LOGINอินทัชปั่นจักรยานออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อจะแวะไปหากัญญาวีร์ที่บ้านของเธอ เขายังคงรู้สึกผิดกับเรื่องเมื่อวาน แต่ดูเหมือนว่ากัญญาวีร์จะไม่ได้อยู่บ้านเพราะเธอออกไปทำธุระแต่เช้าตรู่ อินทัชพยายามโทรติดต่อกัญญาวีร์ตั้งแต่เมื่อคืนแต่โทรไปก็ไม่ติดเหมือนเธอจะปิดเครื่องไว้ วันนี้กัญญาวีร์ขึ้นไปบนดอยกับอาสาสมัครเพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้านบนดอยที่ขาดแคลนสิ่งของอุปโภคบริโภค เธอทำแบบนี้ทุกปีและถ้าครั้งไหนที่เพื่อนรักของเธออย่างธัญชนกว่างก็จะมาร่วมอาสาในครั้งนี้ด้วย แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้ธัญชนกจะต้องปฏิเสธเพราะตารางเรียนที่แน่นจนเกินไป แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่มีธนินเข้ามาอาสาแทน
เมื่อเป้าหมายที่อินทัชต้องการพบไม่อยู่ เขาก็ปั่นจักรยานมุ่งสู่ศูนย์อนามัยต่อทันที วันนี้ที่ศูนย์อนามัยไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไหร่พอมีเวลาให้อินทัชผ่อนคลายได้บ้าง “หมอครับ! หมอช่วยเมียผมด้วย” เสียงของชายวัยกลางคนอุ้มร่างหมดสติของผู้เป็นภรรยาที่โชกไปด้วยเลือด ตะโกนสุดเสียงเข้ามาในศูนย์อนามัยด้วยท่าทางร้อนรน จนทำให้อินทัชและพยาบาลสาวต้องช่วยกันประคองร่างนั้นให้ขึ้นนอนอยู่บนเตียงเพื่อทำการรักษาให้เร็วที่สุด “คนไข้เป็นอะไรมาคะ” ฤดี พยาบาลสาวเอ่ยถามด้วยท่าทางร้อนใจ “เมียผมถูกรถชนครับ ผมเองที่ขับชนเธอ ผมไม่ทันมองให้ดีก่อนว่าเธอเดินตัดหน้ามาพอดี หมอต้องช่วยเมียผมนะครับ” เสียงร้องไห้ระงมของผู้เป็นสามีดังลั่นทั่วศูนย์อนามัย จนอินทัชต้องตะแบงเสียงให้หยุดเพราะการโวยวายของเขาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น อินทัชรีบให้การรักษาเบื้องต้นให้เร็วที่สุด ลำพังแค่เครื่องมืออุปกรณ์ในศูนย์อนามัยคงไม่สามารถช่วยหญิงดังกล่าวได้ เพราะเธอค่อนข้างอาการสาหัสมากพอสมควร อินทัชให้ฤดีพยาบาลสาวติดต่อเรียกรถฉุกเฉินให้มารับหญิงสาวที่ประสบอุบัติเหตุที่ศูนย์อนามัยทันที โดยที่เขาทำการรักษาเบื้องต้นไปก่อน หญิงสาวที่นอนแน่นิ่งตรงหน้าทำให้อินทัชหวนนึกถึงผู้เป็นพี่ชายมาวูบหนึ่ง ไม่ว่ายังไงผู้หญิงคนนี้ก็จะเสียชีวิตไม่ได้ เขาไม่อยากเห็นภาพซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว สักพักรถฉุกเฉินก็มาถึง อินทัชขึ้นรถฉุกเฉินไปกับคนไข้ดังกล่าวเพื่อส่งเธอให้ถึงโรงพยาบาลด้วยตัวเอง และยังคงรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินจนกว่าหญิงดังกล่าวจะพ้นขีดอันตราย อินทัชนั่งรอหญิงสาวดังกล่าวอยู่หน้าห้องแบบนั้น เสื้อกาวน์ของเขาเปื้อนไปด้วยคราบเลือดของเธอ เวลาล่วงเลยไปสักพักใหญ่ๆ มีหมอหนุ่มเดินออกมาจากห้องฉุกเฉินเพื่อแจ้งข่าวการรักษาเป็นไปได้ด้วยดี เขาถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งที่หญิงดังกล่าวปลอดภัยแล้ว “คุณคือหมออินทัชใช่มั้ยครับ ถ้าไม่ได้คุณหมอรักษาก่อนจะส่งมาที่นี่ ผู้หญิงคนนั้นก็คงเสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาโชคดีจริงๆ ที่มีหมอแบบคุณอยู่” หมอหนุ่มที่ดูจะมีอายุมากกว่าอินทัชเล็กน้อยเอ่ยแจ้งต่อชายหนุ่ม