LOGINเช้าที่สดใสอีกวันก็มาถึง อากาศที่หมู่บ้านอองตองเริ่มเย็นกว่าปกติ ภริดาตื่นแต่เช้าเพื่อรับลมเย็นและกลิ่นธรรมชาติที่แสนจะสดชื่น แผลที่เข่าของเธอดีขึ้นมากทำให้เธอสามารถเดินเหินได้สะดวกขึ้นมากกว่าเดิม แต่ก็ยังมีกะเผลกอยู่บ้างเล็กน้อย
ภริดาออกมาเดินเล่นตามท้องถนนหน้าบ้านของคำปูน เธอมองไปที่ใบหญ้าและใบไม้ที่พลิ้วไหวตามแรงลมด้วยสีหน้าอิ่มเอม และก็ไม่ลืมที่จะพกกล้องคู่ใจเพื่อเอามาเก็บภาพธรรมชาติเหล่านั้นอีกด้วย
ระหว่างที่ชื่นชมธรรมชาติรอบๆ ตัวอยู่นั้น ภริดาก็เห็นอินทัชในชุดกาวน์สีขาวแขนสั้นกำลังปั่นจักรยานมาทางเธอพอดี ภริดาไม่รีรอรีบยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายรูปชายหนุ่มอยู่หลายช็อต กว่าจะรู้ตัวอีกทีอินทัชก็ปั่นจักรยานมาจอดอยู่ตรงหน้าเธอเสียแล้ว
“คุณแอบถ่ายผมเหรอ” เสียงชายหนุ่มเอ่ยถามกึ่งหยอกเล่น
“เปล่าสักหน่อย ฉันก็..แค่ถ่ายพวกต้นไม้ใบหญ้า ไม่เชื่อหมอจะดูรูปในกล้องมั้ยล่ะ” ภริดาน้ำเสียงอึกอักพอสมควร กลัวหมอหนุ่มจะจับได้ว่าเธอทำอย่างที่เขาพูดจริงๆ
“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ว่าแต่เข่าของคุณดีขึ้นแล้วใช่มั้ยถึงออกมาเดินเล่นแบบนี้”
“ก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ไม่ได้รู้สึกเจ็บเท่าไหร่แล้ว แล้วนี่หมอจะไปไหนคะ” หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งพร้อมยิ้มถามกลับแก่ชายหนุ่มตรงหน้า
“จะไปทำงานน่ะ ผมว่าคุณกลับเข้าบ้านไปได้แล้วยืนนานๆ เข่าจะอักเสบได้อีกนะ ผมไปล่ะ”
“เดี๋ยวสิคะหมอ!” ภริดาเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าอินทัชกำลังจะปั่นจักรยานออกไป
“คุณมีอะไรหรือเปล่า หรือเจ็บแผลอีกแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความกังวล
“เปล่าค่ะ คือ…ฉันขอเบอร์โทรหมอไว้ได้มั้ย”
“ได้สิ” อินทัชตอบรับ ถึงแม้ว่าเขาจะดูไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์ของภริดาก็ตาม
“ฉันแค่ขอไว้เผื่อมีเรื่องฉุกเฉินไงคะ” ภริดาเริ่มเลิ่กลั่ก
“อ๋อ…งั้นเบอร์คุณเบอร์อะไรเดี๋ยวผมโทรเข้าไป”
เมื่อแลกเบอร์โทรศัพท์กันเรียบร้อยต่างก็แยกย้ายกัน ภริดาเดินเข้ามาในบ้านพักของเธอก็รีบหยิบมือถือที่วางตรงหัวเตียงขึ้นมา เธอกดดูเบอร์อินทัชแล้วยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะบันทึกชื่อเบอร์ชายหนุ่มเป็นคุณหมอใจดี ไว้ในมือถือ ภริดานึกขึ้นได้ว่าเมื่อสักครู่ได้ถ่ายรูปอินทัชเก็บไว้ด้วยเธอก็ไม่รีรอ รีบหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อเช็คดูรูปชายหนุ่มดังกล่าว รูปสุดท้ายที่เธอถ่ายได้เป็นรูปที่เขายืนอยู่ตรงหน้าเธอและกำลังมองกล้องอยู่พอดี ภริดายิ้มออกมาเล็กน้อย เธอมองรูปอินทัชด้วยแววตากรุ้มกริ่มยิ่งนัก
________________________________
กัญญาวีร์นำปิ่นโตมื้อกลางวันมาส่งให้อินทัชพร้อมกับธัญชนกที่นั่งซ้อนจักรยานเธอมาด้วย วันนี้สองสาวมีนัดกับธนินเพื่อเข้าไปเที่ยวเล่นในตัวเมือง แต่ก่อนที่จะไปนั้นกัญญาวีร์ก็อยากจะเห็นหน้าของอินทัชเสียก่อน
“มื้อกลางวันมาแล้วค่ะ” เสียงหวานและสดใสของหญิงสาวดังเข้าไปในห้องทำงานของอินทัช ทำให้ชายหนุ่มยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
