LOGINก๊อก ๆ ๆ
“อื้ม มาแล้ว ๆ” คนในห้องเปิดประตูให้หลังจากที่ฉันโทรหาและเพื่อนของฉันก็บอกว่าไม่สบายนอนอยู่หอฉันเลยรีบมาหาถึงหอพัก
“ไงแก บอกว่าไม่ต้อง... / แกไม่ไปเรียนตั้งสามวันนะชาแล้วฉันจะไม่มาหาได้ยังไง” ปั้นชายังพูดไม่จบฉันก็พูดแทรก
“ขอโทษนะแยมที่ทำให้เป็นห่วงจนแกต้องลำบากมาถึงที่นี่ เข้ามา... / อ่ะ ของแก” ปั้นชาบอกและกำลังจะหลบทางให้ฉันเข้าห้องแต่ฉันกลับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ซะก่อน
“อะไรเหรอ?”
“รับไปก่อน” ฉันไม่อธิบายแค่บอก ปั้นชารับไปดู พอดูเสร็จก็มองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“มันคือ...”
“สิบล้าน ออกไปจากชีวิตพี่ตัสซะปั้นชา ไปซะตั้งแต่วันนี้ก่อนที่แกจะไม่ได้อะไรเลย”
“...” คำพูดของฉันที่ไม่ได้น่าฟังสักนิดเดียวทำเพื่อนตัวแข็งทื่อไปเลย
“รับไปชา ขอร้อง”
“แก... / ฉันรู้นานแล้วว่าแกไปอยู่บ้านพี่เซตัส” ฉันไม่รู้หรอกว่าปั้นชาจะพูดอะไร แต่ฉันต้องการจบสถานการณ์นี้ให้เร็วที่สุด
“รับไปสักทีชา”
“แกต้องการให้ฉันรับเงินแล้ว...ไปจากชีวิตพี่เซตัสเหรอแยม?” เสียงแกเบาจังเลยชา แกเจ็บปวดมากเลยใช่ไหม ขนาดฉันยังเจ็บเลยแล้วแกที่โดนเพื่อนทรยศจะเจ็บแค่ไหนกันนะ
“ฉันบอกไปแล้ว”
“แก...”
“รับไป ถ้าแกไม่รับสุดท้ายแกก็ต้องไปตัวเปล่า แกอย่า… / แกอยากหมั้นกับเขาเหรอ” ปั้นชาพูดแทรกและคำถามก็ทำให้ฉัน....พูดไม่ออก
“...”
“แกอยากหมั้นกับแฟนฉันเหรอแยม”
“เขาเป็นของฉัน”
“...อะไรนะ~”
“เขาเป็นของฉันชา ใคร ๆ ในสังคมก็รู้กันทั้งนั้นว่าวันหนึ่งฉันกับเขาต้องแต่งงานกัน”
“ทั้งที่ไม่ได้รักกันน่ะเหรอ” ปั้นชาถามเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“อาจจะมีคนที่รักก็ได้”
“แกหมายความว่า...”
“จะรับไปได้รึยัง” รับไปสักทีชา ช่วยรับไปเพราะฉันก็จะทนแสดงละครต่อไปไม่ไหวแล้ว
“แกต้องการแบบนี้เหรอแยม”
“ถ้าไม่ต้องการจะมาบอกแกทำไมล่ะชา รับไปสักทีก่อนที่แกจะไม่ได้อะไรเลย หรือแกคิดว่าถ้าแกไม่รับก้อนนี้แล้วแกจะได้มากกว่านี้”
“เขาจะแต่งงานกับแกเหรอ” คำถามของปั้นชาเหมือนเอาเสาปูนขนาดใหญ่มาฟาดหน้าฉันเลย
“สุดท้ายเขาก็ต้องทำ มันเป็นเรื่องปกติของสังคมพวกฉันแกน่าจะพอรู้บ้างนะชา”
“...” เจอคำตอบและถามกลับมาปั้นชาก็เงียบไปเลย
“แกจะไปถามพี่ตัสก็ได้นะแต่ฉันสารภาพตรง ๆ ก็ได้ว่าตอนนี้เขายังไม่รู้เรื่องที่เราจะหมั้นกันเร็ว ๆ นี้หรอก แต่อีกไม่กี่วันก็ต้องรู้ วันนี้พ่อแม่เขาเลยให้ฉันมาเคลียร์กับแกเงียบ ๆ ก่อน”
“...” พอเอาพ่อแม่พี่เซตัสมาอ้างปั้นชายิ่งเงียบ ฉันรู้ว่ามันบ้ามากที่โกหกถึงขั้นนี้แต่ฉันถอยกลับไปไม่ได้แล้วเหมือนกัน
“ความจริงแกน่าจะขอบคุณฉันนะชา เพราะถ้าไม่ใช่ฉันแต่เป็นพ่อแม่เขามาเคลียร์เองแกจะโดนอะไรบ้างก็ไม่รู้ แกเชื่อฉันสิว่าเขารักลูกชายเขามากแต่เขาไม่มีทางรักมากพอที่จะยอมให้สะใภ้ของเขาเป็นแค่ผู้หญิงที่ส่งเสริมลูกชายเขาไม่ได้หรอก”
“...”
