LOGINเวลาผ่านพ้นไปหลายวัน ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อินทัชได้เวลาที่ต้องมาทำงานอยู่ที่ศูนย์อนามัยของหมู่บ้านเพื่อรอให้ความช่วยเหลือกับลูกบ้านยามเจ็บไข้ได้ป่วย เนื่องจากที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีไม่กี่หลังคาเรือนเลยหาได้น้อยนักที่จะมีคนเจ็บป่วยรุนแรงมาขอความช่วยเหลือ ส่วนมากก็เป็นอาการไข้หวัดธรรมดาทั่วไปและอาจมีบ้างที่ต้องทำแผลให้เด็กที่วิ่งเล่นซุกซนตามประสาจนได้เลือดตกยางออก
ในทุกๆ วันคำปูนจะให้คนมาส่งปิ่นโตเป็นมื้อเที่ยงให้อินทัช ถึงแม่ว่าอินทัชจะบอกปัดไปแต่ด้วยความมีน้ำใจของคำปูนก็ทำให้อินทัชยอมจำนนแต่โดยดี อินทัชไม่ได้ประจำอยู่ที่ศูนย์อนามัยตลอดเวลา บางครั้งเขาก็รับรักษาผู้ป่วยอยู่ที่บ้านของเขาเช่นกัน หรือมีบ้างบางวันที่ปั่นจักรยานเพื่อเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุในหมู่บ้าน อะไรที่เขาพอจะช่วยเหลือได้เขาก็ยินดีเสมอ
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะประตูที่เปิดทิ้งเอาไว้อยู่แล้วดังขึ้น กัญญาวีร์เดินเข้ามาในห้องตรวจของอินทัชพร้อมกับมื้อกลางวันที่คำปูนฝากเอามาให้ ส่วนมากจะเป็นเธอที่อาสาเป็นคนเอามื้อเที่ยงมาให้อินทัชเสียเองถ้าวันไหนไม่ได้ติดธุระอะไร
“อยู่คนเดียวแบบนี้ไม่เบื่อเหรอคะ นานๆ จะมีคนป่วยมาที แก้วว่าหมอต้องเหงามากแน่ๆ” กัญญาวีร์เอ่ยทักทายพร้อมวางปิ่นโตไว้บนโต๊ะทำงานของอินทัช
“ไม่เหงาเลย ดีซะอีกที่ไม่มีใครเจ็บป่วยให้ต้องรักษาและอีกอย่างหมอก็มีหนังสือ มีคอมให้เล่นแก้เบื่อ มีรายงานต้องทำทุกวัน ยังไงก็ไม่เหงาหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีพยาบาลมาช่วยงานเพิ่มอีกคนแล้วด้วย”
“เหรอคะ ผู้หญิงหรือผู้ชายคะ” กัญญาวีร์ตาโต จ้องไปที่ชายหนุ่มอยากรู้คำตอบ
“ผู้หญิงนะ แล้วเป็นผู้ชายผู้หญิงมันต่างกันยังไงเหรอ”
“ถ้าเป็นผู้หญิงก็ไม่ดีสิคะ หมอลืมไปแล้วเหรอว่าแก้วจีบหมออยู่นะ ถ้ามีผู้หญิงมาอยู่ใกล้ชิดหมอแบบนี้แล้วหมอเผลอใจไปแก้วจะทำยังไง” น้ำเสียงของกัญญาวีร์ดูจริงจังยิ่งนัก
“หมอไม่ได้ใจง่ายขนาดนั้นนะ” อินทัชหลุดขำเล็กน้อย
“งั้นหมอก็อย่าพึ่งชอบใครนะ หรือถ้าหมอจะชอบใครสักคนขอเป็นแก้วที่หมอจะนึกถึงเป็นคนแรกได้มั้ย”
“นี่แก้วเอาจริงเหรอ” อินทัชเริ่มจริงจังบ้าง แต่แววตาก็ยังเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้าอยู่เหมือนเคย
“ก็จริงสิคะ เรื่องแบบนี้ใครจะมาพูดเล่นกัน” กัญญาวีร์ยิ้มตอบ
“งั้นก็พยายามหน่อยนะ เพราะหมอเองก็ชอบคนยากมากเหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่อยู่เป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้หรอก เพราะฉะนั้นตอนนี้เป็นพี่เป็นน้องกันไปก่อนโอเคมั้ย” อินทัชเอ่ยหยอกเย้า
“ก็ได้ค่ะ เป็นพี่น้องก็ได้ แก้วไม่เชื่อหรอกว่าหมอจะใจหินได้ตลอด ระวังหมอจะตกหลุมรักความน่ารักของแก้วแบบไม่รู้ตัวก็แล้วกันอย่าหาว่าแก้วไม่เตือน”
“ให้ถึงวันนั้นก่อนค่อยว่ากันอีกที ส่วนตอนนี้น้องสาวคนสวยควรกลับไปได้แล้วมั้ง นั่น…มีคนไข้มาหาหมอพอดีได้เวลาที่หมอต้องทำงานแล้วนะ”
