LOGINอินทัชค่อยๆ ยื่นมือไปสัมผัสแก้มแดงๆ ของหญิงสาวที่ยิ้มหวานให้เขาตรงหน้า แววตาที่ใช้มองเธอช่างอ่อนโยนยิ่งนัก เขาสำรวจทั่วใบหน้าหญิงสาวประหนึ่งจะตรวจเช็กร่างกายเหมือนคุณหมอที่ตรวจคนไข้อย่างไงอย่างนั้น แก้มที่แดง หูที่แดงของกัญญาวีร์ทำให้อินทัชอดเอ่ยถามออกมาไม่ได้
“แก้วป่วยเหรอ ทำไมแก้มถึงแดง หูก็แดงแบบนี้ล่ะ ตัวก็ไม่ร้อนนะ” เขาเอ่ยถามหญิงสาวก่อนจะคลายมือที่โอบเอวบางของหญิงสาวออก
“โธ่! หมอ แก้วไม่ได้ป่วยสักหน่อย” กัญญาวีร์หน้ามุ่ยเล็กน้อย
“แล้วทำไมถึงพูดอะไรแบบนี้ล่ะ” อินทัชเลิกคิ้วสงสัย
“ก็แก้วชอบหมอจริงๆ นะ ที่หน้าแดงแบบนี้ก็เพราะว่าแก้วเขินหมอไง”
กัญญาวีร์บิดตัวเหนียมอายจนอินทัชต้องหลุดขำออกมาเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปกุมศีรษะของหญิงสาวเอาไว้ด้วยความเอ็นดู พร้อมกับก้มลงเล็กน้อยเพื่อสบตาหญิงสาวที่เหนียมอายอยู่ตรงหน้า
“แก้วจะมาชอบหมอได้ยังไง เราพึ่งรู้จักกันไม่ถึงวันด้วยซ้ำ” อินทัชคลายมือหนาที่กุมศีรษะนั้นออกก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ หมอไม่เคยได้ยินเหรอ…รักแรกพบไง”
กัญญาวีร์ไม่ละความพยายาม เธอรู้ตัวว่านี่อาจจะเป็นเรื่องบ้าบอก็ได้ที่คนพึ่งรู้จักกันจะชอบกัน สำหรับเธอนั้นถ้ารู้สึกดีกับใครแล้วก็ยากที่จะเก็บเอาไว้ และตอนนี้เธอเองก็เริ่มที่จะรู้สึกดีกับอินทัชแล้วด้วยสิ
“หมอคะ ฉันพูดเรื่องจริงนะ ฉันชอบหมอจริงๆ และฉันก็ไม่อายที่จะพูดด้วย หมอเองก็ยังไม่มีแฟนไม่ใช่เหรอถ้าอย่างนั้นฉันก็จีบหมอได้สิ”
“แก้วรู้ได้ไงว่าหมอยังไม่มีแฟน?” อินทัชชักสีหน้าสงสัย
“ก็ถ้าหมอมีแฟนหมอคงไม่ทิ้งแฟนหมอแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่คนเดียวหรอก ดูสิหมอซื้อของเข้าบ้านยังกับคนจะมาอยู่ที่นี่ถาวร คงไม่มีผู้หญิงคนไหนทนรอแฟนได้นานขนาดนั้นมั้ง แก้วพูดถูกมั้ย?” กัญญาวีร์เม้มปากยักคิ้วหยั่งเชิงต่อชายตรงหน้า
“แฟนหมออาจจะตามมาทีหลังก็ได้นะ”
คำตอบของอินทัชทำให้กัญญาวีร์ชะงักพอสมควร นั่นสิ!เธอลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปได้ไง จากรอยยิ้มหวานของกัญญาวีร์เมื่อสักครู่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้าเรียบเฉย กัญญาวีร์เหมือนคนอกหักเสียแล้ว
อินทัชเห็นสีหน้าและท่าทางของกัญญาวีร์แปลกไป เขาเลยเลิกที่จะหยอกล้อเธอทันที
“หมอล้อเล่นน่า หมอยังไม่มีแฟนเหมือนที่แก้วพูดนั่นแหละ”
คำพูดของอินทัชทำให้กัญญาวีร์กลับมายิ้มสดใสอีกครั้ง
“งั้น…ก็แปลว่าหมอก็ชอบแก้วเหมือนกันสิ หมอกลัวแก้วเข้าใจผิดใช่มั้ยเลยรีบอธิบายให้แก้วรู้”
“เปล่าสักหน่อย หมอก็แค่เห็นแก้วนิ่งไปก็เลยไม่อยากหยอกแก้วเล่นแล้วต่างหาก เอาเถอะตอนนี้ยังมีของอีกเยอะที่ยังไม่ได้เอาเข้าบ้าน งั้นเราไปช่วยกันจัดการของเหล่านั้นกันก่อนดีมั้ย” อินทัชยิ้มให้หญิงสาวอีกครั้ง
“ค่ะ” กัญญาวีร์ตอบรับทันที
จากนั้นอินทัชกับกัญญาวีร์ก็ช่วยกันยกของจากหลังกระบะเข้าไปในบ้านจนเรียบร้อย ที่เหลือก็ให้เจ้าของบ้านจัดการต่อว่าของแต่ละอย่างต้องวางไว้ที่ตรงไหนบ้าง ส่วนพวกของใช้ไฟฟ้าหรือสิ่งของที่มีน้ำหนักจะมีรถมาส่งให้ตามหลัง