“รับไปเถอะชา รับไปแล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไหนสักที่ ฉันไม่ได้เกลียดแกนะ ฉันยังรักแกเหมือนเดิม แกยังเป็นเพื่อนรักของฉัน...แต่ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไป ชีวิตฉันกับพี่เซตัสถูกขีดมาตั้งแต่เราเกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยแล้ว ถึงแกไม่รับสุดท้ายแกก็ต้องไปอยู่ดี แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าจนถึงวันสุดท้ายที่แกยังดื้อดึงชีวิตแกจะต้องเจออะไรบ้าง”
“...แกขู่ฉันเหรอแยม”
“ไม่เลยชา ฉันหวังดีกับแก รับไปแล้วไปจากชีวิตพี่ตัสซะฉันขอร้อง”
“ฉัน... / แกสู้พ่อแม่เขาไม่ได้หรอก พี่ตัสก็เหมือนกัน พี่เขาสู้พ่อแม่ตัวเองไม่ได้หรอกนะ...แกก็รู้ว่าพ่อแม่เขาเป็นใคร”
“...”
“พี่ตัสเป็นลูกชายคนเดียว อย่าเอาชีวิตกับอนาคตของแกมาเสี่ยงเล่นกับไฟเลยชา แกก็รู้ว่าแกไม่มีทางสู้ได้”
ฉันเกลียดตัวเองที่สุดเลยที่พยายามกดเพื่อนให้ต่ำลง ถึงคำพูดจะเหมือนหวังดีแต่มันไม่ใช่เลยสักนิด ปั้นชามองฉันไม่ละสายตาก่อนที่จะกลั้นน้ำตาแล้วยื่นมือมาหยิบเช็คจากมือฉัน
“ฉันขอเวลาสามวัน”
“อะไรนะ?”
“ขอเวลาสามวัน แกไปบอกคุณพ่อคุณแม่พี่ตัสให้ที”
“แกจะทำอะไร”
“ให้ฉันได้อยู่กับคนที่ฉันรักเป็นครั้งสุดท้าย...ขอแค่นี้ได้ไหม”
“...สัญญาว่าจะไปนะชา” ฉันมองปั้นชาด้วยความลังเลก่อนจะพูดเพราะยิ่งนานฉันยิ่งกลัวว่าเรื่องจะแดง แต่ฉันก็ไม่กล้าทำร้ายปั้นชามากไปกว่านี้แล้ว
“อื้ม” ปั้นชาพยักหน้ารับ ฉันมองเพื่อนอย่างชั่งใจพักหนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ
“ขอบคุณนะชา”
“อื้ม” ปั้นชาพยักหน้ารับอีกครั้งก่อนจะจับประตูแล้วปิดมันลงช้า ๆ โดยที่ฉันเองก็ไม่ได้ห้ามอะไร...
“...เฮ้อ!” ฉันเอาภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดออกจากหัวไม่ได้ ทำไม่ได้เลยจริง ๆ
“ถึงแล้ว”
“ฮะ?”
