Masukนับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาในร่างของคุณหนูจวนคหบดีแห่งเมืองหนานเฉา หรั่นหนิง ก็ตระหนักได้ถึงความฝันบอกเหตุที่น่าสะพรึง ทางเดียวที่จะนำพาคนทั้งตระกูลให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม นั่นก็คือไม่เป็นแล้วคหบดีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหนานเฉา ตระกูลจวินย้ายไปยังเมืองหยวนเฉิงซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้น จากคหบดีที่มั่งคั่งและร่ำรวย กลับกลายเป็นเพียงตระกูลหมอมีร้านเล็กๆ เปิดจำหน่ายสมุนไพรกับใบชา ทว่าชะตาชีวิตนั้นไม่มีสิ่งใดแน่นอน ทั้งที่หลบเลี่ยงมาได้แล้วคราหนึ่ง ฝันบอกเหตุกลับยังตามมาหลอกหลอน หญิงสาวฝันถึงบุรุษสวมชุดแต่งงานสีแดง ในมือของเขามีกระบี่ยาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ใต้ฝ่าเท้าของเขามีร่างของพี่ชายของนางที่ไร้ซึ่งลมหายใจ!!! ข้อมือที่กุมกระบี่ของชายผู้นั้น นางจำได้ว่ามีแผลเป็นคล้ายผีเสื้อ กระทั่งต่อมาหรั่นหนิงก็ได้พบเขา ฉู่เฟิงเยี่ยน หัวหน้าตระกูลฉู่ หนึ่งในตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแคว้นจ้าว!!!
Lihat lebih banyakม่านหมอกปกคลุมโดยรอบ มองเห็นไม่ชัดว่าที่นี่คือที่ใด ผิวกายหนาวเหน็บชวนสะท้าน เสียงกรีดร้องดังสลับเสียงตะโกนด้วยความหวาดกลัว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทั่วบริเวณ กับพื้นกระเบื้องที่เปียกชุ่มไปด้วย...เลือดแดงฉาน
นางก้าวเท้าไปข้างหน้าด้วยหัวใจอันหวาดหวั่น หัวใจของนางสั่นไหวตื่นตระหนกระคนหวาดหวั่น
บ่าวไพร่ สาวใช้ กระทั่งถัดไป...คนตระกูลจวินที่บัดนี้นอนจมกองเลือดแน่นิ่ง หมอกควันสั่นไหวเป็นระลอกคลื่น บุรุษชุดแดงคล้ายชุดเจ้าบ่าวก้าวเข้ามาหานาง
เงาร่างสูงใหญ่กำยำบดบังแสงจากเบื้องหลังที่สาดส่อง เงาสะท้อนของคนตรงหน้าส่งกลิ่นอายการฆ่าสังหาร กระบี่คมกริบถูกเขากุมแน่น เลือดบนร่างหลั่งรินลงไปที่มือของเขา…ไหลอาบย้อมลงไปยังคมกระบี่
หรั่นหนิงมองไล่จากปลายกระบี่ขึ้นมาเรื่อยๆ เห็นข้อมือของเขาที่แขนเสื้อฉีกขาด แผลเป็นที่ข้อมือใหญ่มองคล้ายผีเสื้อที่กำลังโบยบิน หญิงสาวมองไม่เห็นใบหน้าของเขา เห็นเพียงเงามืดที่ทาบทับลงมาบนตัวนาง เขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น...ใกล้ขึ้น
‘หากจะโกรธก็จงโทษพี่ชายของเจ้า เป็นความผิดของเขา’ เสียงทุ้มกล่าวขึ้นด้วยความเย็นชา
กลิ่นคาวเลือดและความตายย่างกรายเข้ามาหานาง ด้านหลังของเขามีสตรีนางหนึ่งสวมชุดเจ้าสาวยิ้มกว้าง อีกฝ่ายมองมาด้วยความคลั่งแค้นเกลียดชัง
‘สังหารนางเสีย คนตระกูลจวิน...ไม่อาจละเว้นสักคน!’ แม้กล่าวเช่นนั้นทว่าสายตาของสตรีนางนั้นไม่ได้มองมายังหรั่นหนิง อีกฝ่ายมองลงไปยัง...ใต้ฝ่าเท้าของบุรุษชุดแดง
จวินเซียว...พี่ชายของนางนอนแน่นิ่งจมกองเลือดยู่ตรงนั้น!!!
