยากกินเลยครับ” 

จารุพิชญ์เห็นว่าจะเป็นการถกเถียงกันไปเสียยกใหญ่เลยต้องรีบห้ามทัพไว้ก่อนพร้อมกับสั่งอาหารตามที่เด็ก ๆ อยากกินไปด้วย

“เย้ ๆ ”

“เธอก็สั่งด้วยสิ ชอบกินไม่ใช่รึไงซาสิมิน่ะ” 

ที่ผ่านมาก็มีช่วงเวลาที่กินอาหารด้วยกันไม่น้อย เรื่องของกินจารุพิชญ์ก็พอจะทราบเรื่องนี้อยู่บ้างเกี่ยวกับตัวดารินทร์

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมกินของที่เด็ก ๆ สั่งไว้ก็ได้ครับ พวกแกกินไม่หมดหรอก”

“หึ..เกรงใจฉันรึไง นับวันเธอยิ่งจะไม่เหมือนดารินทร์ที่ฉันรู้จักเลยนะ เอาเถอะถ้าเกรงใจฉันจะสั่งให้ก็แล้วกัน”

“ครับ” 

อินไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดให้มันเสียเวลา การที่คนตรงหน้าจะมองเขาแบบนั้นก็ไม่แปลกอะไรอยู่แล้ว ถึงแม้จะแอบเจ็บในใจก็เถอะ ปากคอเราะร้ายจริง ๆ

“อาร่อยยยยย ตัวอันนี้อร่อยยยย”

“อื้อ เดี๋ยวเค้าลองเอง”

“ม๊าเป่าให้ก่อนนะลูก อย่ารีบกินนะ” 

หลังจากที่เป่าไข่ตุ๋นคำแรกให้ไพลินไป เด็กน้อยก็ทำท่าเหมือนจะอยากกินอีกคำเร็ว ๆ แต่มันก็ร้อนเกินกว่าจะกินเร็ว ๆ ได้อินจึงต้องรีบเอ่ยห้ามเด็กที่ปากจู๋เพราะไม่พอใจไว้ก่อน

“รอก็ได้”

“กินนี่ก่อนมั้ยครับ” จารุพิชญ์เห็นว่าลูกจะงอแงก็คีมเทมปุระที่ตัดเป็นคำเล็ก ๆ เรียบร้อยแล้วให้ลูกทานขณะรอให้ไข่ตุ๋นเย็นลง

“อ้ำ อาร่อยเหมือนกัน เนาะตัว”

“อื้อ” 

เพทายเองก็รับเทมปุระจากป๊าไปกินเหมือนกันตอบกับไพลินด้วยรอยยิ้ม ทำเอาอินยิ้มตามตอนป้อนไข่ตุ๋นให้ไพลินไปอีกคำพลางเช็ดปากเล็กไปด้วย

จารุพิชญ์มองไปที่การกระทำของอีกฝ่ายที่เอาแต่ดูแลลูกจนไม่ได้กินอะไรเลย ก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง คนคนนี้ทำการแสดงให้เขาดูอยู่หรือไงกันนะ การกระทำที่แสนห่วงใย ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นจากคนที่เอาลูกไปเป็นตัวประกันและเรียกเงินสองแสนจากเขาเลย

“ไม่กินแซลมอนล่ะ”

“ผมไม่ค่อยชอบเนื้อสัมผัสเท่าไรครับ”

“เหรอเมื่อก่อนเธอชอบมากเลยนี่ แปลกดี”

“เอ่อครับ” 

อินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่จารุพิชญ์ไม่ได้สนใจจะซักต่อ แล้วหันไปกินอาหารต่อพลางป้อนเด็ก ๆ ไปด้วย พร้อมกับคิดว่าจารุพิชญ์จะไม่สนใจดารินทร์ซะอีกแต่ก็จำอะไรเกี่ยวกับดารินทร์ได้หลายเรื่องอยู่เหมือนกัน

.

