LOGIN"หมอคิดถึงแก้วแค่นี้เองเหรอคะ" หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน อินทัชเองก็ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เขามองหน้าหญิงสาวก่อนที่จะเริ่มบรรเลงจุมพิต
View MoreClay’s P.O.V
Loss. It was one of the main reasons a wolf turned rogue.
A feral creature with no humanity…no emotions. A creature that hunts and kills the people they used to know. A creature to be hunted and killed for the sake of everyone’s safety.
Loss…it was one of the main reasons.
But what had I lost? Who was I moaning?
What was I running from? Who was I losing myself for?
The earth seemed to shake beneath my feet as I ran blindly. A red haze started to cover my vision from the corners, slowly moving in towards the centre.
No!
I couldn’t give in! I couldn’t become a rogue!
But I couldn’t seem to fight this unseen enemy as my mind began to clog, shrouding my memories in grey mist, forbidding me from accessing them. It was like everything I once knew was being erased, including my former existence.
I tried one last time to peek through the dark grey mist in my mind, to unlock the reason why I was driving myself mad, but came up with nothing. Something was blocking my mind, erasing my identity.
Clay…
Who is it? Whose voice is it? Why am I remembering this voice?
A piercing headache blinded me temporarily and I tripped on a fallen branch, tumbling down a slope at phenomenal speed. The stones on the ground tore through my skin, drawing blood. When I finally stopped rolling down the slope, my entire body felt like it was on fire. The pain was unimaginable but I didn’t seem to care. What I was worried about most was why was I turning? Why was I becoming rogue?
And I couldn’t find the answers anywhere.
Clay…
There it was! That voice again. A woman’s voice.
Did I know her? Was she the one I lost? Was she my mate?
I love you. Always and forever.
A scream tore through me as my head felt like it had split open. I clutched my head with my hands and closed my eyes to let it pass. I couldn’t recall where I was or how I got here. Who was I? Where had I come from? What was I doing here, in the middle of the forest? I couldn’t remember my name or anything other than the fact that I was a wolf who was turning rogue. Every time I tried to remember, my head pounded even harder, the pain unbearable.
I couldn’t remember anything at all…except for that woman’s voice. And ever her voice seemed to be fading in the darkness. No!
I clutched onto that memory with whatever remained of my mind, etching it in so I wouldn’t forget. I could lose my memories, I could lose my identity but I couldn’t erase her! I wouldn’t erase her. I don’t know what made me think this way but it felt like if I lost her, there would be no point in me staying alive anymore.
A second later, I heard howls from all around me…wolf howls.
Rogues.
I opened my eyes as the pain subsided and saw the red haze creep over my eyesight once again. This time, I didn’t fight it anymore. There was no point. Once the transformation started, there was no going back no matter how hard anyone tried.
I couldn’t understand how I had that knowledge but I guess I had no way of finding out now.
I looked up at the night sky as a cold wind began to blow. The moon was full in the sky, shining bright in all her beauty, but I didn’t see beauty. A sudden rage took over me as my vision turned full red, turning the once luminescent moon blood red.
A growl escaped my lips as I stared at the moon with hatred. Everything was her fault and I would make her pay.
My eyes snapped to the shrubs surrounding me as I heard a twig break not far from me. Getting up from the ground, I growled at the intruder, my lips pulled back over my teeth. But then I saw them, the rogues.
There were at least fifteen of them that emerged from the woods and I could see several more pairs of glowing eyes from the bushes behind them. One by one they all came forward on silent feet, surrounding me until they formed a circle with me at the centre and then, they all bowed, their heads touching the earth.
They weren’t my enemies anymore; they were my brethren…my soldiers. And I was their Alpha.