“ไม่!!!”
ร่างชุ่มโชกด้วยเหงื่อผุดพรวดขึ้นมาจากเตียงนอน สาวใช้สองคนเปิดประตูจากนั้นวิ่งอ้อมฉากกั้นหน้าเตียงเข้ามา “คุณหนู!”
ฝัน...นางเพียงฝันไป
หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอก หัวใจของนางยังคงเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น เป็นผู้อื่นอาจคิดว่านั่นคือความฝัน พวกเขาจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันทีที่ตื่นขึ้น ทว่า...ไม่ใช่กับนาง
“ท่านพ่อกับพี่ใหญ่เล่า”
“นายท่านไปยังอารามไห่หวง ส่วนคุณชายออกไปที่ร้านตั้งแต่เช้าเจ้าค่ะ คุณหนูท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ หน้าท่านซีดมากไม่สบายหรือไม่ ถ้าอย่างไร...”
“ข้าไม่เป็นไร” หญิงสาวส่ายหน้า “ข้าจะออกไปหาพี่ใหญ่ที่ร้าน ยกน้ำร้อนเข้ามาเถิด”
นี่คือฝันบอกเหตุ...ใช่แล้ว สิ่งที่นางเพิ่งฝันเห็นจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และนางต้องหาทางรับมือ
มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว...ไม่ใช่เพียงครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นตอนที่นางตื่นขึ้นมาในร่างของจวินหรั่นหนิง ทารกแรกเกิดที่ส่งเสียงร้องไห้จ้า
...ใช่ นางก็คือหรั่นหนิง แต่หากจะกล่าวกันตามตรงแล้วนางไม่สมควรอยู่ที่นี่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่สมควรลืมตาขึ้นมาในยุคที่ล้าหลัง ไม่สมควรมีความทรงจำจากโลกเดิม นาง...ควรกลายเป็นทารกที่ไร้เดียงสาทันทีที่ลืมตาดูโลก
หรั่นหนิง...เดิมทีเป็นหญิงสาวในโลกปัจจุบัน เป็นพนักงานออฟฟิศเงินเดือนไม่ถึงหนึ่งหมื่นหยวน ตอนกำลังป่วยไม่ได้สติอยู่เพียงลำพังในห้อง ลืมตาอีกครั้งก็พบว่ากลายเป็นเด็กทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลก กลายเป็นคุณหนูจวนคหบดีตระกูลจวินที่ทั้งมั่งคั่งและพรั่งพร้อม
จากหญิงสาววัยสามสิบ กลายมาเป็นเด็กทารกแรกเกิดที่แม้จะอ้าปากพูดก็ยังทำไม่ได้ ถ้ายังไม่เชื่ออีกก็คงคิดว่าผีหลอกแล้ว!!!
วันแล้ววันเล่า...กระทั่งนานวันเข้ายังคงตื่นขึ้นมาในร่างเดิม ที่เดิม ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง จากนั้นก็ทำได้เพียงยอมรับ
นาง...หลุดเข้ามาในโลกอดีตจริงๆ มาแบบที่ยังมีความทรงจำจากโลกเดิม เติบโตมาเป็นคุณหนูรองตระกูลจวิน มีนามหรั่นหนิง... นามรองหรันหรั่น ทั้งยังไม่รู้ว่าที่นี่อยู่ช่วงใดของประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่ามีอยู่จริง หรือเป็นเพียงโลกคู่ขนานกับโลกที่ตนจากมา
อ่านนิยายมาก็มาก ดูหนัง ดูละคร การข้ามภพ ย้อนอดีต นางเอกเก่งกาจเพราะใช้ความรู้จากโลกอนาคต จากนั้นก็ได้เจอคนรักหล่อเหลาสูงส่ง แต่งงาน มีลูก จบบริบูรณ์?!