“นี่หมอไล่แก้วเหรอ”
“ไม่ได้ไล่ แต่ถ้าแก้วอยากอยู่ต่อหมอก็ไม่ได้ว่าอะไร ดีซะอีกหมอจะได้มีผู้ช่วยด้วย”
“แก้วก็อยากอยู่ต่อนะ แต่…มีนัดกับชะเอมจะไปเก็บสตรอว์เบอร์รีกัน ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันนะคะ เดี๋ยวแก้วเอาสตรอว์เบอร์รีมาฝากหมอนะ”
สิ้นสุดคำสนทนา กัญญาวีร์ก็ขอตัวเพื่อไปหาธัญชนกที่รออยู่ที่สวนสตรอว์เบอร์รีที่บ้านของเธอ ส่วนอินทัชก็ทำหน้าที่หมอตามปกติเพราะตอนนี้ดูเหมือนเขาจะมีคนไข้เข้ามาขอรับการรักษาแล้ว
___________________________
ระหว่างที่กัญญาวีร์กับธัญชนกช่วยกันเก็บสตรอว์เบอร์รีอยู่นั้น กัญญาวีร์ก็สังเกตเห็นว่าเพื่อนรักของเธอเอาแต่จ้องมาที่เธอไม่ยอมละสายตา เหมือนมีความในใจต้องการจะพูดกับเธออย่างไงอย่างนั้น
“ทำไมเหรอ ใบหน้าฉันมันเหมือนสตรอว์เบอร์รีหรือไงจ้องอยู่ได้ รีบๆ เก็บได้แล้วเดี๋ยวก็เย็นก่อนพอดี ฉันต้องรีบกลับไปช่วยตากับยายปิดสวนดอกไม้อีก”
“เหรอ…..นึกว่าจะรีบไปหาคุณหมออินซะอีก” ธัญชนกเบะปากลากเสียงยาวใส่เพื่อนรักด้วยความหมั่นไส้
“ก็ถ้าไม่มัวแต่มานั่งโอ้เอ้อยู่แบบนี้ล่ะก็…อาจจะพอมีเวลาแวะไปหาหมออินได้อยู่ เพราะฉะนั้นรีบเก็บซะ ฉันจะได้รีบไปหาหมออินไง” กัญญาวีร์ประชดเพื่อนรักกลับบ้าง
“ปลื้มเขาขนาดนั้นเชียว ทำไมไม่สารภาพรักเขาไปเลยล่ะถ้าอาการจะออกขนาดนี้”
“บอกไปแล้ว”
“อะไรนะ!” ธัญชนกเบิกตาโพลง เธอตกใจในคำตอบของเพื่อนรักยิ่งนัก
“นี่ยัยกัญญาวีร์..ไม่นึกว่าเธอจะไวไฟขนาดนี้ ลืมไปแล้วหรือไงว่าตัวเองเป็นผู้หญิง ไหนหยิกดูหน่อยซิว่าด้านมั้ย” ธัญชนกเอื้อมมือไปหยิกแก้มเพื่อนสาวด้วยความเอ็นดู
“พอได้แล้ว ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย ถ้าชอบใครสักคนจะทนเก็บความรู้สึกไว้ทำไม” กัญญาวีร์ปัดมือเพื่อนรักออก พร้อมลูบแก้มเบาๆ ที่โดนหยิกไปเมื่อสักครู่
“แล้วหมออินว่ายังไงบ้าง เขาไม่ตกใจเหรอที่จู่ๆ ก็มีสาวที่พึ่งรู้จักกันมาสารภาพรักขนาดนั้น”
“ก็ไม่นะ แต่ก็คงแปลกใจอยู่บ้างแหละ ตอนนี้หมออินบอกว่าให้คบกันแบบพี่น้องไปก่อน”
“โธ่! ยัยโง่ นั่นแปลว่าเขาปฏิเสธเธอไปแล้ว”
“เอาน่า ให้เวลาหมอเขาหน่อย เขายังไม่ได้เห็นมุมน่ารักๆ ของฉันอีกตั้งเยอะ”
กัญญาวีร์ยกมือทั้งสองข้างมากุมแก้มตัวเองเอาไว้ พร้อมกับรอยยิ้มและแววตาเปล่งประกายมองไปที่เพื่อนรัก จนธัญชนกต้องเบือนหน้าหนี เธออดหมั่นไส้ในความมั่นใจของกัญญาวีร์ไม่ได้
__________________________
หลายวันผ่านไป
ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ภริดาออกมาเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อแก้เบื่อที่ต้องอุดอู้อยู่ที่บ้านทั้งวัน แต่การมาเที่ยวเล่นแบบนี้ก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย ทุกอย่างรอบตัวสำหรับเธอดูจะเบื่อหน่ายไปเสียหมด ระหว่างที่เดินไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้คิดอะไรนั้นก็มีมือหนาบางคนยื่นมาแตะที่ไหล่เธอเบาๆ ภริดาหันกลับไปมองในทันทีก่อนที่จะยิ้มออกมา
