LOGIN“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะประตูห้องของหมอหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสของหญิงสาวในเสื้อแขนสั้นกระโปรงยาวเสมอเข่า วันนี้ภริดาอาสาเป็นคนนำปิ่นโตมื้อกลางวันมาส่งให้กับอินทัช เพราะเธอเองก็อยากจะมาหาเขาด้วยเหมือนกัน อยู่ที่บ้านพักทั้งวันก็ดูจะน่าเบื่อไปหน่อย
“วันนี้มีพะโล้กับผัดผักหวังว่าหมอจะทานได้นะคะ”
“จะเป็นอะไรผมก็ทานได้หมดแหละ วันนี้ทำไมคุณถึงมาส่งปิ่นโตให้ผมได้ล่ะ”
“วันๆ นั่งๆ นอน ออกไปแต่ที่เดิมๆ ก็เบื่อเหมือนกันค่ะ เลยคิดว่ามาหาหมอน่าจะดีกว่า”
“มาอยู่กับผมยิ่งจะเบื่อไปกว่าเดิมอีกนะ”
“เอาแบบนี้มั้ยคะ เดี๋ยววันนี้ฉันจะอยู่ช่วยหมอ แล้วพอหมอเลิกงานก็พาฉันไปปั่นจักรยานเล่น เห็นลุงปูนบอกว่าตรงเชิงเขาท้ายหมูบ้านบรรยากาศดีมาก เราไปที่นั่นกันมั้ยคะ"
“แต่เหลืออีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าผมจะเลิกงาน คุณไม่รอเบื่อแย่เลยเหรอ”
“ไม่เบื่อเลยค่ะ เดี๋ยวฉันนั่งคุยกับคนไข้ของหมอรอหมอไปก่อนก็ได้ นั่นไงมาพอดีเลย เดี๋ยวฉันไปรับหน้าให้ก่อนนะคะ” ภริดายิ้มหวานก่อนจะเดินไปหาคนไข้ดังกล่าว
อินทัชมองภริดาที่เดินไปหาคนไข้ด้วยความเอ็นดู ดูเหมือนภริดาจะทำอย่างที่เธอพูดจริงๆ ตลอดทั้งวันเธอช่วยให้คนไข้ของเขาได้ผ่อนคลายลงมาก ความเอาใจใส่ของภริดาต่อคนไข้ของเขาทำให้อินทัชดูจะประทับใจภริดาอยู่ไม่น้อย เขายังคงมองเธออยู่แบบนั้นเป็นเวลานาน นานพอที่คนไข้คิวถัดไปเดินเข้ามายังห้องตรวจของเขาจึงทำให้เขาละสายตาจากภริดาไปได้ เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ อินทัชเดินไปหาภริดาพร้อมกับแก้วน้ำที่ถืออยู่ในมือ ตอนนี้ไม่มีคนไข้ให้อินทัชต้องรักษาแล้ว และอีกไม่กี่นาทีก็จะเป็นเวลาเลิกงานของเขาแล้วเช่นกัน
“น้ำครับ” อินทัชยกน้ำมาเสิร์ฟให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ในศูนย์อนามัย
“ขอบคุณค่ะ ชาวบ้านที่นี่น่ารักกันทุกคนเลยนะคะ ขนาดป่วยยังยิ้มแย้มกันอยู่เลย” ภริดาเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปรับแก้วน้ำที่อินทัชนำมาให้
“ดูชาวบ้านที่นี่จะชอบคุณหวานนะ”
“จริงเหรอคะ งั้นก็แปลว่าฉันเป็นคนเข้ากับคนได้ง่ายสินะ”
“คงอย่างนั้นมั้งครับ งั้นผมขอเก็บของแป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวเราค่อยไปกัน”
“ได้ค่ะ” ภริดายิ้มรับ
อินทัชกับภริดาเดินออกจากศูนย์อนามัยมาด้วยกันก็เห็นกัญญาวีร์ที่เดินมาพอดี กัญญาวีร์หน้าบึ้งเล็กน้อยเพราะเดี๋ยวนี้เธอมักจะเห็นอินทัชอยู่กับภริดาบ่อยๆ
“หมอจะไปไหนเหรอคะ” กัญญาวีร์เอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“หมอกับคุณหวานจะไปที่เชิงเขาท้ายหมู่บ้าน แล้วแก้วล่ะมีธุระอะไรกับหมอหรือเปล่า” อินทัชยิ้มถามสาวตรงหน้ากลับ
“สำหรับแก้วต้องมีธุระเหรอคะถึงมาหาหมอได้” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“หมอไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ” อินทัชเปลี่ยนสีหน้าทันที และรีบอธิบายเมื่อเห็นกัญญาวีร์เริ่มไม่พอใจ
