Beranda / เมือง / Just Say Nothing : โคตรคนปฏิเสธโลก (NC 18+) / บทที่ 40 : โรงงานร้างกับเหล่าอวัยวะ

Share

บทที่ 40 : โรงงานร้างกับเหล่าอวัยวะ

Penulis: L.sunanta
last update Terakhir Diperbarui: 2025-06-17 21:53:16

กัดฟันซีดริมฝีปากอยู่นานนม กระแสลมพัดหอบเม็ดทรายเข้ามาปะทะร่างอย่างต่อเนื่อง แต่ครานั้นสายลับหนุ่มก็ยังคงครุ่นคิด เขายังคงหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่ารางรถไฟจมหายไปไหน ออปติคอลซูมในม่านตาพยายามแสกนหาจนเบ้าตาร้อนฉ่าควันขึ้นโขมง แต่ทว่าผลที่ออกมากลับไม่พบอะไรเลย เทคโนโลยีระดับสูงที่พึ่งพาได้มาตลอด ณ ตอนนี้กลับแยกสสารที่เป็นโลหะออกมาจากมวลทรายไม่ได้ด้วยซ้ำ น่าสมเพชสิ้นดี

.

"บัดซบเอ๊ย! ตากู! ร้อนวุ๊ย! ร้อนนนน!"

.

เจฟเฟอร์รีบผินหน้าหลบไปทางอื่น พลางใช้ฝ่ามือโบกพัดให้เลนส์ออปติคอลที่ทำงานมาอย่างหนักค่อย ๆ เย็นตัวลง เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นจากที่พิการแขนขาดอยู่แล้ว ดวงตาก็อาจจะบอดตามได้

.

"ฮู่วววว.. เอาไงต่อดีวะกู ในเมื่อดวงตาก็ต้องพักแบบนี้ อย่าบอกนะว่ากูต้องงัดทักษะสมัยเป็นละอ่อนออกมาใช้ บร๊ะ! 10 กว่าปีเลยมั้งที่ไม่ได้ใช้มันเลย"

.

ชายเสื้อสะบัดพับวูบไหว ลมแรงที่พัดโอบรัดกายาพลันให้ตั้งคำถามในชั่วขณะจิตขึ้นว่า หมอยูมิโกะสร้างของพวกนี้ได้ยังไง มันไม่มีเหตุผลเลย โลกหลังเมือกเจลตึ๋งหนืดกินพื้นที่เพียงแค่ 70% ของชั้น 4 บนอาคาร Parallel เท่านั้น แล้วเงยหน้าขึ้นดูขอบฟ้ากับผืนทรายที่เหมือนจะไม่มีที่สิิ้นสุดนี่สิ Holy shit! มันเป็นไปไม่ได้! นี่ต้องไม่ใช่เรื่องจริง!

.

แล้วจู่ ๆ ขณะที่กำลังยืนเท้าสะเอวบ่นเป็นหมีกินผึ้ง ถ้อยคำบางคำที่พล่ามออกมาเมื่อครู่กลับทำให้เจฟเฟอร์ฉุดคิด เขารีบวิ่งจุ๊บจั๊บ ๆ จ้วงเท้าลงไปในพื้นทราย ย้อนศรกลับไปยังจุดทิ้งซากศพของเจ้าปีศาจทรายแซนดี้อีกครั้ง พลางนั่งยอง ๆ ลงแล้วก็ใช้มือขุด ๆ ๆ คุ้ยเขี่ยหาความจริงด้วยความตื่นเต้น เพราะก่อนหน้านี้มัวแต่วุ่นอยู่กับการต่อสู้ จึงลืมเรื่องความสมมาตรกันของวัตถุในโลกคู่ขนานไปซะสนิท ทะเลทรายแห่งนี้ต้องมีทีี่สิ้นสุดอยู่ที่ไหนสักแห่ง ในทำนองเดียวกันกับห้องพยาบาลบนชั้น 4 ที่มีทั้งผนัง มีกำแพง แล้วก็มีพื้นเป็นกระเบื้อง

.

ผลพวงจากการลงมือขุดอันเข้มข้น ทำให้เจฟเฟอร์จำไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่คือหนึ่งในครอสฝึกอบรมของเจ้าหน้าที่ภาคสนามแห่ง Parallel ศัพท์เฉพาะที่รู้กันภายในเรียกมันว่า "Endtrace!" แปลเป็นไทยง่าย ๆ ก็คือ "ทักษะการแกะรอยโดยไม่ง้อเทคโนโลยี"

.

เหตุผลก็เพราะเจ้าหน้าที่ไม่มีทางทราบได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาทุกคนถูกฝึกให้ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์อันล้ำสมัยก็จริง แต่พวกเขาก็ต้องฝึกในโหมดดิอันปลั๊กคู่กันไปด้วย การคิดแบบสัตว์ถือเป็นสิ่งจำเป็น สัญชาตญาณการล่าเหยื่อ รวมไปถึงทักษะการหาอาหาร ต้องงัดออกมาใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา ซึ่งดูเหมือนว่าเจฟเฟอร์เองก็กำลังใช้มันอยู่

.