“ถึงแล้ว” คนขับรถบอกสั้น ๆ อีกครั้งฉันถึงได้มองบรรยากาศรอบ ๆ นี่ฉันนั่งเหม่อจนไม่รู้ตัวว่ามาถึงโรงพยาบาลแล้วเหรอ เฮ้อ~ มีแต่เรื่องให้เหนื่อยหัวใจจนไม่มีสมาธิสนใจสิ่งรอบตัวเลยนะแยมโรล
ฉันลงจากรถทันทีไม่สนใจคนขับเพราะไม่รู้จะสนใจไปทำไม ลงจากรถเรียบร้อยก็เดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย คุ้นเคยชนิดที่หลับตาเดินยังไปถูก
“สวัสดีค่ะอาหมอ” มาถึงหน้าห้องที่ฉันไม่มีสิทธิ์เข้าไปก็บังเอิญได้เจอกับคุณหมอเจ้าของไข้ของคุณแม่พอดี
“อ้าวแยมโรล วันนี้มาเร็วนะลูก”
“ค่ะ อาการคุณแม่เป็นยังไงบ้างคะ”
“ก็...” คุณอาหมอยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบคำถามให้ฉันฟัง คำตอบที่วันนี้...ไม่ค่อยเหมือนเดิมเท่าไหร่
“อาการคุณแม่หนูไม่ค่อยดีนะหนูแยมโรล อาคิดว่าท่านต้องได้รับการผ่าตัดให้เร็วที่สุด”
“อดทนนะคะคุณแม่ หนูจะหาทางรักษาคุณแม่ให้ได้” หลังจากพูดคุยกับคุณอาหมอเรียบร้อยแถมได้รับคำพูดทิ้งท้ายที่ไม่อยากได้ยินเลยฉันก็เอาแต่จ้องมองเข้าไปในห้อง
...นานแล้วนะคะที่เราไม่ได้คุยกัน นานแล้วที่ไม่ได้กอด นานแล้วที่แม้แต่จับมือยังทำไม่ได้ แต่หนูสัญญานะคะคุณแม่ว่าหนูจะทำให้เราเจอกันอีกครั้งให้ได้
...คุณแม่อดทนและเชื่อใจหนูนะคะ
“กลับเลยไหม”
“กลับไปก่อนเลย” ฉันไม่หันไปตอบ ใครอยากกลับก็กลับก่อนเลย รู้ว่าเบื่อที่ต้องพาฉันมาที่นี่ทุกวันแถมยังต้องนั่งรอครั้งละเป็นชั่วโมง ปกติถ้าโดนเขาทำตัวถือดีใส่หลายครั้งฉันคงแกล้งให้นั่งรอนาน ๆ นะแต่วันนี้ไม่มีอารมณ์ทำอะไรแบบนั้น ไม่อยากวุ่นวายกับใคร ฉันเหนื่อยหัวใจมามากเกินพอแล้ว
“มีอะไรอยากให้ช่วยไหม”
“...คนอย่างนายจะช่วยอะไรได้”
“อืม กินรองท้องก่อน” คำพูดประโยคนี้มาพร้อมกับแขนฉันที่โดนอะไรบางอย่างแตะ
“...อะไร?” ฉันหันไปมองว่าอะไรที่แตะโดนแขน เห็นชัดแต่ก็ยังขมวดคิ้วและถามออกไป
“รองท้องก่อน”
“ยุ่ง”
“เอาไป จะกลับเองก็อย่าดึกเผื่อพ่อคุณจะคุยธุระสำคัญนะครับคุณหนู”
“...” ฉันจ้องหน้าเขา คำพูดน่าตบปาก แต่ไม่ได้ทำอย่างที่อยากและเขาก็แค่มองหน้าฉันพร้อมกับวางกล่องแซนวิชกับน้ำผลไม่ลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ จากนั้นก็เดินออกไป
ไสหัวไปไกล ๆ เลยไอ้...