“วันนี้มีเวลามาส่งข้าวให้หมอได้ด้วยเหรอ” อินทัชตอบรับกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นกัน
“แก้วอยากแวะมาเห็นหน้าหมอก่อนจะเข้าไปในเมืองค่ะ หมออยากได้อะไรมั้ยบอกแก้วได้นะ”
“หมอไม่อยากได้อะไรหรอก ไปเที่ยวเล่นกันเหรอขอให้สนุกนะ”
“ค่ะ พอดีนัดกับหนุ่มหล่อไว้ด้วย หล่อกว่าหมอด้วยนะ” กัญญาวีร์เม้มปากยักคิ้วหยั่งเชิง
“งั้นก็ขอให้สนุกกับหนุ่มหล่อก็แล้วกันนะ” อินทัชหัวเราะในท่าทางของกัญญาวีร์ยิ่งนัก
“แก้วพึ่งบอกไปเองว่ามีนัดกับหนุ่มหล่อ นี่หมอไม่หึงบ้างเหรอ” กัญญาวีร์ค้อนให้อินทัช เธอกะจะให้เขาแสดงความหึงหวงสักหน่อยแต่ก็เหมือนจะไม่เป็นไปตามที่หวัง
“แล้วทำไมหมอต้องหึงด้วยล่ะ”
“แก้วไม่คุยกับหมอแล้ว ไปดีกว่า..เชอะ”
“เอ้า! เด็กคนนี้นี่”
อินทัชมองตามหลังกัญญาวีร์ด้วยความเอ็นดู ดูเหมือนว่าเธอจะงอนให้เขาเสียแล้ว เห็นท่าทางของกัญญาวีร์แบบนี้ก็ยิ่งทำให้อินทัชเอ็นดูในความไร้เดียงสาของหญิงสาวมากขึ้นกว่าเดิม
“แก้วก็น่ารักดีนะคะ หมอไม่รู้สึกชอบแก้วสักนิดเลยเหรอ” ฤดีเอ่ยถามขณะที่ยื่นแฟ้มประวัติคนไข้วางไว้ที่โต๊ะทำงานของอินทัช
“ผมชอบนะ ถ้ามีน้องสาวแบบแก้วคงไม่รู้สึกเหงาเลย”
“แต่แก้วไม่ได้อยากได้หมอเป็นพี่ชายสักหน่อย จากที่ดูแล้วเด็กคนนั้นเอาจริงนะคะ แก้วดูจะชอบหมอมากเลย”
“คงไม่หรอกครับ แก้วก็คงคิดกับผมแบบพี่ชายเหมือนกัน แต่เธอแค่อาจจะยังแยกความรู้สึกไม่ออกก็เท่านั้น เดี๋ยวพอนานๆ ไปก็คงจะรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองแหละครับ”
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ เที่ยงแล้วทานข้าวกันดีกว่าค่ะหมอ”
อินทัชนึกถึงคำพูดของฤดีที่พูดถึงกัญญาวีร์ เพราะเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกชอบแก้วแบบคนรัก เขาเพียงแค่เอ็นดูแก้วเหมือนน้องสาวคนหนึ่งก็เท่านั้น และก็หวังว่าแก้วจะคิดกับเขาแบบพี่ชายเหมือนกัน
_________________________________________
ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน
ธนินพากัญญาวีร์และธัญชนกมาร้องเพลงคาราโอเกะ ทั้งสามคนดูสนุกสนานกันมากทีเดียว โดยเฉพาะธัญชนก เธอเหมารอบร้องเพลงไปคนเดียวจนคอแห้งต้องออกไปหาอะไรดื่มดับกระหายที่ข้างนอกร้านคาราโอเกะ เพราะเครื่องดื่มในร้านดูจะไม่ถูกปากเธอเท่าไหร่
“แก้ววันนี้สนุกมั้ย” ธนินเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งเปิดสมุดเลือกเพลงอยู่
“สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่พาแก้วกับชะเอมมาเลี้ยงวันนี้” หญิงสาวยิ้มตอบรับ
“ขอแค่แก้วสนุกพี่ก็พอใจแล้วล่ะ”
ธนินจ้องไปที่กัญญาวีร์ด้วยสายตาอ่อนโยน สำหรับเขาแล้วผู้หญิงหนึ่งเดียวที่อยู่ในใจก็คือกัญญาวีร์ไม่เคยเปลี่ยนเป็นหญิงอื่น เขารู้สึกดีและมีความสุขมากที่รู้ว่ากัญญาวีร์เองนั้นก็ปลื้มเขาอยู่เหมือนกัน ถ้าวันนั้นได้บอกความรู้สึกที่มีต่อเธอไปก็คงจะดี แต่เขาก็วางแผนไว้เสมอว่าเรียนจบเมื่อไหร่จะมาสารภาพความในใจต่อเธอให้เธอได้รับรู้
“แก้ว พี่มีอะไรจะบอกแก้วด้วย” แววตาชายหนุ่มเริ่มเปล่งประกาย