ติดกับแผ่นหลังคือร่างมหึมาใหญ่ย้ำค้ำฟ้าของเจ้าแซนดี้ที่แข็งโป๊กกลายเป็นหิน เจฟเฟอร์เคยกลัวมันมากจนถึงขนาดแผดเสียงกรี๊ดเป็นอีตุ๊ดมาแล้ว แต่ ณ ตอนนี้วินาทีนี้บอกได้เลยว่าไอ้ยักษ์นี่ก็แค่ทิวเขาสำหรับบังแดด มันหมดพิษสงไปนานแล้ว และสายลับหนุ่มของเราก็น่าจะให้ความสำคัญกับการแกะรอยหาความจริงมากกว่า

.

มือเปล่าที่เหลืออยู่ข้างเดียวก็เลยตั้งหน้าตังตาจ้วงขุดทรายต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ระดับความลึกที่ประมาณ 3 ฟุต เจ้าตัวก็เริ่มออกอาการหน้าเสีย หัวคิ้วยู่เข้าหากันคล้ายกำลังตกใจกึ่งสังสัยอยู่ในที

.

"บะ.. บ้าน่ะ! นี่หมอคิดจะเล่นแบบนี้จริง ๆ เหรอ!"

"ทำไมมันไม่จบไม่สิ้น! ทรายมันเพิ่มจำนวนขึ้นเองทุกครั้งเลย ทั้ง ๆ ที่ตัวการที่คอนโทรลพวกมันแม่งนอนตายกลายเป็นหินอยู่หลังผมเนี่ยะ!"

.

ว่าแล้วชายหนุ่มก็หันฝ่ามือขึ้นแล้วก็เรียกโหมดการ Drain ออกมาใช้ ในเสี้ยวอึดใจฝ่ามือเขายุบตัวลงเป็นหลุมโบ๋ เสียงเครื่องยนต์กู่ก้องร้องคำราม ไม่นานลมดูดมหาศาลก็เริ่มทำหน้าที่ ซึ่งแน่นอนว่าเจฟเฟอร์ก็รีบหันมันเข้าใส่หลุมตื้น ๆ ที่เขาขุดค้างไว้โดยพลัน

.

อย่าหาว่าโกงเลยเพราะเขาขุดไม่ไหวจริง ๆ เม็ดทรายมากมายพุ่งเข้ามาในฝ่ามือราวกับเครื่องดูดฝุ่น แต่สิ่งที่ชวนคิดและน่าประหลาดใจสุด ๆ ก็คือ ทำไมถึงไม่มีพื้นกระเบื้องโผล่มาให้เห็น ทั้ง ๆ ที่นี่คือตึกชั้น 4 ของอาคาร Parallel เหมือนกัน ลองดูดเอาทรายออกไปมากมายขนาดนี้ยังไงซะก็ต้องเห็นพื้นกระเบื้องที่เป็นโครงสร้างหลักบ้างสิ แต่นี่ไม่มีเลย!

.

"ติ๊ด! , แกร็กกก ๆ ๆ "

.

เจฟเฟอร์ตัดสินใจสั่งให้ฝ่ามือยุติการทำงานชั่วคราว เขาถึงกับยืนขึ้นลูบคางประมวลผลความน่าจะเป็นดูใหม่ เพราะดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะคิดผิด แนวคิดของเขาไม่เป็นไปตามสมมติฐานซะแล้ว มันคล้ายกับว่าโลกทั้งสองด้านไม่ได้เชื่อมต่อกัน ซ้ำร้ายที่ดวงตาทั้งสองข้างก็ดันเป็นพยานปากสำคัญให้แก่แนวคิดนี้ไปซะอีก

.

แต่เดี๋ยวก่อน! ดูเหมือนว่าจะเป็นหนที่สองของตอนนี้แล้วมั้ง ที่เจฟเฟอร์ดันฉุดคิดอะไรขึ้นมาได้จากคำพูดลอย ๆ ของตัวเอง คราวนี้เขาเลยเลือกที่จะโฟกัสไปที่ "ดวงตา" ในทำนองที่ว่า

.

"ถ้าเป็นแค่ที่ตาเราล่ะ เพราะตาเราไม่ใช่เหรอที่เห็นทุกอย่างเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ บางทีตอนที่เราสลบไปทีแรก หมอยูมิโกะอาจจะทำอะไรกับเลนส์ตาของเราก็ได้นี่หว่า ไม่รู้ล่ะยังไงก็ต้องลองดูสักตั้ง!"

.

.

มือหนาเริ่มคืบคลานจากปลายคางขึ้นมาจรดสันจมูก เจฟเฟอร์กางนิ้วทั้ง 5 ออกจนสุดเหยียด ชนิดที่แทบจะปิดมิดชิดไปทั้งใบหน้า ก่อนจะกลั้นใจเปล่งเสียงคำสั่งออกมาด้วยใจหวีดหวิว

.

"D.. D.. Drain!"

.

"วี๊ดดดดด! วีดดดดด! วีดดดดด! วีดดดดด!"

.

โอ้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ! แม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการอย่างเจฟเฟอร์ก็ยังไม่เคยเห็น ตัวอักษรกับชุดตัวเลขมากมายนี่ผุดปุด ๆ ออกมาจากลูกกะตาราวกับหัวสิว มันไม่เจ็บหรอกแต่มันตกใจ ลักษณะมันคล้ายกับโค้ดภาษาซีของพวกโปรแกรมเมอร์ที่ทั้งชีวิตมีแต่เลข 0 กับเลข 1 มิหนำซ้ำยังลอยยึกยือเข้ามาใส่ฝ่ามืออย่างต่อเนื่องมิหยุดหย่อน

.

