LOGINรุ่งเช้าของอีกวัน
สาวผมยาวมัดหางม้าเดินถือกระเช้าใบใหญ่เข้ามาในบริเวณบ้านหลังหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยหลากหลายพันธุ์ผลไม้ ทุกส่วนของบ้านแทบจะประกอบไปด้วยไม้ทั้งหมด บ้านหลังนี้ดูใหญ่โตโอ่อ่ามากพอสมควร หญิงสาวยืนอยู่ที่หน้าบ้านสักพักเพื่อรอให้เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับ ไม่กี่นาทีต่อมาหญิงสาวในวัยสี่สิบปลายก็เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเพื่อต้อนรับหญิงสาวที่ยืนอยู่นอกตัวบ้านด้วยความเอ็นดู
“หนูเตยกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วนี่หอบอะไรมาเยอะแยะ” กลอยใจแม่ของอินทัชเอ่ยทักทายหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าบ้าน
“เป็นพวกอาหารเสริม ยาบำรุงต่างๆ ค่ะ พอดีแม่เตยเตรียมไว้ให้เอามาฝากคุณน้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยแจ้งด้วยความนอบน้อม
“เข้าบ้านมาก่อนสิลูก” หญิงสูงวัยดังกล่าวเชื้อเชิญก่อนจะเดินนำเข้าบ้านไป
เตยหรือเทวกา เป็นเพื่อนสนิทของอินทัชตั้งแต่สมัยเด็กๆ บ้านของพวกเธออยู่ใกล้กันและเติบโตมาด้วยกัน ทั้งคู่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่เดียวกันแต่คนละสาขาก็เท่านั้น ความสนิทสนมของคนทั้งคู่ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยทำให้ใครหลายๆ คนต่างก็เข้าใจผิดว่าทั้งคู่คบกัน ถึงจะมีใครเข้าใจแบบนั้นแต่ทั้งอินทัชและเทวกาก็ไม่ได้แก้ตัวอะไร เพราะเขาไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดกับพวกเขาแบบไหน ตั้งแต่พี่ชายของอินทัชจากไปทั้งคู่ก็เริ่มห่างกัน
หลังจากที่เทวกาเรียนจบสายคหกรรม เธอก็ทำงานเป็นเชฟขนมในโรงแรมชื่อดังที่กรุงเทพ ความตั้งใจจริงของเธอคือแค่อยากจะอยู่ใกล้อินทัชเพื่อระหว่างที่รอเขาเรียนจบแพทย์ ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันบ่อย แต่หลังจากที่เกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้น เทวกาก็ลาออกจากงานที่โรงแรมแล้วมาเปิดร้านขนมเล็กๆ ที่บ้านของเธอเอง ทุกอย่างก็เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับอินทัช ช่วงเวลาที่อินทัชเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านนั้นทำให้เธอได้เจอเขาน้อยลง เธอเองก็ไม่อยากที่จะเข้าไปวุ่นวายให้อินทัชต้องหนักใจไปมากกว่าเดิม เมื่อ6เดือนก่อนเทวกาตัดสินใจไปเรียนทำขนมเพิ่มที่กรุงเทพ และเมื่อเรียนจบหลักสูตรเธอก็รีบกลับมาบ้านทันที แต่ก็ไม่ทันเพราะอินทัชได้เดินทางไปแม่ฮ่องสอนก่อนเสียแล้ว
“อินเขาไม่ได้โทรบอกเตยเลยเหรอว่าจะไปอยู่ที่โน่น” กลอยใจเอ่ยถามเทวกาด้วยแววตาอ่อนโยน