เพราะเขาเองก็ดูจะนับถือความสามารถในการรักษาของอินทัชเช่นกัน “ขอบคุณมากนะครับหมอ” อินทัชยิ้มรับ อินทัชเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยท่าทางอิดโรย เขาเดินมานั่งตรงม้านั่งนอกโรงพยาบาล นั่งประสานมือตัวเองก่อนจะเอามือทั้งสองข้างปิดหน้าแล้วก้มลงเพื่อร้องไห้ เสียงสะอื้นชายหนุ่มช่างหดหู่ยิ่งนัก อินทัชรู้สึกดีใจที่ผู้หญิงคนนั้นรอด แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็รู้สึกแย่และเสียใจที่ผู้เป็นพี่ชายไม่มีโอกาสรอดแบบนี้ ถ้าวันนั้นเขาช่วยพี่ชายเหมือนที่ช่วยผู้หญิงคนนี้ได้ก็คงจะดี ความเจ็บปวดของอินทัชหวนกลับมาอีกครั้ง เขาเป็นถึงหมอช่วยเหลือคนอื่นมามากมายแต่พอเป็นพี่ชายตัวเองกลับทำอะไรไม่ได้ ถ้าวันนั้นเขาอยู่กับผู้เป็นพี่ชายเหมือนวันนี้ก็คงไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้น เสียงร่ำไห้ของอินทัชยังดังกึกก้องทั่วบริเวณนั้น ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้แต่มองเขาด้วยความหดหู่แต่ไม่มีใครสักคนที่จะเข้ามาถามและปลอบประโลมใจ ในขณะที่อินทัชยังก้มหน้าร่ำไห้อยู่นั้น มือบางของหญิงสาวบางคนแตะไปที่ไหล่กว้างนั้นของเขา อินทัชค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยคราบน้ำตาที่อาบแก้มอยู่ หญิงสาวดังกล่าวนั่งยองลงตรงหน้าเขาด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะยื่นมือบางไปเช็ดคราบน้ำตาของชายหนุ่มออก “ไม่เป็นไรนะคะ หมอเก่งมากเลยรู้มั้ย” ภริดาที่ทราบข่าวจากฤดีพยาบาลสาวก็รีบขับรถของลุงคำปูนมาหาอินทัชที่โรงพยาบาลทันที เธอเป็นกังวลเมื่อทราบจากฤดีว่าอินทัชดูจะไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ตอนทำการรักษาหญิงสาวดังกล่าวก่อนที่จะนำเธอส่งโรงพยาบาล ภริดารู้สึกเป็นห่วงอินทัชเป็นอย่างมาก พอมาเห็นสภาพของอินทัชในตอนนี้ก็ยิ่งกังวลและเป็นห่วงมากกว่าเดิม “หมออินของหวานเก่งที่สุดเลยค่ะ” เสียงหญิงสาวพยายามปลอบประโลม สิ้นคำพูดของภริดา อินทัชก็โผเข้ากอดภริดาทันที ในเวลานี้เขาต้องการแค่ใครสักคนที่ปลอบประโลมเขา ให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยว อินทัชกอดภริดาไว้อย่างแนบแน่นไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ภริดาเองก็รับอ้อมกอดนั้นอย่างไม่รีรอ เธอลูบหลังชายหนุ่มด้วยความอ่อนโยน เมื่อความรู้สึกจมดิ่งของอินทัชเริ่มคลี่คลาย เขาก็เล่าเรื่องทุกอย่างของผู้เป็นพี่ชายให้ภริดาฟัง ทำให้ภริดาเข้าใจความรู้สึกของอินทัชเป็นอย่างดี และตอนนี้เธอก็รู้เหตุผลที่อินทัชหนีจากความวุ่นวายภายในใจที่ต้องเห็นและวนเวียนอยู่กับสิ่งเดิมๆ จนพาตัวเองมาอยู่ที่สงบๆ แบบนี้ “ฉันจะไม่ขอให้หมอลืมอดีตที่เจ็บปวดหรอกนะคะ ถ้าหมอรู้สึกไม่ไหวก็แค่ร้องไห้ออกมา เราไม่จำเป็นต้องทำตัวให้เข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้ ฉันเชื่อนะคะว่าเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น พี่ชายของหมอก็คงอยากให้หมอมีชีวิตที่มีความสุขเหมือนกัน และตอนนี้พี่ชายของหมอคงอยากจะเห็นรอยยิ้มของหมอมากกว่า” คำพูดปลอบประโลมของภริดาทำให้อินทัชรู้สึกดีเป็นอย่างมาก