LOGINกัญญาวีร์รีบคลายปากของเธอที่จูบอินทัชนั้นออกด้วยความลุกลี้ลุกลน ในใจก็ขบคิดว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าไปแล้วหรือไร ใบหน้าของกัญญาวีร์เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนอินทัชก็ยังอยู่ในภาวะตกตะลึงอยู่พอสมควร
“หมอมาจูบแก้วทำไม!” กัญญาวีร์ตะโกนออกไปด้วยแววตาหลุกหลิก ตอนนี้เธอแค่โพล่งออกไปไม่ทันได้ไตร่ตรองเพื่อแก้เขินในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปเมื่อสักครู่ กัญญาวีร์เริ่มกระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุข “หมอนี่นะ...ไปจูบแก้ว แก้วต่างหากที่…” “ก็หมอยื่นหน้ามาทำไมล่ะ แก้วไม่ทันระวังก็เลย…” กัญญาวีร์รีบตัดบท ตอนนี้เธอไม่รู้จะทำตัวยังไงแล้ว อินทัชเห็นท่าทางของกัญญาวีร์ก็ยิ่งเอ็นดู เขารู้ว่าหญิงสาวเอ่ยออกมาเพื่อจะกลบเกลื่อนความเขินอายก็เท่านั้น “หมอไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย งั้นหมอกลับไปได้แล้ว แก้วจะเข้าบ้านแล้วเหมือนกัน” พูดไม่ทันขาดคำ กัญญาวีร์ก็วิ่งเข้าไปในบ้านอย่างรีบร้อนไม่แม้แต่จะสบตาอินทัช ตอนนี้เธอจะกล้ายืนอยู่ต่อหน้าเขาได้ยังไง กัญญาวีร์คิดแค่ว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่หน้าไม่อายไปจูบผู้ชายแบบนั้น “อะไรของเขาเนี่ย!” อินทัชพึมพำออกมาเมื่อเห็นกัญญาวีร์วิ่งเข้าบ้านไป เขายังคงยิ้มเอ็นดูกับท่าทางของหญิงสาวไม่เลิก ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคลือบแคลงและครุ่นคิดกับเรื่องที่กัญญาวีร์จู่โจมเขาเมื่อสักครู่ ภายในใจของอินทัชก็รู้สึกว้าวุ่นบอกไม่ถูกเช่นกัน อินทัชถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินไปยังจักรยานที่จอดไว้แล้วปั่นมุ่งหน้ากลับบ้านของตัวเอง กัญญาวีร์พอมาถึงห้องก็ล้มนอนบนเตียง เธอบิดตัวไปมาอยู่ไม่เป็นสุข ใบหน้ายังคงแดงระเรื่อเพราะความเขินอายของพฤติกรรมตัวเอง “เธอทำอะไรลงไปกัญญาวีร์ แล้วแบบนี้เธอจะกล้าไปเจอหน้าเขาได้ไง โอ๊ย! ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” กัญญาวีร์ยกหมอนมาปิดหน้าแล้วกรี๊ดออกมาด้วยความบ้าคลั่งภายใต้หมอนที่อุดปากนั้นไว้ เพราะกลัวตากับยายจะได้ยินเสียงกรี๊ดดังเล็ดลอดออกไป เธอทำพลาดเสียแล้ว ถ้าอินทัชไม่ชอบผู้หญิงบุ่มบ่ามทำอะไรไม่รู้จักคิดแบบเธอล่ะจะทำยังไงดี เธอไม่น่าเผลอใจทำแบบนั้นออกไปเลย ____________________________ วันถัดไป ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน อินทัชยืมรถคำปูนเพื่อขับมาส่งเทวกาในตัวเมืองแต่เช้า เทวการู้สึกว่าตัวเองมาอยู่ที่หมู่บ้านอองตองเป็นเวลานานพอสมควร คงได้เวลาที่ต้องกลับบ้านเสียที “ทำไมเตยไม่นั่งเครื่องบินกลับล่ะ จะได้ไม่เหนื่อยเดินทางด้วย” อินทัชเอ่ยถามหญิงสาวด้วยเสียงที่นุ่มนวล เขาเองก็กลัวว่าเพื่อนรักจะเหนื่อยกับการเดินทางถ้าต้องนั่งรถทัวร์เป็นเวลานาน “ไม่เหนื่อยหรอก พอดีเตยจะแวะไปหาเพื่อนที่นครสวรรค์ด้วย ว่าจะค้างกับเพื่อนสักคืนสองคืนค่อยกลับจันทบุรี เตยขออะไรอินอย่างหนึ่งได้มั้ย” เทวกาจ้องไปที่นัยน์ตาชายหนุ่มอย่างจริงใจ “ขออะไรเหรอ?” “เดือนหน้าเป็นวันเกิดเตยแล้ว ทุกๆ ปีอินจะพาเตยไปเลี้ยงของอร่อยๆ พาเตยไปดูหนังและก็อยู่กับเตยทั้งวัน แต่ปีที่แล้วเตยต้องฉลองวันเกิดอยู่คนเดียวโดยที่ไม่มีอิน เพราะฉันนั้นปีนี้เตยขออินเหมือนเดิมได้มั้ย” น้ำเสียงเทวกาสั่นเครือเล็กน้อย แววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง “คือ….