“คือ...เราไม่ได้โทรคุยกันมาสักพักแล้วค่ะ เตยไม่รู้ว่าถ้าโทรไปต้องพูดอะไรกับอินบ้าง น้ากลอยก็รู้นี่คะว่าเดี๋ยวนี้อินไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว” เทวกาเม้มปากเล็กน้อย ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เธอก็รู้สึกผิดหวังอยู่ดีที่เพื่อนสนิทคนเดียวของเธอไม่โทรบอกเธอสักคำ
หลังจากที่ขอตัวกลอยใจกลับบ้าน เทวกาก็ล้วงหยิบมือถือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมา เธอชั่งใจอยู่ว่าจะโทรหาอินทัชดีมั้ย ในที่สุดเธอก็เลือกที่จะทำตามความรู้สึกของตัวเอง เทวกากดโทรหาอินทัชในทันทีแต่ดูเหมือนว่าปลายสายจะไม่ได้ตอบรับ เทวกาหน้าเจื่อนเล็กน้อยเธอกดวางสายก่อนจะเก็บมือถือไว้ที่กระเป๋ากางเกงตามเดิม
_____________________________
ณ สนามบินดอนเมือง
ภริดาและศรุทเดินทางมาสนามบินด้วยกัน โดยที่ไฟล์บินของภริดาไปแม่ฮ่องสอนนั้นจะเดินทางก่อนไฟล์บินไปฮ่องกงของผู้เป็นพ่อ ศรุทยืนรอส่งลูกสาวเข้าเช็กอินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาดีใจที่ผู้เป็นลูกสาวตัดสินใจอยู่ที่ไทยต่อ อย่างน้อยถ้าเขาเสร็จธุระก็ยังแวะไปหาลูกสาวได้ ศรุทยืนโบกมือให้ภริดาเมื่อถึงเวลาที่เธอต้องเข้าเช็กอินขึ้นเครื่องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ภริดาเองก็เหลียวหลังมองผู้เป็นพ่อกลับเช่นกันก่อนจะตัดสินใจเดินกลับมาหาผู้เป็นพ่ออีกครั้ง
“หนูไม่รู้นะคะว่านี่จะช่วยให้พ่อคลายกังวลได้มั้ย เอาเป็นว่า…พ่อไม่ต้องห่วงหนูนะคะ หนูดูแลตัวเองได้ พ่อก็เหมือนกันหนูเชื่อว่าพ่อต้องผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน พ่อเสร็จธุระเมื่อไหร่ก็ไปรับหนูกลับนะคะ เดินทางปลอดภัยนะคะ”
พูดจบภริดาก็เดินกลับไปในทันที เธอเองก็รู้สึกเขินอยู่ไม่น้อยที่ต้องพูดอะไรแบบนี้ออกไป แต่ถ้ามันจะช่วยให้พ่อของเธอคลายความกังวลได้บ้างเธอก็ยินดี
ศรุทยิ้มภูมิใจในตัวลูกสาวยิ่งนัก ตอนนี้ทำให้เขาเข้าใจว่าลูกสาวคนเดียวของเขาได้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ คำพูดของผู้เป็นลูกสาวมีพลังยิ่งใหญ่จนเขารับรู้ได้ ความห่วงใยที่ภริดามอบให้ศรุทนั้น ทำให้เขาเกือบกลั้นน้ำตาแห่งความสุขเอาไว้ไม่อยู่ ศรุทยืนมองลูกสาวจนละสายตา วันนี้เขามีความสุขมากจริงๆ
ภริดาขึ้นเครื่องบินเข้ามานั่งที่ของเธอด้วยความเรียบร้อย โดยที่นั่งของเธอนั้นติดกับทางเดิน ระหว่างที่นั่งอ่านหนังสือที่พกมาอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีกระเป๋าสตางค์ของใครบางคนหล่นมาตรงตักขอเธอพอดี ภริดารีบหยิบกระเป๋าสตางค์นั้นขึ้นมาพร้อมมองหาเจ้าของกระเป๋าใบนั้น แต่เนื่องด้วยผู้คนมากมายที่กำลังเดินไปนั่งประจำที่นั่งของตัวเองเลยทำให้เธอไม่รู้ว่ากระเป๋าใบนี้คือของใคร ครั้นจะเปิดดูในกระเป๋าก็กลัวจะดูเสียมารยาท