“อะไรเหรอคะ” กัญญาวีร์ละสายตาจากสมุดเพลงตรงหน้าแล้วหันมาสบตาชายที่เอ่ยเรียก
“พี่…”
“มาแล้ว มาแล้ว น้ำเย็นๆ มาแล้ว ชะเอมเอามาฝากทุกคนเลย”
ไม่ทันที่จะได้สารภาพก็มีเสียงสดใสเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน ธนินหลุดขำเล็กน้อย เวลานี้คงจะไม่เหมาะสมแล้วที่จะสารภาพความในใจ ไว้หาโอกาสใหม่ก็แล้วกัน แค่วันนี้ได้มีเวลาอยู่กับกัญญาวีร์ก็มีความสุขมากพอแล้ว
___________________________________
หลายวันผ่านไป
ภริดานั่งคุยโทรศัพท์กับผู้เป็นพ่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงทางเข้าบ้านคำปูน ดูเหมือนว่าปัญหาพ่อของเธอจะยืดเยื้อกว่าที่คิดไว้จึงโทรมาแจ้งต่อผู้เป็นลูกสาว แต่ภริดาก็ไม่ได้ติดใจอะไร ตอนนี้เธออยู่ที่หมู่บ้านอองตองก็มีความสุขดี
ระหว่างที่เธอคุยสายกับพ่ออยู่นั้นก็เหลือบไปเห็นอินทัชที่กำลังปั่นจักรยานมาทางเธอพอดี ภริดาจึงขออนุญาตพ่อวางสายไปก่อนเพื่อจะได้เอ่ยทักทายชายที่กำลังจะมาถึง
“วันนี้หมอไม่ได้ทำงานเหรอคะ” ภริดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มหวานและยิ้มละมุนให้กับชายตรงหน้า
“วันหยุดน่ะ แต่ถ้าใครเป็นอะไรก็ไปหาผมที่บ้านได้นะ” อินทัชตอบกลับ
“มาหาลุงปูนเหรอคะ”
“ครับ พอดีจะยืมรถกระบะลุงปูนเพื่อเข้าไปทำธุระในเมืองครับ”
“หมอจะเข้าไปในเมืองเหรอคะ ฉันขอไปด้วยได้มั้ย พอดีมีของใช้ส่วนตัวที่อยากได้พอดี”
“ได้สิ แต่อาจจะกลับเย็นหน่อยนะไม่เป็นไรใช่มั้ย”
“ไม่เป็นไรค่ะ” ภริดายิ้มรับด้วยความตื่นเต้น
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย ภริดากึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาในห้องนอนของเธอเพื่อถอดเอสดีการ์ดออกจากกล้องแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าพกส่วนตัว ก่อนจะเดินไปขึ้นรถที่อินทัชสตาร์ทรถรอเธออยู่
อินทัชขับรถสวนทางกับกัญญาวีร์ที่กำลังจะปั่นจักรยานไปหาเขาพอดี ดูเหมือนว่าอินทัชจะไม่ได้สังเกตเห็นเธอด้วยซ้ำ กัญญาวีร์หยุดปั่นจักรยานเหลียวหลังมองตามรถคันดังกล่าวจนละสายตา สิ่งที่ทำให้เธอสนใจคือผู้หญิงที่นั่งข้างๆ อินทัชมากกว่า เพราะเธอไม่เคยเจอหน้าภริดามาก่อน เมื่อนึกย้อนถึงคำพูดของอินทัชก็ทำให้คิดออกว่าผู้หญิงคนนั้นคงจะเป็นคนที่มาอาศัยอยู่ที่บ้านคำปูน และดูเหมือนอินทัชจะพูดถูกทุกอย่างเพราะเธอสวยมากจริงๆ กัญญาวีร์หน้ามุ่ยทันที เหมือนเริ่มจะคิดว่าเธอมีคู่แข่งทางหัวใจเสียแล้ว แถมยังเป็นคู่แข่งที่ดูจะมีอะไรเหนือกว่าเธอทุกอย่างอีกด้วย
กัญญาวีร์มาบ้านอินทัชทั้งๆ ที่รู้ว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ เธอเดินมานั่งที่เก้าอี้ตรงร่มไม้ข้างแปลงไม้พุ่มที่อินทัชได้ปลูกเอาไว้ด้วยแววตาเลื่อนลอย กัญญาวีร์ยังคิดเห็นแต่ภาพที่อินทัชนั่งรถออกไปกับภริดา เธอไม่สามารถปล่อยวางเรื่องนี้ไปได้เลย
_______________________________
อินทัชและภริดาเข้ามาในเมืองต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง ภริดาตรงไปยังร้านล้างรูปในทันที เธอต้องการจะล้างรูปถ่ายที่เธอได้ถ่ายเก็บเอาไว้ตั้งแต่มาถึงหมู่บ้านอองตองและยังมีภาพของอินทัชที่เธอแอบถ่ายรวมอยู่ในนั้นด้วย