“แก้วจะไปด้วยกันมั้ย ไปหลายๆ คนคงสนุกดี” ภริดารีบเอ่ยเปลี่ยนบรรยากาศเพราะสถานการณ์ตอนนี้ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
“คุณหวานอยากให้แก้วไปด้วยจริงๆ เหรอคะ” กัญญาวีร์หันมาถามหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ อินทัชด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก
“ทำไมแก้วพูดแบบนี้ล่ะ” ภริดาหน้าเจื่อนเล็กน้อย
“แก้วไม่เอาน่า ไม่เป็นแบบนี้สิ” อินทัชสบตากัญญาวีร์ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“หมอกับคุณหวานไปเถอะค่ะ แก้วแค่ผ่านมาเท่านั้น งั้นแก้วกลับก่อนก็แล้วกัน”
“แก้ว..อยู่นี่เอง” เสียงธนินเอ่ยเรียกแก้วมาจากด้านหลัง ในขณะที่กำลังเดินเข้ามาหากัญญาวีร์
“เอ้า! คุณนี่เอง”
ธนินมองหน้าและกล่าวทักทายภริดา เพราะเขาจำได้ว่าเธอคือผู้หญิงบนเครื่องบินที่พบเมื่อครั้งก่อน
“คุณ!” ภริดาเองก็แปลกใจเช่นกันที่บังเอิญเจอธนินอยู่ที่นี่
“แล้วนี่มีอะไรกันเหรอครับ แก้วทำไมดูเคร่งเครียดจัง” ธนินหันมาถามกัญญาวีร์ที่ยืนหน้ามุ่ยอยู่
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เรากำลังจะออกไปเดินเล่นที่เชิงเขาท้ายหมู่บ้านกัน ว่าแต่..คุณ..” ภริดาเอ่ยอธิบาย
“อ๋อ..ผมไม้ครับ ผมอยู่ที่หมู่บ้านนี้เหมือนกัน” ธนินยิ้มรับ
“ฉันหวานค่ะ พอดีมาเที่ยวพักผ่อนที่นี่” ภริดายิ้มกลับเช่นกัน
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณหวาน”
“เช่นกันค่ะ”
“แล้วคุณ…คือหมอที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ใช่มั้ยครับ งั้นคุณหวานก็คงจะเป็นแฟนของหมอใช่มั้ยครับ”
คำถามของธนินทำให้ทุกคนดูอึกอักทันทีโดยเฉพาะกัญญาวีร์ เธอหันมามองค้อนให้ธนินด้วยสีหน้าไม่พอใจเท่าไหร่
“ไม่ใช่นะคะ คือเราพึ่งมารู้จักกันที่นี่ หมออินไม่ใช่แฟนฉันค่ะ” ภริดารีบอธิบาย
“ขอโทษด้วยนะครับ ผมนี่พูดมากจริงๆ” ธนินรู้สึกผิดทันทีที่เข้าใจผิด
“พี่ไม้มาหาแก้วเหรอ” กัญญาวีร์เอ่ยตัดบท เพราะเธอรู้สึกกระอักกระอ่วนกับสถานการณ์ตอนนี้พอสมควร
“ใช่..พี่ว่าจะชวนแก้วไปหมู่บ้านข้างๆ พอดีที่นั่นมีคาเฟ่มาเปิดใหม่แก้วสนใจจะไปกับพี่มั้ย”
“ค่ะ…งั้นเราไปกันเลยมั้ยคะ กลับค่ำเดี๋ยวยายจะบ่นให้แก้วอีก”
พูดจบกัญญาวีร์ก็เดินนำธนินไป เมื่อกล่าวขอตัวกับอินทัชและภริดาเรียบร้อย ธนินก็เดินตามกัญญาวีร์ไปในทันที อินทัชมองตามรถที่ขับออกไปเมื่อสักครู่จนละสายตา
“แก้วชอบหมอใช่มั้ยคะ” ภริดาหันมาถามอินทัชที่ยังคงมองตามรถคันดังกล่าวอยู่
“เราไปกันเถอะ เดี๋ยวจะเย็นซะก่อน” อินทันไม่ได้ให้คำตอบ เขาแค่ยิ้มให้กับภริดาก็เท่านั้น
เชิงเขาที่ท้ายหมู่บ้านสวยงามสมกับที่คำปูนบอกไว้จริงๆ ภริดารีบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเก็บเอาไว้ทันที เธอถ่ายภาพทุกมุมของเชิงเขาจนพอใจก่อนจะเบนกล้องมาถ่ายชายที่ยืนอยู่ตรงต้นไม่ใหญ่
“หมออินยิ้มหน่อยสิคะ”
“คุณจะถ่ายรูปผมเหรอ ไม่เอา…ผมไม่ชอบถ่ายรูป” อินทัชยิ้มเขินเล็กน้อย