ภริดายืนขึ้นเพื่อจะเดินไปหาแอร์สาวเพื่อจะให้ช่วยตามหาเจ้าของกระเป๋าใบดังกล่าว ไม่ทันระวังมีชายร่างท้วมเดินสวนมาชนเธออย่างจังจนทำให้เธอเซเกือบล้มลงไป ดีที่มีมือหนาของชายบางคนคว้าตัวเธอเอาไว้ได้ก่อน
“ไม่เป็นไรนะครับ” เสียงสุขุมของชายดังกล่าวเอ่ยถาม
ภริดารีบสลัดตัวออกเมื่อรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในอ้อมแขนของชายดังกล่าว ถึงครั้งนี้จะเป็นการช่วยเหลือเธอก็ตามแต่การที่อยู่ในอ้อมกอดผู้ชายที่เธอไม่รู้จักเธอก็ยังไม่ชินอยู่ดี
“ขอบคุณค่ะ ฉันไม่เป็นไร” ภริดายิ้มตอบเล็กน้อย
“แล้วคุณมีอะไรให้ผมช่วยมั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้ง
“อ๋อ..พอดีมีคนทำกระเป๋าสตางค์ตกไว้ค่ะ ฉันว่าจะเอาไปให้แอร์ช่วยตามหาเจ้าของ”
“เดี๋ยวผมจัดการเอง…ขอโทษนะครับ”
ชายดังกล่าวตะโกนร้องเรียกแอร์สาวเพื่อมอบกระเป๋าสตางค์ให้แอร์สาวจัดการต่อ ก่อนจะหันกลับมามองหน้าหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ภริดาเอ่ยถามชายที่ยืนจ้องเธออยู่ตรงหน้า
“อ๋อ…ผมว่า..ผมหาที่นั่งเจอแล้ว” ชายดังกล่าวโบ้ยปากไปที่นั่งถัดไปจากที่ภริดานั่ง ก่อนที่จะยิ้มให้หญิงสาวอีกครั้ง
ตลอดการเดินทาง ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ ต่างคนต่างหยิบหนังสือที่ติดตัวมาด้วยขึ้นมาอ่านจนถึงสนามบินปลายทาง
เมื่อภริดาเดินทางมาถึงสนามบินแม่ฮ่องสอนก็มีคำปูนมารอรับอยู่แล้ว คำปูนให้ความนับถือศรุทเป็นอย่างมาก ศรุทเป็นเจ้านายที่ดูแลลูกน้องได้เป็นอย่างดี มีหลายเรื่องที่ศรุทได้ให้ความช่วยเหลือคำปูนไปมากพอสมควร คำปูนจึงไม่เคยลืมบุญคุณแก่ผู้เป็นเจ้านายเก่าได้เลย
ความเป็นอยู่ของภริดานั้นคำปูนก็ดูแลเป็นอย่างดี เขาให้เธอไปพักอยู่บ้านสวนที่เคยเสนอให้อินทัชอยู่ก่อนหน้านี้ ภริดาเดินสำรวจบริเวณรอบๆ บ้านแล้วยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
“คุณหนูอยู่ได้ใช่มั้ยครับ” คำปูนเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม
“อยู่ได้ค่ะ ที่นี่น่าอยู่มากเลย ขอบคุณลุงปูนมากนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับคุณหนู ผมยินดีครับ ถ้าคุณหนูขาดเหลืออะไรก็เดินไปบอกผม คนงานหรือโทรไปหาผมได้นะครับ”
“แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ อีกอย่าง..คุณลุงไม่ต้องเรียกหนูว่าคุณหนูก็ได้นะคะ เรียกหวานเฉยๆ ก็ได้”
“งั้นผมเรียกคุณหวานก็แล้วกันนะครับ”
“ได้ค่ะ ว่าแต่..ลุงปูนพอจะมีจักรยานให้หนูใช้สักคันมั้ยคะ พอดีหนูจะเอาไว้ปั่นเล่นแถวๆ หมู่บ้าน”
“มีครับ เดี๋ยวผมให้เด็กเอามาให้นะครับ”