กัญญาวีร์มองอินทัชที่กำลังยกจักรยานลงจากหลังกระบะด้วยใบหน้าครุ่นคิดและไม่ลืมที่จะเข้าไปช่วยชายหนุ่มอีกเช่นเคย
“จักรยานของหมอเหมือนของผู้หญิงเลย สีก็หวานแถมมีตะกร้าหน้าด้วย”
“ทำไมต้องแบ่งแยกชายหญิงล่ะ จะจักรยานแบบไหนก็ปั่นได้เหมือนกันนั่นแหละ ส่วนตะกร้าหน้าก็เอาไว้ใส่ของที่จำเป็นไง ไปไหนมาไหนจะได้สะดวก บางวันหมออาจจะต้องปั่นจักรยานไปตรวจคนไข้ตามบ้านด้วยแบบนี้ไม่ดีเหรอ” อินทัชอธิบาย
“หมอนี่..รอบคอบจังเลยนะคะ สมกับที่เป็นหมอจริงๆ”
“ยัยกัญญาวีร์นึกแล้วว่าต้องอยู่ที่นี่”
เสียงหญิงสาวคนหนึ่งตะโกนมาจากทางเข้าบ้านพร้อมจักรยานคู่ใจที่ปั่นมาด้วย เธอตามหาเพื่อนรักให้ทั่วหมู่บ้านก็ว่าได้ จนขบคิดได้ว่าเมื่อเช้าตรู่เพื่อนรักของเธอเข้าไปหาแล้วพูดเรื่องหมอคนใหม่ให้ฟังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จึงคิดว่าเพื่อนรักของเธอก็คงจะอยู่ที่นี่และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
“ชะเอม มีอะไรเหรอ” กัญญาวีร์หันไปถามเพื่อนรักที่กำลังจอดจักรยานอยู่
“อยู่นี่เองนะยัยตัวแสบ เจอผู้ชายไม่ทันข้ามวันก็ลืมเพื่อนซะแล้ว เธอลืมไปแล้วเหรอว่าวันนี้เรามีนัดขึ้นเขากัน”
“เออ..ใช่ด้วยลืมสนิทเลย” กัญญาวีร์ยิ้มแหยะๆ เธอรู้สึกผิดต่อเพื่อนรักอยู่เล็กน้อย
ชะเอมหรือธัญชนก คือเพื่อนรักของกัญญาวีร์ที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก พวกเธอมักจะตัวติดกันตลอด ชอบพากันปั่นจักรยานเล่นในเวลาที่เว้นว่างจากการช่วยเหลืองานที่บ้าน ธัญชนกกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในตัวเมืองเชียงใหม่ชั้นปีที่2 ที่บ้านของเธอค่อนข้างมีฐานะและนี่ก็เป็นช่วงเวลาปิดเทอม เธอก็เลยกลับมาอยู่บ้านเหมือนเช่นทุกครั้ง
“นี่ใช่มั้ยหมออินที่เธอเล่าให้ฟัง หล่อจริงๆ ซะด้วย” ธัญชนกเดินไปกระซิบถามเพื่อนรักที่ยืนยิ้มอยู่
“อืมฮึ” กัญญาวีร์พยักหน้าตอบรับ
“หมออินคะ นี่ชะเอมเพื่อนรักแก้วเอง ยัยนี่เรียนอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ นางปิดเทอมไม่มีที่ไปก็เลยต้องกลับมาอยู่ที่นี่” กัญญาวีร์เอ่ยแนะนำเพื่อนรักให้อินทัชรู้จัก แต่ก็ไม่วายจะกล่าวหยอกล้ออย่างที่ทำกับเพื่อนรักเป็นประจำ ทำให้อินทัชหลุดขำออกมาเล็กน้อย
“เธอก็พูดไป ก็บ้านฉันอยู่ที่นี่จะให้ไปไหนได้ล่ะ ว่าแต่เราไปกันได้หรือยังเดี๋ยวขากลับก็ค่ำมืดอีกหรอก เธอก็รู้ว่าแม่ฉันขี้บ่นขนาดไหน” ธัญชนกหันมาค้อนให้เพื่อนรัก
“ไปสิ! หมอคะ..งั้นแก้วไปก่อนนะเดี๋ยวแก้วจะแวะมาหาหมอใหม่”
เมื่อเสร็จสิ้นคำอำลา กัญญาวีร์ก็นั่งซ้อนท้ายจักรยานไปกับเพื่อนรักเพื่อมุ่งหน้าไปยังปลายทางที่ทั้งสองคนได้วางแผนเอาไว้
อินทัชมองหญิงสาวทั้งคู่ด้วยแววตาเอ็นดู และรู้สึกอิจฉาช่วงเวลาการใช้ชีวิตวัยนี้ของทั้งคู่นัก ถ้าเป็นเขาในตอนที่อายุเท่าพวกเธอก็คงจะคร่ำเครียดอยู่กับการเรียนหมอ แม้แต่จะออกไปหาที่ผ่อนคลายก็ยังทำไม่ค่อยได้
ระหว่างที่คิดถึงช่วงอดีตที่ผ่านมานั้นผู้เป็นแม่ก็โทรเข้ามาพอดี อินทัชไม่รีรอที่จะรับสายเพราะผู้เป็นแม่คงจะโทรมาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เมื่อรู้ว่าลูกชายสบายดีก็ทำให้ผู้เป็นพ่อแม่คลายกังวลไปได้