“ทำไมล่ะคะ หมอไม่อยากเก็บภาพความทรงจำไว้เหรอ ยิ้มหน่อยนะคะ เวลาหมอยิ้มดูดีมากกว่าเดิมอีก”
อินทัชยอมจำนนต่อความเร้าหรือของภริดา เขายืนให้เธอถ่ายรูปตามที่เธอต้องการ ภริดามองภาพถ่ายอินทัชจากกล้องแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ช่วงเวลานี้ที่เธอได้อยู่กับอินทัชมันมีความสุขเสียจริงๆ
“ฉันว่าเรามาถ่ายรูปด้วยกันดีกว่าค่ะ”
ภริดาตั้งกล้องและเวลาถ่ายเอาไว้แล้วรีบวิ่งไปยืนข้างอินทัชให้ทันเวลาชัตเตอร์ทำงาน เธอรีบร้อนจนเกินไปทำให้วิ่งสะดุดก้อนหินจนตัวเธอถลาไปข้างหน้า แต่ดีที่อินทัชเข้ามารับตัวเธอได้ทัน
ร่างของทั้งคู่แนบชิดกัน ภริดาค่อยๆ เงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าที่มองเธออยู่เช่นกัน เสียงชัตเตอร์กล้องก็ทำงานเมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ทำให้ทั้งคู่ได้สติ แล้วกลับมายืนอยู่ในท่าปกติเหมือนเดิม
ภริดาหน้าแดงขึ้นมาทันที เธอออกอาการเลิ่กลั่กอยู่ไม่น้อยจนอินทัชอดยิ้มออกมาไม่ได้
“คุณเป็นอะไรมั้ย” เขาเอ่ยถามหญิงสาวในขณะที่เผยรอยยิ้มออกมา
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วย” น้ำเสียงของภริดาตะกุกตะกักอยู่ไม่น้อย
“งั้นเราถ่ายกันใหม่มั้ย”
“อ๋อ..ไม่เป็นไรค่ะ ฉันว่านี่ก็เย็นมากแล้วเรากลับกันดีกว่า”
พูดจบภริดาก็เดินไปเก็บกล้องถ่ายรูปและเดินไปรอที่จักรยานของอินทัชทันที เธอนั่งซ้อนท้ายชายหนุ่มด้วยท่าทางเกร็งอยู่ไม่น้อย มือทั้งสองข้างจับอยู่ที่ชายเสื้อกาวน์ของอินทัชด้วยความระมัดระวัง ก่อนที่อินทัชจะจับมือของภริดาให้โอบเอวเขาเอาไว้
“จับแบบนั้นเดี๋ยวก็ตกหรอก”
เขาเอ่ยและยิ้มให้หญิงสาวก่อนจะปั่นจักรยานกลับเข้าไปในหมู่บ้าน ภริดาเริ่มโอบเอวอินทัชเอาไว้แน่น อีกใจก็กลัวจะตกจากจักรยานเพราะเส้นทางค่อนข้างลูกรังพอสมควร อีกใจก็แค่ทำตามความรู้สึกที่อยากใกล้ชิดเขา เธอค่อยๆ โน้มศีรษะพิงแผ่นหลังอินทัชและยิ้มอย่างพอใจ อินทัชเองก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาก็ทำได้แค่ยิ้มออกมา
_________________________________
เวลาล่วงเลยมาจนค่ำ ธนินขับรถพากัญญาวีร์มาส่งที่บ้านหลังจากพาเธอไปนั่งเล่นที่คาเฟ่ในหมู่บ้านข้างๆ ธนินจ้องมองหญิงสาวด้วยความเสน่หา ธนินควรใช้โอกาสนี้บอกความในใจกับเธอสักที
“เดี๋ยวสิแก้ว!” ธนินคว้าแขนหญิงสาวเอาไว้เมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะลงจากรถ
“พี่ไม้มีอะไรเหรอคะ” กัญญาวีร์จ้องไปที่ชายหนุ่มตรงหน้า
“พี่ว่าถึงเวลาที่พี่ต้องบอกแก้วได้แล้ว” ธนินประหม่าเล็กน้อย
“ทำไมพี่ไม้ดูซีเรียสจังคะ แก้วเริ่มกังวลแล้วนะเนี่ย” กัญญาวีร์เริ่มมีสีหน้ากังวล เพราะการแสดงออกของชายหนุ่มตรงหน้าดูจะจริงจังไปหน่อย
“พี่ชอบแก้ว..ชอบมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว แต่ตอนนั้นเรายังเด็กกันทั้งคู่พี่ก็เลยคิดว่ามันยังไม่เหมาะสม แต่ตอนนี้พี่เรียนจบแล้ว แก้วเองก็โตแล้ว พี่เลยอยากจะบอกให้แก้วรับรู้ถึงความรู้สึกของพี่ ว่าพี่ชอบแก้ว”