.

หลังจากที่จัดการเรื่องอาหารการกินเรียบร้อยแล้ว จารุพิชญ์ ก็พาทุกคนกลับมาที่คอนโดตัวเอง เพราะถ้าจะให้กลับไปอยู่ที่ห้องใหม่ของดารินทร์เขาก็คงจะไม่มีที่นั่งแน่ ๆ

“อยู่กับลูกได้ตามสบาย ฉันขอเคลียร์งานอีกหน่อย”

“ครับ ขอบคุณครับ”

“มะม๊าดูนี่สิ เลโก้ที่ไพลินกับเพทายกับปะป๊าต่อด้วยกัน”

“เก่งจังเลยครับลูก” 

หลังจากนั้นไพลินก็เจื้อยแจ้วไปมาอวดหลายอย่างที่ทำให้กับเพทายกับปะป๊าให้อินดูใหญ่ ต่างจากเพทายที่นั่งทำการบ้านเหมือนทุกทีไม่ว่าจะอยู่ไหน เด็กคนนั้นก็ชอบอยู่กับหนังสือเสียจริง

“เพทายไม่พักบ้างเหรอครับลูก”

“ไพลินละครับม๊า” เพทายส่ายหน้าพร้อมกับมองหาเด็กอีกคนแต่ก็ไม่เห็น

“หลับอยู่ที่โซฟานู้น แล้วลูกทำอะไรครับ”

“คุณครูให้โจทย์มาทำครับ คุณครูจะให้ไปแข่งวิชาการครับม๊า”

“ลูกม๊าเก่งจังเหรอน้า เดี๋ยวม๊าเอานมให้กินดีกว่า”

“ขอบคุณครับม๊า”

อินเดินเข้าไปในครัวเพื่อเอานมไปให้เพทาย แต่อินก็คิดได้ว่ามีอีกคนที่เอาแต่ทำงานเหมือนกันกับลูกไม่มีผิด เขาจึงตั้งใจเตรียมชาไปให้เขาด้วยสักหน่อย

“ขอโทษครับ ดื่มชาสักหน่อยสิครับ” 

อินเคาะประตูสองสามครั้งแล้วเปิดห้องทำงานเข้าไปพร้อมกับในมือถือถาดพร้อมแก้วชาร้อน

“จะใช้ลูกไม้อะไรอีกล่ะ”

“งั้นก็ไม่เอานะครับ” อินทำท่าจะหันหลังกลับไปหลังจากที่โดนคำพูดถากถางเหมือนอย่างเคย

“เดี๋ยว ไหน ๆ ก็มาแล้ว เข้ามาตรงนี้หน่อย มีเรื่องจะคุยด้วย” 

จารุพิชญ์เรียกให้คนที่กำลังเดินกลับไปหันมา อีกฝ่ายจึงเดินมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับเขาทั้งที่ใบหน้ายังไม่สบอารมณ์เท่าไร

“มีอะไรเหรอครับ”

“ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อย ทำไมเดี๋ยวนี้เก็บสีหน้าไม่เก่งแล้วหรือไง เมื่อก่อนทำหน้าตายได้เป็นวัน ๆ ”

“มีอะไรก็บอกมาเถอะครับ”

“เด็ก ๆ ล่ะ” พ่อเด็กแฝดพูดพร้อมกับถอดแว่นสายตาออกเพื่อจะได้มองคู่สนทนาได้ถนัดตา

“ไพลินหลับที่โซฟาครับ เพทายนั่งทำโจทย์อยู่เห็นว่าครูจะให้ไปแข่งวิชาการน่ะครับ” 

อินตอบด้วยใบหน้าที่ปลื้มปริ่มเมื่อรู้ว่าเพทายได้รับความชื่นชมเพราะความสามารถ ถึงจะไม่ใช่ลูกของตัวเองซะทีเดียวก็ตามที