เมื่อจักรยานมาถึงภริดาก็ไม่รีรอ เธอพกกล้องคู่ใจและปั่นจักรยานออกไปจากบ้านพักทันที ภริดาดูจะถูกใจหมู่บ้านนี้ยิ่งนัก ธรรมชาติ ป่าเขา ทิวทัศน์ที่นี่ช่างสวยงามกว่าในภาพที่เธอเห็นจากโปสต์การ์ดเสียอีก ภริดายังคงปั่นจักรยานชมวิวไปเรื่อยๆ จุดไหนที่เธอถูกใจเธอก็จะหยุดถ่ายรูปเก็บภาพเอาไว้ และก็ทำแบบนี้ไปตลอดทาง
______________________________
ช่วงเย็นของวัน
อินทัชกลับมาจากศูนย์อนามัยก็ตรงกลับบ้านในทันที เมื่อเก็บสัมภาระเข้าที่และก็ถอดชุดกาวน์หมอแขวนไว้ในราวที่ตั้งไว้ในห้องทำงาน แล้วเดินตรงดิ่งไปยังกระถางต้นไม้ที่กัญญาวีร์ให้เป็นของขวัญไว้เมื่อวาน อินทัชใช้บัวรดน้ำขนาดเล็กรดน้ำดอกไม้กระถางดังกล่าว ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มรู้แล้วว่าดอกไม้ในกระถางคือดอกอะไร เพราะกลีบดอกไม้เริ่มจะออกดอกมาบ้างแล้ว อินทัชยิ้มด้วยความพอใจเหมือนประหนึ่งว่าทำภารกิจสำเร็จ
อินทัชเดินไปหยิบมือถือที่วางไว้บนโต๊ะทำงานของเขา วันนี้เขารีบจนลืมพกมันไปด้วย เมื่อกดดูสายที่ไม่ได้รับก็ไม่รีรอที่จะโทรกลับไปในทันที
“ว่าไงเตย โทษทีพอดีลืมมือถือไว้ที่บ้าน” เสียงเอ่ยทักทายเมื่อปลายสายกดรับ
“ใจร้ายเกินไปแล้วนะหมออิน จะไปไหนไม่บอกกันบ้างเลย”
“ขอโทษนะ ว่าจะบอกอยู่แต่ยุ่งๆ เลยลืมไปเลย แล้วนี่กลับมาอยู่บ้านแล้วเหรอ”
“อืม..กลับมาแล้ว แต่เสียใจนะที่ไปหาอินแต่อินไม่อยู่”
“งั้น…ถ้าวันไหนว่างก็ขึ้นมาเที่ยวเล่นที่แม่ฮ่องสอนสิ”
“เตยไปหาอินได้จริงๆ เหรอ”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ สำหรับเตยแล้ว…จะมาตอนไหนก็ได้เสมอแหละ”
สองเพื่อนรักสนทนากันอย่างสนุกสนาน ทั้งคู่สนิทกันมากจนกลายเป็นความผูกพัน เทวกาเองก็รับรู้ได้ว่าอินทัชเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะไม่โทรกลับหาเธอด้วยซ้ำ ทั้งคู่ต่างห่วงใยกันและแคร์กันและกันเป็นแบบนี้เสมอมา เมื่อเกิดปัญหากับอีกคน อีกคนก็จะรับรู้ได้ในทันที
หลังจากวางสายจากเทวกาไป ไม่กี่นาทีต่อมาอินทัชก็ได้รับสายจากลุงคำปูนให้เข้าไปดูหญิงสูงวัยที่มีอาการเหนื่อยหอบที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านอองตอง อินทัชหยิบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นแล้วปั่นจักรยานออกไปบ้านหญิงสูงวัยนั้นทันที ซึ่งสวนทางกับกัญญาวีร์ที่มาหาเขาในไม่กี่นาทีต่อมา
กัญญาวีร์เดินเข้าไปรออินทัชในบ้าน ระหว่างที่รออินทัชอยู่นั้นเธอก็เดินสำรวจบ้านไปเรื่อยๆ กัญญาวีร์เหลือบไปเห็นกระถางดอกไม้ที่เธอให้อินทัชเป็นของขวัญ กัญญาวีร์ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เหมือนอินทัชจะดูแลดอกไม้ที่เธอให้ไว้เป็นอย่างดี แถมเขายังตั้งไว้ริมหน้าต่างตรงมุมโต๊ะทำงานส่วนตัวของเขาอีกด้วย