“มีอะไรอยากให้ช่วยไหม”
“...” ฉันมองตามหลังเขาก่อนจะหันกลับมาสนใจคนที่นอนอยู่ในห้องที่มีกระจกกั้นระหว่างเราเอาไว้ต่อเพราะถ้าขืนมองไอ้คนที่เพิ่งเดินไปให้นานกว่านี้อีกสักนิดบางที ฉันอาจจะอาละวาดก็ได้
“...คนอย่างนายจะช่วยอะไรได้”
คำตอบของฉันที่ตอบเขาออกไปฟังดูเป็นการดูถูกมากเลยใช่ไหมคะ แต่ไม่หรอกไม่เป็นการดูถูกเกินไปแม้แต่นิดเดียว คนอย่างนายนั่นช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ เพราะถ้านายนั่น คิดจะช่วย คุณแม่คงไม่ต้องนอนทรมานนานขนาดนี้
-วันต่อมา-“เหนื่อยไหม”“ไม่เหนื่อยค่ะ” ฉันทั้งยิ้มทั้งส่ายหน้า เรากำลังเดินเล่นกันค่ะ เดินชมรีสอร์ทที่มีพื้นที่เยอะมาก ๆ แต่ไม่ได้สร้างให้ใหญ่เวอร์นะเป็นรีสอร์ท Luxury ที่ตัวบ้านพักแต่ละหลังอยู่ห่างกันพอสมควรแถมยังกลมกลืนกับธรรมชาติมาก ๆ ช่วงสายของวันนี้หลังจากทานอาหารเช้ากับคุณอาของพี่คินซึ่งท่านเป็นคุณแม่ของพี่ไนซ์ด้วยพี่คินก็พาฉันเดินชมทั่วรีสอร์ทแต่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยเพราะที่นี่วิวสวยบรรยากาศก็ดี ยิ่งอากาศนะเย็นสบายมาก ๆ เลยค่ะ“แล้วเมียพี่ชอบไหม” ตาหวานตาเยิ้มเลยนะคุณอคิน ยิ่งตอนพูดว่าเมียมือใหญ่ที่จับมือฉันอยู่ก็บีบมือเข้าหากันด้วย ดูเขาภูมิใจกับการมีเมียสุด ๆ ไปเลย ส่วนฉันก็ใจฟูสุด ๆ ไปเลยเหมือนกันที่คนรักของเราเขาภูมิใจในการเรียกเราว่าเมียมาก ๆ“ชอบค่ะ บรรยากาศดีมาก~ แล้วที่นี่ใกล้จะเปิดรึยังคะ” ที่นี่เป็นรีสอร์ทที่พี่คินร่วมหุ้นกับคุณอา ท่านเพิ่งเล่าให้ฟังหลังกินข้าวเช้าเสร็จว่าเมื่อสองปีก่อนท่านเคยบ่น ๆ กับพี่คินว่าแก่แล้วเบื่อกรุงเทพอยากอยู่แบบสงบ ๆ ที่เหนือ อยากตื่นมาเจอหมอกกับภูเขาแต่ก็ไม่อยากอยู่เงียบ ๆ เกินไปอยากมีรีสอร์ทเล็ก ๆ ไว้ดูแลในแต่ละวันจะได้พบเจอกับลูกค้าให
“แค่เพราะอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งเธอต้องทำร้ายผู้หญิงด้วยกันขนาดนี้เลยเหรอ?”“แล้วกลับมาทำไม! กลับมาอ่อยเขาทั้งที่เขาอยู่กับฉันมาเป็นปีมันก็สมควรแล้วที่จะโดน!”ซ่าส์!“กรี๊ด!!!!!!!”“พูดมากไม่สำนึกความชั่วก็เชิญแดกเพียว ๆ ไปเลยเถอะอีประสาท!”“กรี๊ด!!! แยมโรลเธอทำแบบนี้ได้ยังไง! กรี๊ด!!!” หน้ายัยคุณอิ้งค์อะไรนี่แดงจัด ตัวก็สั่น พูดจบก็พยายามเช็ดปากซ้ำ ๆ แต่ยิ่งเช็ดยิ่งดูสติแตกมากขึ้น จนกระทั่งสุดท้ายก็ถึงขั้นถ่มน้ำลายออกมาต่อหน้าฉันกับพี่คิน“ถุย! ถุย! ถุย!!!” ยัยคุณอิ้งค์อะไรนี่ถ่มน้ำลายทิ้งไม่หยุดเลยค่ะ ดูไม่มีสติอะไรแล้วเอาแต่สนใจจะถ่มน้ำลายเพื่อให้ยามันออกมา...ทุเรศ“ถ่มทิ้งทำไม ชิมหน่อยสิคะพี่อิ้งค์ ซื้อมาหลายบาทไม่ใช่เหรอ ทิ้งไว้ให้เสียของทำไมคะ” ฉันจ้องแล้วพูดเสียงเย็นพูดจบก็โยนขวดแก้วในมือทิ้งลงไปตรงหน้ายัยสารเลว“แก! ฮึก! แกทำแบบนี้ได้ยังไง!”“ทีเธอยังทำเลย มีสิทธิ์อะไรมาด่าคนอื่น?” ฉันยิ้มด้วยความสะใจสายตาก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดกับยัยนี่เพราะอยู่ ๆ หน้ายัยคุณอิ้งค์ที่แดงเพราะโกรธตจัดอยู่แล้วจนไม่น่าจะแดงได้มากกว่านี้ก็แดงขึ้นอีกจนเห็นได้ชัด แถมหน้าผากกับไรผมก็มีเหง