“อืม เรื่องนั้นฉันคุยกับครูแล้ว”

“ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย” 

อินแอบบ่นเสียงเบาเมื่อไม่ได้รู้เรื่องสำคัญของเด็กน้อยเลยทั้งที่เขาก็เป็นแม่แม้จะแค่ร่างกายก็เถอะ ถึงยังไงคนตรงหน้าก็น่าจะบอกกันบ้าง

“อะไร เมื่อก่อนเธอไม่สนใจด้วยซ้ำ งานโรงเรียนก็ไปแค่ไม่กี่นาที ฉันก็คิดว่าเธอไม่อยากรู้น่ะสิ” 

ฉึก..เหมือนมีดแหลมทิ่มลงกลางใจ มันเป็นอย่างที่เขาว่า ดารินทร์ไม่เอาอะไรเลยนอกจากเงินจริง ๆ นั่นแหละ

“ขอโทษครับ”

“เดี๋ยวนี้ชักขอโทษบ่อยนะ ไปฝึกมาจากให้ล่ะ”

“จากโรงเรียนสิครับ ที่ไหนก็สอนกันครับ” อินตอบติดเหน็บไปนิดหน่อยเพราะเหลืออดกับคำพูดคำจาของอีกฝ่าย

“หึ..ย้อนเก่งแล้วนิ หลุดคาแรคเตอร์รึไง”

“ถ้าไม่มีอะไรผมขอตัวนะครับ”

“นั่งลง เอาเป็นว่าฉันจะทิ้งความขุ่นเคืองกับเธอไปก่อน เพราะเรามีเรื่องใหญ่กว่านั้นที่ต้องทำร่วมกัน” 

เมื่อฟังจบอินก็ขมวดคิ้วไม่เข้าใจทันที ไม่ใช่ว่าการที่เอาลูกไปอยู่กับตัวเองเพื่อไม่ให้ต้องมาเจอกันบ่อย ๆ หรือไงกัน

“เรื่องอะไรครับ”

“มีเรื่องเดียวที่ฉันต้องเกี่ยวกับเธอ เรื่องลูก”

“ทำไมเหรอครับ ลูกเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ด้วยความกังวลว่าจะมีอะไรเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพเด็ก ๆ อินก็ร้อนรนถามออกไปทันที

“ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง อาทิตย์ที่แล้วฉันเริ่มรับสมัครคนมาเป็นพี่เลี้ยงให้ลูก ช่วงที่ฉันยังไม่เลิกงาน”

“แล้วได้คนหรือยังครับ เป็นคนดีหรือเปล่าครับเด็ก ๆ ชอบมั้ยครับ” 

ทันทีที่ได้ยินที่พ่อของลูกบอกอินก็เกิดความกังวลขึ้นมาเล็กน้อย กลัวว่าคนที่มาดูแลจะเป็นคนใจร้าย

“ใจเย็นแล้วฟังให้จบก่อน” จารุพิชญ์เอ่ยปรามคนตรงหน้าให้ใจเย็นลง

“ครับ ขอโทษครับ”

“รับมาสองคน แต่ถูกไพลินเรียกไปคุยก่อน”

“หมายถึงไพลินเรียกพี่เลี้ยงไปคุยเหรอครับ”

“เปล่าเรียกฉันไปคุย กอดอกซะด้วยแล้วบอกว่าไม่เอาคนอื่น อยู่กันได้สองคน ถ้าให้คนอื่นมาอยู่จะไปอยู่ที่ร้านกับม๊าก็ได้”

“เหรอครับ” 

อินพยายามเม้มปากไม่ให้ตัวเองหัวเราะออกมาให้กับความแสบของแฝดคนพี่ แล้วทำกับใครไม่ทำมาทำกับคนอย่าง จารุพิชญ์ เนี่ยนะ อยากเห็นกับตาตัวเองจริง ๆ

“เธอจะหัวเราะก็เอาเถอะ ฉันยอมให้ลูกแค่นั้นแหละ”