“เหอะ เหอะ อำแก้วเล่นเปล่าเนี่ย” กัญญาวีร์เริ่มสับสน เธอเริ่มจะไม่แน่ใจในคำพูดของธนินเสียแล้ว
“พี่พูดจริง พี่ชอบแก้ว”
“พี่ไม้เนี่ยนะ จะมาชอบแก้ว นี่แก้วเองนะ” กัญญาวีร์ยังคงไม่เชื่อในคำพูดของธนิน
“ก็แก้วไง พี่ก็บอกถูกคนแล้ว” ธนินกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เหมือนตอนนี้กัญญาวีร์จะช็อกกับการสารภาพรักของเขาเสียแล้ว ท่าทางของกัญญาวีร์ในตอนนี้น่าเอ็นดูยิ่งนัก
ธนินเริ่มคลายยิ้มนั้นลงเมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้าดูจะนิ่งจนเกิน
“แก้วไม่ได้ชอบพี่เหรอ”
“ชอบค่ะ แต่แก้วไม่ได้ชอบพี่ไม้แบบนั้น”
คำตอบของกัญญาวีร์ทำให้ธนินหน้าเจื่อนทันที เขาคิดมาตลอดว่ากัญญาวีร์เองก็รู้สึกแบบเดียวกันกับเขา พอได้ยินแบบนี้ก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน
“พี่ไม้..แก้วขอโทษนะคะถ้าทำให้พี่ไม้เข้าใจผิด สำหรับพี่ไม้แล้วแก้วนับถือพี่ไม้เหมือนพี่ชายคนหนึ่ง ชื่นชมที่พี่เป็นคนเก่งและเป็นสุภาพบุรุษ”
กัญญาวีร์มองชายหนุ่มด้วยแววตารู้สึกผิด เธอเองก็ไม่คิดมาก่อนว่าที่ผ่านมาที่ธนินทำดีกับเธอเพราะมีใจให้เธอ กัญญาวีร์คิดแค่ว่าธนินเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อได้ยินแบบนั้นก็ทำให้ธนินใจร้าวอยู่พอสมควร สีหน้าและแววตาเปลี่ยนจากยิ้มแย้มเป็นบึ้งตึงทันที เหมือนว่าตอนนี้ตัวเขากำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศหาทางลงไม่เจอ เขาไม่สามารถเอ่ยคำพูดอะไรออกมาในตอนนี้ได้หลังจากที่ถูกกัญญาวีร์ปฏิเสธ หลังจากที่กัญญาวีร์ลงจากรถธนินก็ขับรถเข้าไปในเมืองแทนที่จะกลับบ้าน ตอนนี้ดูเขาจะสับสนอยู่มาก เขาไม่ได้เตรียมใจสำหรับความผิดหวังด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาเขาคิดเองเออเองทุกอย่าง คิดว่ากัญญาวีร์จะชอบเขาเหมือนที่เขาชอบเธอ
กัญญาวีร์ได้แต่มองตามรถที่พึ่งขับออกไปด้วยความรู้สึกผิดมากกว่าเดิม เธอเองก็เป็นกังวลอยู่ไม่น้อยที่ธนินแสดงอาการซึมเศร้าแบบนั้น แต่เธอเองก็ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของธนินได้เช่นกัน
_____________________________________
หลายวันผ่านไป
กัญญาวีร์พยายามโทรหาธนินแต่เขาไม่รับสายเธอเลย พอไปหาที่บ้านก็ไม่พบรู้แค่ว่าธนินไปค้างที่บ้านเพื่อนในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน กัญญาวีร์รู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อยที่เป็นต้นเหตุทำให้ธนินต้องเป็นแบบนี้
ความคิดฟุ้งซ่านของกัญญาวีร์ทำให้เธอเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย พอรู้ตัวอีกทีก็มาถึงหน้าบ้านของอินทัชเสียแล้ว
“เรามาถึงที่นี่ได้ยังไงเนี่ย”
หญิงสาวพึมพำออกมาเล็กน้อยก่อนจะเลี้ยวกลับไปทางเดิม แต่ไม่ทันได้ออกไปอินทัชก็เดินมาเห็นและทักเธอขึ้นซะก่อน
“แก้วมาหาหมอเหรอ” ชายที่เดินมา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม
“เปล่าค่ะ แก้วไม่มีธุระกับหมอจะมาหาหมอได้ยังไง งั้นแก้วกลับก่อนนะคะ” หญิงสาวเอ่ยตัดพ้อ
“เดี๋ยวสิแก้ว” อินทัชวิ่งมาดักหน้ากัญญาวีร์เอาไว้