อิน…” อินทัชขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่เป็นไรหรอก” เทวการีบเอ่ยขัด เพราะดูท่าเพื่อนรักของเธอดูจะอึดอัดที่จะให้คำตอบ “เตยแค่พูดเผื่อไว้น่ะ อินจะไปมีเวลาว่างได้ยังไงเนาะ หมอที่ไหนจะมีเวลาว่างเที่ยวเล่นเป็นวันๆ” “เตย!” อินทัชรู้สึกผิด เขาไม่อยากรับปากเทวกาเพราะเกรงว่าจะทำตามที่รับปากไว้ไม่ได้ “ไม่เอาสิอิน ก็เตยบอกแล้วไงว่าเตยแค่ถามดูเฉยๆ อย่าคิดมากนะ” เทวกายิ้มให้ชายตรงหน้า ถึงเธอจะรู้สึกผิดหวังแต่เธอก็พอเข้าใจอินทัชได้ “จริงๆ เตยน่าจะอยู่ดูงานดอกไม้วันนี้ก่อนนะ ตอนกลางคืนมีจุดพลุด้วยไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว” “ต่อให้เตยอยู่ก็ไม่รู้จะไปดูกับใคร อินเองก็ไม่ว่างไปไม่ใช่เหรอ เห็นบอกต้องเร่งเขียนรายงานการรักษาคนไข้ด้วยนี่” “ก็จริงเนาะ” อินทัชยิ้มรับ เมื่อได้เวลา เทวกาก็เอ่ยลาอินทัชก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถทัวร์ เทวการู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจออินทัชอีก เธอมองชายหนุ่มที่ยิ้มโบกมือให้ด้วยแววตาอ่อนโยน ความรู้สึกภายในใจของเธอดูโหวงเหวงและเป็นกังวลไปหมด เทวกาไม่อยากอยู่ไกลอินทัชแม้แต่น้อย ถ้าเธอย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านอองตองตามอินทัชได้ก็คงดี __________________________ ช่วงบ่ายของวัน กัญญาวีร์มาด้อมๆ มองๆ อยู่ที่บ้านอินทัชเพราะเธอจะแวะมาเอาจักรยานของเธอที่จอดทิ้งไว้ครั้งที่มีปากเสียงกับเขาก่อนจะขึ้นไปเป็นอาสาที่ดอย จักรยานที่เธอใช้อยู่ตอนนี้เป็นของคุณตา ซึ่งคุณตาของเธอก็จำเป็นต้องใช้อยู่ทุกวันเหมือนกัน ครั้นจะใช้ร่วมกันก็คงจะไม่สะดวก กัญญาวีร์แน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในบ้านก็เดินเข้าไปในบริเวณบ้านของอินทัชทันที เวลานี้อินทัชน่าจะอยู่ที่ศูนย์อนามัย เธอโล่งใจไม่น้อยที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับเขาให้รู้สึกอายกับเรื่องเมื่อคืน กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่เห็นเทวกาอยู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรมากอาจจะเพราะเธอคงออกไปเดินเล่นแถวๆ นี้เหมือนเช่นทุกครั้งก็ได้กระมัง กัญญาวีร์เหลือบไปเห็นจักรยานของตัวเธอเองอยู่ข้างๆ พุ่มไม้ก็ยิ้มอย่างพอใจ เธอรีบเดินดิ่งไปยังจักรยานนั้นทันที แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าไหนๆ อินทัชก็ไม่อยู่แล้วจะเดินเข้าไปสำรวจบ้านของชายหนุ่มสักแป๊บคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง กัญญาวีร์เข้ามายังห้องทำงานของอินทัช ของทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอค่อยๆ เดินไปยังโต๊ะทำงานของเขา เห็นรูปถ่ายที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก็หยิบขึ้นมาดู คนในรูปคืออินทัชอีกคนเป็นผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก แต่ใบหน้าทั้งคู่ช่างคล้ายกันนัก “หน้าคล้ายกันจัง คงเป็นพี่น้องกันสินะ แต่มองยังไงหมออินก็หล่อกว่า” กัญญาวีร์ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ เธอวางรูปกลับไปตั้งไว้ที่เดิมก่อนจะเบนสายตาไปเห็นกระถางน้อยที่คุ้นตาที่ตั้งอยู่นอกริมหน้าต่าง เธอไม่ได้แปลกใจที่เห็นดอกเบญจมาศครั้งก่อนที่นำมาเป็นของขวัญให้กับอินทัช แต่เธอแปลกใจที่เห็นต้นเดซีที่เธอตั้งใจจะเอามาขอโทษเขาเมื่อครั้งก่อนต่างหาก ตัวกระถางได้ถูกเปลี่ยนใหม่เพราะของเดิมคงแตกไปหลังจากที่เธอเขวี้ยงใส่เขา กัญญาวีร์ยิ้มออกมาด้วยความดีใจที่เห็นอินทัชให้ความสำคัญกับดอกไม้ของเธอด้วย กัญญาวีร์ยังคงจ้องอยู่ที่ต้นเดซีแบบนั้นก่อนจะละสายตาและคิดว่าตัวเองควรกลับได้แล้วแต่เธอต้องสะดุ้งตกใจเมื่อหันไปเห็นอินทัชยืนอยู่ข้างหลังแบบเงียบๆ “ม…หมอ..