เขาจ้องมองภริดาด้วยแววตาเปล่งประกายและรู้สึกดีต่อหญิงสาวตรงหน้ายิ่งนัก “กลับบ้านเถอะค่ะ วันนี้ฉันจะเป็นคนขับรถให้หมอเอง” ภริดายิ้มหวานให้ชายตรงหน้าอีกครั้งก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปขึ้นรถเพื่อกลับบ้านโดยมีภริดาเป็นคนขับ เมื่อมาถึงบ้าน ทันทีที่อินทัชลงจากรถ เทวกาก็วิ่งเข้ามาสวมกอดอินทัชในทันที เทวการู้ดีว่าเหตุการณ์วันนี้จะทำให้อินทัชหวนนึกถึงอดีตที่แสนเจ็บปวดอีกครั้ง และยิ่งเห็นสภาพที่อิดโรยนั้นของอินทัชก็ยิ่งทำให้เทวกาเป็นห่วงและกังวล ภริดาที่มองทั้งคู่ยืนกอดกันจากในรถก็รู้สึกใจหวิวอยู่ไม่น้อย เวลาแบบนี้เธอไม่ควรจะมีอารมณ์มาหึงหวงอินทัชควรให้กำลังใจเขามากกว่า เมื่อทำหน้าที่ส่งอินทัชกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยเธอเองก็ควรกลับได้แล้วเหมือนกัน อินทัชมองตามรถที่พึ่งขับออกไปในขณะที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของเทวกา ก่อนจะคลายอ้อมกอดนั้นแล้วหันกลับมามองหญิงสาวตรงหน้าที่เป็นกังวลอยู่ตอนนี้ “อินไม่เป็นไร ร้องไห้ทำไมเนี่ย” อินทัชเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มพร้อมยื่นมือไปเช็ดน้ำตาเทวกาที่ร้องไห้อยู่ “อินไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่มั้ย ต่อหน้าเตยอินไม่ต้องทำตัวเข้มแข็งก็ได้” “อินไม่ได้ทำตัวเข้มแข็งแต่อินไม่เป็นอะไรจริงๆ” อินทัชเผยรอยยิ้มเล็กน้อย “จริงๆ ใช่มั้ย” เทวกาย้ำถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง “จริงสิ แล้วนี่มีอะไรกินบ้างอินหิวแล้ว” อินทัชเปลี่ยนเรื่อง เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้เทวกาต้องเป็นกังวลกับเรื่องของเขาเหมือนกัน หลังจากทานข้าวและทำกิจธุระส่วนตัวเรียบร้อย อินทัชก็เข้ามายังห้องทำงานของเขา เขานั่งลงที่เก้าอี้หยิบรูปถ่ายเขากับพี่ชายที่วางตั้งไว้บนโต๊ะขึ้นมาดูก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย “ผมจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้มีความสุข ผมรักพี่นะครับ” อินทัชยิ้มกับรูปถ่ายนั้นอีกครั้งก่อนจะวางมันไว้ที่เดิม วันนี้ความรู้สึกอัดอั้นของเขาเหมือนได้ปลดปล่อยออกมา เขาหยิบรูปถ่ายวิวธรรมชาติที่ภริดาเคยให้ไว้มาดูแทน คิดถึงเจ้าของรูปถ่ายใบนี้ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยใบหน้าอิ่มเอม “ขอบคุณนะครับ” จากนั้นก็วางรูปถ่ายนั้นลงแล้วเดินไปนอนที่โซฟาที่เดิม เนื่องจากห้องนอนของเขายังคงให้เทวกาใช้อยู่นั่นเอง _____________________________________ 2 วันผ่านไป “ทำอะไรอยู่ครับ” เสียงชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวที่กำลังยืนบนเก้าอี้เพื่อจัดตกแต่งไฟประดับที่ต้นไม้หน้าบ้านของคำปูน “อ๋อ..