“นี่ยังโกรธหมออยู่เหรอที่หมอพูดแบบนั้นไป” อินทัชก้มหน้าเล็กน้อยมองหน้าหญิงสาวที่ทำหน้าบึ้งอยู่
“ก็ทุกครั้งที่แก้วมาหาหมอ หมอชอบถามว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า หมอพูดแบบนี้ตลอดนี่”
กัญญาวีร์ยังคงหน้ามุ่ยใส่ชายตรงหน้า เธอแค่รู้สึกน้อยใจกับคำพูดของอินทัชก็เท่านั้น ความงอแงของกัญญาวีร์ทำให้อินทัชยิ้มออกมาก่อนจะยีผมหญิงสาวเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู
“ทำไมเราถึงเป็นคนคิดมากแบบนี้ล่ะ ที่หมอพูดไปไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นสักหน่อย ขี้งอนนะเรา จะเข้าไปในบ้านหมอก่อนมั้ย หรือยังไง” อินทัชยังคงยิ้มให้กัญญาวีร์อยู่เช่นเดิม
คำพูดของอินทัชทำให้กัญญาวีร์ยิ้มออกได้บ้าง เมื่อเห็นอินทัชใส่ใจในคำพูดของเธอก็เริ่มที่จะหายงอนเขา เธอเดินตามอินทัชเข้าไปในบ้าน ระหว่างเดินเข้าบ้านก็เห็นต้นไม้ที่เธอเอามาปลูกให้เขาเมื่อหลายวันก่อนก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
“ว่าแต่ วันนี้วันธรรมดานี่คะทำไมหมอไม่ได้อยู่ที่ศูนย์อนามัยล่ะ” กัญญาวีร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“พอดีมีหมออาสาคนใหม่มาน่ะ หมอก็เลยมาเคลียร์งานอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับไปทำงานตามปกติแล้ว”
“หมอจะย้ายออกแล้วเหรอคะ” น้ำเสียงกัญญาวีร์เริ่มเป็นกังวล
“ไม่ใช่สักหน่อย พอดีช่วงนี้มีคนไข้จากหมู่บ้านข้างๆ เข้ามารับการรักษาด้วย และที่หมู่บ้านอองตองก็ดูจะมีเครื่องมือการแพทย์ที่ครบครันกว่า เขาก็เลยยุบให้มาอยู่ที่เดียวกันมั้ง”
“แก้วก็นึกว่าหมอจะย้ายกลับบ้านซะอีก” กัญญาวีร์ถอนหายใจด้วยความโล่ง
“แก้วหิวมั้ย ในตู้เย็นมีขนมอยู่นะถ้าหิวก็เอามากินได้เลยเดี๋ยวหมอขอทำงานก่อน”
“หมอพูดปั๊บแก้วก็หิวขึ้นมาทันทีเลยค่ะ งั้นแก้วไม่เกรงใจแล้วนะ”
พูดจบกัญญาวีร์ก็เดินเข้าไปเปิดตู้เย็นตามที่อินทัชเอ่ยบอกเมื่อสักครู่ ในตู้เย็นมีทั้งขนม ผัก ผลไม้มากมายที่สามารถรับประทานอยู่ได้หลายวัน กัญญาวีร์หยิบผลแอปเปิลมาหนึ่งลูก จังหวะนั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงบางคนที่เธอไม่คุ้นชินตะโกนเรียกอินทัชด้วยน้ำเสียงสนิทสนม
“หมออิน…”
ทั้งอินทัชและกัญญาวีร์ต่างก็หันมามองตามเสียงนั้นทันที เสียงนี้ดูท่าอินทัชจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขายิ้มกว้างให้สาวตรงหน้าด้วยความดีใจ
“มาจริงๆ ด้วยแฮะ” อินทัชไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าเขาจะเห็นเทวกายืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้
“ก็อินบอกเองว่าเตยจะมาหาอินตอนไหนก็ได้ ไม่เจอกันนานดูดีขึ้นนะเรา” เทวกายิ้มออกมาด้วยความดีใจเช่นกัน เขามองสำรวจเพื่อนชายตรงหน้าด้วยแววตาพอใจ
กัญญาวีร์มองทั้งคู่อย่างครุ่นคิด เพราะทั้งคู่ดูจะสนิทสนมกันมาก และดูเหมือนอินทัชจะดีใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นหญิงสาวดังกล่าวมาหา
“ใครอีกล่ะเนี่ย!”