“ไม่ลองให้เพทายช่วยพูดล่ะครับ”

“เพทายก็ตามใจไพลินเรื่องนี้เหมือนกัน ฉันเลยได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดมาแล้ว” 

อินตั้งใจฟังสิ่งที่พ่อของลูกจะบอกกับตัวเอง เป็นครั้งแรกของวันที่อินสบตากับเขาได้อย่างเต็มตา

“ยังไงเหรอครับ”

“เธอมาอยู่กับลูกที่นี่สิ”

“ห๊ะ ผมเหรอครับ” อินแทบไม่เชื่อหูคนตรงหน้าชวนเขาให้มาอยู่ที่นี่กับลูกกับเขา

“ใช่ ดูเหมือนเธอจะทำให้เด็ก ๆ เชื่อได้แล้วว่าเธอรักพวกเขาจริง ๆ ” ดูคนคนนี้พูดซิ ทำเหมือนเขาเสแสร้งอยู่ตลอดเวลา เหนื่อยใจจริง ๆ

“ก็ผมรักเค้าจริง ๆ นิครับ”

“จะยังไงก็ตาม เธอก็ไปลาออกจากงานแล้วก็มาดูแลลูก ๆ ซะ ฉันอาจจะแวะมาค้างบ้างแต่ก็ยังมีห้องว่างให้เธออยู่”

“เรื่องมาอยู่ที่นี่ผมก็พอเข้าใจ และก็ดีใจที่ได้อยู่กับพวกเขานะครับ แต่ให้ออกจากงานผมคงทำไม่ได้ เพราะผมก็จะไม่มีเงินใช้ครับ”

“คิดว่าฉันให้เธอมาฟรี ๆ หรือไง เดี๋ยวฉันจ้างเธอเหมือนพี่เลี้ยงคนหนึ่ง”

“ไม่เอาครับ ใครที่ไหนรับจ้างเลี้ยงลูกตัวเองกันครับ” 

อินปฏิเสธทันควัน ไม่ยอมแน่ ๆ แค่นี้ก็โดนตราหน้าว่าเป็นแม่ไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว ถ้าไปรับเงินเขาอีก คนตรงหน้าได้ถากถางเขาเข้าไปถึงกระดูกดำแน่ ๆ

“คนแบบเธอไง ค่าจ้างตั้งสองแสนเชียวนะ” ฉึก..อีกหนึ่งแผล ดารินทร์ทำไมเธอมีแผลเยอะอย่างนี้ล่ะเนี่ย

“อันนั้นมันเป็นอดีตแล้วครับ ผมไม่รับเงินพี่พิชญ์แล้วครับ”

“แล้วจะเอายังไง ใครจะดูแลลูก ๆ ช่วงที่เราทำงาน”

“ผมพาไปอยู่ด้วยได้ไม่ต้องห่วงนะครับ คนที่ร้านใจดีไม่มีใครว่า แล้วเด็ก ๆ ก็ชอบที่นั่นด้วย นะครับ” 

อินร่ายเสียยืดยาวแถมส่งเสียงอ้อนคนตรงหน้าตอนท้าย เล่นเอาคนฟังไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะไม่คิดว่าอยู่ ๆ คนที่ดูเปลี่ยนไปในตอนแรกกลับมาอ้อนเขาเหมือนที่เคยทำครั้งก่อน ๆ

“ก็ได้ ๆ แต่ไม่ให้เรียกรถนะ ตอนไปรับลูกให้สมชายไปรับไปส่ง”

“ก็ได้ครับ”

“งั้นก็ตามนั้น มาอยู่ด้วยกันซะก็ดี ลูกจะได้ไม่คิดถึงใครจนไม่มีเวลาคิดเรื่องเรียน”

“แต่ผมไม่บังคับลูก ๆ นะครับ ผมจะให้ลูกทำเรื่องที่อยากทำ”