ฉันกำลังจะประดับไฟตรงนี้ค่ะ ตอนกลางคืนออกมานั่งรับลมเล่นจะได้ดูไฟพวกนี้ไปด้วย แล้วหมอมีอะไรหรือเปล่าคะมาหาลุงปูนเหรอ” ภริดาเอ่ยถามชายหนุ่มขณะที่ยังวุ่นกับการจัดไฟประดับอยู่ “เดี๋ยวผมทำให้ดีกว่า” อินทัชเอ่ยอาสา เพราะการยืนบนเก้าอี้ของภริดาดูจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ เกรงว่าหญิงสาวจะพลาดท่าตกลงจากเก้าอี้เสียก่อน ไม่กี่นาทีต่อมาไฟประดับก็ถูกอินทัชจัดการเรียบร้อย “โห! ถ้าเป็นฉันคงอีกหลายชั่วโมงกว่าจะทำเสร็จ ดีนะคะที่หมอมาช่วย ถ้ามาหาลุงปูนหมอคงมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ ลุงปูนเข้าไปทำธุระในเมืองค่ะ” “ผมมาหาคุณ” อินทัชเอ่ยตอบหญิงสาว “คะ มาหาฉันเหรอคะ” คำตอบของอินทัชทำให้ภริดาแปลกใจและรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย “หมอมาหาฉันมีอะไรหรือเปล่าคะ” ภริดาเอ่ยถามด้วยความเคอะเขิน “วันนี้วันหยุดของผมก็เลยจะชวนคุณหวานออกไปปั่นจักรยานเล่นกัน สองวันมานี้ผมเองก็ยุ่งตลอดว่าจะมาขอบคุณ คุณหวานสักหน่อย” “ขอบคุณฉันเรื่องอะไรคะ” ภริดาเลิกคิ้วเล็กน้อย “ก็คำพูดของคุณในวันนั้นทำให้ผมคิดได้ แบบนี้ผมควรต้องขอบคุณ คุณไม่ใช่เหรอ” “ไม่เป็นไรค่ะ สำหรับฉันขอแค่ทำให้หมอมีความสุขฉันก็ดีใจแล้วค่ะ” ภริดาชะงักกับคำพูดตัวเองเมื่อสักครู่ เหมือนเธอสารภาพความในใจกับเขาไปยังไงอย่างงั้น อินทัชมองหน้าหญิงสาวที่เขินอายหน้าแดงด้วยความเอ็นดู “แล้วตกลงคุณหวานจะออกไปเดินเล่นกับผมมั้ย” อินทัชเปลี่ยนเรื่องเพราะเห็นว่าภริดาดูเลิ่กลั่กอยู่พอสมควร “ไปสิคะ เดี๋ยวฉันขอไปเอากระเป๋าก่อน หมอรอแป๊บนะคะ” กล่าวจบภริดาก็วิ่งเข้าไปในบ้านพักของเธอทันที อินทัชยังคงรออยู่ที่ใต้ต้นไม้ตรงหน้าบ้านคำปูน ก่อนจะเบนสายตามาเห็นกัญญาวีร์ที่ปั่นจักรยานมาจอดอยู่ตรงหน้าเขาพอดี อินทัชเห็นผ้าพันแผลที่มือของหญิงสาวก็นึกได้ เขามองกัญญาวีร์ด้วยแววตาเป็นกังวล กัญญาวีร์เองก็รีบเอามือที่พันแผลนั้นไขว้หลังไว้ทันทีเมื่อเห็นอินทัชจับจ้องอยู่ “ให้หมอดูแผลหน่อยได้มั้ย” “ไม่เป็นไรค่ะ” กัญญาวีร์รีบถอยห่างเมื่ออินทัชเดินเข้ามาใกล้ “เป็นยังไงบ้างขึ้นดอยมา” น้ำเสียงของอินทัชช่างอ่อนโยนนัก “ก็ดีค่ะ แก้วจะมาหาลุงผู้ใหญ่ เอารายงานอาสาสมัครมาแจ้งผู้ใหญ่ค่ะ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผู้ใหญ่ไม่อยู่น่ะเข้าไปในเมือง” อินทัชยิ้มตอบกลับ “งั้น…เดี๋ยวแก้วค่อยแวะมาใหม่ก็แล้วกัน” “เดี๋ยวสิแก้ว” อินทัชคว้าแขนหญิงสาวไว้ทันทีเมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะปั่นจักรยานกลับออกไป “คือหมอ…” “เสร็จแล้วค่ะ เราไปกันเลยมั้ยคะ” ไม่ทันที่อินทัชจะเอ่ยจบ ภริดาเดินตะโกนเข้ามาพอดี อินทัชปล่อยมือที่จับแขนกัญญาวีร์ออกก่อนจะหันมายิ้มให้ภริดาที่กำลังเดินเข้ามา “ครับ” อินทัชยิ้มตอบรับ กัญญาวีร์มองทั้งคู่ด้วยสายตาขุ่นเคืองปนน้อยใจก่อนจะเลี้ยวจักรยานกลับออกไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่ออินทัชเอ่ยเรียกเธออีกรอบ “เดี๋ยวเย็นนี้หมอไปหาแก้วที่บ้านนะ จะเข้าไปดูแผลให้แก้วด้วย” กัญญาวีร์ไม่ได้ตอบกลับอะไรเธอไม่สนใจคำพูดของอินทัชด้วยซ้ำ เธอปั่นจักรยานกลับบ้านไปในทันที “แก้วเป็นอะไรหรือคะ ทำไมต้องทำแผลด้วย” ภริดาหันมาถามอินทัชด้วยสีหน้าสงสัย “พอดีบาดเจ็บนิดหน่อย ไม่เป็นไรมากหรอก เราไปกันเลยมั้ย” “ค่ะ” ทั้งคู่ออกไปปั่นจักรยานเล่นรอบๆ หมู่บ้านด้วยกัน ระหว่างที่นั่งซ้อนท้ายชายหนุ่มภริดาก็จ้องมองไปที่อินทัช ภริดารู้สึกได้ว่าอินทัชให้ความเป็นห่วงกัญญาวีร์อยู่พอสมควร