กัญญาวีร์พึมพำออกมาเบาๆ อย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ก่อนจะเดินเข้าไปหาคนทั้งคู่
“แก้ว นี่เตยเพื่อนของหมอเอง เตยนี่แก้ว”
สองสาวยิ้มทักทายกันเมื่อถูกอินทัชแนะนำให้รู้จัก
“แล้วนี่เตยพึ่งมาถึงเหรอ แล้วพักอยู่ที่ไหนตอนนี้” อินทัชหันมาถามเพื่อนสาวที่ยืนอยู่
“เตยยังไม่มีที่พักเลย คงต้องไปหาที่พักในตัวเมืองดูน่ะ” เทวกาตอบกลับ
“ไม่ต้องไปหาหรอก พักอยู่ที่นี่กับอินก็ได้”
“ได้ยังไงคะ” กัญญาวีร์สวนกลับทันทีทำให้อินทัชกับเทวกาหันมามองที่เธอทั้งคู่
“ทำไมล่ะ” อินทัชตอบกลับหญิงสาว
“นั่นสิอิน เตยจะมาค้างอยู่กับอินได้ไง ชายหญิงอยู่ด้วยกันมันดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะ” เทวกาพยายามอธิบาย
“อินไม่เห็นแคร์เลย เมื่อก่อนเราก็นอนห้องเดียวกันเตยก็ไม่เห็นจะแคร์ไม่ใช่เหรอ”
“อิน..พูดอะไรออกไปเนี่ย”
คำพูดของอินทัชทำให้เทวกาดูอึดอัดเล็กน้อยเพราะตอนนี้กัญญาวีร์มองเธอด้วยทีท่าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
“เอาอย่างนี้มั้ยคะ คุณเตยไปพักอยู่ที่บ้านของผู้ใหญ่ก่อนก็ได้ ที่นั่นมีห้องรับรองแขกด้วย มาค่ะเดี๋ยวฉันพาไป”
กัญญาวีร์จับมือเทวกาเพื่อจะพาหญิงสาวไปบ้านคำปูนตามที่พูดไว้เมื่อสักครู่ แต่อินทัชก็จับมือเทวกาอีกข้างเอาไว้เหมือนกัน เขาจ้องมาที่กัญญาวีร์ด้วยแววตาขึงขัง ก่อนจะหันไปยิ้มให้เทวกา
“ไม่จำเป็น เตยพักอยู่กับอินที่นี่แหละ ไปเถอะเดี๋ยวอินจะพาไปดูในบ้าน ส่วนกระเป๋าค่อยยกตามไปก็ได้” อินทัชตอบกลับกัญญาวีร์ก่อนจะหันมาแจ้งต่อเทวกาที่ยืนนิ่งอยู่
อินทัชจูงมือเทวกาขึ้นไปบนบ้าน ทำให้มืออีกข้างของเทวกาที่ถูกกัญญาวีร์จับอยู่สลัดหลุดไป เธอมองตามคนทั้งคู่ที่เดินขึ้นบ้านไปโดยที่อินทัชไม่สนใจคำพูดเธอด้วยซ้ำ การกระทำของอินทัชทำให้กัญญาวีร์ปวดใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนว่าตอนนี้กัญญาวีร์รู้สึกว่าตัวเองจะเป็นส่วนเกินของคนทั้งคู่อย่างไงอย่างงั้น
“หมอจะพาแก้วไปไหนคะ”กัญญาวีร์เอ่ยถามชายที่เดินกุมมือเธอลงเชิงเขาเพื่อตรงไปยังรถที่จอดเอาไว้ อินทัชเองก็ไม่ยอมบอกกล่าวอะไรกัญญาวีร์แม่แต่น้อย ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มให้กับหญิงสาวเท่านั้น“ก็กลับเรือนหอเราไง”“เรือนหอที่ไหนคะ หมออย่าล้อเล่นกับแก้วแบบนี้สิ”“หมอพูดจริง เดี๋ยวแก้วไปถึงก็รู้เอง” แววตาอินทัชดูเจ้าเล่ห์นัก“หมอคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หมอกับแก้วเข้าไปคุยกับตากับยายของแก้วให้ท่านรับรู้ด้วยได้มั้ยคะ ไหนจะแม่แก้วอีก แก้วไม่อยากให้พวกท่านมองว่าเราทำอะไรโดยที่ไม่รู้จักคิด ไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในสายตา”“แก้วไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก งั้น…เราไปหาตากับยายและแม่ของแก้วตอนนี้เลยดีมั้ย ไปบอกพวกท่านว่าเราแต่งงานกันแล้ว”“หมอล้อเล่นอีกแล้ว แก้วไม่ได้จะบอกว่าไปตอนนี้ซะหน่อย” หญิงสาวหลุดขำเมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังของอินทัช“งั้น…ก็ไปกัน แก้วจะได้รู้ว่าหมอล้อเล่นหรือเปล่า”เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็กุมมือหญิงสาวไปขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปพาเธอไปยังสถานที่ที่หนึ่ง กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจมาก เพราะทางที่อินทัชขับมาเป็นทางเข้ามาในหมู่บ้านอองตอง และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่ทั้งคู่แสนจ