ทั้งสองต่างทำธุระกันเสร็จเรียบบร้อยก็พากันมาทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารและอยู่ใช้เวลาร่วมกันจนถึงบ่าย ทำให้อินทัชและภริดาเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น อาจจะเป็นช่วงวัยใกล้เคียงกันเลยทำให้คุยกันได้ลงตัว ทั้งคู่เดินตามทางฟุตบาทและคุยกันมาเรื่อยๆ
“ฉันชักจะชอบที่นี่เหมือนหมออินแล้วสิคะ ทั้งในเมืองหรือที่หมู่บ้านอองตองเองก็ดูไม่ค่อยวุ่นวาย ทุกอย่างดูเรียบง่ายไปหมด แต่ก่อนฉันคิดว่าที่อิตาลีคือบ้านที่ดีที่สุดสำหรับฉัน ฉันไม่เคยมีความคิดที่อยากจะกลับมาอยู่ไทยด้วยซ้ำ แต่พอมาเจออะไรๆ ที่นี่ก็เริ่มมีความคิดเปลี่ยนไป”
“ว่าแต่…ผมสงสัยอย่างหนึ่งทำไมคุณถึงมาพักอยู่ที่บ้านลุงผู้ใหญ่ได้นานแบบนี้ล่ะ ดูลุงผู้ใหญ่จะเกรงใจคุณมากด้วย” อินทัชเอ่ยถาม เขาเองก็แปลกใจกับเรื่องนี้เหมือนกัน
“คือลุงปูนแกเป็นลูกน้องเก่าของพ่อฉันค่ะ ลุงปูนบอกว่าพ่อของฉันมีบุญคุณกับแกมาก แกเลยอยากจะตอบแทนน้ำใจพ่อบ้าง พอรู้ว่าฉันเป็นลูกสาวของพ่อก็เลยอำนวยความสะดวกให้ แล้วหมอล่ะคะ ทำไมถึงเลือกที่จะมาอยู่ที่นี่ ฉันว่ามันต้องมีเหตุผลมากกว่าที่จะชอบความสงบนะคะ”
อินทัชมองหน้าหญิงสาวด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนจะละสายตานั้นออกแล้วยิ้มให้หญิงสาวตรงหน้าเล็กน้อย อินทัชไม่ได้พูดอะไร เขามองไปข้างหน้าแล้วเดินต่อ
ภริดาหยุดเดิน แล้วมองไปยังอินทัชที่ยังคงเดินนำหน้าอยู่ ท่าทางของเขาในตอนนี้เหมือนมีเรื่องบางอย่างเก็บไว้ในใจ นี่คงจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาเลือกมาเป็นหมออาสาอยู่ที่นี่ ถ้าเรื่องนี้อินทัชไม่อยากพูดถึง เธอก็จะไม่รบเร้าเขาเช่นกัน ภริดายิ้มออกมาอีกครั้งก่อนจะวิ่งตามชายหนุ่มที่เดินนำลิ่วไปก่อน
“หมอคะ เราไปดูหนังสักเรื่องก่อนกลับดีมั้ย ถือว่าฉันเลี้ยงตอบแทนที่หมอช่วยฉันครั้งก่อนก็แล้วกัน หรือหมอรีบกลับหรือเปล่า”
“ก็ไม่รีบนะ งั้นเราดูหนังกันก่อนก็ได้ ผมเองก็ไม่ได้ดูมาตั้งนานแล้วเหมือนกัน”
เมื่อตกลงกันลงตัวเรียบร้อย ทั้งคู่ก็มุ่งหน้าไปยังโรงภาพยนตร์ตามที่ได้คุยกันไว้ กว่าหนังที่ดูจะจบเวลาก็ล่วงเลยมาพอสมควร กว่าทั้งคู่จะถึงบ้านก็ค่ำพอดี
อินทัชขับรถมาจอดที่หน้าบ้านตัวเองโดยที่ภริดาก็นั่งมากับเขาด้วย เขาเอาของที่ซื้อมาลงจากกระบะหลังเพื่อเก็บไว้ให้เรียบร้อยก่อนจะแวะเอารถไปส่งคืนคำปูนและไปส่งภริดาในตัว
อินทัชเดินเข้าบ้านพร้อมกับภริดาที่เดินตามหลังมาติดๆ เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นกัญญาวีร์นั่งปลูกดอกไม้อยู่บริเวณบ้านของเขา
“แก้ว? มาทำอะไรที่บ้านหมอ”
“หมอกลับมาแล้วเหรอ”
กัญญาวีร์รีบลุกขึ้นโดยทันทีและยิ้มกว้างให้เจ้าของเสียงที่เอ่ยทักเมื่อสักครู่ แต่เมื่อเห็นภริดายืนอยู่ข้างๆ อินทัชเธอก็ค่อยๆ คลายยิ้มนั้นออก
“พอดีแก้วเอาดอกไม้มาลงให้หมอค่ะ เห็นว่าตรงนี้มันโล่งๆ อยู่ แล้วหมอซื้ออะไรมาคะเยอะแยะเลย” กัญญาวีร์เอ่ยถามชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่สายตาก็เหลือบมองภริดาอยู่เช่นกัน