ไม่หรอก...มันไม่ได้ง่ายดายอย่างนั้น
ครั้งแรกของเงาฝันบอกเหตุ...นางเห็นความตายของมารดา นางเป็นเพียงเด็กทารกจะสามารถเปลี่ยนหรือช่วยอะไรได้ อีกทั้งนั่นยังเป็นครั้งแรกดังนั้นจึงไม่รู้ว่ามันคือฝันบอกเหตุ
ครั้งที่สองนางฝันเห็นความตายของบิดา มันเกิดขึ้นตอนที่นางยังไม่ครบสองขวบปี นางช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้ เล่าเรื่องน่าเหลือเชื่อเกี่ยวกับฝันบอกเหตุให้ฟัง บิดาเชื่อแต่จวินเซียวผู้เป็นพี่ชายยังไม่เชื่อ แถมยังมองนางที่เป็นเพียงเด็กอายุไม่ถึงสองขวบปีราวกับมองตัวประหลาด
กระทั่งตอนที่นางอายุครบเจ็ดขวบ...นางฝันอีกครั้ง ครั้งนี้หนักหนากว่าทุกครั้งที่นางเคยฝัน ไม่ใช่เพียงชีวิตของคนคนเดียวแต่เป็นทั้งตระกูลจวิน!!!
จวินเซียวไม่เชื่อ ดังนั้นนางจึงให้เขารอ
หากเป็นบุรุษอื่นถามคงโดนด่ากลับมาแล้ว แต่จวินเซียวถามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา ดังนั้นสตรีวัยกลางคนดังกล่าวจึงไม่รู้สึกว่าโดนเขาตอกหน้านางยังกล่าวต่อ “สตรีดีๆ ของเมืองอู่ซวงมีมากมาย ข้าเห็นแก่นายท่านจวินจึงอยากช่วย คุณหนูตระกูลเสิ่นงดงามอ่อนหวาน ปีนี้อายุครบสิบหกยังไม่มีคู่หมาย...”“ท่านป้าขอรับ” จวินเซียวกล่าวตัดบท “คนเรามีหน้าที่เป็นของตัวเอง ความต้องการของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป สตรีงดงามกิริยาอ่อนหวาน พวกนางย่อมเป็นที่ปรารถนาของบุรุษที่ต้องการคนปรนนิบัติ ข้าเป็นหมอมีหน้าที่รักษาคนเจ็บป่วย ข้าเจ็บป่วยก็สามารถจ่ายยาเคี่ยวยาให้ตัวเอง ข้ากับน้องสาวเป็นคนเลือกกิน ดังนั้นข้าจึงหัดเข้าครัวตั้งแต่อายุครบเจ็ดขวบปี ข้าเย็บแผลได้ฝีเข็มนั้นปรานีตยิ่งกว่าสตรีปักผ้า ดังนั้นที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นท่านบอกข้าที เหตุใดข้างกายข้าจึงจำเป็นต้องมีสตรีที่สามารถทำทุกอย่างที่ข้าสามารถทำได้แล้ว”ท่านป้าผู้นั้นตะลึงจนลืมคำพูดของตัวเอง นางอึกอักอยู่นานมากกระทั่งชี้มือไปยังหลานซี “แล้วนางเล่า นางมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านรู้สึกว่าท่านไม่สามารถทำได้เช่นนาง มีสิ่งใดที่นางทำได้แต่สตรีอื่นทำไม่ได้”“สังหารผู้อื่นเพื่อปกป้อง