กระทั่งผ่านไปพักใหญ่ทุกอย่างถึงเรียบร้อย เล่นเอาสายลับหนุ่มของเราถึงกับเป่าปาก เขาหลับตาลงขยี้เปลือกตาต่ออีกสักพัก ก่อนจะค่อย ๆ เผยอเปลือกตาขึ้นใหม่อีกครั้ง เพื่อดูสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยความตื่นเต้น

.

"ซีดดดด! นั่นไงกูคิดไว้แล้วไม่มีผิด! เตียงผ่าตัดเอย โต๊ะทำงานเอย อ่างล้างอุปกรณ์ก็อยู่ ฝาผนังอยู่สุดฟากกระโน้นไม่ไกลเท่าไหร่นัก ทุกอย่างอยู่ครบเหมือนชั้น 4 ตามปกติเป๊ะ! แม้แต่พื้นกระเบื้องที่กูเหยียบอยู่นี้ก็ใช่!"

.

"หึ ๆ ผมไม่ใช่เสนาหอยในรายการ The Mask singer หรอกหมอ แต่ผมมาถูกทางแล้วจริง ๆ "

"อีกอย่างผมว่าหมอประเมินทักษะการแกะรอยของผมต่ำไปนะ บอกตรง ๆ "

.

รอยยิ้มแกมประชดประชันปรากฏขึ้นที่มุมปาก เจฟเฟอร์ผงกหัวหงึก ๆ ตามติดมาด้วยการขึ้นเสียงตะโกนใส่แบบไม่ไว้หน้า!

.

"เปิดเผยตัวออกมาซะดี ๆ อีหมอเวร! มึงทำแบบนี้กับกูทำไม! กูเกือบตายเพราะสิ่งที่มึงใส่ไว้ในเลนส์ตากูเนี่ยะ! ถ้าจะไม่ช่วยก็บอกกันดี ๆ สิวะ สัดเอ๊ยยย! จะตอแหลเพื่อ!? ไหนจะเรื่องโรงงาน.."

.

"ฟึบบบ~!"

.

ยังด่าไม่จบประโยคดีเลย ในชั่วขณะจิตเจฟเฟอร์ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ปกติบางอย่าง เพราะภาพจากโลกข้างนอกมันกระพริบขึ้นมาให้เขาเห็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น การซ้อนทับกันของโลกทั้งสองฝั่งเกิดเป็นภาพซ้อนขึ้นในหัวของเขา มันตัดสลับกันไปมาฉึบฉับรุนแรงจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร!

.

ภาพภูเขาหินแซนดี้นอนตะแคงตายกลางทะเลทรายย้อนกลับมาใหม่ แสงสีขาวคล้ายกับแฟลชถ่ายภาพกระพริบพรึบพรับ! ตัดฉับไปมาสลับกันกับเตียงผ่าตัดในห้องชั้น 4 ซึ่งพอเจอแบบนี้ติด ๆ กันหลายทีเข้าเจฟเฟอร์ก็ชักจะแย่ ขอบตาเขาบวมปูดเต็มไปด้วยรอยเขียวคล้ำ หากมองลึกเข้าไปข้างในแก้วตาจะเห็นเป็นเส้นเลือดฝอยสีแดงฉาน วิ่งสานกันไปมายึกยือราวกับพยาธิตัวตืด

.

"โอ๊ย! ตา! ตากูเป็นเหี๊ยะไรขึ้นมาอีกแล้วเนี่ยะ! อ่ะ.. อ๊ากกก! โอ๊ยยย!"

"เออยอมแล้ว! ไม่ออกไปแล้ว! พอแล้ว! มันแสบตาโว๊ยยย! หยุดซะที! อ๊ากกกก!"

.

มือกุมหน้านั่งคุกเข่าลงร้องแหกปากวิงวอนกึ่งขอร้อง แต่ก็ไม่มีใครสน! หมอยูมิโกะไม่ได้ยินรึไงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าดันเป็นตัวเจฟเฟอร์ซะเองที่เป็นคนหยุดวิกฤตกาลดังกล่าว ด้วยวิธีการอันเรียบง่ายที่ไม่มีใครคาดถึง นั่นก็คือการกำหนดลมหายใจ ตั้งสติ แล้วก็หลับตาลง

.

พอม่านตาได้พักแป๊บเดียวความเจ็บปวดก็ค่อย ๆ ทุเลาลงไปจนหายเป็นปกติ สายลับหนุ่มจึงค่อย ๆ กัดฟันแง้มเปลือกตาตัวเองขึ้นช้า ๆ อีกครั้ง ถึงได้พบว่า ณ ปัจจุบันขณะเนื้อตัวของเขาได้ย้อนกลับมาจองจำอยู่ในทัณฑสถานหลังเมือกเจลตึ๋งหนืดตามเดิม

.

"เวรเอ๊ย! สุดท้ายก็กลับมาที่เดิมแย่ชะมัด!"

"งั้นก็แปลว่าหมอไม่ยอมสินะ ยังไงซะผมก็ต้องเล่นไปตามเกมของคุณใช่ไหมหมอยูมิโกะ?"

"โอเคเอางั้นก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าผมไม่ใช่ขนมที่คุณจะเคี้ยวกินได้ง่าย ๆ หรอกนะ"

.