“ไม่มีอะไรมากหรอกก็ของใช้ส่วนตัวและของจำเป็นบางอย่าง เอ่อ..แก้วนี่คุณหวาน เธอเป็นลูกสาวเจ้านายเก่าของลุงผู้ใหญ่น่ะ”
“สวัสดีค่ะ” ภริดายิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรเมื่อถูกชายหนุ่มเอ่ยแนะนำตัวให้รู้จักกับกัญญาวีร์
กัญญาวีร์พยักหน้ายิ้มรับ เธอมองภริดาสลับกับอินทัชด้วยแววตาอึดอัดเล็กน้อย ยิ่งเห็นภริดาใกล้ๆ แบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอดูสวยมากกว่าเดิมเสียอีก ชุดที่เธอสวมใส่ก็คงจะเป็นแบรนด์เนมทั้งตัว กัญญาวีร์มองสำรวจหญิงสาวอยู่แบบนั้นจนอินทัชต้องหันมาสะกิดไหล่
“แก้ว..เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ป..เปล่าค่ะ” น้ำเสียงกัญญาวีร์ตะกุกตะกักเล็กน้อย
“เดี๋ยวหมอต้องเอารถไปคืนลุงผู้ใหญ่และแวะไปส่งคุณหวานด้วย แก้วจะกลับเลยมั้ยเดี๋ยวหมอจะได้ไปส่งแก้วด้วย”
“ค่ะ..เดี๋ยวแก้วกลับเลย แต่หมอไม่ต้องไปส่งแก้วหรอก แก้วปั่นจักรยานกลับเอง”
“งั้นก็ได้” อินทัชยิ้มรับ
อินทัชเอาของที่ซื้อมาเข้าไปเก็บในบ้านให้เรียบร้อย ก่อนจะขับรถออกไปบ้านลุงคำปูนพร้อมกับภริดา กัญญาวีร์มองหลังรถที่ขับออกไปจนละสายตา แววตาเธอดูอ่อนแรงยิ่งนัก ทำไมเธอถึงรู้สึกได้ว่าอินทัชดูจะเอาใส่ใจภริดามากกว่าเธอเสียอีก เมื่อคิดแบบนั้นความน้อยใจก็เริ่มก่อตัวขึ้น กัญญาวีร์ปั่นจักรยานคู่ใจกลับบ้านในทันที
____________________________
“ขอบคุณหมออินมากนะคะที่วันนี้ยอมให้ฉันไปด้วย แถมยังดูหนังเป็นเพื่อนฉันอีก” ภริดายิ้มเล็กน้อย
“คุณเข้าบ้านเถอะข้างนอกอากาศเย็นมากแล้วเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”
“เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ นี่ค่ะ.ฉันให้หมอ”
ภริดายื่นรูปถ่ายหนึ่งใบที่เธอพึ่งล้างไปเมื่อช่วงบ่ายให้กับอินทัช เขาไม่รีรอรีบหยิบรูปนั้นมาดูแล้วยิ้มละมุนออกมา ภาพที่ภริดาให้เป็นภาพวิวธรรมชาติที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าที่เขียวขจีและท้องฟ้าสีครามกับเมฆเบาบางที่อยู่เป็นกลุ่มก่อน
“คุณถ่ายเองเหรอ” เขาละสายตาจากรูปถ่ายหันมาถามละยิ้มให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะกลับไปมองรูปถ่ายนั้นอีกครั้ง
“ใช่ค่ะ ฉันถ่ายตอนที่ฉันมาถึงที่นี่เป็นวันแรก เป็นภาพถ่ายก่อนที่ฉันจะได้พบกับหมอ”
คำพูดของภริดาทำให้ทัชหันมามองหญิงสาวอีกครั้ง รอยยิ้มหวานของเธอดูสดใสแม้จะเป็นช่วงเวลายามค่ำคืนแบบนี้ เขาเก็บรูปถ่ายนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมที่สวมใส่อยู่
“ขอบคุณมากนะครับ ผมจะเก็บไว้อย่างดีเลย”
“หมอคะ! คือ…ฉันมีอะไรจะพูดกับหมอด้วยค่ะ”
“อะไรเหรอครับ”
“ฉันอยากจะบอกหมอว่า เราสามารถเปลี่ยนอดีตที่เลวร้ายมาเป็นความทรงจำที่งดงามได้นะคะ ถ้าเรามัวจมอยู่แต่ความโศกเศร้าแล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะว่าความสุขที่รออยู่ข้างหน้ามันเป็นยังไง ฉันไม่ถามหมอหรอกนะคะว่าหมอเจอเรื่องไม่ดีอะไรมาบ้าง ฉันแค่อยากให้หมอยอมรับความเจ็บปวดเหล่านั้นและเดินหน้าต่อค่ะ”
“ขอบคุณนะ”