“พี่ตรีนั่นเอง มาทำอะไรที่นี่คะ” หญิงสาวเอ่ยถามทักชายตรงหน้า
“พี่มาเดินเลือกดูของตกแต่งร้านเพิ่มเติม ว่าแต่เราเถอะกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่บอกพี่ล่ะ หรือลืมพี่คนนี้ไปแล้ว”
“เปล่าสักหน่อย หวานเองตั้งแต่กลับมาก็ยังไม่ได้ติดต่อใครเลย งั้นเดี๋ยวหวานพาพี่ตรีไปเลี้ยงข้าวดีมั้ยคะ”
“ก็ดีสิ…งั้นพี่ขอเลือกร้านเองนะ เอาเป็นว่าพี่เลือกไปทานข้าวที่ร้านพี่เองก็แล้วกัน โอเคมั้ย” ชายหนุ่มยิ้มหวาน
“ได้สิคะ” ภริดาตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ตรีหรือตรีจักร ชายหนุ่มในวัย25ปี เป็นเพื่อนรุ่นพี่สมัยที่ทั้งคู่เรียนอยู่ด้วยกันช่วงมัธยม ทั้งสองครอบครัวสนิทสนมกันเป็นอย่างดี ตรีจักรถือเป็นเพื่อนคนเดียวในไทยที่ภริดาให้ความสนิทสนม และเธอรู้ดีมาตลอดว่าตรีจักรรู้สึกกับเธอแบบไหน แต่ทุกครั้งที่อยู่กับเขาภริดาก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร ถึงตรีจักรจะชอบเธอมากขนาดไหนแต่เขาก็เป็นสุภาพบุรุษให้เกียรติเธอเสมอทุกครั้งที่เจอ
ตรีจักรเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ ด้วยวัย22ปี เขารู้สึกรักการทำอาหารเป็นอย่างมากถึงขั้นลงเรียนทำอาหารที่ต่างประเทศมาแล้ว ถึงเรื่องหน้าที่การงานจะเป็นไปตามที่ฝันเอาไว้ แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่เขายังทำไม่สำเร็จก็คือการเอาชนะใจของภริดา ถึงเขาจะรู้มาตลอดว่าภริดานับถือเขาเหมือนพี่ชายคนหนึ่งแต่เขาก็ยังมีความหวัง ตราบใดที่หัวใจของภริดายังไม่มีใครจับจอง
เวลาผ่านล่วงเลยไปสักระยะ ตรีจักรก็ขับรถมาส่งภริดาที่บ้าน ศรุทยืนมองทั้งคู่ด้วยความพอใจ เขาเองคิดมาเสมอถ้าได้ตรีจักรมาเป็นลูกเขยก็คงดีไม่น้อย แต่เรื่องแบบนี้ศรุทก็ให้สิทธิ์ลูกสาวตัดสินใจด้วยตัวเองแค่อาจจะเสียดายอยู่บ้างถ้าคนที่ลูกสาวเลือกไม่ใช่ตรีจักร
“ขอบใจตรีมากนะที่มาส่งลูกสาวอา” ศรุทเดินยิ้มมาแต่ไกลเอ่ยขอบคุณชายตรงหน้า
“ยินดีครับคุณอา ถ้าไม่ติดที่ว่าผมต้องรีบกลับไปดูร้าน ผมคงขอเข้าไปดื่มกาแฟสักถ้วยแล้วครับ” ตรีจักรนอบน้อมต่อผู้ใหญ่เสมอ
“เดี๋ยวว่างวันไหนก็มาได้ตลอดเลยนะ หวานเขายังอยู่ที่นี่อีกนาน มีตรีมาชวนหวานคุยก็ดีเหมือนกันหวานจะได้ไม่เหงาด้วย”
“ได้ครับคุณอา พี่กลับก่อนนะหวานแล้วเจอกัน”
“ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ”
ภริดายิ้มรับ เมื่อเห็นว่ารถของตรีจักรออกไปเรียบร้อยแล้วเธอก็เดินเข้าบ้านไปในทันที และยังคงบึ้งตึงต่อผู้เป็นพ่อเหมือนทุกครั้ง ศรุทไม่มีรอ เดินตามลูกสาวเข้าบ้านไปเช่นกัน
“วันนี้สนุกมั้ยลูก เอาแบบนี้สิเดี๋ยวพรุ่งนี้หวานก็ไปหาพี่เขาที่ร้านอาหารก็ได้ ถ้าหวานอยู่บ้านแล้วเบื่อ”
“จะไปกวนพี่เขาทำไมล่ะคะ พี่ตรีเขาไม่ได้ว่างสักหน่อย ลูกค้าที่ร้านก็เยอะมากด้วยถ้าหนูไปหาพี่เขายิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้พี่เขาไปอีก” ภริดาเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงที่โซฟา
“นั่นสิ พ่อลืมคิดไปเลย เอาอย่างนี้มั้ย….”