เธออยากรู้ว่าตอนนี้อินทัชมีคนในใจแล้วหรือยัง เพราะทุกการกระทำของเขาที่มีต่อเธอ กัญญาวีร์หรือแม้แต่เทวกาที่เขาบอกว่าเป็นเพื่อนนั้นดูให้ความสำคัญไปหมดทุกคน ภริดาได้แต่ภาวนาว่าเธอจะเป็นคนที่อยู่ในใจอินทัช ภริดาค่อยๆ เลื่อนมือไปโอบเอวของชายหนุ่มที่ปั่นจักรยานอยู่ก่อนจะซบหน้าพิงที่หลังกว้างของชายหนุ่มดังกล่าว อินทัชรู้สึกแปลกใจต่อการกระทำของหญิงสาวเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร อาจจะเป็นเพราะทางที่สัญจรคดเคี้ยวและลูกรังเลยเกรงว่าจะตกจากจักรยานก็เป็นได้ ทั้งคู่ปั่นจักรยานชมวิวด้วยความเพลิดเพลิน ครั้งนี้ภริดาไม่ได้พกกล้องออกมาด้วย เพราะเธออยากใช้ทุกช่วงเวลาจับจ้องอยู่กับอินทัชให้ได้มากที่สุด กว่าทั้งคู่จะกลับก็มืดค่ำพอดี อินทัชปั่นจักรยานมาส่งภริดาหน้าบ้านผู้ใหญ่คำปูนก่อนจะเลี้ยวจักรยานกลับแล้วปั่นมุ่งหน้าไปบ้านของกัญญาวีร์ต่อ ภริดามองตามหลังอินทัชจนละสายตา เธอไม่สามารถทนเก็บความรู้สึกที่มีต่อเขาได้อีกแล้ว เธอควรจะบอกเขาไปว่าเธอรู้สึกยังไงกับเขา ต่อให้เขาจะปฏิเสธเธอก็ตาม อินทัชปั่นจักรยานมาหากัญญาวีร์ตามที่ได้บอกเธอเอาไว้ พอมาถึงผู้เป็นยายก็แจ้งต่ออินทัชว่าหลานสาวคนเดียวของเธอตอนนี้กำลังนั่งเล่นอยู่ที่แปลงดอกไม้สำหรับเพาะจำหน่าย เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่รีรอที่จะไปหากัญญาวีร์ในทันที “คุยกับดอกไม้เหรอ” เสียงชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความยิ้มแย้มเมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้านั่งหยอกเย้าอยู่กับดอกไม้ด้วยความอารมณ์ดี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบเฉยเมื่ออินทัชเดินเข้ามา กัญญาวีร์เองก็แปลกใจเล็กน้อยที่เห็นอินทัชอยู่ที่นี่ เพราะเธอเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมาหาเธอตามที่พูดเอาไว้ แต่ด้วยความน้อยใจเลยไม่แม้แต่จะสนทนากับชายหนุ่มที่เอ่ยถามเมื่อสักครู่แม้แต่น้อย “หมอขอโทษนะ ยกโทษให้หมอได้มั้ย” เสียงอินทัชช่างออดอ้อนยิ่งนัก กัญญาวีร์ไม่ได้ตอบกลับ เธอไม่สนใจคำพูดของอินทัชและลุกขึ้นเพื่อเดินหนีเขา แต่อินทัชมีรึจะปล่อยเธอไปง่ายๆ “อย่าพึ่งไปสิ” เขาคว้าแขนหญิงสาวเอาไว้ในทันที “ถ้าแก้วไม่พูดกับหมอ หมอก็จะอยู่ตรงนี้แหละ และจะไม่ไปไหนด้วย” “ก็ตามใจหมอสิคะ แก้วจะเข้าบ้านแล้ว” กัญญาวีร์ยังคงหน้ามุ่ยอยู่เช่นเดิม “ก็หมอมาขอโทษแก้วแล้วไง เตยเล่าทุกอย่างให้หมอฟังหมดแล้ว พอหมอรู้ความจริงหมอก็รีบมาหาแก้วเลยนะ พอโทรไปแก้วก็ปิดเครื่อง” “แก้วไม่ได้ปิดเครื่องสักหน่อยที่บนดอยมันไม่มีสัญญาณ” หญิงสาวตอบกลับ “จริงเหรอ แต่หมอว่าหมอโทรหาแก้วก่อนที่แก้วจะขึ้นดอยนะ” อินทัชเอ่ยถามอีกครั้ง เพราะเขาก็อยากรู้ว่าหญิงสาวจะบ่ายเบี่ยงคำตอบแบบไหนอีก “ก็…มือถือแบตหมดไงคะ แล้วหมอจะเซ้าซี้แก้วทำไมเนี่ย” หญิงสาวเริ่มเลิ่กลั่กทันทีเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าจับทางโกหกของเธอได้ “ก็ได้ๆ หมอไม่ถามแล้ว” อินทัชยิ้มเล็กน้อยเพราะดูเหมือนกัญญาวีร์จะเริ่มหายโกรธเขาบ้างแล้ว อินทัชจับมือของหญิงสาวขึ้นมาดู เขาแกะผ้าพันแผลออกด้วยความนุ่มนวล