อินทัชยิ้มละมุนตอบกลับภริดา ระหว่างปั่นจักรยานกลับบ้านเขาก็คิดถึงคำพูดของภริดา และมันก็เป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ ถึงพี่ชายจะจากเขาไปแล้วแต่ช่วงที่พี่ชายเขายังอยู่ ทั้งคู่ต่างก็มีความทรงจำดีๆ ด้วยกันมากมาย แล้วเขามัวแต่จะนึกถึงแต่เรื่องเจ็บปวดอยู่ทำไมในเมื่อเขาเลือกที่จะเก็บเรื่องราวดีๆ เอาไว้แทนได้
อินทัชมาถึงบ้านก็จอดเก็บจักรยานไว้ที่เดิมที่เคยจอดประจำ เขามองแปลงดอกไม้ที่กัญญาวีร์พึ่งเอามาปลูกให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน
ภริดานั่งลงอยู่บนเตียงนอนของเธอ หยิบรูปถ่ายของอินทัชขึ้นมาแล้วยิ้มอย่างสุขใจ ดูเหมือนว่าเธอเองก็เริ่มรู้สึกดีกับอินทัชเสียแล้ว ภริดาล้มตัวนอนและยังคงจ้องและยิ้มให้รูปถ่ายอินทัชอยู่แบบนั้นด้วยความพอใจและมีความสุข
“หมอจะพาแก้วไปไหนคะ”กัญญาวีร์เอ่ยถามชายที่เดินกุมมือเธอลงเชิงเขาเพื่อตรงไปยังรถที่จอดเอาไว้ อินทัชเองก็ไม่ยอมบอกกล่าวอะไรกัญญาวีร์แม่แต่น้อย ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มให้กับหญิงสาวเท่านั้น“ก็กลับเรือนหอเราไง”“เรือนหอที่ไหนคะ หมออย่าล้อเล่นกับแก้วแบบนี้สิ”“หมอพูดจริง เดี๋ยวแก้วไปถึงก็รู้เอง” แววตาอินทัชดูเจ้าเล่ห์นัก“หมอคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หมอกับแก้วเข้าไปคุยกับตากับยายของแก้วให้ท่านรับรู้ด้วยได้มั้ยคะ ไหนจะแม่แก้วอีก แก้วไม่อยากให้พวกท่านมองว่าเราทำอะไรโดยที่ไม่รู้จักคิด ไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในสายตา”“แก้วไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก งั้น…เราไปหาตากับยายและแม่ของแก้วตอนนี้เลยดีมั้ย ไปบอกพวกท่านว่าเราแต่งงานกันแล้ว”“หมอล้อเล่นอีกแล้ว แก้วไม่ได้จะบอกว่าไปตอนนี้ซะหน่อย” หญิงสาวหลุดขำเมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังของอินทัช“งั้น…ก็ไปกัน แก้วจะได้รู้ว่าหมอล้อเล่นหรือเปล่า”เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็กุมมือหญิงสาวไปขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปพาเธอไปยังสถานที่ที่หนึ่ง กัญญาวีร์รู้สึกแปลกใจมาก เพราะทางที่อินทัชขับมาเป็นทางเข้ามาในหมู่บ้านอองตอง และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่ทั้งคู่แสนจ
1 เดือนผ่านไปสวนแปลงดอกไม้ของกัญญาวีร์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ตอนนี้หญิงสาวได้จ้างให้สะล้อเข้ามาช่วยดูแลสวนของเธอเพิ่มเติม เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัวของชายหนุ่ม ก่อนหน้านี้สะล้อทำงานรับจ้างทั่วไปตามหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านเพื่อเอาค่าใช้จ่ายมาจุนเจือครอบครัว ด้วยความขยันขันแข็งชายหนุ่มเลยทำให้กัญญาวีร์เห็นความสามารถของชยหนุ่มในตรงนี้้กัญญาวีร์ยืนมองคนงานที่ลงแปลงดินอย่างขยันขันแข็งก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหญิงสาวคงจะได้ลงพันธุ์ดอกไม้ในอีกไม่กี่วันนี้“ใกล้เสร็จแล้วนี่ สวนดอกไม้ของแก้วต้องมีดอกเบญจมาศสีขาวและดอกเดซีด้วยนะ” อินทัชที่เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เอ่ยทักทายหญิงคนรักที่ยืนยิ้มอยู่“ทำไมต้องเป็นเบญจมาศกับเดซีด้วยคะ” หญิงสาวหันมายิ้มก่อนจะถามกลับชายหนุ่มไป