“อันนั้นก็ได้อยู่หรอก แต่เรื่องมารยาทให้มันอยู่ในหลักที่สากลหน่อยล่ะ” 

ด้วยประวัติที่ไม่ดีเท่าไรของคนเลี้ยงดูเขาจึงต้องคาดโทษและเฝ้าระวังไว้ก่อน ไม่ให้มันเกิดอะไรที่แก้ได้ยากภายหลัง

“เรื่องนั้นเดี๋ยวเค้าก็จะพัฒนาตามอายุครับ แค่พี่พิชญ์ไม่พูดอะไรเป็นเชิงเปรียบเทียบระหว่างลูกสองคนก็พอ ไม่งั้นไพลินจะดื้อเอาได้ครับ”

“มาถึงวันที่เธอสอนฉันแล้วหรือไง นี่ถ้าบอกว่ามีใครมาสิงร่างเธอฉันก็เชื่อนะตอนนี้” 

จารุพิชญ์มองเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า เหมือนต้องการจ้องให้รู้ว่ามีอะไรข้างในตาคู่นี้ที่ต่างออกไปจากเดิมอยู่ด้วยหรือเปล่า

“พี่พิชญ์คิดอะไรครับ ผมไปดูลูก ๆ ก่อนนะครับ”

“ดารินทร์ถึงครั้งนี้จะเป็นการแสดง หรือเรื่องจริงก็ตาม ขอให้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและทำเพื่อลูก ๆ จริง ๆ สักครั้งเถอะนะ”

“ครับ ผมมาเพื่อพวกเขาอยู่แล้วครับ”

เพราะไม่มีเรื่องอื่นที่อินต้องทำแล้วนอกจากอยู่เพื่อดูแลเด็ก ๆ และรอให้เจ้าของร่างกลับมาทวงคืนในวันหนึ่งเพียงเท่านั้น

.

.

.

to be continued..

.

.

.

ฝากติดตามด้วยนะคะ

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   [Sp.4] พี่ชายฝาแฝดกับน้องสาวของเขา

    *Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||15 ปีผ่านไป“เราชอบเธอนะ” เด็กชายรุ่นราวคราวเดี๋ยวกันกับเด็กหญิงเดินออกมาจากมุมตึกก่อนจะยื่นดอกกุหลายหนึ่งดอกที่ตัวเองเลือกมาอย่างดีแล้วว่าเป็นดอกที่สวยที่สุดในร้านเพื่อนำมาส่งมองให้ผู้หญิงที่ตัวเองแอบมองมากว่าหลายเดือน“เดี๋ยวก่อนไอ้น้อง จะมาขอสาวเป็นแฟนทั้งทีใช้ดอกกุหลาบดอกเดียวเนี่ยนะ” ว่าแล้วหนุ่มหล่อคนหนึ่งก็คว้าดอกกุหลาบในมือเด็กชายไปถือเองอย่างถือวิสาสะและพูดพร้อมกับหัวเราะไปด้วยอย่างขบขัน“อายุเท่าไร ให้เดานายคงซื้อดอกไม้ด้วยเงินค่าขนม กลับไปตั้งใจเรียนเถอะ” หนุ่มหล่ออีกคนที่มีหน้าตาคล้ายกันแต่แตกต่างกันที่คนนี้ใส่แว่นตาจนหนาเตอะแต่สายตากลับเฉือดเฉือนคนได้มองราวกับเป็นผู้คุมกฏมาจากไหนและมันก็ทำให้เด็กชายกลัวจนวิ่งหนีหายไปทันที“หยุดเลยนะพี่ไพลินพี่เพทาย บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำแบบนี้กับหนูไง หนู 17 แล้วนะโตแล้ว”“กล้าจะโตนะหนูพร้อมรัก ยังต้องเอาตุ๊กตาเน่าใส่กระเป๋ามาเรียนอยู่เลยนี่ไง” ไพลินไม่ว่าเปล่าคว้าไปหยิบตุ๊ก