มา..มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” หญิงสาวยิ้มแหยะๆ น้ำเสียงตะกุกตะกักมากพอสมควร “ก็มานานพอที่จะเห็นใครบางคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กระถางดอกไม้อยู่นั่นแหละ” อินทัชเผยรอยยิ้ม เอ่ยแซวหญิงสาวเล็กน้อย “หมอเก็บไว้ด้วยเหรอคะ แก้วก็นึกว่าหมอจะเอาไปทิ้งซะอีก” “แล้วทำไมหมอต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ ต้นไม้ ดอกไม้ที่แก้วให้หมอมา หมอดูแลรักษาเป็นอย่างดีเลยนะ อ้อ..นั่นไงดอกเบญจมาศสีขาวที่แก้วให้หมอเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ จริงๆ หมอรู้ตั้งนานแล้วว่าเป็นดอกอะไร” “หมอชอบมั้ยคะ” กัญญาวีร์แววตาเปล่งประกาย “หมายถึงดอกไม้...ใช่มั้ย ชอบสิถ้าหมอไม่ชอบจะปลูกเต็มบ้านแบบนี้เหรอ” “แล้วแก้วล่ะคะ..หมอชอบมั้ย” กัญญาวีร์จ้องไปที่นัยน์ตาชายหนุ่มด้วยความหวัง แต่ดูเหมือนอินทัชชะงักกับคำถามของกัญญาวีร์อยู่ไม่น้อย “โธ่! หมอ จริงจังไปได้แก้วแค่ล้อเล่นเอง ว่าแต่..ผู้ชายในรูปที่ถ่ายกับหมอคือใครเหรอคะ” กัญญาวีร์เปลี่ยนเรื่อง เธอเอ่ยถามถึงคนในรูปถ่ายที่วางตั้งไว้อยู่บนโต๊ะทำงานแทน อินทัชหันไปมองรูปถ่ายตามที่หญิงสาวเอ่ยถาม ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วเดินไปหยิบรูปถ่ายนั้นขึ้นมาดู “พี่ชายหมอเอง อายุห่างกับหมอ2ปี” “ไม่น่าล่ะ หน้าตาถึงคล้ายกัน แล้วตอนนี้พี่ชายหมออยู่ที่บ้านเหรอคะ” คำถามของกัญญาวีร์ทำให้อินทัชหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย เขาเองก็นึกได้ว่าไม่เคยเล่าเรื่องพี่ชายของเขาให้กัญญาวีร์ฟังเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ถูกถามถึงพี่ชายคงจะโกรธให้กับคนที่ถาม แต่ตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว คำถามของกัญญาวีร์เลยไม่ได้ลำบากใจอะไรถ้าเขาจะตอบเธอ “พี่ชายหมอเสียไปแล้วล่ะ เกือบจะสองปีแล้ว เสียวันที่หมอเรียนจบพอดี” “หมอ..แก้วขอโทษนะคะ แก้วไม่ได้ตั้งใจทำให้หมอรู้สึกแย่” กัญญาวีร์รีบเดินเข้าไปหาอินทัชทันที เพราะเธอกลัวว่าตัวเองจะรื้อฟื้นความทรงจำแย่ๆ ของเขาขึ้นมาอีก “ไม่เป็นไรแก้ว ไม่มีอะไรต้องขอโทษเลย” อินทัชหันมายิ้มให้หญิงสาวตรงหน้าก่อนจะวางรูปเก็บกลับไว้ที่เดิม “ว่าแต่…แก้วมาหาหมอเหรอ” อินทัชหันมายิ้มให้หญิงสาวตรงหน้า “เปล่าค่ะ แก้วแวะมาเอาจักรยานของแก้ว ว่าแต่วันนี้หมอไม่ได้เข้าศูนย์อนามัยเหรอคะ” “เข้าสิ นี่หมอกำลังจะมาเปลี่ยนเสื้อพอดี เดี๋ยวตอนเย็นก็ต้องรีบกลับมาทำรายงานต่ออีก” “แล้วเพื่อนหมอล่ะคะ ปกติถ้าแก้วมาก็ต้องเห็นเพื่อนหมออยู่บ้านตลอด” กัญญาวีร์เลิกคิ้วสงสัย “กลับไปแล้ว หมอพึ่งไปส่งมานี่แหละ” อินทัชยิ้มตอบ “แล้วเมื่อกี๊ที่หมอบอกว่า ต้องรีบกลับมาทำรายงาน ถ้าอย่างนั้นหมอก็ไม่ได้ไปดูพลุดอกไม้ใช่มั้ยคะ แก้วว่าจะชวนหมอไปดูสักหน่อย งานจัดแค่วันเดียวด้วย” กัญญาวีร์ออกอาการผิดหวังเล็กน้อย “หมอก็อยากไปนะ แต่ต้องรีบทำรายงานส่งน่ะ” “หมอแวะไปดูพลุกับแก้วก่อนไม่ได้เหรอ ดูแป๊บเดียวก็ได้แล้วค่อยกลับมาทำรายงานต่อ นะ..นะ..