น่าแปลกที่เจฟเฟอร์ไม่โกรธกริ้วอย่างที่พวกเราคิด ตรงกันข้ามเขากลับดูสุขุมนุ่มลึกผิดบุคลิกไปอย่างชัดเจน แถมยังเลือกที่จะเดินตรงเข้าไปหาซากศพของเจ้าแซนดี้โดยไม่รู้วัตถุประสงค์อีก

.

"การฝึกแกะรอยแบบ "Endtrace!" ทำให้ผมได้ทักษะนี้มาครับหมอ ดวงตาของพวกเราหน่วยภาคสนามจะเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า เมื่อกี้ตอนที่ภาพมันตัดไปตัดมา ผมเห็นแล้วแหละว่ามีรางรถไฟฝังอยู่ข้างล่างนี่ที่ระดับความลึก 4.75 เมตร ซึ่งผมขุดไม่ไหวหรอกครับสาบานได้ ครั้นจะให้ Drain เอาทรายออกไปพ่อผมก็ไม่ใช่ชูชก กว่าจะเคลียร์เส้นทางได้หมดกระเพาะผมคงแตกตายไปซะก่อน"

.

"แต่หมอไม่ต้องเป็นห่วงไปนะครับ เพราะยังไงซะเราก็ต้องได้เคลียร์เรื่องนี้กันข้างนอกแน่ ผมเพิ่งคิดกลวิธีนี้ออกเมื่อกี้นี่เองหึ ๆ"

.

เจฟเฟอร์หยุดกึกลงตรงหน้าซากศพเจ้าแซนดี้ที่แข็งประดุจหินผา ลำขาของเขาจมทรายลงไปมากกว่าครึ่งแข้ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายชายต้องรู้สึกถึงความกังวลใด ๆ เขาโดนมาเย๊อะเจ็บมาเย๊อะพอ ๆ กับสมจิตร จงจอหอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เจฟเฟอร์กำลังจะทำต่อไปนี้ จึงเป็นอะไรที่ชิวโคตร ๆ

.

"หมวดจู่โจม Swith On!"

.

"วี๊ดดดดด! แกร็ก ๆ แกร๊ก ๆ"

.

"ล็อคเป้าพิกัด 30.2 องศา 20 ลิปดา 15 พิลิปดาเหนือ"

.

"ยิง!!!"

.

"จิ้ววววว~!"

.

เป็นท่วงท่าการยิงแบบใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการยิงปืนขึ้นฟ้าของพี่เสก โลโซ เจ้าหน้าที่ภาคสนามจำได้แม่นว่าตอนที่ภาพมันตัดออกไปข้างนอกแป๊บนึงนั้น เขาได้สังเกตเห็นเจ้าสิ่งนี้วางอยู่บนพื้นพอดี ก็เลยแอบบันทึกพิกัดเอาไว้ ต่างกันตรงที่พอกลับเข้ามาในนี้แม่งเสือกมีแต่ทราย มองไปทางไหนก็โล่งเตียนเสมอกันไปหมด แลนด์มาร์คเดียวที่พอจะยึดเป็นจุดอ้างอิงได้ ก็เห็นจะมีแต่ร่างไร้วิญญาณที่ใหญ่โตราวกับภูเขาของเจ้ายักษ์แซนดี้เท่านั้น

.

แผนของเขาจึงเป็นการยิงกระสุนออกไปกลางฟากฟ้า ให้มันพุ่งโค้งลงไปหาเป้าหมายเองตามพิกัดที่ตั้งไว้ (ซึ่งแน่นอนว่าอยู่ใต้พื้นทราย) พอเลเซอร์เข้าปะทะปุ๊บ เจฟเฟอร์ก็จะรีบตรงไปเก็บของทันที จะได้ไม่เสียเวลางมเข็มในมหาสมุทรเช่นเดิมอีก

.

คือสามารถพ๊อยท์เท้ายืนรอชิว ๆ แล้วก็เอาซากเจ้ายักษ์แซนดี้เป็นที่บังแดดได้เลย แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิด! กระสุนเลเซอร์อ่ะแม่งพุ่งขึ้นฟ้าจริง แต่มันเสือกไม่วิ่งตื๋อส่ายยึกยือไปที่ไหนเลย จะเรียกว่าเป็นความบังเอิญที่อัปรีย์ที่สุดในสามโลกก็ว่าได้ เพราะพิกัดอ้างอิงที่เจฟเฟอร์ใส่ไป ดันเป็นตำแหน่งเดียวกันกับจุดที่เขายืนอยู่เป๊ะ! แล้วของที่ต้องการนักหนาก็ดันจมอยู่ใต้ตีนเจ้ายักษ์แซนดี้ซะอย่างงั้น!

.

เลเซอร์ลำเขื่องค่อย ๆ โค้งตัวลงเป็นกราฟพาราโบล่า ผนวกรวมเข้ากับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ Vextor cortex จากแรงโน้มถ่วงโลก ทำให้เกิดเป็นมวลพลังงานมหาศาล มันพุ่งตรงปักหัวลงมาใส่ร่างหินผาของเจ้าแซนดี้แบบเต็มเปาเสียงดัง

.

"โครมมมมมม!"

.