ไม่ทันที่ศรุทจะได้พูดต่อก็มีสายเรียกเข้ามาเสียก่อน เขารับสายด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนภริดาสังเกตเห็นได้ ศรุทเดินไปคุยสายอยู่นอกบ้าน ภริดาก็ได้แต่มองตามผู้เป็นพ่อด้วยความกังวล ถึงเธอกับพ่อจะไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่ แต่เธอก็รักผู้เป็นพ่อไม่น้อยกว่าลูกคนอื่นๆ ที่รักพ่อของตัวเองเหมือนกัน
ภริดาลุกจากโซฟาเดินตามผู้เป็นพ่อไป เธอแอบอยู่ตรงเสาหน้าบ้านเพื่อมองศรุท ภาพที่เธอเห็นตอนนี้ดูผู้เป็นพ่อจะมีท่าทางกังวลมากนัก ภริดาค่อยๆ เดินไปหาศรุทเป็นจังหวะที่ศรุทวางสายแล้วหันกลับมาก็เห็นภริดายืนอยู่พอดี
“มีอะไรหรือเปล่าหวาน” เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“หนูควรจะถามพ่อมากกว่านะคะ มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าพ่อดูหน้าเครียดๆ นะ”
“เข้าไปในบ้านกันก่อนดีกว่า พ่อมีเรื่องจะคุยกับหวานด้วย”
ภริดาเห็นแววตาและฟังน้ำเสียงผู้เป็นพ่อแล้วนั้นก็ฉุกคิดได้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เธอเดินตามศรุทเข้าบ้านไปในทันที ตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ต่อหน้าผู้เป็นพ่อแล้ว
ศรุทมองลูกสาวด้วยความอาวรณ์ เขายื่นมือไปลูบผมเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“หวาน พ่อคงต้องขอโทษลูกอีกครั้งแล้วล่ะ พ่อควรจะทำยังไงดีอุตส่าห์ได้อยู่กับลูกสาวแสนสวยของพ่อแล้วแท้ๆ” น้ำเสียงของศรุทสั่นเครือเล็กน้อย
“มีอะไรเหรอคะ” ภริดาเริ่มกังวลมากกว่าเดิม
“พอดีโรงแรมในฮ่องกงที่พ่อร่วมลงทุนมีปัญหา พ่อเลยต้องบินไปฮ่องกงให้เร็วที่สุด”
“ปัญหาใหญ่เลยเหรอคะ แล้วพ่อต้องไปกี่วัน”
“อืม..ก็หนักเอาการ ถ้าเคลียร์ได้เร็วก็สักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ แต่ถ้าเคลียร์ไม่ได้ก็อาจจะลากยาวไปเป็นเดือน”
“งั้นพ่อก็ไปเถอะค่ะ หนูอยู่ได้ หรือถ้าอยู่ไม่ได้หนูก็กลับอิตาลีไปเองพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ ใช่ว่าหนูไม่เคยอยู่โดยไม่มีพ่อซะที่ไหน”
คำพูดของภริดาจี้ใจดำศรุทยิ่งนัก ยิ่งได้ยินแบบนี้เขาก็ยิ่งรู้สึกผิด ลูกสาวอุตส่าห์กลับมาทั้งทีแต่กลับอยู่กับเธอไม่ได้ ศรุทก้มหน้ายกมือทั้งสองข้างกุมศีรษะ จนภริดาต้องเอื้อมมือไปจับแขนผู้เป็นพ่อด้วยความเป็นกังวล
“หนูอยู่ได้จริงๆ ค่ะ หนูโตจนเรียนจบมหาลัยแล้วพ่อยังต้องห่วงอีกเหรอ” ภริดาเผยรอยยิ้มเล็กน้อย หวังว่าคำพูดของเธอจะคลายความกังวลของผู้เป็นพ่อได้บ้าง
ศรุทจ้องมองลูกสาวด้วยความเอ็นดู เขาครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วก็คิดบางอย่างออก
“พ่อว่าหวานไม่ต้องกลับอิตาลีตอนนี้หรอก เอาอย่างนี้มั้ยรูปถ่ายในโปสต์การ์ดนั้นลูกอยากจะไปเห็นของจริงด้วยตาตัวเองมั้ย เดี๋ยวพ่อจะคุยกับคำปูนให้ ลูกไปอยู่ที่นั่นเท่าที่ลูกต้องการเลย ไว้พ่อเสร็จธุระเดี๋ยวพ่อจะขึ้นไปรับ”
“พ่อหมายถึงที่แม่ฮ่องสอนเหรอคะ” ภริดาเริ่มเผยรอยยิ้ม
“ใช่ ถ้าลูกอยากไปนะ”
“ค่ะ หนูอยากไป หนูไปอยู่ที่นั่นได้จริงๆ เหรอคะ” ภริดาเริ่มตื่นเต้น เพราะเธอเองก็อยากไปสัมผัสบรรยากาศของจริงเช่นกัน