“หมอจะพาแก้วไปไหนคะ”กัญญาวีร์เอ่ยถามชายที่เดินกุมมือเธอลงเชิงเขาเพื่อตรงไปยังรถที่จอดเอาไว้ อินทัชเองก็ไม่ยอมบอกกล่าวอะไรกัญญาวีร์แม่แต่น้อย ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มให้กับหญิงสาวเท่านั้น“ก็กลับเรือนหอเราไง”“เรือนหอที่ไหนคะ หมออย่าล้อเล่นกับแก้วแบบนี้สิ”“หมอพูดจริง เดี๋ยวแก้วไปถึงก็รู้เอง” แววตาอินทัชดูเจ้าเล่ห์นัก“หมอคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หมอกับแก้วเข้าไปคุยกับตากับยายของแก้วให้ท่านรับรู้ด้วยได้มั้ยคะ ไหนจะแม่แก้วอีก แก้วไม่อยากให้พวกท่านมองว่าเราทำอะไรโดยที่ไม่รู้จักคิด ไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในสายตา”“แก้วไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก งั้น…เราไปหาตากับยายและแม่ของแก้วตอนนี้เลยดีมั้ย ไปบอกพวกท่านว่าเราแต่งงานกันแล้ว”“หมอล้อเล่นอีกแล้ว แก้วไม่ได้จะบอกว่าไปตอนนี้ซะหน่อย” หญิงสาวหลุดขำเมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังของอินทัช“งั้น…ก็ไปกัน แก้วจะได้รู้ว่าหมอล้อเล่นหรือเปล่า”เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็กุมมือหญิงสาวไปขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปพาเธอไปยังสถานที่ที่หนึ่ง กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจมาก เพราะทางที่อินทัชขับมาเป็นทางเข้ามาในหมู่บ้านอองตอง และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่ทั้งคู่แสนจ
1 เดือนผ่านไปสวนแปลงดอกไม้ของกัญญาวีร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ตอนนี้หญิงสาวได้จ้างให้สะล้อเข้ามาช่วยดูแลสวนของเธอเพิ่มเติม เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัวของชายหนุ่ม ก่อนหน้านี้สะล้อทำงานรับจ้างทั่วไปตามหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านเพื่อเอาค่าใช้จ่ายมาจุนเจือครอบครัว ด้วยความขยันขันแข็งชายหนุ่มเลยทำให้กัญญาวีร์เห็นความสามารถของชยหนุ่มในตรงนี้้กัญญาวีร์ยืนมองคนงานที่ลงแปลงดินอย่างขยันขันแข็งก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหญิงสาวคงจะได้ลงพันธุ์ดอกไม้ในอีกไม่กี่วันนี้“ใกล้เสร็จแล้วนี่ สวนดอกไม้ของแก้วต้องมีดอกเบญจมาศสีขาวและดอกเดซีด้วยนะ” อินทัชที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เอ่ยทักทายหญิงคนรักที่ยืนยิ้มอยู่“ทำไมต้องเป็นเบญจมาศกับเดซีด้วยคะ” หญิงสาวหันมายิ้มก่อนจะถามกลับชายหนุ่มไป ทั้งที่เธอเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว“ก็ดอกไม้พวกนี้มีความหมายกับหมอไง เมื่อหลายปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งชอบเอาดอกไม้มาจีบหมออยู่เรื่อยเลยนะสิ”“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง แล้วเด็กสาวคนนั้นจีบหมอติดมั้ยคะ” หญิงสาวหยอกเย้ากลับอินทัชเดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลัง มือหนาทั้งสองข้างกุมมือของเธอเอาไว้อย่างอบอุ่น
กัญญาวีร์ใช้เวลาอยู่ที่เชิงเขาค่อนข้างนาน หญิงสาวนั่งลงที่พื้นหญ้าเขียวขจี ลมพัดอ่อนๆ ในยามเย็นทำให้เธอรู้สึกดีมากนัก ที่ตรงนี้เป็นที่รวมความทรงจำมากมายของเธอและอินทัชเอาไว้เมื่อตะวันเริ่มตกดินก็ควรได้เวลาที่เธอควรกลับ กัญญาวีร์ปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างจากไฟตามข้างทางขึ้นมาบ้างแล้ว ในเวลาพลบค่ำแบบนี้มองเห็นไฟประดับที่มีทุกจุดของทางเดินก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามนัก เพราะเมื่อก่อนดวงไฟตามจุดต่างๆ ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ ทุกอย่างที่นี่ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติและความสงบไว้เช่นเมื่อก่อนกัญญาวีร์ปั่นจักรยานมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เธอจำได้ไม่เคยลืม หญิงสาวคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนที่เธอได้เจออินทัชที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้เป็นครั้งแรก วันวานที่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเธอกับอินทัชนั้นทำให้เธอมีความสุขมากจริงๆ อบอุ่นทุกครั้งที่ได้คิดถึงวันวันเหล่านั้นหญิงสาวมองรอบๆ ต้นไม้ด้วยความอาวรณ์ ผ่านมาหลายปีต้นไม้ยิ่งสูงตระหง่านมากกว่าเดิม ไฟประดับที่ระยิบระยับตามกิ่งไม้นั้นยังดูสวยงามไม่เปลี่ยน กัญญาวีร์เดินเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ
หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงยีนสีกรม กำลังยืนหลับตากางแขนรับลมและแสงแดดยามสายที่แสนจะอบอุ่นนี้ อากาศที่นี่ยังคงสดชื่นเหมือนเช่นเคยไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าไหร่ กัญญาวีร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและมองไปยังทางข้างหน้าที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่หมู่บ้านอองตองหญิงสาวยิ้มร่าออกมาด้วยความสุขใจ ในที่สุดวันที่เธอเฝ้ารอคอยก็มาถึง ใบหน้าหญิงสาวยิ้มแย้มและสดใสอยู่ตลอดเวลา กัญญาวีร์ยืนอยู่ไม่นานก็มีเสียงชายสูงวัยบางคนตะโกนออกมาจากข้างในรถ ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองตามเสียงนั้นในทันที“หนู…จะเข้าไปในหมู่บ้านหรือยัง ลุงต้องไปรับลูกค้าอีกนะ” ชายสูงวัยเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่“อ่อจ้า ขอโทษด้วยจ้าลุง พอดีหนูดีใจไปหน่อยที่ได้กลับมาที่นี่ งั้นเราไปกันได้เลยจ้า” หญิงสาวยิ้มตอบรับก่อนจะเดินไปเปิดประตูขึ้นรถที่จอดอยู่กัญญาวีร์จ้างรถรับจ้างในตัวเมืองให้มาส่งเธอที่หมู่บ้านอองตอง ระหว่างทางก่อนเข้าหมู่บ้านหญิงสาวให้ลุงคนขับจอดรถเพื่อที่เธอจะลงไปสูดอากาศให้เต็มปอดตามที่เธอตั้งใจเอาไว้ จนเวลาล่วงเลยไปมากทำให้ลุงคนขับต้องเอ่ยท้วงติงกัญญาวีร์มาถึงบ้านก็เห็นตากับยายมายืนรอรับที่หน้าบ้าน หญิงสาวรีบวิ่งไปกอดตากับยา
กัญญาวีร์รีบคลายปากของเธอที่จูบอินทัชนั้นออกด้วยความลุกลี้ลุกลน ในใจก็ขบคิดว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าไปแล้วหรือไร ใบหน้าของกัญญาวีร์เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนอินทัชก็ยังอยู่ในภาวะตกตะลึงอยู่พอสมควร“หมอมาจูบแก้วทำไม!” กัญญาวีร์ตะโกนออกไปด้วยแววตาหลุกหลิก ตอนนี้เธอแค่โพล่งออกไปไม่ทันได้ไตร่ตรองเพื่
อินทัชปั่นจักรยานออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อจะแวะไปหากัญญาวีร์ที่บ้านของเธอ เขายังคงรู้สึกผิดกับเรื่องเมื่อวาน แต่ดูเหมือนว่ากัญญาวีร์จะไม่ได้อยู่บ้านเพราะเธอออกไปทำธุระแต่เช้าตรู่ อินทัชพยายามโทรติดต่อกัญญาวีร์ตั้งแต่เมื่อคืนแต่โทรไปก็ไม่ติดเหมือนเธอจะปิดเครื่องไว้ วันนี้กัญญาวีร์ขึ้นไปบนดอยกับอาสา
อินทัชค่อยๆ ยื่นมือไปสัมผัสแก้มแดงๆ ของหญิงสาวที่ยิ้มหวานให้เขาตรงหน้า แววตาที่ใช้มองเธอช่างอ่อนโยนยิ่งนัก เขาสำรวจทั่วใบหน้าหญิงสาวประหนึ่งจะตรวจเช็กร่างกายเหมือนคุณหมอที่ตรวจคนไข้อย่างไงอย่างนั้น แก้มที่แดง หูที่แดงของกัญญาวีร์ทำให้อินทัชอดเอ่ยถามออกมาไม่ได้“แก้วป่วยเหรอ ทำไมแก้มถึงแดง หูก็แดงแบ
แสงแดดยามเย็นส่องกระทบทั่วพื้นหญ้าสีเขียวขจีตามข้างทาง ใบไม้ ใบหญ้าต่างก็โอนเอียงพลิ้วไหวตามแรงลม บรรยากาศยามเย็นของทางเข้าหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอนช่างงดงามและสบายตายิ่งนัก ชายหนุ่มที่นั่งชันเข่าข้างหนึ่งหลังรถกระบะคันสีฟ้า กำลังหลับตาสูดเอาบรรยากาศที่แสนจะอบอวลไปด้วยกลิ่นธรรมชาติ