กระสุนเจาะเข้าสีข้าง ทะลุตับม้ามเส้นเอ็นลงสู่พื้นทรายด้านล่างเป็นรูเบ้อเร่อ และด้วยความที่เจ้าแซนดี้มันนอนตายในท่าตะแคง ตัวมันก็เลยหักครึ่ง! หัวไปทาง! ขาไปทาง! จากที่เจฟเฟอร์จะให้มันแข็งตายอย่างทรมาน สุดท้ายก็เลยกลายเป็นเขาซะเองที่แทบจะพิการไปตลอดชีวิต

"เหวอ! เหวอ! ก้อนหิน! , ฮึบ!!!"

.

"มันล้มครือลงมาแล้ว..ว.. ว.. ว๊ากกกกก!"

ตลกแล้วที่คิดว่าแซนดี้หมดสภาพ ขนาดตายไปแล้วมันยังไว้ลายด้วยการสร้างภาพความอับอายให้แก่เจฟเฟอร์ไม่หยุดหย่อน สายลับหนุ่มวิ่งหนีหน้าตั้ง ทั้งหกล้มกลิ้งหลุน ๆ เป็นขนุนหนังเพียงเพื่อต้องการที่จะหนีเทือกเขาที่กำลังถล่มลงมาใส่

.

ร่วม 3 นาที ทีเดียวกว่ามันจะหยุด ทุกอย่างสงบลงเหลือไว้แต่ฝุ่นผงกับละอองทรายที่คละคลุ้งขึ้นมาตามแรงกระแทก หลายเม็ดลอยเข้าตาทำให้เจฟเฟอร์ต้องหรี่ตาไว้ตลอด ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงสักเท่าไหร่ เขายังคงมุ่งหน้าสานงานตามหาของสำคัญต่อไป แล้วในที่สุดก็ได้พบ! วัตถุชิ้นเล็กจิ๋วที่มีอยู่แค่ข้างเดียว แสงสะท้อนจากโลหะมันวาวทำมุมหักเหแสงกับดวงอาทิตย์วิ๊ง ๆ ดุจดั่งกำลังกวักมือเรียกเจ้าของให้เอามันกลับขึ้นไป

.

"ฮู่วววววว! เจอสักทีอยู่ลึกเหมือนกันนะนั่น เอาซะกองอยู่ก้นหลุมเลย!"

.

ปาดเหงื่อออกจากหน้าผากเสร็จ เจฟเฟอร์ก็เริ่มป่ายปีนขึ้นไปบนซากปรักหักพังอันเป็นอดีตของเจ้ายักษ์แซนดี้ มันเละไม่มีชิ้นดี ชิ้นส่วนกระจัดจายจนละม้ายคล้ายกับสวนหินซาเซ็นในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จนกระทั่งปีนขึ้นมาถึงปลายยอดสูงสุด ในจุดที่คิดว่าใช่และเห็นเป้าหมายได้อย่างชัดเจน เจฟเฟอร์ถึงเริ่มกระบวนการของเขาต่อ

.

"ใครจะเสียเวลาปีนลงไปให้โง่ สู้ดูดขึ้นมาใส่มือเลยง่ายกว่า"

.

"Drain!!!"

.

ชั่วพริบตาหลังเปล่งเสียง วัตถุที่ต้องการก็สั่นระริกลอยละลิ่วปลิวละล่องขึ้นมาจากก้นหลุมเข้าสู่อุ้งมือได้ดั่งใจปรารถนา แล้วก็ไม่รอช้าให้เสียเวลา เจฟเฟอร์รีบยัดมันคืนใส่รูหูทันที ใช่แล้ว! มันคือหูฟังที่เจ้าตัวพลาดทำตกไว้เมื่อหลายตอนก่อนนั่นเอง ด้วยอำนาจของมันแค่อันเดียวการตามหารางรถไฟสายยาวก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

.

และระหว่างที่รอโหลดสัญญาณเชื่อมต่อข้อมูลกับพวกแมลงชีวะมวลอยู่นั้นเอง จู่ ๆ นัยต์ตาของเจฟเฟอร์ที่เล็กหรี่หลบละอองฝุ่นอยู่ ก็เริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้า มันเป็นภาพลาง ๆ วูบวาบ ๆ ขึ้นมาตรงแถว ๆ ขอบฟ้า

.

"เชี้ย! อะไรวะน่ะ? เหมือนหลังคาเลย? หรือว่าจะเป็นโรงงาน เวรเอ๊ย! หายแว๊บไปแล้ว"

"คลื่นแทรกงั้นเหรอ สัด! นี่หมอยูมิโกะแม่งทำอะไรกับลูกกะตากูอีกวะเนี่ยะ!"

.

เป็นจริงอย่างที่เขาบ่น เพราะถึงแม้จะ Drain เอาโค้ดต่าง ๆ ออกจากเลนส์ตาไปแล้ว แต่มันก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ชุดข้อมูลบางตัวที่ยังคงเหลืออยู่นำเจฟเฟอร์ย้อนกลับมาที่นี่ ก็เลยเป็นสาเหตุให้เกิดภาพซ้อนระหว่าง 2 โลกขึ้นในสมองของเขา

.

"ไม่ ๆ ๆ ! สติ! สติ! ต้องตั้งสมาธิเอาไว้ ใจเย็น ๆ หน่อยสิไอ้เจฟ!"

.

ร่างหนารีบกดศีรษะลงต่ำก้มหน้าลงเลิกสนใจมอง พลางใช้นิ้วมือขยี้เปลือกตาให้ความระคายเคืองจางหาย ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นใหม่ เพื่อย้อนกลับไปมองอีกทีว่าภาพสิ่งปลูกสร้างที่แว๊บเข้ามาเมื่อครู่ ยังคงอยู่ดีรึเปล่า?