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   [Sp.3] ม๊าหึงป๊าแล้วนะ

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||2 ปีผ่านไป“ม่าย ๆ ม่ายเพาะเอา เอาขวด ๆ ” เสียงเด็กหญิงตัวเล็กงอแงเรียกชื่อตัวเองเป็นคำว่า เพาะ เพราะยังพูดไม่ค่อยชัดมากนัก“น้องพร้อมรักไม่แง ๆ น้า เดี๋ยววันพรุ่งนี้ม๊าให้กินแบบขวดนะครับ” อินกำลังตกลงความเห็นที่ไม่ลงตัวกับเด็กน้อยที่เอาแต่ใจที่สุดในบ้านเพราะด้วยความที่เป็นลูกและหลานคนเล็กทุกคนเลยพร้อมจะตามใจ คงมีแต่อินที่ต้องพยายามดัดนิสัยอยู่บ้างบางครั้งเพราะกลัวว่าจะโตไปเป็นเด็กเอาแต่ใจไม่น่ารัก“ม่ายน้าม๊า ขวด”“คุณรินทร์ครับเดี๋ยวผมออกไปซื้อที่สาขาอื่นให้นะครับ” คนขับรถเองก็เห็นท่าทางเบะจะร้องไห้ของคุณหนูตัวน้อยก็อดจะเอ็นดูไม่ได้ และเขาก็คงเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ได้เห็นคุณหนูเศร้าใจก็พร้อมจะประเคนทุกอย่างที่เด็กตัวน้อยต้องการจนหมด“ไม่เป็นไรครับลุงสมชายเดี๋ยวผมจัดการเองครับ” แต่อินก็ยังตั้งมั่นว่าจะต้องจัดการกับเด็กเอาแต่ใจคนนี้ให้ได้ ไม่งั้นลุงสมชายต้องเดือดร้อนออกไปหาซื้อให้อีก“แล้วจะได้เหรอครับ ดูเบะมากเลยนะครับนั่

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   [Sp.2] สมาชิกใหม่ของบ้านเลิศศิริกุล

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 2สมาชิกใหม่ของบ้านเลิศศิริกุล||“ใกล้คลอดเข้าไปทุกที ให้เมียแกลงมานอนข้างล่างซะ” คนที่ทำเหมือนไม่สนใจคนท้องแก่แต่กลับใส่ใจกว่าที่คิดเอ่ยปากบอกลูกชายให้พาเมียลงมานอนห้องข้างล่างเพราะเห็นคนท้องขึ้นบันไดทุกวันแล้วพานให้เธอหงุดหงิด“ผมให้ป้าดาวจัดการแล้วครับ”“ดี เธอก็เดินเหินให้มันระวัง ไม่ใช่คิดน้อยอยากจะขยับไปไหนก็ทำ”“ครับ” อินตอบรับยิ้ม ๆ เพราะรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของคุณย่าเด็กแฝดอีกครั้ง“มะม๊าขอไพลินฟังเสียงน้องหน่อยไพลินจะไปเรียนแล้ว” เด็กตัวน้อยจัดการทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก่อนจะวิ่งมาหาคนเป็นแม่และเอาใบหน้าเล็กแนบไปกับหน้าท้องกลมนูนเต็มที่ของมะม๊าเช่นทุกวัน“ม๊าหนักมั้ยครับ” เพทายถามม๊าด้วยความเป็นห่วงและแน่นอนว่าเด็กน้อยคนนี้ก็ถามมะม๊าแบบนี้ทุกวันเช่นกัน“ม๊าไม่เป็นไรครับ เพทายไม่ต้องห่วงม๊าน้า” อินว่าพร้อมลูบหัวลูกปรอย ๆ“ไปกันครับเด็กแฝด ฉันไปก่อนถ้ามีอะไรรีบโทรบอกทันทีเลยนะ”“ครับพี่พิชญ์” ก่อนออกไปจารุพิชญ์ก้มลงหอมขมับเล็กเบ