เวลาผ่านไปได้สักพัก อินทัชก็ปั่นจักรยานกลับบ้านเมื่อเสร็จธุระเรื่องตรวจสุขภาพหญิงสูงวัยเรียบร้อยแล้ว ระหว่างทางกลับอินทัชก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวในชุดกระโปรงขาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่พงหญ้าข้างทาง เหมือนกำลังเป่าไปที่เข่าของเธอที่มีเลือดซึมออกมา อินทัชไม่รีรอรีบจอดจักรยานแล้วเดินไปถามไถ่หญิงสาวในทันที
“มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย” น้ำเสียงอ่อนนุ่มเอ่ยทักถามหญิงสาวตรงหน้าด้วยความจริงใจ
ภริดาได้รับอุบัติเหตุจากการปั่นจักรยาน ทางของหมู่บ้านเป็นทางลาดชันและคดเคี้ยวอยู่มากทำให้เธอไม่ชำนาญในเส้นทางเท่าไหร่ เธอเงยหน้ามองชายตรงหน้าที่เอ่ยถามเธอเมื่อสักครู่ ในใจก็คิดกังวลว่าเขาจะไว้ใจได้มั้ยเพราะนอกจากลุงคำปูนแล้วภริดาก็ไม่รู้จักใครที่นี่สักคน
“คุณไม่ต้องกลัวหรอก ผมเป็นหมออยู่ที่นี่ ผมว่าตอนนี้คุณควรให้ผมทำแผลที่เข่าของคุณก่อนนะเดี๋ยวมันจะอักเสบ” อินทัชเอ่ยถามเมื่อเห็นแววตาหญิงสาวดูกังวล
“คุณเป็นหมออยู่ที่นี่เหรอ” ภริดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใช่! ผมพึ่งย้ายมาได้ไม่ถึงเดือนเอง ดูจากลักษณะคุณแล้วคุณก็คงไม่ใช่คนที่นี่ใช่มั้ย” อินทัชถามกลับ
“ฉันพึ่งมาวันนี้” หญิงสาวตอบสั้นๆ
“งั้นคุณเป็นนักท่องเที่ยวเหรอ แล้วพักอยู่ที่ไหนล่ะเดี๋ยวผมจะไปส่ง”
“คุณมีมือถือมั้ยเดี๋ยวฉันให้คนมารับก็ได้ พอดีฉันลืมเอามือถือออกมาด้วย”
“ได้สิ! อ๊ะ..” อินทัชยื่นมือถือให้หญิงสาว
“คือ…ฉันจำเบอร์คนที่จะโทรหาไม่ได้ งั้น…คุณรู้จักลุงคำปูนมั้ย”
“อ๋อ..ลุงผู้ใหญ่เหรอรู้จักสิ คุณจะโทรหาเขาใช่มั้ยเดี๋ยวผมโทรให้ แล้วให้บอกว่าคุณเป็นใครล่ะ”
“บอกลุงคำปูนไปว่าหวานเป็นคนให้โทร เดี๋ยวลุงก็มารับฉันเองแหละ”
เมื่ออินทัชได้ข้อมูลจากภริดาเรียบร้อย เขาก็ทำการโทรหาลุงผู้ใหญ่ตามคำขอของเธอในทันที ตอนนี้ลุงผู้ใหญ่กำลังขับรถกลับเข้าหมู่บ้านเนื่องจากออกไปทำธุระในตัวเมือง จึงวานให้อินทัชอยู่รอเป็นเพื่อนเธอก่อนจนกว่าเขาจะมารับ
“ผมว่าคุณไปนั่งตรงขอนไม้ตรงนั้นก่อนดีกว่าผมจะได้ดูแผลคุณด้วย ในกระเป๋าแพทย์ผมมีอุปกรณ์ล้างแผลอยู่ ว่าแต่คุณลุกไหวมั้ย”
“ไหวค่ะ”
คำตอบของภริดาสวนทางกับความเป็นจริง เพราะเธอไม่สามารถลุกเองได้เลยแม้ว่าจะพยายามพยุงตัวขึ้นแค่ไหน แต่เธอก็ทำไม่ได้อยู่ดี
อินทัชเม้มปากมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างขบคิด ถ้าจะนั่งทำแผลให้เธอตรงพงหญ้าตรงนี้ก็คงจะไม่ได้ จะพยุงเธอเดินก็เดี๋ยวเข่าจะบวมอักเสบไปมากกว่าเดิมกว่าจะถึงขอนไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม คงจะมีแค่วิธีนี้ที่เขาพอทำได้ในตอนนี้
“ผมขออนุญาตคุณนะ”
“คุณจะทำอะไร!”