“งงอะไรเหรอคะ”“ก็งงที่...ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาทำไมอิ้งค์แท็คพี่เหมือนเราเป็นแฟนกันเลย แต่นั่นยังไม่งงเท่า...อิ้งค์กับเพื่อนอิ้งค์รู้ได้ไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“...”“ว่าไงครับ ตอบพี่ได้ไหม อย่าปฏิเสธล่ะ พี่รู้ว่าอิ้งค์ไม่โง่ ตอบพี่มาหน่อยครับว่ารู้ได้ไง ตอบความจริงกับพี่นะ...รู้ใช่ไหมว่าไอ้กลัฟกับจีน่าไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว?”“พี่...พี่คิน~”“ตอบ”“อิ้งค์ อิ้งค์ไม่รู้ว่าพี่คินพูดเรื่องอะไร กลัฟกับจีน่าเป็นใครอิ้งค์ก็ไม่รู้จัก ส่วนเรื่องโพสอิ้งค์ก็แค่...พี่คินก็รู้ว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง อิ้งค์แค่...สนองความสุขทางใจให้ตัวเอง” เธออธิบายให้ผมฟังพร้อมกับน้ำตาที่กำลังคลอ แววตาก็เต็มไปด้วยความตัดพ้อ“ขอโทษนะครับ แต่พี่ไม่รู้หรอกว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง พี่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของผู้หญิงคนไหนยกเว้นของเมียพี่”“พี่คิน~” ผมไม่รู้ว่าคำพูดของผมรุนแรงหรือเสียมารยาทแค่ไหน แต่ผมไม่สนใจใครจะคิดยังไงกับผมมันเป็นเรื่องของพวกเธอ ผมรู้แค่ตัวผมชัดเจนเท่านั้นก็พอแล้ว อาจจะพูดคุยด้วยความสนิทแต่สนิทแบบเพื่อน พี่น้อง หรือนายจ้างลูกจ้างมันก็สนิทกันได้ทั้งนั้น ถ้าผมเคยเกินเลยค่อยมาด่าผมแต่ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยทำ
“ฟอด~”“อื้อ~ จะนอน~”“ไม่ตื่นมาดูหมอกหน่อยเหรอ”“ไม่เอา~” คนสวยของผมปัดป่ายมือเพื่อปัดมือผมที่ยุ่มย่ามที่ไหล่มนของเธอออกผมเลยเอาคางไปเกยแทนตัวหอมว่ะ มาถึงเกือบตีสามเหนื่อยล้ากันทั้งคู่แต่ผมนอนไม่หลับจนถึงตอนนี้เพราะการได้กอดร่างนุ่ม ๆ หอม ๆ ของแยมโรลอีกครั้งมันเหมือนฝัน ผมนอนกอดเธอจนเช้าโดยที่ตัวเองนอนไม่หลับแม้แต่วินาทีเดียว“วิวสวยนะ”“ตื่นไม่ไหว~”“พี่อุ้มไปดูไหมล่ะ” ผมยังกระซิบถามต่อ อยากให้แยมโรลตื่นมาดูหมอกตอนเช้าด้วยกันเพราะผมที่อยู่มาที่นี่นานเป็นปีก็เพิ่งกลับมาดูมันอีกครั้งวันนี้เหมือนกันหลังจากที่มาถึงที่นี่เช้าแรกเมื่อปีก่อนแล้วได้ดูแต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ดูหมอกตอนเช้าอีกเลย...ถ้าได้ตื่นมายืนดูหมอกด้วยกันก็คงดีผมจำความรู้สึกวันนั้นได้ดีว่าเผลอคิดแบบนี้แล้วโกรธตัวเองมากแค่ไหนหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยตื่นมาดูหมอกตอนเช้าอีกเลยเพราะผมกลัวความคิด ความคิดถึง และความโหยหาของตัวเอง“อื้อ~ ไม่เอา~”“ที่รัก พี่อยากดูหมอกตอนเช้ากับที่รัก” ผมรู้ว่ากวนแยมโยล รู้ว่าเธอรำคาญที่ถูกรบกวนการนอนแต่ผมอยากดูหมอกตอนเช้าในครั้งแรกที่มาค้างที่นี่ด้วยกันจริง ๆ“อื้อ~ เซ้าซี้~” แยมโรลเริ่มวีนผมเลยข้าม