กลอยใจกับสุทัศน์ เป็นพ่อแม่ของอินทัช ทั้งคู่ไม่ได้เห็นด้วยตั้งแต่แรกที่ผู้เป็นลูกชายจะย้ายมาเป็นหมออาสาอยู่ที่นี่ แต่เมื่อเป็นความต้องการของอินทัช ผู้เป็นพ่อแม่ก็ทำได้แค่ยอมรับในการตัดสินใจของลูกชาย เพราะถ้ายังฝืนยื้อให้อินทัชอยู่แบบเดิมก็รั้นแต่จะทำให้อินทัชต้องคิดมากและหลุดจากความคิดจมดิ่งเรื่องของผู้เป็นพี่ชายไม่ได้ อย่างน้อยอินทัชก็รับปากว่าช่วงที่อยู่แม่ฮ่องสอนนั้นถ้าพอมีเวลาก็จะกลับไปเยี่ยมผู้เป็นพ่อแม่บ้าง อะไรที่ทำให้ลูกชายที่เหลือเพียงคนเดียวมีความสุขทั้งคู่ก็ยินดี
_____________________________
ภริดานั่งอยู่ที่ห้องทำงานของผู้เป็นพ่อ เธอกวาดสายตาไปรอบๆ โต๊ะทำงานก็ไปสะดุดกับภาพถ่ายโปสต์การ์ดอันหนึ่งที่เป็นรูปท้องฟ้ากับทุ่งหญ้าเขียวขจีและข้างๆ ขอบโปสต์การ์ดมีต้นไม้ใหญ่แซมเข้ามาด้วย เธอหยิบโปสต์การ์ดออกมาด้วยแววตาสดใสพร้อมกับรอยยิ้มละมุนเล็กน้อย ก่อนจะหุบยิ้มนั้นลงเมื่อผู้เป็นพ่อเดินเข้ามาพอดี
“ลูกอยู่นี่เอง วันนี้จะออกไปข้างนอกมั้ย ถ้าอยากไปไหนก็ให้ลุงมั่นขับพาไปนะ”
ศรุทเอ่ยทักทายลูกสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนตัวเขาเองไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่นักเพราะธุรกิจอสังหาที่ทำอยู่ค่อนข้างวุ่นวายอยู่พอสมควร ตอนนี้ก็คงทำได้แค่ให้คนขับรถอยู่รออำนวยความสะดวกเผื่อลูกสาวคนเดียวของเขาอยากจะออกไปข้างนอกบ้าน
“ไม่เห็นมีที่ไหนน่าไปสักที่ พ่อเองก็ไม่เห็นจะมีเวลาให้หนูสักหน่อยแล้วจะให้หนูกลับมาที่นี่ทำไมคะ อย่างน้อยอยู่ที่โน่นต่อให้แม่งานยุ่งแค่ไหนหนูก็ยังไปหาเพื่อนได้” ภริดาเบะปากงอแงเล็กน้อย
เมื่อศรุทได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินไปหาภริดาที่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานของเขา เขาใช้มือลูบศีรษะผู้เป็นลูกสาวด้วยความเอ็นดู แววตาอาวรณ์ต่อผู้เป็นลูกสาวยิ่งนัก
“พ่อขอโทษนะ พ่อรู้ว่าที่พ่อทำแบบนี้อาจจะชดเชยในสิ่งที่พ่อทำพลาดไปไม่ได้ แต่พ่ออยากให้หวานรู้นะว่าพ่อรักและคิดถึงหวานจริงๆ เอาอย่างนี้มั้ย เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อจะยกเลิกนัดทุกอย่างแล้วพาลูกสาวพ่อออกไปทานอะไรอร่อยๆ นอกบ้าน หวานอยากไปไหนบอกพ่อได้เลยนะ”
“ช่างเถอะค่ะ ก็หนูบอกพ่อแล้วไงว่าหนูไม่อยากไปไหน พ่อเองก็ไปทำงานเถอะค่ะหวานอยู่ได้ อย่างน้อยในห้องนี้ก็มีหนังสือให้หวานอ่านแก้เบื่อ”
“งั้น ตามใจหวานก็แล้วกัน พ่อไปทำงานต่อก่อนนะ”
“เดี๋ยวสิคะ!” ภริดาลุกจากเก้าอี้พร้อมโปสต์การ์ดในมือที่ถืออยู่ เธอเดินตรงไปหาศรุทที่ยืนชะงักอยู่เล็กน้อยเมื่อผู้เป็นลูกสาวเอ่ยเรียกเมื่อสักครู่
“ที่นี่ที่ไหนคะ?” ภริดายื่นโปสต์การ์ดดังกล่าวให้ผู้เป็นพ่อดู
ศรุทหยิบโปสต์การ์ดนั้นจากภริดาขึ้นมาพินิจครุ่นคิดอยู่สักพักถึงนึกออก
“อ๋อ..รูปนี้น่าจะเป็นที่แม่ฮ่องสอนนะ พอดีคำปูนที่เคยเป็นคนขับรถให้พ่อเป็นคนส่งโปสต์การ์ดนี้มาให้พ่อเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ได้ข่าวมาว่าตอนนี้ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นั่นแล้วด้วย ลูกถามทำไมเหรอ”
“เปล่าค่ะ หนูเห็นว่ามันสวยดีก็เลยอยากรู้ว่าเป็นที่ไหน”