1 เดือนผ่านไปสวนแปลงดอกไม้ของกัญญาวีร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ตอนนี้หญิงสาวได้จ้างให้สะล้อเข้ามาช่วยดูแลสวนของเธอเพิ่มเติม เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัวของชายหนุ่ม ก่อนหน้านี้สะล้อทำงานรับจ้างทั่วไปตามหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านเพื่อเอาค่าใช้จ่ายมาจุนเจือครอบครัว ด้วยความขยันขันแข็งชายหนุ่มเลยทำให้กัญญาวีร์เห็นความสามารถของชยหนุ่มในตรงนี้้กัญญาวีร์ยืนมองคนงานที่ลงแปลงดินอย่างขยันขันแข็งก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหญิงสาวคงจะได้ลงพันธุ์ดอกไม้ในอีกไม่กี่วันนี้“ใกล้เสร็จแล้วนี่ สวนดอกไม้ของแก้วต้องมีดอกเบญจมาศสีขาวและดอกเดซีด้วยนะ” อินทัชที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เอ่ยทักทายหญิงคนรักที่ยืนยิ้มอยู่“ทำไมต้องเป็นเบญจมาศกับเดซีด้วยคะ” หญิงสาวหันมายิ้มก่อนจะถามกลับชายหนุ่มไป ทั้งที่เธอเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว“ก็ดอกไม้พวกนี้มีความหมายกับหมอไง เมื่อหลายปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งชอบเอาดอกไม้มาจีบหมออยู่เรื่อยเลยนะสิ”“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง แล้วเด็กสาวคนนั้นจีบหมอติดมั้ยคะ” หญิงสาวหยอกเย้ากลับอินทัชเดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลัง มือหนาทั้งสองข้างกุมมือของเธอเอาไว้อย่างอบอุ่น
กัญญาวีร์ใช้เวลาอยู่ที่เชิงเขาค่อนข้างนาน หญิงสาวนั่งลงที่พื้นหญ้าเขียวขจี ลมพัดอ่อนๆ ในยามเย็นทำให้เธอรู้สึกดีมากนัก ที่ตรงนี้เป็นที่รวมความทรงจำมากมายของเธอและอินทัชเอาไว้เมื่อตะวันเริ่มตกดินก็ควรได้เวลาที่เธอควรกลับ กัญญาวีร์ปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างจากไฟตามข้างทางขึ้นมาบ้างแล้ว ในเวลาพลบค่ำแบบนี้มองเห็นไฟประดับที่มีทุกจุดของทางเดินก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามนัก เพราะเมื่อก่อนดวงไฟตามจุดต่างๆ ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ ทุกอย่างที่นี่ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติและความสงบไว้เช่นเมื่อก่อนกัญญาวีร์ปั่นจักรยานมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เธอจำได้ไม่เคยลืม หญิงสาวคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนที่เธอได้เจออินทัชที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้เป็นครั้งแรก วันวานที่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเธอกับอินทัชนั้นทำให้เธอมีความสุขมากจริงๆ อบอุ่นทุกครั้งที่ได้คิดถึงวันวันเหล่านั้นหญิงสาวมองรอบๆ ต้นไม้ด้วยความอาวรณ์ ผ่านมาหลายปีต้นไม้ยิ่งสูงตระหง่านมากกว่าเดิม ไฟประดับที่ระยิบระยับตามกิ่งไม้นั้นยังดูสวยงามไม่เปลี่ยน กัญญาวีร์เดินเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ
หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงยีนสีกรม กำลังยืนหลับตากางแขนรับลมและแสงแดดยามสายที่แสนจะอบอุ่นนี้ อากาศที่นี่ยังคงสดชื่นเหมือนเช่นเคยไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าไหร่ กัญญาวีร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและมองไปยังทางข้างหน้าที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่หมู่บ้านอองตองหญิงสาวยิ้มร่าออกมาด้วยความสุขใจ ในที่สุดวันที่เธอเฝ้ารอคอยก็มาถึง ใบหน้าหญิงสาวยิ้มแย้มและสดใสอยู่ตลอดเวลา กัญญาวีร์ยืนอยู่ไม่นานก็มีเสียงชายสูงวัยบางคนตะโกนออกมาจากข้างในรถ ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองตามเสียงนั้นในทันที“หนู…จะเข้าไปในหมู่บ้านหรือยัง