หมอนะ..” หญิงสาวอ้อนวอน “ไม่ได้จริงๆ แก้ว โอกาสหน้าแล้วกันนะ หมอยังอยู่ที่นี่อีกนานวันหน้าค่อยไปกันโอเคมั้ย?” “ก็ได้ค่ะ งั้นแก้วก็ไม่ไปดีกว่าชะเอมก็ไม่อยู่ด้วยไม่รู้จะไปดูกับใคร” กัญญาวีร์หน้ามุ่ยเล็กน้อย ทำยังไงได้ก็เขาไม่ว่างนี่หน่า _________________________________ หลังกลับจากบ้านอินทัช กัญญาวีร์ก็ตรงกลับมายังบ้านของเธอเอง เมื่อเห็นเพื่อนรักยืนอยู่ที่ทางเข้าบ้านก็ยิ้มกว้างออกมาทันที กัญญาวีร์ไม่รีรอ ปรี่เข้าไปกอดธัญชนกด้วยความคิดถึง “ชะเอม กลับมาได้ยังไง” กัญญาวีร์คลายอ้อมกอดนั้นออกหันมาถามธัญชนกที่ยืนยิ้มให้เธออยู่เช่นกัน “ก็หนีเรียนมานะสิ งานดอกไม้ทั้งทีจะไม่มาดูได้ไง” ธัญชนกเอ่ยตอบด้วยท่าทางอารมณ์ดี “แล้วหนีเรียนแบบนี้จะไม่เป็นอะไรเหรอ?” “ใครๆ ก็หนีเรียนมาดูพลุดอกไม้กันทั้งนั้น อีกอย่างคนโง่ๆ แบบฉันจะเรียนหรือไม่เรียนก็เหมือนกันนั่นแหละ ว่าแต่เธอเถอะ วันนี้ไปดูพลุดอกไม้กับหมออินใช่มั้ย” “ไม่อ่ะ หมออินไม่ว่าง” กัญญาวีร์หน้าเจื่อนทันทีเมื่อถูกถามถึงหมออิน “ไม่ว่างหรือมีนัดกับสาวอื่นกันแน่ ฉันได้ข่าวมาว่ามีผู้หญิงมานอนอยู่ที่บ้านของหมอด้วยเหรอ ไหนจะผู้หญิงที่พักอยู่บ้านลุงผู้ใหญ่อีก” “เธอรู้ได้ไง” กัญญาวีร์ชักหน้าสงสัย “ก็เส้นสายฉันมันเยอะ เรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้ปิดไม่มิดหรอกน่าเธอก็รู้” “มันก็จริงของเธอนะ แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่เธอกลับมา งั้นเราสองคนไปดูพลุดอกไม้ด้วยกันนะ” “ได้สิ! เจ้าเพื่อนรัก” สองเพื่อนซี้กอดคอกันเดินเข้าไปในบ้านและคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน การกลับมาธัญชนกทำให้กัญญาวีร์ดูสดใสขึ้นมากจากที่ผิดหวังกับเรื่องของอินทัชมา อย่างน้อยเธอก็ได้ดูพลุดอกไม้กับเพื่อนรักของเธอแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว __________________________________ ภริดานั่งอยู่ที่ม้านั่งยาวใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านคำปูน เมื่อตอนบ่ายเธอพึ่งจะได้รับสายจากอินทัชเพื่อแจ้งว่าไม่ว่างจะไปดูพลุดอกไม้กับเธอ ทำให้ภริดาดูผิดหวังอยู่มากนัก ทั้งที่วันนี้เธอตั้งใจจะสารภาพความรู้สึกต่อเขาแท้ๆ ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นใจเอาซะเลย “คุณหวานมานั่งรอใครอยู่ตรงนี้เหรอครับ ลุงเห็นคุณหวานนั่งอยู่นานแล้ว” คำปูนที่เดินเข้ามาเอ่ยถามภริดาด้วยความนอบน้อม “นั่งเล่นค่ะลุง คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แล้วลุงปูนจะไปไหนล่ะคะแต่งตัวซะหล่อเชียว” ภริดายิ้มแย้ม เอ่ยถามชายสูงวัยกลับ “ไปที่เชิงเขานั่นแหละครับ มีงานดอกไม้ทีไรลุงก็ต้องไปช่วยอำนวยความสะดวกในงาน ผู้ใหญ่แต่ละหมู่บ้านก็จะไปรวมกันอยู่ที่โน่นหมด ลุงก็เลยจะมาถามคุณหวานว่าจะไปด้วยกันมั้ย ตอนค่ำมีจุดพลุด้วยคุณหวานน่าจะอยากไปดู” “อ๋อ…หวานคงไม่ได้ไปค่ะ ขอบคุณคุณลุงมากนะคะ” “งั้นลุงไปนะครับ” เมื่อจบการสนทนา คำปูนก็ขอตัวก่อน แต่ดูเหมือนว่าภริดาจะเริ่มคิดอะไรออก “ลุงปูนคะ ลุงขับรถคันไหนไปคะ คือหวานจะยืมรถลุงหน่อย หวานเปลี่ยนใจแล้วค่ะ หวานว่าจะไปดูงานดอกไม้เหมือนกัน” ภริดาตะโกนเอ่ยถามชายสูงวัยที่กำลังเดินเข้าไปในบ้าน “งั้นคุณหวานเอารถเก๋งลุงไปก็ได้ครับ เดี๋ยวลุงจะขับกระบะไปเอง” คำปูนหันมาตอบกลับ “ขอบคุณนะคะลุง” ภริดายิ้มรับมองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ นี่ก็เย็นแล้วเธอรีบลุกจากม้านั่งแล้วตรงเข้าบ้านพักของเธอทันที หญิงสาวเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกชุดที่จะสวมใส่ไปงานดอกไม้ในวันนี้ เมื่อเลือกชุดได้ตามที่ต้องการก็รีบเข้าห้องน้ำทำกิจธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย __________________________ ณ เวลา 18.00 น. อินทัชมาถึงบ้านก็ถอดเสื้อกาวน์ประจำตัวออก เขานั่งวุ่นอยู่กับการเขียนรายงานบนโต๊ะทำงานของเขา ข้างตัวมีถ้วยกาแฟที่ถูกดื่มจนหมดวางไว้อยู่ด้วย อินทัชดูจะตั้งใจกับงานตรงหน้าพอสมควรก่อนจะละสายตาเมื่อเห็นหญิงสาวในชุดเดรสยาวแขนกุดสีขาวและสวมหมวกปีกว้างสีน้ำตาลแซมด้วยริบบิ้นผูกโบสีดำยืนยิ้มให้อยู่ข้างๆ โต๊ะทำงาน “คุณหวาน” อินทัชยิ้มรับหญิงสาวตรงหน้าทันที “แล้วนี่จะไปไหนเหรอครับ” “จะไปดูพลุดอกไม้กับหมอไงคะ” ภริดายิ้มตอบด้วยแววตาสดใส “กับผมเหรอครับ ผมว่าผมโทรบอกคุณหวานแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าผมไม่ว่าง” อินทัชเลิกคิ้วสงสัยในคำตอบของภริดายิ่งนัก “ค่ะ..