ภริดาตอบกลับพร้อมเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม เธอยังคงให้ความสนใจกับภาพโปสต์การ์ดตรงหน้า ถ้าเธอได้เห็นของจริงคงต้องสวยกว่าในภาพมากแน่ๆ
“งั้นหนูขอได้มั้ยคะ” ภริดาเอ่ยถามอีกครั้ง
“ได้สิ เอาอย่างนี้มั้ย เดี๋ยวพ่อจะให้ลุงปูนส่งรูปพวกนี้มาให้ลูกอีกถ้าลูกชอบ”
ภริดาไม่ได้ตอบกลับอะไร เธอได้แต่พยักหน้าและยิ้มรับเล็กน้อย ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับโปสต์การ์ดดังกล่าวอีกครั้ง
________________________________
กัญญาวีร์กับธัญชนกสองสาวเพื่อนรักกำลังนั่งรับลมเย็นใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เชิงเขาที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าและดอกไม้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านอองตองของพวกเธอนัก ที่นี่เป็นที่ที่กัญญาวีร์มักจะมาเพื่อผ่อนคลายคนเดียวเป็นประจำ แต่เมื่อไหร่ที่เพื่อนรักกลับมาบ้านก็ไม่ลืมที่จะพากันมานั่งชมวิวรับอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์แบบนี้
“แก้ว ไม่อยากเรียนต่อจริงๆ เหรอ ไปอยู่กับฉันก็ได้นะ อย่างน้อยถ้าแก้วตัดสินใจเรียนต่อตอนนี้เราก็จะได้อยู่ด้วยกันนานขึ้น” ธัญชนกเอ่ยถามเพื่อนรักในเรื่องที่เธอก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว
“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เรียน เธอก็รู้นี่ว่าถ้าเรียนต่อมันต้องยุ่งยากมากแค่ไหน ไหนจะค่าเรียน ค่าที่พักหรือค่ากินอีก ตากับยายกว่าจะหาเงินได้แต่ละบาทเลือดตาแทบกระเด็น ฉันไม่เอาเงินเก็บพวกนั้นของตากับยายไปใช้ฟุ่มเฟือยหรอกนะ”
“เอาอย่างนี้มั้ย..เดี๋ยวฉันให้แม่…”
“พอเถอะชะเอม” กัญญาวีร์เอ่ยขัด เพราะเธอรู้ดีว่าเพื่อนรักของเธอจะพูดอะไร
“ก็ฉันอยากให้เธอได้เรียนต่อนี่ คนฉลาดๆ อย่างเธอควรจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ คนโง่แบบฉันนี่สิที่ไม่ควรเรียนต่อ”
“ทำไมว่าตัวเองแบบนั้นด้วย ถึงเธอจะโง่แต่เธอก็มีเงินนะ เธอไม่เคยได้ยินเหรอมีเงินก็ชนะทุกอย่างแล้ว” กัญญาวีร์โน้มหน้าซบไหล่เพื่อนรักทันที
คำพูดหยอกล้อของกัญญาวีร์ทำให้ธัญชนกหัวเราะชอบใจ เวลาที่เธอได้อยู่กับกัญญาวีร์เป็นช่วงเวลาที่เติมเต็มความสุขเสียจริงๆ ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็คงดีเธอจะได้อยู่กับเพื่อนรักให้นานกว่านี้
“เฮ่อ…น่าจะปิดเทอมสัก6เดือนเนาะหรือไม่ก็1ปีไปเลย ฉันจะได้ขลุกอยู่กับเธอทั้งวันไง” ธัญชนกพิงศีรษะเพื่อนรักกลับ
“ถ้านานขนาดนั้นฉันว่าเธอลาออกเถอะ”
สองเพื่อนรักยังคงหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เผยเสียงหัวเราะที่สดใสของคนทั้งคู่ ถึงฐานะที่บ้านของทั้งคู่จะต่างกันมากแต่ความเป็นเพื่อนของทั้งคู่ก็เท่าเทียมกัน บ้านของธัญชนกเป็นบ้านที่ค่อนข้างมีฐานะเป็น1ใน3หลังที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านอองตองแห่งนี้ อีกบ้านก็เป็นบ้านผู้ใหญ่คำปูน ส่วนอีกหลังก็เป็นบ้านของรุ่นพี่ที่รู้จักกันและยังเป็นคนที่กัญญาวีร์เคยแอบปลื้มสมัยเรียนอยู่มัธยมด้วย ซึ่งตอนนี้ก็พึ่งเรียนจบวิศวะจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพมหานคร
พ่อกับแม่ของธัญชนกมีไร่สตรอว์เบอร์รีขนาดใหญ่ที่ส่งออกทั่วประเทศ บางครั้งกัญญาวีร์ก็ไปเป็นคนงานที่สวนสตรอว์เบอร์รีของครอบครัวของธัญชนกอยู่บ้าง พ่อกับแม่ของเพื่อนรักเธอเป็นคนใจดีและเอ็นดูเธอไม่ต่างจากลูกสาวคนหนึ่ง เพียงแค่กัญญาวีร์เอ่ยปากอยากเรียนต่อทั้งคู่ก็พร้อมจะช่วยเหลือในทันที แต่กัญญาวีร์เป็นเด็กที่รู้จักการวางตัว เธอมักเจียมตัวอยู่เสมอว่าตัวเองอยู่ในฐานะไหน เลยไม่มีสักครั้งที่เธอจะฉกฉวยโอกาสพวกนี้มาเป็นของตัวเอง เพราะสำหรับกัญญาวีร์แล้วที่มีอยู่ตอนนี้เธอก็พอใจมากแล้ว
เมื่อเวลาล่วงเลยมาพอสมควร กัญญาวีร์กับธัญชนกก็รีบพากันกลับบ้าน เพราะถ้าถึงบ้านค่ำผู้เป็นแม่ต้องบ่นให้ธัญชนกเป็นอีกแน่ เธอรู้ดีว่าผู้เป็นแม่ขึ้นชื่อเรื่องขี้บ่นขนาดไหน เพราะฉะนั้นกลับบ้านให้ตรงเวลาเป็นดีที่สุด
______________________________
อินทัชยังคงจัดของใช้ส่วนตัวยังไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ เขาล้มตัวนอนบนเตียงด้วยความเมื่อยล้า นี่ก็ค่ำมากแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เที่ยงเลย อินทัชดีดตัวนั่งที่เตียงใช้มือหนาลูบท้องเบาๆ เวลานี้คงต้องหาอะไรลงท้องเสียแล้ว ไม่ทันจะได้ลุกจากเตียงก็มีเสียงชายวัยหกสิบกว่าเอ่ยเรียกเขาจากด้านล่างของตัวบ้าน อินทัชไม่รีรอรีบลุกจากเตียงลงไปตามเสียงเรียกนั้นทันที เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มด้วยความนอบน้อม
“ผู้ใหญ่ปูนนี่เอง มีอะไรเหรอครับ”
“คุณหมอยังไม่ได้ทานอะไรมาใช่มั้ย ผมเอาข้าวมาให้ครับเป็นกับข้าวพื้นๆ ประจำถิ่นไม่รู้คุณหมอทานได้มั้ย” เสียงคำปูนเอ่ยถามด้วยความสุภาพเช่นกัน
ปูนหรือคำปูน เมื่อหลายปีที่แล้วสมัยที่ยังพอมีเรี่ยวแรงทำงาน เขาได้ทำงานเป็นคนขับรถให้ศรุทเป็นเวลาหลายปี แต่พอแก่ตัวไปก็อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับครอบครัวเลยลาออกแล้วมาทำไร่ทำสวนที่บ้านเกิด คำปูนยังเป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้านอีกด้วย ชาวบ้านพ้องใจกันที่จะให้คำปูนทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านเพื่อดูแลหมู่บ้านเล็กๆ ที่นี่อีกด้วย
“ขอบคุณลุงผู้ใหญ่มากนะครับ ผมกินง่ายอยู่ง่ายครับ” อินทัชเอ่ยขอบคุณพร้อมเอื้อมมือไปหยิบปิ่นโตสำรับอาหารที่คำปูนเตรียมมาไว้ให้
“จริงๆ คุณหมออยู่ที่บ้านผมก็ได้นะครับ ที่สวนผักหลังบ้านผมมีบ้านสวนเล็กๆ พอให้อาศัยอยู่ได้ ที่นั่นมีของอำนวยความสะดวกทุกอย่างครบไม่ต้องลำบากมาหาซื้อบ้านอยู่เองเลยสิ้นเปลืองเปล่าๆ”
“ไม่เป็นครับลุงผู้ใหญ่ ผมเกรงใจ…อยู่แบบนี้ผมสบายใจมากกว่าด้วย เดี๋ยวอีกสัก2-3วันผมจะเข้าไปดูที่ศูนย์อนามัยนะครับ ตอนนี้ขอจัดของที่บ้านให้เรียบร้อยก่อน แต่ถ้ามีใครไม่สบายก็ให้มาหาผมได้ตลอดนะครับ”
“ได้ครับคุณหมอ ผมให้เด็กๆ ไปจัดการทำความสะอาดศูนย์อนามัยไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ก็ส่งเรื่องเบิกไว้ก่อนหน้านี้แล้วเหมือนกัน ถ้ามีอะไรขาดเหลือคุณหมอก็บอกผมได้นะครับ”
“ได้ครับลุงผู้ใหญ่ ขอบคุณมากๆ นะครับ”
เมื่อเสร็จธุระเรียบร้อยคำปูนก็ขอตัวกลับ อินทัชเดินเข้ามาในครัวเพื่อเปิดปิ่นโตอาหารที่คำปูนเอามาให้เมื่อสักครู่ เขาเป็นคนที่กินง่ายอย่างที่พูดไว้และดูเหมือนว่าอาหารที่นี่จะถูกปากเขาอยู่ไม่น้อย