ทั้งที่เธอเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว“ก็ดอกไม้พวกนี้มีความหมายกับหมอไง เมื่อหลายปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งชอบเอาดอกไม้มาจีบหมออยู่เรื่อยเลยนะสิ”“อ๋อ…อย่างนี้นี่เอง แล้วเด็กสาวคนนั้นจีบหมอติดมั้ยคะ” หญิงสาวหยอกเย้ากลับอินทัชเดินเข้าไปสวมกอดหญิงสาวจากด้านหลัง มือหนาทั้งสองข้างกุมมือของเธอเอาไว้อย่างอบอุ่น
กัญญาวีร์ใช้เวลาอยู่ที่เชิงเขาค่อนข้างนาน หญิงสาวนั่งลงที่พื้นหญ้าเขียวขจี ลมพัดอ่อนๆ ในยามเย็นทำให้เธอรู้สึกดีมากนัก ที่ตรงนี้เป็นที่รวมความทรงจำมากมายของเธอและอินทัชเอาไว้เมื่อตะวันเริ่มตกดินก็ควรได้เวลาที่เธอควรกลับ กัญญาวีร์ปั่นจักรยานกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมีแสงสว่างจากไฟตามข้างทางขึ้นมาบ้างแล้ว ในเวลาพลบค่ำแบบนี้มองเห็นไฟประดับที่มีทุกจุดของทางเดินก็ยิ่งทำให้ดูสวยงามนัก เพราะเมื่อก่อนดวงไฟตามจุดต่างๆ ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ ทุกอย่างที่นี่ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติและความสงบไว้เช่นเมื่อก่อนกัญญาวีร์ปั่นจักรยานมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เธอจำได้ไม่เคยลืม หญิงสาวคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนที่เธอได้เจออินทัชที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้เป็นครั้งแรก วันวานที่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเธอกับอินทัชนั้นทำให้เธอมีความสุขมากจริงๆ อบอุ่นทุกครั้งที่ได้คิดถึงวันวันเหล่านั้นหญิงสาวมองรอบๆ ต้นไม้ด้วยความอาวรณ์ ผ่านมาหลายปีต้นไม้ยิ่งสูงตระหง่านมากกว่าเดิม ไฟประดับที่ระยิบระยับตามกิ่งไม้นั้นยังดูสวยงามไม่เปลี่ยน กัญญาวีร์เดินเข้าไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ
หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงยีนสีกรม กำลังยืนหลับตากางแขนรับลมและแสงแดดยามสายที่แสนจะอบอุ่นนี้ อากาศที่นี่ยังคงสดชื่นเหมือนเช่นเคยไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเท่าไหร่ กัญญาวีร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและมองไปยังทางข้างหน้าที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่หมู่บ้านอองตองหญิงสาวยิ้มร่าออกมาด้วยความสุขใจ ในที่สุดวันที่เธอเฝ้ารอคอยก็มาถึง ใบหน้าหญิงสาวยิ้มแย้มและสดใสอยู่ตลอดเวลา กัญญาวีร์ยืนอยู่ไม่นานก็มีเสียงชายสูงวัยบางคนตะโกนออกมาจากข้างในรถ ทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองตามเสียงนั้นในทันที“หนู…จะเข้าไปในหมู่บ้านหรือยัง ลุงต้องไปรับลูกค้าอีกนะ” ชายสูงวัยเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่“อ่อจ้า ขอโทษด้วยจ้าลุง พอดีหนูดีใจไปหน่อยที่ได้กลับมาที่นี่ งั้นเราไปกันได้เลยจ้า” หญิงสาวยิ้มตอบรับก่อนจะเดินไปเปิดประตูขึ้นรถที่จอดอยู่กัญญาวีร์จ้างรถรับจ้างในตัวเมืองให้มาส่งเธอที่หมู่บ้านอองตอง ระหว่างทางก่อนเข้าหมู่บ้านหญิงสาวให้ลุงคนขับจอดรถเพื่อที่เธอจะลงไปสูดอากาศให้เต็มปอดตามที่เธอตั้งใจเอาไว้ จนเวลาล่วงเลยไปมากทำให้ลุงคนขับต้องเอ่ยท้วงติงกัญญาวีร์มาถึงบ้านก็เห็นตากับยายมายืนรอรับที่หน้าบ้าน หญิงสาวรีบวิ่งไปกอดตากับยา