“กลับกันเลยดีกว่า”“คะ? เวลานี้เหรอ?”“อื้ม เวลานี้ล่ะ แต่ไม่ได้กลับบ้านนะ ไปน่านกัน”“ไปน่าน?”“ครับผม ไปน่านกัน ไปตอนนี้ล่ะ พี่อดทนรอไม่ไหวหรอก พี่อยากรู้ว่า...อิ้งค์กับเพื่อนรู้ได้ยังไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“พี่คินไม่ได้บอกเขาเหรอคะว่าเกิดอะไรกับแยม”“เขาเป็นใครทำไมพี่ต้องบอก?” นอกจากจะเสียงแข็งพอประมาณหน้าคุณอคินก็ดุด้วยฉันเลยยิ้มอ่อน“ดุทำไม ถามแค่นี้เอง”“อย่างอื่นก็ดุ เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดู”“บ้า!”“ฮึ ๆ ๆ แล้วเรายังเพลียอยู่ไหม ถ้าไปคืนนี้ไหวรึเปล่า” เขาถามพร้อมกับลูบหัวส่วนฉันพอโดนถามก็ส่ายหน้าทันที“ไม่เพลียค่ะ” หรือต่อให้เพลียแต่ถ้าได้ออกจากโรงพยาบาลยังไงซะแยมโรลก็ยินดีออก ไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบเตียง ถึงแม้ว่าจะเป็นห้อง VVIP ที่หรูมาก ถึงที่นี่จะเป็นหนึ่งในธุรกิจของคนตรงหน้าแต่โรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาล ไม่โอเค ไม่เอา ไม่อยากอยู่นาน“โอเค ถ้างั้นไปกันเลยนะ”“แต่แยมไม่มีเสื้อผ้านะคะ”“พี่เตรียมมาให้แล้ว ว่าจะชวนกลับบ้านคืนนี้อยู่แล้วก็เลยเตรียมมาให้เลย”“ขอบคุณนะคะ ถ้างั้นขอชุดหน่อย” ฉันพูดจบเขาก็ขยับมาใกล้ สายตาพี่คินหวานซึ้งมาก ๆ ยิ่งใกล้เท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวมากขึ้นเป็นเท่าตัวฟ
“ยังไม่ได้กินข้าวจริง ๆ เหรอ”“เกี่ยวอะไรกับกินข้าว”“...”“แยมโรล บอกพี่มา ถามเรื่องนั้นแล้ววนไปถามเรื่องกินข้าวมันคืออะไร มีอะไรคุยกันตรง ๆ อย่าเป็นเหมือนเมื่อก่อน พี่ไม่อยากเลิกกันแล้วนะ หรือว่าเราอยากเลิกกับพี่?”“...”“แยมโรล” ฉันเงียบเสียงเขาก็ดุมากขึ้น“...กับคุณอิ้งค์ถึงขั้นไหนแล้ว” โอเค ถามตรง ๆ ดีกว่า ถ้างั้นก็ขอถามเรื่องที่อยากรู้ที่สุดเลยก็แล้วกัน“อิ้งค์?” ถามปุ๊บคุณอคินก็พูดชื่อฝ่ายนั้นสั้น ๆ ด้วยสีหน้างุนงงฉันจะทำยังไงล่ะนอกจากพยักหน้า“ค่ะ”“ยังไม่ลืมอิ้งค์อีกเหรอ?” ยังจะทำหน้างงต่ออีก“จะลืมได้ยังไงพี่คิน”“ฮึ ๆ ๆ แสดงว่าหึงยาว”“ไม่เล่นค่ะ นี่ซีเรียสนะ จะมีใครลืมแฟนใหม่ของคนรักตัวเองได้ลงเหรอถามจริง”“แฟนใหม่? แฟนใหม่อะไรพี่ไม่ได้คบอิ้งค์ ไม่เคยคบ ตอนนั้นแค่ประชดเราเฉย ๆ ประชดแค่ตอนอยู่กับเราด้วย เวลาต้องคุยงานกับเขาพี่ก็ทำตัวปกติ”“โกหกรึเปล่า” คำพูดเขาหนักแน่นถึงหน้าตาจะไม่ได้ซีเรียสจริงจังก็ตาม แต่ฉันก็ไม่กล้าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกในเมื่อการกระทำของอีกฝ่ายมันบอกอีกอย่างแถมฝ่ายนั้นยังออกสื่อด้วยนะ“โกหกเมียทำให้ไม่เจริญ พี่ไม่ทำ”“พี่คิน~ อย่าเพิ่งเล่นมุขได้ไหมค