“งั้นพรุ่งนี้ที่พ่อต้องบินไปฮ่องกง หวานก็บินไปแม่ฮ่องสอนก็แล้วกัน ส่วนเรื่องที่อยู่เดี๋ยวพ่อจัดการให้ พอไปถึงคำปูนจะรอรับหวานอยู่ที่สนามบินแล้วตกลงมั้ย”
“ค่ะ ตกลงค่ะ”
ภริดารีบตอบรับแต่โดยดี เธอรู้สึกเหมือนมีความหวังขึ้นมา อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งเบื่ออยู่ที่บ้านอีกต่อไป ธรรมชาติที่แม่ฮ่องสอนคงจะทำให้เธอผ่อนคลายได้มากทีเดียว
ภริดารีบมาเตรียมข้าวของเพื่อจะนำไปแม่ฮ่องสอนด้วย เธอหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจขึ้นมาเช็ดทำความสะอาด การไปที่นั่นคงจะทำให้เธอได้เก็บภาพบรรยากาศสวยงามได้อย่างเต็มที่ เหมือนการกลับไทยในครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปสำหรับเธอแล้ว
“เจ้ากล้องจ๋า เดี๋ยวพรุ่งนี้เราออกไปผจญภัยด้วยกันนะ” ภริดาเอ่ยต่อกล้องถ่ายรูปของเธอ วันนี้เธอดูจะยิ้มแย้มและสดใสเป็นพิเศษ
_____________________________
กัญญาวีร์ยืนชะเง้อคอยาวมองหาอินทัชจากนอกตัวบ้าน ในมือถือถุงที่บรรจุของบางอย่างเอาไว้ ข้างๆ ตัวมีกระถางดอกไม้บางชนิดที่ยังไม่ออกดอกวางอยู่บนพื้นหญ้า อินทัชที่เดินมาพอดีเห็นกัญญาวีร์กำลังชะเง้ออยู่ก็อดขำไม่ได้ เขาไปยืนข้างหลังหญิงสาวอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่ได้เอ่ยอะไรสักคำ จนกัญญาวีร์หันกลับมาเจอเขาด้วยตัวเอง
“เอ้า!หมออยู่นี่เอง มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” กัญญาวีร์ยิ้มแห้งใส่ชายที่ยืนตรงหน้า
“ก็นานพอที่จะเห็นโจรยืนชะเง้อมองเข้าไปในบ้านของหมอนี่แหละ” อินทัชเอ่ยหยอก
“หมอก็พูดเกินไป โจรที่ไหนจะสวยน่ารักได้ขนาดนี้” กัญญาวีร์หยอกเย้ากลับบ้าง
คำพูดของกัญญาวีร์ทำให้อินทัชไปไม่เป็น ความมั่นใจของกัญญาวีร์นี้ดูท่าอินทัชจะเอ็นดูหนักกว่าเดิม เขาหลุดขำออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ว่าแต่…แก้วมีอะไรหรือเปล่ามาหาหมอในเวลามืดค่ำแบบนี้”
“นี่ค่ะ ถือเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ก็แล้วกัน และนี่ก็สตรอว์เบอร์รีหวานๆ พึ่งเด็ดจากสวนมาใหม่ๆ แก้วให้หมอเอาไว้ทานค่ะ” กัญญาวีร์ยื่นกระถางน้อยที่ถือมาให้อินทัช พร้อมถุงสตรอว์เบอร์รีที่พึ่งเก็บมา
“ขอบใจมากนะ ว่าแต่มันคือต้นอะไรเหรอ” อินทัชยื่นมือไปรับกระถางนั้นพร้อมถุงที่บรรจุสตรอว์เบอร์รีทันที
“นี่หมอไม่รู้เหรอคะ”
“เอาตรงๆ นะหมอไม่ค่อยเก่งเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ต้องรอให้ออกดอกก่อนถึงจะบอกได้”
“งั้น..หมอก็ดูแลของขวัญจากแก้วดีๆ นะคะ เดี๋ยวตอนมันออกดอกหมอก็รู้เองว่าเป็นดอกอะไร งั้นแก้วกลับก่อนนะ”
“เดี๋ยวสิแก้ว วันหลังถ้ามาหาหมอก็เข้าไปรอในบ้านได้เลยนะไม่ต้องมายืนรอข้างนอกบ้านแบบนี้อีก”
“แล้วหมอไม่กลัวโจรสาวคนนี้จะขโมยของหมอเหรอคะ”
“ตามสบายเถอะ อยากได้อะไรก็ยกไปหมอไม่ว่าหรอก”
“แล้วถ้าอยากได้เจ้าของบ้านต้องทำยังไงคะ” กัญญาวีร์กะพริบตาปริบๆ ยิ้มหวานให้ชายตรงหน้า
“ถ้าอยากได้เจ้าของบ้านก็คงต้องฝันเอาไปก่อนก็แล้วกันนะแก้ว”
“โธ่! หมอก็…ไม่เล่นด้วยเลย” กัญญาวีร์ค้อนใส่ชายตรงหน้าเล็กน้อย