เมื่อทานมื้อค่ำเรียบร้อยอินทัชก็เข้าห้องน้ำเพื่อทำกิจธุระส่วนตัวต่อ เขาใช้ผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่บนบ่ามาเช็ดผมให้แห้งและมองไปยังรูปถ่ายเขากับพี่ชายที่ตั้งอยู่ตรงโต๊ะทำงานที่เขาพึ่งจัดเสร็จไปเมื่อตอนเย็น เขายิ้มและมองไปที่รูปนั้นอย่างไม่ละสายตา
“พี่ครับ ผมว่าผมชอบที่นี่ซะแล้วสิ”
อินทัชเอ่ยต่อรูปถ่ายผู้เป็นพี่ชายที่ตั้งอยู่ เขายิ้มออกมาด้วยความอิ่มเอม การเริ่มต้นใหม่ของเขาที่นี่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีเหมือนกัน เพราะที่นี่มีธรรมชาติบำบัดอย่างแท้จริง
“หมอจะพาแก้วไปไหนคะ”กัญญาวีร์เอ่ยถามชายที่เดินกุมมือเธอลงเชิงเขาเพื่อตรงไปยังรถที่จอดเอาไว้ อินทัชเองก็ไม่ยอมบอกกล่าวอะไรกัญญาวีร์แม่แต่น้อย ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มให้กับหญิงสาวเท่านั้น“ก็กลับเรือนหอเราไง”“เรือนหอที่ไหนคะ หมออย่าล้อเล่นกับแก้วแบบนี้สิ”“หมอพูดจริง เดี๋ยวแก้วไปถึงก็รู้เอง” แววตาอินทัชดูเจ้าเล่ห์นัก“หมอคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หมอกับแก้วเข้าไปคุยกับตากับยายของแก้วให้ท่านรับรู้ด้วยได้มั้ยคะ ไหนจะแม่แก้วอีก แก้วไม่อยากให้พวกท่านมองว่าเราทำอะไรโดยที่ไม่รู้จักคิด ไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในสายตา”“แก้วไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก งั้น…เราไปหาตากับยายและแม่ของแก้วตอนนี้เลยดีมั้ย ไปบอกพวกท่านว่าเราแต่งงานกันแล้ว”“หมอล้อเล่นอีกแล้ว แก้วไม่ได้จะบอกว่าไปตอนนี้ซะหน่อย” หญิงสาวหลุดขำเมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังของอินทัช“งั้น…ก็ไปกัน แก้วจะได้รู้ว่าหมอล้อเล่นหรือเปล่า”เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็กุมมือหญิงสาวไปขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปพาเธอไปยังสถานที่ที่หนึ่ง กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจมาก เพราะทางที่อินทัชขับมาเป็นทางเข้ามาในหมู่บ้านอองตอง และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่ทั้งคู่แสนจ
1 เดือนผ่านไปสวนแปลงดอกไม้ของกัญญาวีร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ตอนนี้หญิงสาวได้จ้างให้สะล้อเข้ามาช่วยดูแลสวนของเธอเพิ่มเติม เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัวของชายหนุ่ม ก่อนหน้านี้สะล้อทำงานรับจ้างทั่วไปตามหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านเพื่อเอาค่าใช้จ่ายมาจุนเจือครอบครัว ด้วยความขยันขันแข็งชายหนุ่มเลยทำให้กัญญาวีร์เห็นความสามารถของชยหนุ่มในตรงนี้้กัญญาวีร์ยืนมองคนงานที่ลงแปลงดินอย่างขยันขันแข็งก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหญิงสาวคงจะได้ลงพันธุ์ดอกไม้ในอีกไม่กี่วันนี้“ใกล้เสร็จแล้วนี่ สวนดอกไม้ของแก้วต้องมีดอกเบญจมาศสีขาวและดอกเดซีด้วยนะ” อินทัชที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เอ่ยทักทายหญิงคนรักที่ยืนยิ้มอยู่“ทำไมต้องเป็นเบญจมาศกับเดซีด้วยคะ” หญิงสาวหันมายิ้มก่อนจะถามกลับชายหนุ่มไป