สิ้นเสียงคำพูดนั้น อินทัชก็อุ้มร่างหญิงสาวมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะพาเธอไปนั่งตรงที่ขอนไม้อีกฝั่งของถนน เขาวางร่างหญิงสาวให้นุ่มนวลที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบไปถึงแผลของเธอ ก่อนจะเอ่ยขออนุญาตหญิงสาวอีกเป็นครั้งที่สอง
“ขอโทษนะ..คือ..ผมขอดูแผลที่เข่าคุณหน่อยสิ คุณช่วยดึงกระโปรงขึ้นเปิดแผลให้ผมดูหน่อยได้มั้ย ผมว่าวันหลังถ้าคุณจะปั่นจักรยานไม่ควรจะใส่กระโปรงยาวแบบนี้นะเพราะมันจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย”
“ก็ชุดของฉันมีแต่แบบนี้ เอาเป็นว่าต่อไปฉันจะระวังให้มากขึ้นก็แล้วกัน” หญิงสาวเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
อินทัชทำแผลให้ภริดาด้วยความอ่อนโยน เธอเลยไม่รู้สึกเจ็บแผลเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นหมอตามที่พูดไว้จริงๆ เพราะดูจากความช่ำชองในการทำแผลแล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้น
“สรุป..คุณเป็นหมอจริงเหรอ”
คำถามของภริดาทำให้อินทัชหันมาสบตาหญิงสาวอีกครั้งก่อนจะเผยรอยยิ้มหวานออกมา
“นี่..แปลว่าคุณไม่เชื่อว่าผมเป็นหมอจริงๆ สินะ”
“ก็ไม่รู้สิ ก็เห็นคุณแต่งตัวเหมือนชาวบ้านทั่วไปใครจะไปคิดว่าเป็นหมอจริงๆ ล่ะ” หญิงสาวอึกอักเล็กน้อย
“ก็มันเป็นเวลาเลิกงานของผมแล้วไง ถ้าคุณไม่เชื่อจะไปดูเสื้อกาวน์หมอที่บ้านผมมั้ยล่ะ”
“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ ดูจากฝีมือการทำแผลของคุณแล้วก็คงเป็นหมอจริงๆ นั่นแหละ”
อินทัชหลุดขำเล็กน้อยกับคำตอบของภริดา ก่อนจะคลายยิ้มนั้นออกแล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบเศษใบไม้ออกจากผมของหญิงสาว
ภริดารู้สึกถึงความแปลกเล็กน้อยกับการกระทำของชายหนุ่มตรงหน้า เธอมองหน้าเขาอย่างไม่ละสายตา พอรู้ตัวอีกทีอินทัชก็สบตาเธอกลับเสียแล้ว ทั้งคู่ต่างก็สบตากันอยู่แบบนั้นไม่มีทีท่าว่าฝ่ายไหนจะยอมละสายตาไปก่อนเลย
“หมอจะพาแก้วไปไหนคะ”กัญญาวีร์เอ่ยถามชายที่เดินกุมมือเธอลงเชิงเขาเพื่อตรงไปยังรถที่จอดเอาไว้ อินทัชเองก็ไม่ยอมบอกกล่าวอะไรกัญญาวีร์แม่แต่น้อย ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มให้กับหญิงสาวเท่านั้น“ก็กลับเรือนหอเราไง”“เรือนหอที่ไหนคะ หมออย่าล้อเล่นกับแก้วแบบนี้สิ”“หมอพูดจริง เดี๋ยวแก้วไปถึงก็รู้เอง” แววตาอินทัชดูเจ้าเล่ห์นัก“หมอคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หมอกับแก้วเข้าไปคุยกับตากับยายของแก้วให้ท่านรับรู้ด้วยได้มั้ยคะ ไหนจะแม่แก้วอีก แก้วไม่อยากให้พวกท่านมองว่าเราทำอะไรโดยที่ไม่รู้จักคิด ไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในสายตา”“แก้วไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก งั้น…เราไปหาตากับยายและแม่ของแก้วตอนนี้เลยดีมั้ย ไปบอกพวกท่านว่าเราแต่งงานกันแล้ว”“หมอล้อเล่นอีกแล้ว แก้วไม่ได้จะบอกว่าไปตอนนี้ซะหน่อย” หญิงสาวหลุดขำเมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังของอินทัช“งั้น…ก็ไปกัน แก้วจะได้รู้ว่าหมอล้อเล่นหรือเปล่า”เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็กุมมือหญิงสาวไปขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปพาเธอไปยังสถานที่ที่หนึ่ง กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจมาก เพราะทางที่อินทัชขับมาเป็นทางเข้ามาในหมู่บ้านอองตอง และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่ทั้งคู่แสนจ