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   [Sp.1] พาสะใภ้เข้าบ้านใหญ่

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน|ตอนพิเศษ 1 พาสะใภ้เข้าบ้านใหญ่|“กังวลอะไรขนาดนั้น” จารุพิชญ์เอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กปรอย ๆ เพื่อเป็นการปลอบคนตัวเล็กที่แสดงสีหน้าคิดไม่ตกตั้งแต่รู้ว่าต้องเข้าบ้านใหญ่เลิศศิริกุล“ก็คุณแม่พี่พิชญ์ไม่ชอบใจผมเอามาก ๆ นิครับ ก็เลย..” อินพูดด้วยใบหน้าเศร้าเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับแม่ของอีกฝ่ายแล้วก็อดคิดมากไม่ได้ เจอกันทุกครั้งเขาไม่เคยมีเรื่องราวดี ๆ เลย จะไม่ให้กังวลก็คงแปลก“เดี๋ยวนอนแค่วันนี้แล้วค่อยหาที่อยู่ใหม่กันดีมั้ย” แม้เพียงสักนิดเขาก็ไม่อยากให้คนตัวเล็กกังวลเรื่องอะไรก็ตาม“ไม่เป็นไรครับพี่พิชญ์เองก็บอกแล้วว่าคุณย่าติดเด็กแฝดไปแล้ว ผมไม่อยากให้เธอคิดมาก” ในเมื่อเขาตั้งใจจะเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวกับพ่อของลูกแล้วจะเอาแต่ความสุขตัวเองก็คงจะเป็นการเห็นแก่ตัวจนเกินไป อินจึงตั้งใจจะอดทนอยู่กับคนที่เรียกได้ว่าเป็นคุณย่าของเด็ก ๆ ให้ได้ เพราะบ้านนี่ยังไงก็เป็นที่ของเด็กแฝดและตัวเล็กที่กำลังจะเกิดมาด้วย อินจึงทำใจสู้เพราะเรื่องที่หนักกว่านี้ก็

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   ตอนที่ 38 การมีอยู่ของเธอทำให้เราเป็นครอบครัว { จบบริบูรณ์ }

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 38 ~การมีอยู่ของเธอทำให้เราเป็นครอบครัว..“พี่รินทร์ลาเต้โต๊ะสองหวานน้อยเพิ่มหนึ่งจ้า พี่รินทร์ พี่” ไมโลเรียกอินเป็นครั้งที่สามแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ได้สติ เอาแต่เหม่อลอยมองออกไปนอกร้านราวกับว่ากำลังรอใครอยู่“โทษทีจ่ะ ลาเต้หวานน้อยนะ” จนเจ้าหนูไมเดินเข้าไปสะกิดร่างเล็กถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา และได้เริ่มทำเครื่องดื่มตามที่ลูกค้าสั่ง“จ่ะพี่รินทร์” ไมโลตอบรับก่อนจะสังเกตท่าทางไร้ชีวิตชีวาของผู้จัดการร้านตัวเล็ก แต่ก็ยังไม่ได้โอกาสถามออกไปเพราะลูกค้าเข้าร้านมาเรื่อย ๆ จนเจ้าหนูจำไมนึกหงุดหงิดในใจต้องเก็บความสงสัยเอาไว้อีกแล้ว โอ๊ย อยากใส่ใจจนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงพักกลางวันที่ไมโลเป็นคนจัดหาและตัดสินใจเลือกอาหารการกินแทนเพื่อนร่วมงานเพราะถามอะไรก็บอกแต่ว่าแล้วแต่ ๆ จนความหนักใจมาอยู่ที่เจ้าไม จึงออกมาเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใสตรงข้ามร้าน พอกินเสร็จก็ได้เวลาสัมภาษณ์เรื่องที่อยากใส่ใจของไอ้ไมสักที“พี่รินทร์ ที่พี่เหม่อมาเป็นอาทิตย์เพราะคิดถึงคุณค