.

แต่ทว่า!

.

ภาพที่เจ้าตัวเห็นอยู่เบื้องหน้า กลับกลายเป็นการรวมตัวกันของพวกแมลงวันนับล้าน ๆ ที่ตีปีกส่งเสียงหึ่ง ๆ ดังกึกก้องไปทั่วเวิ้งฟ้า มิหนำซ้ำยังแอดวานซ์ขึ้นไปอีกขั้นเมื่อพวกมันเริ่มเกาะกลุ่มกัน แปลงรูปร่างให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอเหมาะ แล้วสอดตัวลงมาแนบกับฝ่าเท้า

.

"เดี๋ยวนะ! เดี๋ยวก่อน! เมื่อกี้กูแค่พูดว่าให้ตั้งสติรวบรวมสมาธิ ไม้ได้จะเล่นโยคะโว่ย! ไม่ต้องทำเสื่อปูให้กู! นี่พวกมึงเห็นกูเป็นอาละดินรึไงฟะ? ไอ้พวกเวร!"

.

ทำฟอร์มแกล้งต่อว่าไปงั้นแหละ เพราะจริง ๆ แล้วเจฟเฟอร์คิดถึงพวกมันแทบขาดใจ ดูได้จากการก้าวขึ้นไปนั่งบนพรมจุลชีพอย่างว่าง่ายก็รู้

.

"ว่าแต่พวกเอ็งรู้ใช่ไหมว่าโรงงานไปทางไหน"

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • Just Say Nothing : โคตรคนปฏิเสธโลก (NC 18+)   ภาคสถาบัน BPI / บทที่ 218 : ครูก็ต้องดวลกับครูสิวะ!

    วังเวงเงียบเชียบราวกับป่าช้า อาคารสถาบัน BPI เป็นตึกที่สร้างขึ้นมาใหม่ และทั้งหมดที่เห็นอยู่ก็เป็นเพียงเทคโนโลยีสร้างภาพเสมือน ใต้ฝ่าเท้าที่พวกเขาเหยียบอยู่จึงไม่มีกระดูกของวีรชนคนบรรพบุรุษ จะมีก็แต่ร่างที่ละม้ายคล้ายศพของเด็ก ๆ จากทีมเฟอร์นันโดทั้ง 3 คน ที่มิอาจประเมินความเป็นคนที่คงเหลือได้."ฟู่~!"(ควันยังคงขึ้นโขมง).และคุณครูมนุษย์ลาวาก็เงียบกริบ ต่อด้วยการกระดิกมือเป็นสัญญาณให้ลูกศิษย์ทั้ง 2 ถอยฉากออกมาก่อน.แกเเดินเข้าไปเช็คร่างของอันธการผู้นอนคว่ำหน้าอยู่ใกล้สุด ด้วยความสัตย์จริงมองปราดเดียวก็รู้ว่าหมอนี่คือคนที่เก่งที่สุดในตี้ จัดการเขาได้คนอื่นก็ไม่ใช่งานยากอะไร ร่างจิ๋วดำเมือบของอันธการจึงถูกจับชูแขนขึ้นกลางอากาศ เครื่องออนิวแทร็ปคือเป้าหมายด้วยข้อมูลพิกัดในนี้จะทำให้ล่วงรู้ตำแหน่งของคนเป็นครูที่ซ่อนตัวอยู่ได้ ส่วนการจับแขนชูไว้ให้เรือนร่างห้อยต่องแต่งลงมา ก็มีเจตนาเพื่อจะโชว์ให้ลูกศิษย์ของตัวเองได้เห็น."ฉันจะฉีกแขนแกให้ขาดตามออนิวแทร็ปออกมาเลย ไอ้เด็กเหี้ย!".โรคจิตสัด ๆ กับเด็กก็ไม่เว้น แม้จะสลบไสลอยู่แต่เสียงกระดูกหัวไหล่ที่เริ่มเลือนลั่นก็ทำเอาเสียววาบไปทั้งย่าน

  • Just Say Nothing : โคตรคนปฏิเสธโลก (NC 18+)   ภาคสถาบัน BPI / บทที่ 217 : วูบ..วาบ..บ..บ

    ฟ้าโล่งโปร่งสบายดินเรียบดั่งเม็ดทรายไร้อุปสรรค ว่าแต่มันหายไปไหน! ไอ้ก้อนหินลูกไฟที่พ่นออกจากปากราวกับแมกม่าเดือด ๆ นั่น มันพ่นไปไหนของมัน นี่คือสิ่งที่ทุกคนคิดหลังจากได้เห็นร่างกายของครูหัวเพลิงได้เปลี่ยนรูปร่างไป.แม่งเหมือนภูเขาไฟเวอร์ชั่นมีขาเนื้อตัวแตกกะเทาะล่อนเป็นกาบ ๆ ปากอ้ากว้างราวกับปากปล่อง แถมยังเดือดปุด ๆ ปะทุอยู่ตลอดเวลา จังหวะที่ครูโก่งตัวนี่ทุกคนรู้เลยว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้น เศษหินดินกรวดได้ผสมปนเปกับมวลไฟที่อยู่ภายในเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่พวกมันทั้งหมดจะพุ่ง ปุด!.. ปุด!.. ปุด!.. ปุด! ออกมารวดเดียวราวกับห่ากระสุน.เด็กฝั่งนั้นต่างพากันก้มหลบวิถี เช่นกันกับอันธการกับสกายด์ที่ก็ต่างย่อตัวให้ต่ำลง พยายามกางบาเรียผลึกให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วสกายด์ก็ถามขึ้น."มันยิงไปไหนอ่ะพี่อัน? พวกเราอยู่ทางนี้ไม่ใช่เหรอ?"."ไม่รู้ดิ? พลาดมั้ง! ก้อนแม็กม่านั่นถ้าโดนเข้าล่ะก็เราคงไม่รอด"อันธการตอบ.กระทั่งหันหลังกลับไปอีกทีถึงได้รู้ความจริงว่า ที่แท้มันไม่ได้ยิงขึ้นข้างบนหรือลงข้างล่าง แต่มันยิงแบบไซร้โค้งออกมาด้านข้างเพื่อหลบกำแพงบาเรียของสกายด์ต่างหาก.บางทีครูหัวเพลิงอา