1 เดือนผ่านไปสวนแปลงดอกไม้ของกัญญาวีร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ตอนนี้หญิงสาวได้จ้างให้สะล้อเข้ามาช่วยดูแลสวนของเธอเพิ่มเติม เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัวของชายหนุ่ม ก่อนหน้านี้สะล้อทำงานรับจ้างทั่วไปตามหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านเพื่อเอาค่าใช้จ่ายมาจุนเจือครอบครัว ด้วยความขยันขันแข็งชายหนุ่มเลยทำให้กัญญาวีร์เห็นความสามารถของชยหนุ่มในตรงนี้้กัญญาวีร์ยืนมองคนงานที่ลงแปลงดินอย่างขยันขันแข็งก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหญิงสาวคงจะได้ลงพันธุ์ดอกไม้ในอีกไม่กี่วันนี้“ใกล้เสร็จแล้วนี่ สวนดอกไม้ของแก้วต้องมีดอกเบญจมาศสีขาวและดอกเดซีด้วยนะ” อินทัชที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เอ่ยทักทายหญิงคนรักที่ยืนยิ้มอยู่“ทำไมต้องเป็นเบญจมาศกับเดซีด้วยคะ” หญิงสาวหันมายิ้มก่อนจะถามกลับชายหนุ่มไป ทั้งที่เธอเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว“ก็ดอกไม้พวกนี้มีความหมายกับหมอไง เมื่อหลายปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งชอบเอาดอกไม้มาจีบหมออยู่เรื่อยเลยนะสิ”“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง แล้วเด็กสาวคนนั้นจีบหมอติดมั้ยคะ” หญิงสาวหยอกเย้ากลับอินทัชเดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลัง มือหนาทั้งสองข้างกุมมือของเธอเอาไว้อย่างอบอุ่น
กัญญาวีร์ใช้เวลาอยู่ที่เชิงเขาค่อนข้างนาน หญิงสาวนั่งลงที่พื้นหญ้าเขียวขจี ลมพัดอ่อนๆ ในยามเย็นทำให้เธอรู้สึกดีมากนัก ที่ตรงนี้เป็นที่รวมความทรงจำมากมายของเธอและอินทัชเอาไว้เมื่อตะวันเริ่มตกดินก็ควรได้เวลาที่เธอควรกลับ กัญญาวีร์ปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างจากไฟตามข้างทางขึ้นมาบ้างแล้ว ในเวลาพลบค่ำแบบนี้มองเห็นไฟประดับที่มีทุกจุดของทางเดินก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามนัก เพราะเมื่อก่อนดวงไฟตามจุดต่างๆ ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ ทุกอย่างที่นี่ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติและความสงบไว้เช่นเมื่อก่อนกัญญาวีร์ปั่นจักรยานมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เธอจำได้ไม่เคยลืม หญิงสาวคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนที่เธอได้เจออินทัชที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้เป็นครั้งแรก วันวานที่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเธอกับอินทัชนั้นทำให้เธอมีความสุขมากจริงๆ อบอุ่นทุกครั้งที่ได้คิดถึงวันวันเหล่านั้นหญิงสาวมองรอบๆ ต้นไม้ด้วยความอาวรณ์ ผ่านมาหลายปีต้นไม้ยิ่งสูงตระหง่านมากกว่าเดิม ไฟประดับที่ระยิบระยับตามกิ่งไม้นั้นยังดูสวยงามไม่เปลี่ยน กัญญาวีร์เดินเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ
หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงยีนสีกรม กำลังยืนหลับตากางแขนรับลมและแสงแดดยามสายที่แสนจะอบอุ่นนี้ อากาศที่นี่ยังคงสดชื่นเหมือนเช่นเคยไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าไหร่ กัญญาวีร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและมองไปยังทางข้างหน้าที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่หมู่บ้านอองตองหญิงสาวยิ้มร่าออกมาด้วยความสุขใจ ในที่สุดวันที่เธอเฝ้ารอคอยก็มาถึง ใบหน้าหญิงสาวยิ้มแย้มและสดใสอยู่ตลอดเวลา กัญญาวีร์ยืนอยู่ไม่นานก็มีเสียงชายสูงวัยบางคนตะโกนออกมาจากข้างในรถ ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองตามเสียงนั้นในทันที“หนู…จะเข้าไปในหมู่บ้านหรือยัง