หมอโทรบอกฉันแล้ว แต่ฉันไม่ได้รับทราบสักหน่อย ฉันว่าหมอควรจะเลิกทำตัวยุ่งแล้วรีบไปดูพลุดอกไม้กับฉันได้แล้วค่ะ” ภริดาเก็บงานตรงหน้าที่อินทัชกำลังทำอยู่วางไว้มุมโต๊ะทำงานอย่างเป็นระเบียบ “แต่…” “ไม่ต้องแต่ค่ะ…” ภริดารีบสวนกลับ “รายงานของหมอค่อยทำทีหลังก็ได้ ทำไมหมอต้องเคร่งเครียดและทำตัวเป๊ะตลอดเวลาด้วยล่ะคะ ผ่อนคลายบ้างสิ ใช่ว่าหมอจะมีเวลาทำงานวันนี้วันเดียวสักหน่อย” ภริดายิ้มกว้าง เธอเม้มปากยักคิ้วใส่ชายตรงหน้าด้วยท่าทางมีความสุข “อืม…งั้นก็ได้ครับ ผมควรจะผ่อนคลายบ้างตามที่คุณหวานว่านั่นแหละ” อินทัชยิ้มตอบรับ อินทัชตอบตกลงที่จะไปดูงานพลุดอกไม้กับภริดา เขาเองก็คิดว่าตัวเองดูเคร่งเครียดกับงานจนเกินไปจนไม่มีเวลาได้ผ่อนคลาย ทุกครั้งที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็มักจะมีคำพูดของภริดามาเตือนสติอยู่เสมอ ไปผ่อนคลายก่อนค่อยกลับมาทำรายงานต่อก็คงไม่เป็นไร เพราะพรุ่งนี้ก็ยังเป็นวันหยุดของเขาอยู่ค่อยทำต่อก็แล้วกัน ทั้งคู่มาถึงงานก็เกือบจะสองทุ่ม ที่นี่มีผู้คนมากมายที่เข้ามาร่วมดูพลุดอกไม้ บรรยากาศและแสงสีที่ประดับตามงานช่างดูสวยงามนัก ลมเย็นที่พัดมาทำให้ภริดารู้สึกเย็นอยู่ไม่น้อย อินทัชมองหญิงสาวที่เดินกอดแขนตัวเองด้วยความเอ็นดูก่อนจะถอดเสื้อคลุมของตัวเองเอามาห่มให้กับเธอ “ที่นี่เป็นเมืองหนาว ยิ่งตอนกลางคืนก็ยิ่งหนาวเวลาจะออกไปข้างนอกโดยเฉพาะที่สูงๆ แบบนี้ควรจะใส่ชุดหนาๆ หน่อยนะครับ ไม่งั้นจะเป็นหวัดได้” “นั่นสินะ ฉันก็ลืมคิดไปเลย ขอบคุณหมอนะคะสำหรับเสื้อคลุม ฉันนี่ต้องให้หมอเตือนเรื่องการแต่งตัวอยู่เรื่อยเลย” ภริดายิ้มเขินเล็กน้อย ไม่กี่นาทีต่อมางานดอกไม้ก็เริ่มขึ้น ผู้คนที่มาร่วมงานต่างก็ให้ความสนใจกับการดูพลุดอกไม้กัน พลุดอกไม้ส่องแสงจ้าตระการตาบนท้องฟ้าช่างงดงามยิ่งนัก ภริดาเบนหน้าไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความสุขใจ และดูจะมีความสุขมากกว่าเดิมเมื่ออินทัชสบตาและยิ้มกลับให้เธอเช่นกัน เวลาผ่านไปสักพักพลุดอกไม้ที่จุดก็เริ่มเบาบางลง เป็นการรู้กันว่างานในค่ำคืนนี้ใกล้เวลาที่ต้องร่ำลา อินทัชกับภริดาเดินเคียงกันเพื่อจะกลับไปยังรถที่ขับมา ก่อนจะหยุดเดินกะทันหันเมื่อมีเสียงหญิงสาวที่อินทัชคุ้นชินเอ่ยเรียกชื่อเขาจากด้านหลัง “หมออิน!” อินทัชและภริดาค่อยๆ หันกลับไปยังต้นเสียงเมื่อสักครู่ แต่ดูอินทัชจะมีสีหน้ากังวลพอสมควรเมื่อรู้ว่าหญิงสาวที่เรียกเขานั้นคือธัญชนก และข้างๆ ธัญชนกก็มีกัญญาวีร์ยืนอยู่ด้วย “หมออินจริงๆ ด้วย เห็นมั้ยแก้วฉันบอกแล้วว่าเป็นหมออินจริงๆ ไม่ได้ตาฝาด” ธัญชนกเอ่ยออกมาด้วยความยิ้มแย้ม จนเธอลืมสังเกตสีหน้าเพื่อนรักที่กำลังบึ้งตึงอยู่ “ชะเอม กลับมาแล้วเหรอ” อินทัชเอ่ยทักทายหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาอึกอักเล็กน้อย ตอนนี้เขาเหมือนจะให้ความสำคัญกับคนที่ยืนข้างๆ ธัญชนกมากกว่าเพราะเขารู้ว่ากัญญาวีร์คงต้องไม่พอใจเขามากแน่ๆ ที่เขาปฏิเสธที่จะมากับเธอเพราะให้เหตุผลว่าไม่ว่างแต่กลับมากับหญิงสาวอีกคนได้ ธัญชนกเริ่มเข้าใจในสถานการณ์ เธอมองเพื่อนรักด้วยสีหน้าเป็นกังวลและพยายามเปลี่ยนบรรยากาศตอนนี้ให้ดูเบาบางลง “คนที่มากับหมออิน…คือคุณหวานใช่มั้ยคะ สวยสมคำร่ำลือจริงๆ ฉันชะเอมค่ะ…เป็นเพื่อนกับแก้ว” “ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” ภริดายิ้มรับทักทายอย่างเป็นมิตร “เห็นแก้วบอกว่าวันนี้หมอไม่ว่างไม่ใช่เหรอคะ” ธัญชนกหันไปถามอินทัชบ้าง เพราะเธอก็อยากรู้แทนเพื่อนรักเช่นกันว่าเขาจะตอบอย่างไร “อ๋อ…พอดีเรานัดกันไว้นานแล้วค่ะว่าจะมางานด้วยกัน จริงๆ หมอก็ไม่ว่างแหละค่ะแต่ฉันไปอ้อนวอนเขามาจนได้” ภริดายิ้มสดใสตอบแทนชายที่ยืนนิ่งอยู่ “อืม..ที่แท้ ก็นัดกันไว้แล้วนี่เอง” ธัญชนกพยักหน้าตอบรับก่อนจะหันมามองเพื่อนรักที่ยืนนิ่งอยู่เช่นกัน “ชะเอมกลับเถอะ กลับดึกเดี๋ยวยายเป็นห่วง” กัญญาวีร์เอ่ยขึ้นบ้างก่อนจะเดินออกไปโดยที่ไม่มองหน้าอินทัชแม้แต่น้อย แววตาเธอเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ เธอไม่สามารถที่จะยืนอยู่ในบรรยากาศที่แสนจะอึดอัดแบบนี้ต่อไปได้ เมื่อเพื่อนรักเดินออกไป ธัญชนกก็ไม่รีรอรีบเดินตามกัญญาวีร์ไปในเช่นกัน เหมือนตอนนี้ธัญชนกก็ไม่ค่อยพอใจให้อินทัชเท่าไหร่นัก อินทัชมองตามหลังกัญญาวีร์ด้วยแววตากังวลและรู้สึกผิด ทำให้ภริดาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ดูจะผิดหวังอยู่เหมือนกันที่อินทัชแคร์ความรู้สึกกัญญาวีร์มากมายขนาดนี้ “หมอจะตามแก้วไปก็ได้นะคะ” ภริดาหันมาแจ้งต่อชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ความรู้สึกเธอในตอนนี้เหมือนคนที่กำลังจะเสียของรักไป ทั้งที่ตัวเองไม่อยากให้อินทัชตามกัญญาวีร์ไปแม้แต่น้อยแต่ก็ต้องจำใจเอ่ยแบบนั้นออกไป เมื่อชายหนุ่มที่ยืนข้างๆ ดูจะกังวลกับเรื่องหญิงสาวที่พึ่งเดินจากไป ภริดาขยำกระโปรงที่สวมใส่อยู่ด้วยความกังวล แววตาเริ่มสั่นไหว ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้อินทัชตามกัญญาวีร์ออกไปเลย ไม่งั้นเธอคงต้องปวดใจมากแน่“หมอจะพาแก้วไปไหนคะ”กัญญาวีร์เอ่ยถามชายที่เดินกุมมือเธอลงเชิงเขาเพื่อตรงไปยังรถที่จอดเอาไว้ อินทัชเองก็ไม่ยอมบอกกล่าวอะไรกัญญาวีร์แม่แต่น้อย ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มให้กับหญิงสาวเท่านั้น“ก็กลับเรือนหอเราไง”“เรือนหอที่ไหนคะ หมออย่าล้อเล่นกับแก้วแบบนี้สิ”“หมอพูดจริง เดี๋ยวแก้วไปถึงก็รู้เอง” แววตาอินทัชดูเจ้าเล่ห์นัก“หมอคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หมอกับแก้วเข้าไปคุยกับตากับยายของแก้วให้ท่านรับรู้ด้วยได้มั้ยคะ ไหนจะแม่แก้วอีก แก้วไม่อยากให้พวกท่านมองว่าเราทำอะไรโดยที่ไม่รู้จักคิด ไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในสายตา”“แก้วไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก งั้น…เราไปหาตากับยายและแม่ของแก้วตอนนี้เลยดีมั้ย ไปบอกพวกท่านว่าเราแต่งงานกันแล้ว”“หมอล้อเล่นอีกแล้ว แก้วไม่ได้จะบอกว่าไปตอนนี้ซะหน่อย” หญิงสาวหลุดขำเมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังของอินทัช“งั้น…ก็ไปกัน แก้วจะได้รู้ว่าหมอล้อเล่นหรือเปล่า”เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็กุมมือหญิงสาวไปขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปพาเธอไปยังสถานที่ที่หนึ่ง กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจมาก เพราะทางที่อินทัชขับมาเป็นทางเข้ามาในหมู่บ้านอองตอง และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่ทั้งคู่แสนจ