เมื่อเห็นว่าแผลแห้งสนิทแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจกับท่าทีของอินทัชอยู่ไม่น้อย ความห่วงใย ความเอาใจใส่ของอินทัชยิ่งทำให้กัญญาวีร์รู้สึกหลงและถวิลหาเขามากกว่าเดิมอีก ทำไมเขาถึงได้ดีต่อเธอและหญิงสาวคนอื่นๆ ด้วย ความรู้สึกของเขาตอนนี้ที่มีต่อเธอมันคืออะไรกันแน่ กัญญาวีร์ยังคงจ้องไปที่นัยน์ตาชายหนุ่มตรงหน้า จนอินทัชต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ทำไมถึงมองหมอแบบนี้ล่ะ” อินทัชเผยรอยยิ้มเล็กน้อย มองกลับหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนที่จะถูกกัญญาวีร์จู่โจมประทับรอยจูบอย่างไม่ทันตั้งตัว“หมอจะพาแก้วไปไหนคะ”กัญญาวีร์เอ่ยถามชายที่เดินกุมมือเธอลงเชิงเขาเพื่อตรงไปยังรถที่จอดเอาไว้ อินทัชเองก็ไม่ยอมบอกกล่าวอะไรกัญญาวีร์แม่แต่น้อย ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มให้กับหญิงสาวเท่านั้น“ก็กลับเรือนหอเราไง”“เรือนหอที่ไหนคะ หมออย่าล้อเล่นกับแก้วแบบนี้สิ”“หมอพูดจริง เดี๋ยวแก้วไปถึงก็รู้เอง” แววตาอินทัชดูเจ้าเล่ห์นัก“หมอคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หมอกับแก้วเข้าไปคุยกับตากับยายของแก้วให้ท่านรับรู้ด้วยได้มั้ยคะ ไหนจะแม่แก้วอีก แก้วไม่อยากให้พวกท่านมองว่าเราทำอะไรโดยที่ไม่รู้จักคิด ไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในสายตา”“แก้วไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก งั้น…เราไปหาตากับยายและแม่ของแก้วตอนนี้เลยดีมั้ย ไปบอกพวกท่านว่าเราแต่งงานกันแล้ว”“หมอล้อเล่นอีกแล้ว แก้วไม่ได้จะบอกว่าไปตอนนี้ซะหน่อย” หญิงสาวหลุดขำเมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังของอินทัช“งั้น…ก็ไปกัน แก้วจะได้รู้ว่าหมอล้อเล่นหรือเปล่า”เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็กุมมือหญิงสาวไปขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปพาเธอไปยังสถานที่ที่หนึ่ง กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจมาก เพราะทางที่อินทัชขับมาเป็นทางเข้ามาในหมู่บ้านอองตอง และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่ทั้งคู่แสนจ
1 เดือนผ่านไปสวนแปลงดอกไม้ของกัญญาวีร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ตอนนี้หญิงสาวได้จ้างให้สะล้อเข้ามาช่วยดูแลสวนของเธอเพิ่มเติม เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัวของชายหนุ่ม ก่อนหน้านี้สะล้อทำงานรับจ้างทั่วไปตามหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านเพื่อเอาค่าใช้จ่ายมาจุนเจือครอบครัว ด้วยความขยันขันแข็งชายหนุ่มเลยทำให้กัญญาวีร์เห็นความสามารถของชยหนุ่มในตรงนี้้กัญญาวีร์ยืนมองคนงานที่ลงแปลงดินอย่างขยันขันแข็งก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหญิงสาวคงจะได้ลงพันธุ์ดอกไม้ในอีกไม่กี่วันนี้“ใกล้เสร็จแล้วนี่ สวนดอกไม้ของแก้วต้องมีดอกเบญจมาศสีขาวและดอกเดซีด้วยนะ” อินทัชที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เอ่ยทักทายหญิงคนรักที่ยืนยิ้มอยู่“ทำไมต้องเป็นเบญจมาศกับเดซีด้วยคะ” หญิงสาวหันมายิ้มก่อนจะถามกลับชายหนุ่มไป