ลุงต้องไปรับลูกค้าอีกนะ” ชายสูงวัยเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่“อ่อจ้า ขอโทษด้วยจ้าลุง พอดีหนูดีใจไปหน่อยที่ได้กลับมาที่นี่ งั้นเราไปกันได้เลยจ้า” หญิงสาวยิ้มตอบรับก่อนจะเดินไปเปิดประตูขึ้นรถที่จอดอยู่กัญญาวีร์จ้างรถรับจ้างในตัวเมืองให้มาส่งเธอที่หมู่บ้านอองตอง ระหว่างทางก่อนเข้าหมู่บ้านหญิงสาวให้ลุงคนขับจอดรถเพื่อที่เธอจะลงไปสูดอากาศให้เต็มปอดตามที่เธอตั้งใจเอาไว้ จนเวลาล่วงเลยไปมากทำให้ลุงคนขับต้องเอ่ยท้วงติงกัญญาวีร์มาถึงบ้านก็เห็นตากับยายมายืนรอรับที่หน้าบ้าน หญิงสาวรีบวิ่งไปกอดตากับยา
กรพัฒน์ขับรถมาส่งธัญชนกที่คอนโดของหญิงสาวตามที่รับปากเอาไว้ ระหว่างทางชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มตลอดทาง จะพูดออกมาก็ตอนที่หญิงสาวเอ่ยถามไถ่ก็เท่านั้น“นี่หมอ…จะพูดกับฉันแค่นี้จริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวเริ่มงอแง“แล้วคุณจะให้ผมพูดอะไรล่ะ คุณอยากให้ผมมาส่ง ผมก็มาส่งแล้วไง คุณถามผม…ผมก็ตอบไป” ชายหนุ่มตอบกลับ“แล้วที่ผ่านมาที่หมอไม่ได้เจอฉัน ไม่ได้ยินเสียงฉัน หมอไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอคะ”“ผมควรจะคิดถึงคุณด้วยเหรอ คุณเองก็หายเงียบไปเหมือนกัน ผมก็นึกว่าคุณจะไปจีนแล้วซะอีก” ชายหนุ่มเอ่ยประชด“แล้วทำไมฉันต้องไปอยู่จีนด้วยคะ”“ช่างเถอะ…คุณจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อยหน่อย” ชายหนุ่มบ่ายเบี่ยง“อ๋อ…ที่แท้หมอกรก็คิดว่าฉันไปหาคุณตรีที่จีนนี่เอง ไม่น่าล่ะ…หลายวันมานี้ไม่ยอมโทรหาฉันเลย” หญิงสาวยิ้มชอบใจที่รู้ทันชายหนุ่มกรพัฒน์เองได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวก็ไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย ชายหนุ่มหักรถเลี้ยวจอดที่ข้างทาง เขามองธัญชนกด้วยความสั่นไหว ทำไมในเวลานี้หญิงสาวถึงยิ้มร่าชอบใจไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างน้อยเธอก็น่าจะเห็นใจเขาบ้าง“สนุกมากใช่มั้ยที่ทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าผมชอบคุณมาก แต่คุณก็ยังมาเล่นกับควา
กัญญาวีร์นั่งรอธัญชนกอยู่ในรถอยู่หน้าบ้านของอินทัช หลังจากที่ธัญชนกเอ่ยลากับชนิศาเรียบร้อย เธอก็เดินตรงมาขึ้นรถในทันที หญิงสาวมองผู้เป็นเพื่อนรักที่นั่งร้องไห้ไม่ขาดสายด้วยความเวทนา“ชะเอม…ฉันว่าเราไปหาพ่อกับแม่ของหมออินดีกว่า พวกท่านน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ยังไงฉันก็มั่นใจว่าหมออินจะไม่ไปแบบนี้แน่ๆ” กัญญาวีร์เอ่ยขอร้องเพื่อนรักที่นั่งอยู่เบาะคนขับ“เธอจะบ้าเหรอแก้ว นั่นมันจันทบุรีเลยนะ เธอไม่ต้องไปหรอก เมื่อกี๊..ฉันโทรไปที่บ้านหมออินแล้ว แม่หมออินก็บอกว่าหมออินไปแล้วเหมือนกัน ยอมรับความจริงเถอะนะแก้วว่าหมออินเขาไปแล้วจริงๆ”“ทำไมหมอถึงใจร้ายแบบนี้ อย่างน้อยเขาควรบอกฉันบ้างสิว่าจะไป เขาไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าเขาเลย แม้แต่เสียงของเขาฉันก็ไม่ได้ยิน” หญิงสาวสะอื้นร่ำไห้“ก็นี่มันเป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ ที่หมอจากไปโดยไม่บอกเธอ เพราะหมออาจจะทำใจไม่ได้ถ้าเห็นหน้าเธออีก เขาเลยเลือกทำแบบนี้ไง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเธอเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากจะให้เป็นไม่ใช่เหรอ”ธัญชนกเอ่ยแจ้งต่อเพื่อนสาว เพราะเธอเองก็ไม่เห็นด้วยนักที่กัญญาวีร์จะร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ ทุกอย่างล้วนเกิดจากสิ่ง






![คำสาปราคะคุณหนูตัวร้าย 3P [Nc20+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