1 เดือนผ่านไปสวนแปลงดอกไม้ของกัญญาวีร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ตอนนี้หญิงสาวได้จ้างให้สะล้อเข้ามาช่วยดูแลสวนของเธอเพิ่มเติม เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัวของชายหนุ่ม ก่อนหน้านี้สะล้อทำงานรับจ้างทั่วไปตามหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านเพื่อเอาค่าใช้จ่ายมาจุนเจือครอบครัว ด้วยความขยันขันแข็งชายหนุ่มเลยทำให้กัญญาวีร์เห็นความสามารถของชยหนุ่มในตรงนี้้กัญญาวีร์ยืนมองคนงานที่ลงแปลงดินอย่างขยันขันแข็งก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหญิงสาวคงจะได้ลงพันธุ์ดอกไม้ในอีกไม่กี่วันนี้“ใกล้เสร็จแล้วนี่ สวนดอกไม้ของแก้วต้องมีดอกเบญจมาศสีขาวและดอกเดซีด้วยนะ” อินทัชที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เอ่ยทักทายหญิงคนรักที่ยืนยิ้มอยู่“ทำไมต้องเป็นเบญจมาศกับเดซีด้วยคะ” หญิงสาวหันมายิ้มก่อนจะถามกลับชายหนุ่มไป ทั้งที่เธอเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว“ก็ดอกไม้พวกนี้มีความหมายกับหมอไง เมื่อหลายปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งชอบเอาดอกไม้มาจีบหมออยู่เรื่อยเลยนะสิ”“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง แล้วเด็กสาวคนนั้นจีบหมอติดมั้ยคะ” หญิงสาวหยอกเย้ากลับอินทัชเดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลัง มือหนาทั้งสองข้างกุมมือของเธอเอาไว้อย่างอบอุ่น
กัญญาวีร์ใช้เวลาอยู่ที่เชิงเขาค่อนข้างนาน หญิงสาวนั่งลงที่พื้นหญ้าเขียวขจี ลมพัดอ่อนๆ ในยามเย็นทำให้เธอรู้สึกดีมากนัก ที่ตรงนี้เป็นที่รวมความทรงจำมากมายของเธอและอินทัชเอาไว้เมื่อตะวันเริ่มตกดินก็ควรได้เวลาที่เธอควรกลับ กัญญาวีร์ปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างจากไฟตามข้างทางขึ้นมาบ้างแล้ว ในเวลาพลบค่ำแบบนี้มองเห็นไฟประดับที่มีทุกจุดของทางเดินก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามนัก เพราะเมื่อก่อนดวงไฟตามจุดต่างๆ ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ ทุกอย่างที่นี่ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติและความสงบไว้เช่นเมื่อก่อนกัญญาวีร์ปั่นจักรยานมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เธอจำได้ไม่เคยลืม หญิงสาวคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนที่เธอได้เจออินทัชที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้เป็นครั้งแรก วันวานที่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเธอกับอินทัชนั้นทำให้เธอมีความสุขมากจริงๆ อบอุ่นทุกครั้งที่ได้คิดถึงวันวันเหล่านั้นหญิงสาวมองรอบๆ ต้นไม้ด้วยความอาวรณ์ ผ่านมาหลายปีต้นไม้ยิ่งสูงตระหง่านมากกว่าเดิม ไฟประดับที่ระยิบระยับตามกิ่งไม้นั้นยังดูสวยงามไม่เปลี่ยน กัญญาวีร์เดินเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ
หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงยีนสีกรม กำลังยืนหลับตากางแขนรับลมและแสงแดดยามสายที่แสนจะอบอุ่นนี้ อากาศที่นี่ยังคงสดชื่นเหมือนเช่นเคยไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าไหร่ กัญญาวีร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและมองไปยังทางข้างหน้าที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่หมู่บ้านอองตองหญิงสาวยิ้มร่าออกมาด้วยความสุขใจ ในที่สุดวันที่เธอเฝ้ารอคอยก็มาถึง ใบหน้าหญิงสาวยิ้มแย้มและสดใสอยู่ตลอดเวลา กัญญาวีร์ยืนอยู่ไม่นานก็มีเสียงชายสูงวัยบางคนตะโกนออกมาจากข้างในรถ ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองตามเสียงนั้นในทันที“หนู…จะเข้าไปในหมู่บ้านหรือยัง