ท่าทางการแสดงออกของกัญญาวีร์ทำให้อินทัชเอ็นดูได้ตลอดเวลา ถึงหญิงสาวจะมาสารภาพว่าชอบเขาก็ตามเขาก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร อินทัชก็คิดแค่ว่าแก้วคงจะชอบเขาเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง เหมือนที่เขารู้สึกเอ็นดูแก้วเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเหมือนกัน เรื่องความรักสำหรับอินทัชแล้วช่างห่างไกลนัก เขาไม่เคยมีรักแรกมาก่อน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการตกหลุมรักใครสักคนมันเป็นยังไง
“หมอจะพาแก้วไปไหนคะ”กัญญาวีร์เอ่ยถามชายที่เดินกุมมือเธอลงเชิงเขาเพื่อตรงไปยังรถที่จอดเอาไว้ อินทัชเองก็ไม่ยอมบอกกล่าวอะไรกัญญาวีร์แม่แต่น้อย ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มให้กับหญิงสาวเท่านั้น“ก็กลับเรือนหอเราไง”“เรือนหอที่ไหนคะ หมออย่าล้อเล่นกับแก้วแบบนี้สิ”“หมอพูดจริง เดี๋ยวแก้วไปถึงก็รู้เอง” แววตาอินทัชดูเจ้าเล่ห์นัก“หมอคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หมอกับแก้วเข้าไปคุยกับตากับยายของแก้วให้ท่านรับรู้ด้วยได้มั้ยคะ ไหนจะแม่แก้วอีก แก้วไม่อยากให้พวกท่านมองว่าเราทำอะไรโดยที่ไม่รู้จักคิด ไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในสายตา”“แก้วไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก งั้น…เราไปหาตากับยายและแม่ของแก้วตอนนี้เลยดีมั้ย ไปบอกพวกท่านว่าเราแต่งงานกันแล้ว”“หมอล้อเล่นอีกแล้ว แก้วไม่ได้จะบอกว่าไปตอนนี้ซะหน่อย” หญิงสาวหลุดขำเมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังของอินทัช“งั้น…ก็ไปกัน แก้วจะได้รู้ว่าหมอล้อเล่นหรือเปล่า”เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็กุมมือหญิงสาวไปขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปพาเธอไปยังสถานที่ที่หนึ่ง กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจมาก เพราะทางที่อินทัชขับมาเป็นทางเข้ามาในหมู่บ้านอองตอง และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่ทั้งคู่แสนจ
1 เดือนผ่านไปสวนแปลงดอกไม้ของกัญญาวีร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ตอนนี้หญิงสาวได้จ้างให้สะล้อเข้ามาช่วยดูแลสวนของเธอเพิ่มเติม เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัวของชายหนุ่ม ก่อนหน้านี้สะล้อทำงานรับจ้างทั่วไปตามหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านเพื่อเอาค่าใช้จ่ายมาจุนเจือครอบครัว ด้วยความขยันขันแข็งชายหนุ่มเลยทำให้กัญญาวีร์เห็นความสามารถของชยหนุ่มในตรงนี้้กัญญาวีร์ยืนมองคนงานที่ลงแปลงดินอย่างขยันขันแข็งก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหญิงสาวคงจะได้ลงพันธุ์ดอกไม้ในอีกไม่กี่วันนี้“ใกล้เสร็จแล้วนี่ สวนดอกไม้ของแก้วต้องมีดอกเบญจมาศสีขาวและดอกเดซีด้วยนะ” อินทัชที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เอ่ยทักทายหญิงคนรักที่ยืนยิ้มอยู่“ทำไมต้องเป็นเบญจมาศกับเดซีด้วยคะ” หญิงสาวหันมายิ้มก่อนจะถามกลับชายหนุ่มไป ทั้งที่เธอเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว“ก็ดอกไม้พวกนี้มีความหมายกับหมอไง เมื่อหลายปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งชอบเอาดอกไม้มาจีบหมออยู่เรื่อยเลยนะสิ”“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง แล้วเด็กสาวคนนั้นจีบหมอติดมั้ยคะ” หญิงสาวหยอกเย้ากลับอินทัชเดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลัง มือหนาทั้งสองข้างกุมมือของเธอเอาไว้อย่างอบอุ่น