“มะ...แม่นางหลานซี”“ใช่ข้าเอง”นางไม่รู้ตัวเลยว่าในห้องยังมีผู้อื่นอีก... ความมืดและจิตใจที่ว้าวุ่นตื่นเต้นกับสิ่งที่คิดจะทำ ทำให้อิงเอ๋อร์ไม่ได้มองไปรอบๆ ด้วยมั่นใจว่าหลานซีนอนหลับอยู่ในห้องอีกห้องไม่ไกลกันนัก นาง...วางยานอนหลับทุกคนแล้วนี่!!แสงไฟสว่างจ้าขึ้น หลานซีจุดไฟและนั่งกอดอกจ้องมองสาวใช้ที่กึ่งเปลือยท่อนบน “สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือ...คนที่ยุ่งกับของของข้า ...คนของข้า”อิงเอ๋อร์หน้าซีดขาวเมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเยียบของอีกฝ่าย ตอนที่หลานซีลุกขึ้นนางถึงกับขาอ่อนยวบนั่งลงกับพื้นหน้าเตียงหลานซีเดินผ่านอีกฝ่ายไปจากนั้นนั่งลงข้างเตียง จัดผ้าห่มให้ให้ชายหนุ่มที่นอนหลับสนิทบนเตียง เสียงกรนเบาๆ ของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกขัน“เจ้าทึ่ม โดนวางยานอนหลับยังไม่รู้ตัวอีก เป็นหมอประสาอะไร” นางมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง ทว่าตอนที่หันกลับมามองอิงเอ๋อร์ สายตาของนางเปลี่ยนไปเป็นเย็นเยียบ“บิดาของเจ้าแก่มากแล้ว ทว่าเจ้าไม่เหมือนกัน ในเมื่อจิตใจไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่เหมาะที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของคนตระกูลจวิน ให้เวลาเจ้าปีหนึ่ง...แต่งงานแล้วย้ายออกไปเสีย บิดาของเจ้ารั้งอยู่ที่นี่ได้”“เจ้าถือสิทธิ์อ
ตอนพิเศษหลานซีนางไม่เคยชอบการนั่งรถม้าเพราะรำคาญความยุ่งยากและมองว่ามันล่าช้า ทว่าตอนนี้กลับยืนมองจวินเซียวขนข้าวของขึ้นรถม้า ของจำเป็นทั้งของนางและของเขาเอง ทั้งสมุนไพรต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมายที่หมอผู้หนึ่งต้องใช้นางกำลังจะกลับเล่อซาน กลับไปไหว้หลุมศพของอาจารย์ บอกกล่าวว่าศิษย์น้องของนางเหลียนฮวาได้สิ้นใจไปแล้ว ทว่าอยู่ๆ ทุกคนก็บอกให้นางพาบุรุษอ่อนแอปวกเปียกผู้นี้ไปด้วยคราแรกนางอยากเดินทางเพียงลำพัง ใช้เวลาสั้นๆ ขี่ม้าไปกลับก็ใช้เวลาไม่ถึงเดือน ทว่านางไม่ได้บอกผู้ใดถึงเรื่องนี้ นั่นทำให้ทุกคนหวาดระแวงว่านางจะไม่กลับมาที่เมืองหลวงอีก โดยเฉพาะเขา...จวินเซียวบุรุษผู้นี้ให้อย่างไรก็ดูไม่เลว แม้จะอ่อนแอปวกเปียกไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แต่เรื่องนิสัยใจคอแล้วนางพออกพอใจ เขาเป็นหมอและยังจิตใจดีชอบช่วยเหลือคนอื่น ทว่านางมองว่าเขากับนางไม่เหมาะสมกันนางเป็นชาวยุทธ์ ส่วนเขาเป็นหมอที่ผู้คนนับถือรักใคร่ เขามีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไม่เคยออกไปตกระกำลำบาก ต่างกับนางที่นอนกลางดินกินกลางทรายได้โดยไม่กลัวความลำบากนางเคยพักค้างแรมในป่าโดยไม่มีผ้าห่ม ไม่มีอาหาร อาศัยดื่มน้ำจากลำธารและทะเลสาบ ม้าตัวเดี