ทั้งที่เธอเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว“ก็ดอกไม้พวกนี้มีความหมายกับหมอไง เมื่อหลายปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งชอบเอาดอกไม้มาจีบหมออยู่เรื่อยเลยนะสิ”“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง แล้วเด็กสาวคนนั้นจีบหมอติดมั้ยคะ” หญิงสาวหยอกเย้ากลับอินทัชเดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลัง มือหนาทั้งสองข้างกุมมือของเธอเอาไว้อย่างอบอุ่น
กัญญาวีร์ใช้เวลาอยู่ที่เชิงเขาค่อนข้างนาน หญิงสาวนั่งลงที่พื้นหญ้าเขียวขจี ลมพัดอ่อนๆ ในยามเย็นทำให้เธอรู้สึกดีมากนัก ที่ตรงนี้เป็นที่รวมความทรงจำมากมายของเธอและอินทัชเอาไว้เมื่อตะวันเริ่มตกดินก็ควรได้เวลาที่เธอควรกลับ กัญญาวีร์ปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างจากไฟตามข้างทางขึ้นมาบ้างแล้ว ในเวลาพลบค่ำแบบนี้มองเห็นไฟประดับที่มีทุกจุดของทางเดินก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามนัก เพราะเมื่อก่อนดวงไฟตามจุดต่างๆ ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ ทุกอย่างที่นี่ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติและความสงบไว้เช่นเมื่อก่อนกัญญาวีร์ปั่นจักรยานมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เธอจำได้ไม่เคยลืม หญิงสาวคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนที่เธอได้เจออินทัชที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้เป็นครั้งแรก วันวานที่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเธอกับอินทัชนั้นทำให้เธอมีความสุขมากจริงๆ อบอุ่นทุกครั้งที่ได้คิดถึงวันวันเหล่านั้นหญิงสาวมองรอบๆ ต้นไม้ด้วยความอาวรณ์ ผ่านมาหลายปีต้นไม้ยิ่งสูงตระหง่านมากกว่าเดิม ไฟประดับที่ระยิบระยับตามกิ่งไม้นั้นยังดูสวยงามไม่เปลี่ยน กัญญาวีร์เดินเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ
หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงยีนสีกรม กำลังยืนหลับตากางแขนรับลมและแสงแดดยามสายที่แสนจะอบอุ่นนี้ อากาศที่นี่ยังคงสดชื่นเหมือนเช่นเคยไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าไหร่ กัญญาวีร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและมองไปยังทางข้างหน้าที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่หมู่บ้านอองตองหญิงสาวยิ้มร่าออกมาด้วยความสุขใจ ในที่สุดวันที่เธอเฝ้ารอคอยก็มาถึง ใบหน้าหญิงสาวยิ้มแย้มและสดใสอยู่ตลอดเวลา กัญญาวีร์ยืนอยู่ไม่นานก็มีเสียงชายสูงวัยบางคนตะโกนออกมาจากข้างในรถ ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองตามเสียงนั้นในทันที“หนู…จะเข้าไปในหมู่บ้านหรือยัง ลุงต้องไปรับลูกค้าอีกนะ” ชายสูงวัยเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่“อ่อจ้า ขอโทษด้วยจ้าลุง พอดีหนูดีใจไปหน่อยที่ได้กลับมาที่นี่ งั้นเราไปกันได้เลยจ้า” หญิงสาวยิ้มตอบรับก่อนจะเดินไปเปิดประตูขึ้นรถที่จอดอยู่กัญญาวีร์จ้างรถรับจ้างในตัวเมืองให้มาส่งเธอที่หมู่บ้านอองตอง ระหว่างทางก่อนเข้าหมู่บ้านหญิงสาวให้ลุงคนขับจอดรถเพื่อที่เธอจะลงไปสูดอากาศให้เต็มปอดตามที่เธอตั้งใจเอาไว้ จนเวลาล่วงเลยไปมากทำให้ลุงคนขับต้องเอ่ยท้วงติงกัญญาวีร์มาถึงบ้านก็เห็นตากับยายมายืนรอรับที่หน้าบ้าน หญิงสาวรีบวิ่งไปกอดตากับยา