กัญญาวีร์ใช้เวลาอยู่ที่เชิงเขาค่อนข้างนาน หญิงสาวนั่งลงที่พื้นหญ้าเขียวขจี ลมพัดอ่อนๆ ในยามเย็นทำให้เธอรู้สึกดีมากนัก ที่ตรงนี้เป็นที่รวมความทรงจำมากมายของเธอและอินทัชเอาไว้เมื่อตะวันเริ่มตกดินก็ควรได้เวลาที่เธอควรกลับ กัญญาวีร์ปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างจากไฟตามข้างทางขึ้นมาบ้างแล้ว ในเวลาพลบค่ำแบบนี้มองเห็นไฟประดับที่มีทุกจุดของทางเดินก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามนัก เพราะเมื่อก่อนดวงไฟตามจุดต่างๆ ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ ทุกอย่างที่นี่ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติและความสงบไว้เช่นเมื่อก่อนกัญญาวีร์ปั่นจักรยานมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เธอจำได้ไม่เคยลืม หญิงสาวคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนที่เธอได้เจออินทัชที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้เป็นครั้งแรก วันวานที่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเธอกับอินทัชนั้นทำให้เธอมีความสุขมากจริงๆ อบอุ่นทุกครั้งที่ได้คิดถึงวันวันเหล่านั้นหญิงสาวมองรอบๆ ต้นไม้ด้วยความอาวรณ์ ผ่านมาหลายปีต้นไม้ยิ่งสูงตระหง่านมากกว่าเดิม ไฟประดับที่ระยิบระยับตามกิ่งไม้นั้นยังดูสวยงามไม่เปลี่ยน กัญญาวีร์เดินเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ
หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงยีนสีกรม กำลังยืนหลับตากางแขนรับลมและแสงแดดยามสายที่แสนจะอบอุ่นนี้ อากาศที่นี่ยังคงสดชื่นเหมือนเช่นเคยไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าไหร่ กัญญาวีร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและมองไปยังทางข้างหน้าที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่หมู่บ้านอองตองหญิงสาวยิ้มร่าออกมาด้วยความสุขใจ ในที่สุดวันที่เธอเฝ้ารอคอยก็มาถึง ใบหน้าหญิงสาวยิ้มแย้มและสดใสอยู่ตลอดเวลา กัญญาวีร์ยืนอยู่ไม่นานก็มีเสียงชายสูงวัยบางคนตะโกนออกมาจากข้างในรถ ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองตามเสียงนั้นในทันที“หนู…จะเข้าไปในหมู่บ้านหรือยัง ลุงต้องไปรับลูกค้าอีกนะ” ชายสูงวัยเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่“อ่อจ้า ขอโทษด้วยจ้าลุง พอดีหนูดีใจไปหน่อยที่ได้กลับมาที่นี่ งั้นเราไปกันได้เลยจ้า” หญิงสาวยิ้มตอบรับก่อนจะเดินไปเปิดประตูขึ้นรถที่จอดอยู่กัญญาวีร์จ้างรถรับจ้างในตัวเมืองให้มาส่งเธอที่หมู่บ้านอองตอง ระหว่างทางก่อนเข้าหมู่บ้านหญิงสาวให้ลุงคนขับจอดรถเพื่อที่เธอจะลงไปสูดอากาศให้เต็มปอดตามที่เธอตั้งใจเอาไว้ จนเวลาล่วงเลยไปมากทำให้ลุงคนขับต้องเอ่ยท้วงติงกัญญาวีร์มาถึงบ้านก็เห็นตากับยายมายืนรอรับที่หน้าบ้าน หญิงสาวรีบวิ่งไปกอดตากับยา