  • Just Say Nothing : โคตรคนปฏิเสธโลก (NC 18+)   ภาคสถาบัน BPI / บทที่ 216 : กูจะสู้..สู้จนขาดใจ

    "อืม.. ไม่เลวนี่ Not bad! , Not bad! at all"ลูบคางครึงปากคือพฤติกรรมที่เฟอร์นันโดแสดงออก เขายืนกอดอกอยู่บนเนินเขาเฝ้ามองเด็กในสังกัดจากระยะไกล เปี่ยมล้นไปด้วยความภูมิใจอยู่ในที."อัธการดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้วคงอยากจะพิสูจน์ตัวเอง งั้นก็จงแสดงออกมาเถอะไอ้หนู รอบตัวนายก็พี่น้องทั้งนั้น ฝั่งศัตรูก็ไม่เห็นจะสักเท่าไหร่"คุณครูพูดคนเดียวไม่ได้เหงาหรอก แต่ถ้าคิดอะไรที่มันปลุกใจขึ้นมาได้เฟอร์นันโดก็มักจะเผลอทำแบบนี้."ซึมมมม~!""จิ้ววว! , จิ้ววว! , ซึมมม~!""ตูมมมมม~!"."จิ้ววว! , จิ้ววว! , จิ้ววว!".เสียงระเบ็งเซ็งแซ่จากการปะทะกันดังก้องขึ้นมาถึงบนนี้ ฝ่าตีนที่รับน้ำหนักอยู่นี่ถึงกับสั่นโครม ๆ ในทุก ๆ ครั้งที่แง่งผาสั่นโยก ให้ตายเถอะนี่มันการต่อสู้ประเภทไหนกัน เกิดการเซอร์ไพรต์ขึ้นเล็กน้อยเจ้าตัวก็เลยต้องหลุบสายตาลงมามองข้อความบนออนิวแทร็ปเป็นการแก้เขิน."สกายด์ส่งข้อความมางั้นเหรอ? ตั้งแต่เมื่อไหร่?""อืม.. อืม.. อืม.. อ่าห๊ะ!""อืม.. ครูก็เห็นด้วยตามที่เธอบอกอยู่นะว่าตัวปัญหาของศึกนี้น่าจะเป็นไอ้คนที่เป็นครูของฝั่งโน้นนั่นแหละ มันไม่ยอมเบามือเลย ดูจากท่าทางการปล่อยหมัดกับออกอาวุธแล้ว

  • Just Say Nothing : โคตรคนปฏิเสธโลก (NC 18+)   ภาคสถาบัน BPI / บทที่ 215 : Fire Fighter!

    "เฮ๊ยยยย! , ย๊ากกกก!"."เปรี๊ยงงง!!!".เศษผลึกแตกกระจุยกระจาย อันธการสอดแขนพุ่งขึ้นมาราวกับลูกเจ๊ียบที่ทะยานตัวออกจากเปลือกไข่ เขาแหกปากตะโกนเพื่อเป็นการเสริมแรง เหยียดแขนถีบขากะเอาให้แม่งแตกออกทุกทิศทุกทางจะได้ลุกขึ้นได้ง่าย ๆ แล้วก็ทำได้จริง ๆ."เฮือกกก! ขอบใจมากสกายด์ช่วยฉันได้เยอะเลย"รุ่นพี่แห่งโลกวิญญาณพูดพลางเอื้อมมือมาตบที่ไหล่ ต่อด้วยการสืบเท้าขึ้นมายืนด้านหน้าพวกน้อง ๆ."เอ่อ..จะเอาเลยเหรอครับพี่อัน? พี่ไม่มีแผลหรือแตกหักตรงไหนบ้างเลยเหรอ?"สกายด์ชำเลืองสายตาถาม."กริ๊กกก! , กรุ๊บ! , กริ๊กกก!"."ไม่หรอกถ้าจะมีก็เห็นจะมีแต่ผลึกของนายที่ฉันเหยียบแตกไปเมื่อครู่ ฮึ่ยยย! นี่แหนะ!"."เปรี๊ยงงง!"ไม่มีปี่มีขลุ่ยมีแต่หลังตีนหนา ๆ ที่ตะบันเตะเข้าใส่เศษผลึกก้อนหนึ่งเต็มแรง หวังเป็นการเบิกทางการโจมตีให้แก่ฝั่งตนเอง.มันลอยแหวกอากาศด้วยพละกำลังที่แรงกว่าตอนที่สกายด์คอนโทรลถึง 3 เท่า มิหนำซ้ำทิศทางก็ตรงเป๊ะ อีกไม่ถึง 3 วิต้องตรงเข้าหน้าผาก ไอ้มนุษย์ไฟที่ยืนอยู่ตรงกลางเป็นแน่แท้.แต่แม่งพลาด!.จะเรียกว่าโดนหักหน้ายับเป็นหนที่สองติด ๆ กันก็คงไม่ผิด เพราะฝั่งนั้นแค่ขยิบตาการโจมตีแบ