กรพัฒน์ขับรถมาส่งธัญชนกที่คอนโดของหญิงสาวตามที่รับปากเอาไว้ ระหว่างทางชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มตลอดทาง จะพูดออกมาก็ตอนที่หญิงสาวเอ่ยถามไถ่ก็เท่านั้น“นี่หมอ…จะพูดกับฉันแค่นี้จริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวเริ่มงอแง“แล้วคุณจะให้ผมพูดอะไรล่ะ คุณอยากให้ผมมาส่ง ผมก็มาส่งแล้วไง คุณถามผม…ผมก็ตอบไป” ชายหนุ่มตอบกลับ“แล้วที่ผ่านมาที่หมอไม่ได้เจอฉัน ไม่ได้ยินเสียงฉัน หมอไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอคะ”“ผมควรจะคิดถึงคุณด้วยเหรอ คุณเองก็หายเงียบไปเหมือนกัน ผมก็นึกว่าคุณจะไปจีนแล้วซะอีก” ชายหนุ่มเอ่ยประชด“แล้วทำไมฉันต้องไปอยู่จีนด้วยคะ”“ช่างเถอะ…คุณจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อยหน่อย” ชายหนุ่มบ่ายเบี่ยง“อ๋อ…ที่แท้หมอกรก็คิดว่าฉันไปหาคุณตรีที่จีนนี่เอง ไม่น่าล่ะ…หลายวันมานี้ไม่ยอมโทรหาฉันเลย” หญิงสาวยิ้มชอบใจที่รู้ทันชายหนุ่มกรพัฒน์เองได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวก็ไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย ชายหนุ่มหักรถเลี้ยวจอดที่ข้างทาง เขามองธัญชนกด้วยความสั่นไหว ทำไมในเวลานี้หญิงสาวถึงยิ้มร่าชอบใจไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างน้อยเธอก็น่าจะเห็นใจเขาบ้าง“สนุกมากใช่มั้ยที่ทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าผมชอบคุณมาก แต่คุณก็ยังมาเล่นกับควา
กัญญาวีร์นั่งรอธัญชนกอยู่ในรถอยู่หน้าบ้านของอินทัช หลังจากที่ธัญชนกเอ่ยลากับชนิศาเรียบร้อย เธอก็เดินตรงมาขึ้นรถในทันที หญิงสาวมองผู้เป็นเพื่อนรักที่นั่งร้องไห้ไม่ขาดสายด้วยความเวทนา“ชะเอม…ฉันว่าเราไปหาพ่อกับแม่ของหมออินดีกว่า พวกท่านน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ยังไงฉันก็มั่นใจว่าหมออินจะไม่ไปแบบนี้แน่ๆ” กัญญาวีร์เอ่ยขอร้องเพื่อนรักที่นั่งอยู่เบาะคนขับ“เธอจะบ้าเหรอแก้ว นั่นมันจันทบุรีเลยนะ เธอไม่ต้องไปหรอก เมื่อกี๊..ฉันโทรไปที่บ้านหมออินแล้ว แม่หมออินก็บอกว่าหมออินไปแล้วเหมือนกัน ยอมรับความจริงเถอะนะแก้วว่าหมออินเขาไปแล้วจริงๆ”“ทำไมหมอถึงใจร้ายแบบนี้ อย่างน้อยเขาควรบอกฉันบ้างสิว่าจะไป เขาไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าเขาเลย แม้แต่เสียงของเขาฉันก็ไม่ได้ยิน” หญิงสาวสะอื้นร่ำไห้“ก็นี่มันเป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ ที่หมอจากไปโดยไม่บอกเธอ เพราะหมออาจจะทำใจไม่ได้ถ้าเห็นหน้าเธออีก เขาเลยเลือกทำแบบนี้ไง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเธอเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากจะให้เป็นไม่ใช่เหรอ”ธัญชนกเอ่ยแจ้งต่อเพื่อนสาว เพราะเธอเองก็ไม่เห็นด้วยนักที่กัญญาวีร์จะร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ ทุกอย่างล้วนเกิดจากสิ่ง