ลุงต้องไปรับลูกค้าอีกนะ” ชายสูงวัยเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่“อ่อจ้า ขอโทษด้วยจ้าลุง พอดีหนูดีใจไปหน่อยที่ได้กลับมาที่นี่ งั้นเราไปกันได้เลยจ้า” หญิงสาวยิ้มตอบรับก่อนจะเดินไปเปิดประตูขึ้นรถที่จอดอยู่กัญญาวีร์จ้างรถรับจ้างในตัวเมืองให้มาส่งเธอที่หมู่บ้านอองตอง ระหว่างทางก่อนเข้าหมู่บ้านหญิงสาวให้ลุงคนขับจอดรถเพื่อที่เธอจะลงไปสูดอากาศให้เต็มปอดตามที่เธอตั้งใจเอาไว้ จนเวลาล่วงเลยไปมากทำให้ลุงคนขับต้องเอ่ยท้วงติงกัญญาวีร์มาถึงบ้านก็เห็นตากับยายมายืนรอรับที่หน้าบ้าน หญิงสาวรีบวิ่งไปกอดตากับยา
กรพัฒน์ขับรถมาส่งธัญชนกที่คอนโดของหญิงสาวตามที่รับปากเอาไว้ ระหว่างทางชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มตลอดทาง จะพูดออกมาก็ตอนที่หญิงสาวเอ่ยถามไถ่ก็เท่านั้น“นี่หมอ…จะพูดกับฉันแค่นี้จริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวเริ่มงอแง“แล้วคุณจะให้ผมพูดอะไรล่ะ คุณอยากให้ผมมาส่ง ผมก็มาส่งแล้วไง คุณถามผม…ผมก็ตอบไป” ชายหนุ่มตอบกลับ“แล้วที่ผ่านมาที่หมอไม่ได้เจอฉัน ไม่ได้ยินเสียงฉัน หมอไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอคะ”“ผมควรจะคิดถึงคุณด้วยเหรอ คุณเองก็หายเงียบไปเหมือนกัน ผมก็นึกว่าคุณจะไปจีนแล้วซะอีก” ชายหนุ่มเอ่ยประชด“แล้วทำไมฉันต้องไปอยู่จีนด้วยคะ”“ช่างเถอะ…คุณจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อยหน่อย” ชายหนุ่มบ่ายเบี่ยง“อ๋อ…ที่แท้หมอกรก็คิดว่าฉันไปหาคุณตรีที่จีนนี่เอง ไม่น่าล่ะ…หลายวันมานี้ไม่ยอมโทรหาฉันเลย” หญิงสาวยิ้มชอบใจที่รู้ทันชายหนุ่มกรพัฒน์เองได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวก็ไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย ชายหนุ่มหักรถเลี้ยวจอดที่ข้างทาง เขามองธัญชนกด้วยความสั่นไหว ทำไมในเวลานี้หญิงสาวถึงยิ้มร่าชอบใจไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างน้อยเธอก็น่าจะเห็นใจเขาบ้าง“สนุกมากใช่มั้ยที่ทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าผมชอบคุณมาก แต่คุณก็ยังมาเล่นกับควา
กัญญาวีร์นั่งรอธัญชนกอยู่ในรถอยู่หน้าบ้านของอินทัช หลังจากที่ธัญชนกเอ่ยลากับชนิศาเรียบร้อย เธอก็เดินตรงมาขึ้นรถในทันที หญิงสาวมองผู้เป็นเพื่อนรักที่นั่งร้องไห้ไม่ขาดสายด้วยความเวทนา“ชะเอม…ฉันว่าเราไปหาพ่อกับแม่ของหมออินดีกว่า พวกท่านน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ยังไงฉันก็มั่นใจว่าหมออินจะไม่ไปแบบนี้แน่ๆ” กัญญาวีร์เอ่ยขอร้องเพื่อนรักที่นั่งอยู่เบาะคนขับ“เธอจะบ้าเหรอแก้ว นั่นมันจันทบุรีเลยนะ เธอไม่ต้องไปหรอก เมื่อกี๊..ฉันโทรไปที่บ้านหมออินแล้ว แม่หมออินก็บอกว่าหมออินไปแล้วเหมือนกัน ยอมรับความจริงเถอะนะแก้วว่าหมออินเขาไปแล้วจริงๆ”“ทำไมหมอถึงใจร้ายแบบนี้ อย่างน้อยเขาควรบอกฉันบ้างสิว่าจะไป เขาไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าเขาเลย แม้แต่เสียงของเขาฉันก็ไม่ได้ยิน” หญิงสาวสะอื้นร่ำไห้“ก็นี่มันเป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ ที่หมอจากไปโดยไม่บอกเธอ เพราะหมออาจจะทำใจไม่ได้ถ้าเห็นหน้าเธออีก เขาเลยเลือกทำแบบนี้ไง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเธอเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากจะให้เป็นไม่ใช่เหรอ”ธัญชนกเอ่ยแจ้งต่อเพื่อนสาว เพราะเธอเองก็ไม่เห็นด้วยนักที่กัญญาวีร์จะร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ ทุกอย่างล้วนเกิดจากสิ่ง