ทั้งที่เธอเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว“ก็ดอกไม้พวกนี้มีความหมายกับหมอไง เมื่อหลายปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งชอบเอาดอกไม้มาจีบหมออยู่เรื่อยเลยนะสิ”“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง แล้วเด็กสาวคนนั้นจีบหมอติดมั้ยคะ” หญิงสาวหยอกเย้ากลับอินทัชเดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลัง มือหนาทั้งสองข้างกุมมือของเธอเอาไว้อย่างอบอุ่น
กัญญาวีร์ใช้เวลาอยู่ที่เชิงเขาค่อนข้างนาน หญิงสาวนั่งลงที่พื้นหญ้าเขียวขจี ลมพัดอ่อนๆ ในยามเย็นทำให้เธอรู้สึกดีมากนัก ที่ตรงนี้เป็นที่รวมความทรงจำมากมายของเธอและอินทัชเอาไว้เมื่อตะวันเริ่มตกดินก็ควรได้เวลาที่เธอควรกลับ กัญญาวีร์ปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างจากไฟตามข้างทางขึ้นมาบ้างแล้ว ในเวลาพลบค่ำแบบนี้มองเห็นไฟประดับที่มีทุกจุดของทางเดินก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามนัก เพราะเมื่อก่อนดวงไฟตามจุดต่างๆ ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ ทุกอย่างที่นี่ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติและความสงบไว้เช่นเมื่อก่อนกัญญาวีร์ปั่นจักรยานมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เธอจำได้ไม่เคยลืม หญิงสาวคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนที่เธอได้เจออินทัชที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้เป็นครั้งแรก วันวานที่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเธอกับอินทัชนั้นทำให้เธอมีความสุขมากจริงๆ อบอุ่นทุกครั้งที่ได้คิดถึงวันวันเหล่านั้นหญิงสาวมองรอบๆ ต้นไม้ด้วยความอาวรณ์ ผ่านมาหลายปีต้นไม้ยิ่งสูงตระหง่านมากกว่าเดิม ไฟประดับที่ระยิบระยับตามกิ่งไม้นั้นยังดูสวยงามไม่เปลี่ยน กัญญาวีร์เดินเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ
หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงยีนสีกรม กำลังยืนหลับตากางแขนรับลมและแสงแดดยามสายที่แสนจะอบอุ่นนี้ อากาศที่นี่ยังคงสดชื่นเหมือนเช่นเคยไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าไหร่ กัญญาวีร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและมองไปยังทางข้างหน้าที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่หมู่บ้านอองตองหญิงสาวยิ้มร่าออกมาด้วยความสุขใจ ในที่สุดวันที่เธอเฝ้ารอคอยก็มาถึง ใบหน้าหญิงสาวยิ้มแย้มและสดใสอยู่ตลอดเวลา กัญญาวีร์ยืนอยู่ไม่นานก็มีเสียงชายสูงวัยบางคนตะโกนออกมาจากข้างในรถ ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองตามเสียงนั้นในทันที“หนู…จะเข้าไปในหมู่บ้านหรือยัง ลุงต้องไปรับลูกค้าอีกนะ” ชายสูงวัยเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่“อ่อจ้า ขอโทษด้วยจ้าลุง พอดีหนูดีใจไปหน่อยที่ได้กลับมาที่นี่ งั้นเราไปกันได้เลยจ้า” หญิงสาวยิ้มตอบรับก่อนจะเดินไปเปิดประตูขึ้นรถที่จอดอยู่กัญญาวีร์จ้างรถรับจ้างในตัวเมืองให้มาส่งเธอที่หมู่บ้านอองตอง ระหว่างทางก่อนเข้าหมู่บ้านหญิงสาวให้ลุงคนขับจอดรถเพื่อที่เธอจะลงไปสูดอากาศให้เต็มปอดตามที่เธอตั้งใจเอาไว้ จนเวลาล่วงเลยไปมากทำให้ลุงคนขับต้องเอ่ยท้วงติงกัญญาวีร์มาถึงบ้านก็เห็นตากับยายมายืนรอรับที่หน้าบ้าน หญิงสาวรีบวิ่งไปกอดตากับยา