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   ตอนที่ 37 อยากมีเธออยู่ในชีวิต

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 37 ~อยากมีเธออยู่ในชีวิต..7.30 น.ร้านคาเฟ่สาขานนทบุรีหลังจากที่หนีพ่อของลูกขึ้นไปบนห้องแล้วขังตัวเองอยู่ในห้องด้านบนจนเช้า และจะได้เวลาต้องเปิดร้านแล้ว อินจึงเดินลงมาเพื่อจัดการความเรียบร้อยในร้าน ขณะมือเล็กกดเปิดสวิตช์ไฟจนร้านสว่างจึงเห็นว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาอินไม่ได้พักอยู่ในร้านนี้คนเดียว“พี่พิชญ์ทำไมยังนอนอยู่ที่นี่ครับ”“อื้อ ตื่นแล้วเหรอ” จารุพิชญ์งัวเงียลุกขึ้นนั่งที่โซฟาตัวเดิมกับที่ตัวเองใช้เป็นเตียงไปเมื่อคืนนี้ ก่อนที่มือหนาจะคว้าจับมือเล็กที่พยายามสะบัดออกแต่โดนคนตัวโตกว่าดึงเข้าไปหาและใบหน้าหล่อก็ซบลงที่หน้าท้องนูนราวกับคนละเมอที่ยังไม่ตื่นเต็มตา“พี่พิชญ์ทำอะไรครับ” อินพยายามขยับตัวหนีแต่สู้แรงไม่ได้แม้จะเอามือเล็กขึ้นมาแกะอ้อมแขนของคนพี่ออกก็ยังทำไม่ได้เพราะอีกฝ่ายยิ่งกอดตัวเองแน่นขึ้นไปอีก“คิดถึง” คำที่ได้ฟังเมื่อวานถูกเอ่ยซ้ำขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้อินทนมันได้แล้ว“พี่พิชญ์ปล่อยผมเถอะครับ” จนอินไร้หนทางสู้และจึงเอ่ยบ

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   ตอนที่ 16 คนอันตราย

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||Imperative Mama คุณแม่จำเป็นEP.16 คนอันตราย..“ไพลินเพทายมาหาม๊าก่อนครับ” ตามที่แพลนไว้ในวันอาทิตย์เมื่อทุกคนมาถึงพิพิธภัณฑ์ก่อนจะได้เข้าไปด้านในอินก็เรียกให้เด

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   ตอนที่ 14 น้ำพริกถ้วยเก่าปรับสูตรใหม่

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน****||Imperative Mama คุณแม่จำเป็นEP.14 น้ำพริกถ้วยเก่าปรับสูตรใหม่..“เดี๋ยวฉันมา” ว่าจบจารุพิชญ์ก็เดินหายออกจากห้องไปทิ้งไว้ให้คนไม่มีสติอยู่แล้วยิ่งเสียสติเข้

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   ตอนที่ 13 ความอดกลั้นที่เก็บกดมานาน

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||Imperative Mama คุณแม่จำเป็นEP.13 ความอดกลั้นที่เก็บกดมานาน..ช่วงนี้อินมีหน้าที่รับผิดชอบในร้านมากขึ้น หลังจากที่เจ้านายเริ่มเห็นว่าอินมีศักยภาพในการทำงานได้หลา

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   ตอนที่ 12 ความลำบากของชายวัยกลางคน

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||Imperative Mama คุณแม่จำเป็นEP.12 ความลำบากของชายวัยกลางคน..Rrr Rrrr Rrrr“พี่พิชญ์ครับ เพทายเป็นไงบ้างครับ” ตอนเช้าขณะกำลังทำอาหารให้ไพลินที่นอนยังไม่ตื่นอินจ

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status