กรพัฒน์ขับรถมาส่งธัญชนกที่คอนโดของหญิงสาวตามที่รับปากเอาไว้ ระหว่างทางชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มตลอดทาง จะพูดออกมาก็ตอนที่หญิงสาวเอ่ยถามไถ่ก็เท่านั้น“นี่หมอ…จะพูดกับฉันแค่นี้จริงๆ เหรอคะ” หญิงสาวเริ่มงอแง“แล้วคุณจะให้ผมพูดอะไรล่ะ คุณอยากให้ผมมาส่ง ผมก็มาส่งแล้วไง คุณถามผม…ผมก็ตอบไป” ชายหนุ่มตอบกลับ“แล้วที่ผ่านมาที่หมอไม่ได้เจอฉัน ไม่ได้ยินเสียงฉัน หมอไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอคะ”“ผมควรจะคิดถึงคุณด้วยเหรอ คุณเองก็หายเงียบไปเหมือนกัน ผมก็นึกว่าคุณจะไปจีนแล้วซะอีก” ชายหนุ่มเอ่ยประชด“แล้วทำไมฉันต้องไปอยู่จีนด้วยคะ”“ช่างเถอะ…คุณจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อยหน่อย” ชายหนุ่มบ่ายเบี่ยง“อ๋อ…ที่แท้หมอกรก็คิดว่าฉันไปหาคุณตรีที่จีนนี่เอง ไม่น่าล่ะ…หลายวันมานี้ไม่ยอมโทรหาฉันเลย” หญิงสาวยิ้มชอบใจที่รู้ทันชายหนุ่มกรพัฒน์เองได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวก็ไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย ชายหนุ่มหักรถเลี้ยวจอดที่ข้างทาง เขามองธัญชนกด้วยความสั่นไหว ทำไมในเวลานี้หญิงสาวถึงยิ้มร่าชอบใจไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างน้อยเธอก็น่าจะเห็นใจเขาบ้าง“สนุกมากใช่มั้ยที่ทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าผมชอบคุณมาก แต่คุณก็ยังมาเล่นกับควา
กัญญาวีร์นั่งรอธัญชนกอยู่ในรถอยู่หน้าบ้านของอินทัช หลังจากที่ธัญชนกเอ่ยลากับชนิศาเรียบร้อย เธอก็เดินตรงมาขึ้นรถในทันที หญิงสาวมองผู้เป็นเพื่อนรักที่นั่งร้องไห้ไม่ขาดสายด้วยความเวทนา“ชะเอม…ฉันว่าเราไปหาพ่อกับแม่ของหมออินดีกว่า พวกท่านน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ยังไงฉันก็มั่นใจว่าหมออินจะไม่ไปแบบนี้แน่ๆ” กัญญาวีร์เอ่ยขอร้องเพื่อนรักที่นั่งอยู่เบาะคนขับ“เธอจะบ้าเหรอแก้ว นั่นมันจันทบุรีเลยนะ เธอไม่ต้องไปหรอก เมื่อกี๊..ฉันโทรไปที่บ้านหมออินแล้ว แม่หมออินก็บอกว่าหมออินไปแล้วเหมือนกัน ยอมรับความจริงเถอะนะแก้วว่าหมออินเขาไปแล้วจริงๆ”“ทำไมหมอถึงใจร้ายแบบนี้ อย่างน้อยเขาควรบอกฉันบ้างสิว่าจะไป เขาไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าเขาเลย แม้แต่เสียงของเขาฉันก็ไม่ได้ยิน” หญิงสาวสะอื้นร่ำไห้“ก็นี่มันเป็นสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่เหรอ ที่หมอจากไปโดยไม่บอกเธอ เพราะหมออาจจะทำใจไม่ได้ถ้าเห็นหน้าเธออีก เขาเลยเลือกทำแบบนี้ไง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเธอเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เธออยากจะให้เป็นไม่ใช่เหรอ”ธัญชนกเอ่ยแจ้งต่อเพื่อนสาว เพราะเธอเองก็ไม่เห็นด้วยนักที่กัญญาวีร์จะร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ ทุกอย่างล้วนเกิดจากสิ่ง