กรพัฒน์ขับรถมาส่งธัญชนกที่คอนโดของหญิงสาวตามที่รับปากเอาไว้ ระหว่างทางชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มตลอดทาง จะพูดออกมาก็ตอนที่หญิงสาวเอ่ยถามไถ่ก็เท่านั้น“นี่หมอ…จะพูดกับฉันแค่นี้จริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวเริ่มงอแง“แล้วคุณจะให้ผมพูดอะไรล่ะ คุณอยากให้ผมมาส่ง ผมก็มาส่งแล้วไง คุณถามผม…ผมก็ตอบไป” ชายหนุ่มตอบกลับ“แล้วที่ผ่านมาที่หมอไม่ได้เจอฉัน ไม่ได้ยินเสียงฉัน หมอไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอคะ”“ผมควรจะคิดถึงคุณด้วยเหรอ คุณเองก็หายเงียบไปเหมือนกัน ผมก็นึกว่าคุณจะไปจีนแล้วซะอีก” ชายหนุ่มเอ่ยประชด“แล้วทำไมฉันต้องไปอยู่จีนด้วยคะ”“ช่างเถอะ…คุณจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อยหน่อย” ชายหนุ่มบ่ายเบี่ยง“อ๋อ…ที่แท้หมอกรก็คิดว่าฉันไปหาคุณตรีที่จีนนี่เอง ไม่น่าล่ะ…หลายวันมานี้ไม่ยอมโทรหาฉันเลย” หญิงสาวยิ้มชอบใจที่รู้ทันชายหนุ่มกรพัฒน์เองได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวก็ไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย ชายหนุ่มหักรถเลี้ยวจอดที่ข้างทาง เขามองธัญชนกด้วยความสั่นไหว ทำไมในเวลานี้หญิงสาวถึงยิ้มร่าชอบใจไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างน้อยเธอก็น่าจะเห็นใจเขาบ้าง“สนุกมากใช่มั้ยที่ทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าผมชอบคุณมาก แต่คุณก็ยังมาเล่นกับควา
กัญญาวีร์นั่งรอธัญชนกอยู่ในรถอยู่หน้าบ้านของอินทัช หลังจากที่ธัญชนกเอ่ยลากับชนิศาเรียบร้อย เธอก็เดินตรงมาขึ้นรถในทันที หญิงสาวมองผู้เป็นเพื่อนรักที่นั่งร้องไห้ไม่ขาดสายด้วยความเวทนา“ชะเอม…ฉันว่าเราไปหาพ่อกับแม่ของหมออินดีกว่า พวกท่านน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ยังไงฉันก็มั่นใจว่าหมออินจะไม่ไปแบบนี้แน่ๆ” กัญญาวีร์เอ่ยขอร้องเพื่อนรักที่นั่งอยู่เบาะคนขับ“เธอจะบ้าเหรอแก้ว นั่นมันจันทบุรีเลยนะ เธอไม่ต้องไปหรอก เมื่อกี๊..ฉันโทรไปที่บ้านหมออินแล้ว แม่หมออินก็บอกว่าหมออินไปแล้วเหมือนกัน ยอมรับความจริงเถอะนะแก้วว่าหมออินเขาไปแล้วจริงๆ”“ทำไมหมอถึงใจร้ายแบบนี้ อย่างน้อยเขาควรบอกฉันบ้างสิว่าจะไป เขาไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าเขาเลย แม้แต่เสียงของเขาฉันก็ไม่ได้ยิน” หญิงสาวสะอื้นร่ำไห้“ก็นี่มันเป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ ที่หมอจากไปโดยไม่บอกเธอ เพราะหมออาจจะทำใจไม่ได้ถ้าเห็นหน้าเธออีก เขาเลยเลือกทำแบบนี้ไง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเธอเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากจะให้เป็นไม่ใช่เหรอ”ธัญชนกเอ่ยแจ้งต่อเพื่อนสาว เพราะเธอเองก็ไม่เห็นด้วยนักที่กัญญาวีร์จะร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ ทุกอย่างล้วนเกิดจากสิ่ง