กรพัฒน์ขับรถมาส่งธัญชนกที่คอนโดของหญิงสาวตามที่รับปากเอาไว้ ระหว่างทางชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มตลอดทาง จะพูดออกมาก็ตอนที่หญิงสาวเอ่ยถามไถ่ก็เท่านั้น“นี่หมอ…จะพูดกับฉันแค่นี้จริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวเริ่มงอแง“แล้วคุณจะให้ผมพูดอะไรล่ะ คุณอยากให้ผมมาส่ง ผมก็มาส่งแล้วไง คุณถามผม…ผมก็ตอบไป” ชายหนุ่มตอบกลับ“แล้วที่ผ่านมาที่หมอไม่ได้เจอฉัน ไม่ได้ยินเสียงฉัน หมอไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอคะ”“ผมควรจะคิดถึงคุณด้วยเหรอ คุณเองก็หายเงียบไปเหมือนกัน ผมก็นึกว่าคุณจะไปจีนแล้วซะอีก” ชายหนุ่มเอ่ยประชด“แล้วทำไมฉันต้องไปอยู่จีนด้วยคะ”“ช่างเถอะ…คุณจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อยหน่อย” ชายหนุ่มบ่ายเบี่ยง“อ๋อ…ที่แท้หมอกรก็คิดว่าฉันไปหาคุณตรีที่จีนนี่เอง ไม่น่าล่ะ…หลายวันมานี้ไม่ยอมโทรหาฉันเลย” หญิงสาวยิ้มชอบใจที่รู้ทันชายหนุ่มกรพัฒน์เองได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวก็ไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย ชายหนุ่มหักรถเลี้ยวจอดที่ข้างทาง เขามองธัญชนกด้วยความสั่นไหว ทำไมในเวลานี้หญิงสาวถึงยิ้มร่าชอบใจไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างน้อยเธอก็น่าจะเห็นใจเขาบ้าง“สนุกมากใช่มั้ยที่ทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าผมชอบคุณมาก แต่คุณก็ยังมาเล่นกับควา
กัญญาวีร์นั่งรอธัญชนกอยู่ในรถอยู่หน้าบ้านของอินทัช หลังจากที่ธัญชนกเอ่ยลากับชนิศาเรียบร้อย เธอก็เดินตรงมาขึ้นรถในทันที หญิงสาวมองผู้เป็นเพื่อนรักที่นั่งร้องไห้ไม่ขาดสายด้วยความเวทนา“ชะเอม…ฉันว่าเราไปหาพ่อกับแม่ของหมออินดีกว่า พวกท่านน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ยังไงฉันก็มั่นใจว่าหมออินจะไม่ไปแบบนี้แน่ๆ” กัญญาวีร์เอ่ยขอร้องเพื่อนรักที่นั่งอยู่เบาะคนขับ“เธอจะบ้าเหรอแก้ว นั่นมันจันทบุรีเลยนะ เธอไม่ต้องไปหรอก เมื่อกี๊..ฉันโทรไปที่บ้านหมออินแล้ว แม่หมออินก็บอกว่าหมออินไปแล้วเหมือนกัน ยอมรับความจริงเถอะนะแก้วว่าหมออินเขาไปแล้วจริงๆ”“ทำไมหมอถึงใจร้ายแบบนี้ อย่างน้อยเขาควรบอกฉันบ้างสิว่าจะไป เขาไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าเขาเลย แม้แต่เสียงของเขาฉันก็ไม่ได้ยิน” หญิงสาวสะอื้นร่ำไห้“ก็นี่มันเป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ ที่หมอจากไปโดยไม่บอกเธอ เพราะหมออาจจะทำใจไม่ได้ถ้าเห็นหน้าเธออีก เขาเลยเลือกทำแบบนี้ไง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเธอเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากจะให้เป็นไม่ใช่เหรอ”ธัญชนกเอ่ยแจ้งต่อเพื่อนสาว เพราะเธอเองก็ไม่เห็นด้วยนักที่กัญญาวีร์จะร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ ทุกอย่างล้วนเกิดจากสิ่ง




![คำสาปราคะคุณหนูตัวร้าย 3P [Nc20+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