  • Just Say Nothing : โคตรคนปฏิเสธโลก (NC 18+)   ภาคสถาบัน BPI / บทที่ 214 : เรามาช่วยแล้ว!

    เคยเห็นแต่คลื่นน้ำทะเลที่โถมเข้ามากระทบหาดทรายดังครืด ๆ เพิ่งจะมีวันนี้แหละที่ได้เห็นคลื่นพลังเพลิงกับตาตัวเองเป็นครั้งแรก จากหนึ่งในสามต้องมีใครสักคนในนั้นที่ปล่อยมันออกมา เกลียวความร้อนหมุนวนตวัดตัวไต่เรี่ยมากับพื้นดิน พลันยกตัวเองขึ้นสูงเสียดฟ้า เตรียมจะโถมลงมากลบใส่อันธการ ที่เอาแต่ยืนนิ่งยอมรับชะตากรรมราวกับสารภาพบาป."ครืดดด.. ด.. ด.. ด! , ครืดดดด.. ด.. ด.. ด..!"."โถ่เอ๊ย! ไม่ทันแล้วสินะ เรามาได้แค่นี้เองเหรออันธการ"ตั้งคำถามกับตัวเองพลันแหงนหน้ามองเงาดำทะมึนจากเปลวเพลิงเหนือศีรษะ สาบานได้ว่าเจ้าตัวไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นปิดป้องเลยด้วยซ้ำ."ฟึมมม~! ม.. ม.. ม~!"."ฟีบบบ~~!"."เอ๋..อะไรอ่ะ? มอดไปเองเฉยเลยแฮะ?".ใช่อย่างที่เขาพูดดูเหมือนการพิพากษาจากเปลวไฟจะจบสั้นกว่าที่ควรจะเป็น เพราะการมาถึงของเพื่อนร่วมทีมอย่างสกายด์และเรนโบว์ จากระยะไกลกว่า 20 เมตรแถว ๆ ตีนเขา ทันทีที่เห็นว่ารุ่นพี่ชักจะเสียท่า สกายด์จึงรีบส่งผลึกสีฟ้าอันเป็นพลังเฉพาะตัวของเขามุดแทรกลงไปใต้พื้นดิน พวกมันทั้งหลายพุ่งแหวกผ่านฐานล่างเสียดแทงเป็นกระสวยทะลุทะลวงสรรพส่ิง ก่อนจะโผล่พรวดขึ้นมาขวางกั้นม่านทะเลเพลิงจ

  • Just Say Nothing : โคตรคนปฏิเสธโลก (NC 18+)   ภาคสถาบัน BPI / ตอนที่ 213 : I WANA HELP!

    "ช่วยด้วย! , ช่วยฉันด้วย! , ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ววว~!".กระเสือกกระสนดิ้นทุรุนทุราย การเปล่งวาจาเช่นนี้ออกมาดั่งบอกเป็นนัยว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียว อันธการพลาดอีกจนได้ ความร้อนทารุณกรรมเขาแล็วก็เปรียบดั่งทวยเทพที่ไม่มีใครหน้าไหนโกหกได้ ตรงกับที่ครูฝั่งโน้นโม้ไว้จริง ๆ."หอมน่ารับประทานเชียวคุณผู้ชม~"คุณครูประชดแกยิ้มมุมปากออกมาพลางหลุบสายตาไปมองลูกศิษย์ทั้งคู่ ที่ต่างก็ออกอาการสะใจอยู่ในที เพียงแค่นี้การตายของเพื่อนก็ถูกชำละล้างแล้ว."หนูจะกินเขาให้พุงกางเลยค่ะ.."."ใช่! ผมก็เหมือนกัน เราไม่ได้กินเนื้อดี ๆ มาเป็นอาทิตย์แล้ว ตั้งแต่ที่ด็อกเตอร์ J ห้ามไม่ให้ใช้งานแอพสั่งอาหาร.."เด็กชายพูดเสริม เขาวางมือลงที่พุง พลันสัมผัสได้ถึงเนื้อหอม ๆ แสนอร่อยที่ส่งกลิ่นโชยมาเตะจมูก.อันธการตกอยู่ในสถานะคอขาดบาดตาย เขาได้ยินสิ่งที่พวกนี้ถ่มถุยออกมาทุกคำ แล้วก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นอาหารอันโอชะ คนปี้คนยังได้แล้วทำไมคนจะกินคนไม่ได้เล่า ตรรกะก็สมเหตุสมผลอยู่โลกยุคปัจจุบันก็ปาเข้าไปปี ค.ศ. 2078 เข้าไปแล้ว สมัยใหม่โลกใหม่ ชุดความคิดที่ว่าคนกินคนเป็นเรื่องของคนป่าล้าหลังจึง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status