“เฮ้อน่าเสียดาย พวกเขานับเป็นคู่สวรรค์สรรค์สร้าง ทว่าเหตุใดจึงดูยากจนนัก ชีวิตลำบากลำบนที่ต้องเดินทางร่อนเร่เช่นนี้ ทำให้ความงดงามของชีวิตคู่ดูเป็นเรื่องน่าเศร้าไปเสียสิ้น”“ก็คงไม่เสมอไปหรอก ท่านเห็นสีหน้าและแววตาของผู้เป็นฮูหยินหรือไม่ นางมิใช่ดูมีความสุขมากหรอกหรือ”“นั่นน่ะสิ สามีที่ดีต่อนาง เอาอกเอาใจเช่นนี้ นั่นมิใช่เพียงพอต่อสตรีนางหนึ่งแล้วหรือ ยังดีว่าร่ำรวยแล้วสามีแต่งอนุคนแล้วคนเล่า”“ข้าเห็นด้วย มีบุรุษที่รักมั่นคงไม่เอาแต่ก่อปัญหา นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ”เสียงของชาวบ้านในละแวกนั้นไม่ได้ดังไปถึงเจ้าตัว เพราะรถม้าสองคันนั้นได้วิ่งจากไปไกลแล้ว...กลับถึงเมืองหลวงจวินหรั่นหนิงก็รู้สึกไม่ปกติ นางทั้งวิงเวียนและอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็เจ็ดเดือนแล้วหลังจากที่นางแต่งเข้าจวนตระกูลฉู่ กลายเป็นฉู่ฮูหยินที่ทำให้สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงอดที่จะอิจฉาริษยาไม่ได้ชีวิตคู่ทุกอย่างราบรื่น หลังแต่งงานทั้งสองเดินทางไปต่างเมืองและกลับมาพร้อมกับข่าวดีที่สุด นาง...ตั้งครรภ์แล้ว!ฉู่เฟิงเยี่ยนนั่งกุมมือนางอยู่ข้างเตียง สีหน้าของเขาทั้งดีใจและเป็นกังวล บิดาของนางรีบออกไปเข
มองไปยังบุตรชายที่ตอนนี้ยืนอยู่ข้างๆ หลานซี ตอนออกเดินทางทั้งสองคนแอบไปไหว้ฟ้าดินกันหน้าหลุมศพของอาจารย์ หลานซีเป็นชาวยุทธ์จึงไม่ค่อยถือสาเรื่องพิธีการ แต่จวินเซียวก็รับปากว่าจะจัดงานเล็กๆ ตอนที่พวกเขากลับมายังเมืองหลวงตอนนี้พวกเขากลับมาแล้ว และจวินหรั่นหนิงก็ออกเรือนไปแล้วเช่นกัน ถึงเวลาแล้วที่เข
เช้าวันนั้นนางนั่งรถม้าไปยังร้านหมอ พอไปถึงก็พบว่าฉู่เฟิงเยี่ยนยืนรอนางอยู่ก่อนแล้ว ก็เป็นเหมือนเช่นทุกวันที่เขามาส่งน้องสาวและน้องชายที่ร้านหมอ จากนั้นก็รอพบนาง สนทนากับนางสักครู่ แล้วเขาค่อยออกไปยังร้านแลกเงินตระกูลฉู่ชายหนุ่มเดินมาใกล้รถม้า ยื่นมือออกมารอรับเพื่อช่วย ประคองนางลงจากรถม้า จวินหรั
“ก็...หล่อเหลา ล้ำเลิศ เก่งกาจไปเสียทุกด้าน แถมอนาคตไกลด้วย” หลีป่ายอี้พูดไปก็งุนงงไม่เข้าใจ“บุรุษเช่นนั้นนางยังไม่แม้แต่จะชายตามอง เจ้ายังคิดว่าเรายังมีโอกาสแย่งนางมากจากพี่ฉู่อีกหรือ เจ้าไม่เห็นท่าทางของนางเมื่อครู่หรือไร”“ท่าทางอะไร”ลั่วเจิ้งหานถอนหายใจมองสหาย “เพียงแค่รอยยิ้มที่นางมองเซิงเหย
เขายิ้ม “ได้”จากนั้นทั้งสองก็เดินออกมาจากสวนและพบเข้ากับฉู่เซียงที่ยืนรออยู่ กระทั่งสามคนเดินออกมายังลานจัดเลี้ยง งานเลี้ยงที่มีแขกมากมาย สำคัญที่สุดคือมีคนที่ใกล้ชิด คนรู้ใจ คนที่ตระกูลฉู่มองเป็น...คนในครอบครัวมาตั้งนานแล้วตั้งแต่ช่วงบ่ายก็มีรถม้าจากตระกูลเซิงมารับจวินหรั่นหนิงไปดูอาการของเซิงฮู