ลุงต้องไปรับลูกค้าอีกนะ” ชายสูงวัยเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่“อ่อจ้า ขอโทษด้วยจ้าลุง พอดีหนูดีใจไปหน่อยที่ได้กลับมาที่นี่ งั้นเราไปกันได้เลยจ้า” หญิงสาวยิ้มตอบรับก่อนจะเดินไปเปิดประตูขึ้นรถที่จอดอยู่กัญญาวีร์จ้างรถรับจ้างในตัวเมืองให้มาส่งเธอที่หมู่บ้านอองตอง ระหว่างทางก่อนเข้าหมู่บ้านหญิงสาวให้ลุงคนขับจอดรถเพื่อที่เธอจะลงไปสูดอากาศให้เต็มปอดตามที่เธอตั้งใจเอาไว้ จนเวลาล่วงเลยไปมากทำให้ลุงคนขับต้องเอ่ยท้วงติงกัญญาวีร์มาถึงบ้านก็เห็นตากับยายมายืนรอรับที่หน้าบ้าน หญิงสาวรีบวิ่งไปกอดตากับยา
กรพัฒน์ขับรถมาส่งธัญชนกที่คอนโดของหญิงสาวตามที่รับปากเอาไว้ ระหว่างทางชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มตลอดทาง จะพูดออกมาก็ตอนที่หญิงสาวเอ่ยถามไถ่ก็เท่านั้น“นี่หมอ…จะพูดกับฉันแค่นี้จริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวเริ่มงอแง“แล้วคุณจะให้ผมพูดอะไรล่ะ คุณอยากให้ผมมาส่ง ผมก็มาส่งแล้วไง คุณถามผม…ผมก็ตอบไป” ชายหนุ่มตอบกลับ“แล้วที่ผ่านมาที่หมอไม่ได้เจอฉัน ไม่ได้ยินเสียงฉัน หมอไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอคะ”“ผมควรจะคิดถึงคุณด้วยเหรอ คุณเองก็หายเงียบไปเหมือนกัน ผมก็นึกว่าคุณจะไปจีนแล้วซะอีก” ชายหนุ่มเอ่ยประชด“แล้วทำไมฉันต้องไปอยู่จีนด้วยคะ”“ช่างเถอะ…คุณจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อยหน่อย” ชายหนุ่มบ่ายเบี่ยง“อ๋อ…ที่แท้หมอกรก็คิดว่าฉันไปหาคุณตรีที่จีนนี่เอง ไม่น่าล่ะ…หลายวันมานี้ไม่ยอมโทรหาฉันเลย” หญิงสาวยิ้มชอบใจที่รู้ทันชายหนุ่มกรพัฒน์เองได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวก็ไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย ชายหนุ่มหักรถเลี้ยวจอดที่ข้างทาง เขามองธัญชนกด้วยความสั่นไหว ทำไมในเวลานี้หญิงสาวถึงยิ้มร่าชอบใจไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างน้อยเธอก็น่าจะเห็นใจเขาบ้าง“สนุกมากใช่มั้ยที่ทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าผมชอบคุณมาก แต่คุณก็ยังมาเล่นกับควา
กัญญาวีร์นั่งรอธัญชนกอยู่ในรถอยู่หน้าบ้านของอินทัช หลังจากที่ธัญชนกเอ่ยลากับชนิศาเรียบร้อย เธอก็เดินตรงมาขึ้นรถในทันที หญิงสาวมองผู้เป็นเพื่อนรักที่นั่งร้องไห้ไม่ขาดสายด้วยความเวทนา“ชะเอม…ฉันว่าเราไปหาพ่อกับแม่ของหมออินดีกว่า พวกท่านน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ยังไงฉันก็มั่นใจว่าหมออินจะไม่ไปแบบนี้แน่ๆ” กัญญาวีร์เอ่ยขอร้องเพื่อนรักที่นั่งอยู่เบาะคนขับ“เธอจะบ้าเหรอแก้ว นั่นมันจันทบุรีเลยนะ เธอไม่ต้องไปหรอก เมื่อกี๊..ฉันโทรไปที่บ้านหมออินแล้ว แม่หมออินก็บอกว่าหมออินไปแล้วเหมือนกัน ยอมรับความจริงเถอะนะแก้วว่าหมออินเขาไปแล้วจริงๆ”“ทำไมหมอถึงใจร้ายแบบนี้ อย่างน้อยเขาควรบอกฉันบ้างสิว่าจะไป เขาไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าเขาเลย แม้แต่เสียงของเขาฉันก็ไม่ได้ยิน” หญิงสาวสะอื้นร่ำไห้“ก็นี่มันเป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ ที่หมอจากไปโดยไม่บอกเธอ เพราะหมออาจจะทำใจไม่ได้ถ้าเห็นหน้าเธออีก เขาเลยเลือกทำแบบนี้ไง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเธอเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากจะให้เป็นไม่ใช่เหรอ”ธัญชนกเอ่ยแจ้งต่อเพื่อนสาว เพราะเธอเองก็ไม่เห็นด้วยนักที่กัญญาวีร์จะร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ ทุกอย่างล้วนเกิดจากสิ่ง







