LOGINเขาว่ากันว่าอยากได้เกียร์ต้องเป็นเมียวิศวะ แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่แบบนั้นสิคะ...ก็แค่สะดุดลานเกียร์เลยโดนอาถรรพ์ลานเกียร์เข้าครอบงำ
View More[เดือนหนาว]
“แก วันนี้ฉันเดินผ่านตึกวิศวะมา อยากจะบอกว่าหนุ่ม ๆ เยอะมากเลยอะแก ยิ่งผ่านตรงลานเกียร์นะ อร๊าย ผู้ชายอย่างเยอะ” เสียงยัยโฟร์ที่เดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะม้าหินอ่อนเมาท์มอยแบบออกรสออกชาติด้วยท่าทีสะดีดสะดิ้ง ร่างอ้อนแอ้นของยัยเพื่อนซี้เดินมาทิ้งตัวนั่งลงข้างฉันพร้อมยิ้มไม่หุบ เมื่อได้ไปส่องผู้ชายคณะที่ตัวเองปลื้มมา
“อร๊าย แกผ่านแถวนั้นทำไมไม่ชวนฉันไปด้วยยะ ฉันก็ชอบหนุ่ม ๆ คณะนั้นนะแก ปีสี่รุ่นนี้ก็มีแต่งานดี ๆ โดยเฉพาะพี่ไวน์อะ ฉันปลื้มเขาตั้งแต่ตอนเป็นเดือนคณะแล้วนะ อร๊าย” ยัยก้อยที่นั่งเติมแป้งอยู่ฝั่งตรงข้ามฉัน พอได้ยินยัยโฟร์เล่าก็ระริกระรี้ขึ้นอีก
เพื่อนฉันสองคนอย่าให้พวงนางได้เม้าท์มอยเรื่องผู้ชายคณะนั้นเชียว คุยกันวันเดียวก็ไม่จบ อย่างกับไปเจอซุปเปอร์สตาร์มายังไงยังงั้น
“นี่ฉันว่าพรุ่งนี้จะเดินผ่านแถวนั้นอีกอะแก ส่องผู้ให้ได้มีกำลังใจเรียนหนังสือ” ยัยโฟร์พูดพลางทำท่าบิดตัวไปมาด้วยท่าทีเขินอาย พอฉันได้ยินแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแย้งนาง
“แกจะผ่านทางนั้นทำไม ตึกเราเข้าทางสวนหย่อมง่ายกว่าอีก ไม่ต้องเดินไกลด้วย” ฉันเลิกคิ้วให้นางด้วยความไม่เข้าใจ ปกติมาเรียนก็สายอยู่แล้ว ขืนนางเดินมาทางนั้นมีหวังเข้าเรียนไม่ทันกันพอดี
ตึกคณะที่เราเรียนอยู่เดินจากหน้ามหาวิทยาลัยเข้ามาทางสวนหย่อมก็ถึงแล้ว ถ้าเดินจากทางที่นางว่าก็ต้องเดินผ่านอีกหลายคณะ
“เสียเวลาตายเลยแบบนั้น” ฉันว่าต่อ
“นี่ยัยหนาว แกนี่ไม่รู้อะไรซะแล้ว ที่ยัยโฟร์นางลงทุนเดินไกลขนาดนั้นน่ะ ก็เพื่อผ่านตึกวิศวะไงยะ นางต้องการเดินผ่านลานเกียร์ย่ะ” ยัยก้อยหันมาตีแขนฉันราวกับว่าฉันพูดอะไรผิดไป
“แกจะเดินผ่านเพื่อ?” ฉันเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย “ถ้าจะไปส่องผู้ชาย แกไปส่องตอนเลิกเรียนก็ได้ เดินกลับทางนั้นไปเลย ไปตอนเช้าเดี๋ยวก็มาเรียนไม่ทันกันพอดี”
“โอ๊ยย…คุณเดือนหนาวนี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ เดี๋ยวเพื่อนก้อยจะเล่าให้เพื่อนหนาวฟังนะคะ” ยัยก้อยว่าพร้อมหันไปทำท่าเขินอายกับยัยโฟร์สองคน ก่อนจะหันมามองฉันแล้วเริ่มเล่า
“ก็วันก่อนยัยโฟร์นางไปอ่านกระทู้หนึ่งมา แล้วมีคนเล่าว่า ใครก็ตามที่เดินสะดุดลานเกียร์ของคณะวิศวะอะ คน ๆ นั้นจะได้แฟนเรียนคณะนั้นนะสิ อร๊าย นี่พอฉันได้ฟังยัยโฟร์เล่านะ ฉันยังตื่นเต้นไม่หายเลยยัยหนาว” เสียงพูดกรี๊ดกร๊าดของเพื่อนซี้ทั้งสองทำให้ฉันต้องส่ายหัวหน่อย ๆ พร้อมกับถอนหายใจออกมา
เรียนมาจนจะจบอยู่แล้วเคยเห็นแต่เด็กปีหนึ่งหวีดผู้ชายคณะนี้กัน ไม่คิดว่าจะมีปีสี่ด้วยกันตามไปหวีดด้วย
“ยัยโฟร์ก็เลยอุตส่าห์เดินผ่านลานเกียร์ เพราะอยากสะดุดลานเกียร์เนี่ยนะ?” ฉันเลิกคิ้วถามพร้อมพ่นลมหายใจออกมา “ชอบใครก็ไปจีบเลยสิ จะเดินผ่านไปผ่านมาให้เสียเวลาทำไม ดีไม่ดีแกเดินจนเรียนจบก็ไม่สะดุดหรอก” ฉันว่าต่อ
“ยัยหนาวว!” สองเพื่อนรักเรียกชื่อฉันยาว ๆ พร้อมจิ๊ปากใส่
“อ่านหนังสือของแกต่อไปเลย พวกฉันไม่คุยกับแกแล้ว” ยัยโฟร์มุ่ยหน้าใส่ฉันทำท่าเหมือนคนงอน ก่อนจะหันไประริกระรี้กับยัยก้อยต่อ ส่วนฉันก็กลับมาสนใจหนังสือตรงหน้าต่อเงียบ ๆ
“แล้วเขายังเล่าอีกนะ ว่าถ้าใครได้เป็นแฟนกับหนุ่ม ๆ คณะวิศวะอะจะได้เกียร์มาใส่ อร๊าย แบบฟิวแฟนฝากของสำคัญไว้ให้ดูแลไรงี้” ยัยโฟร์ยังคงอยู่ในท่าทางเพ้อฝัน สาเหตุที่นางเป็นแบบนี้ก็เพราะเดือนก่อนไปอ่านนิยายรักวัยรุ่นที่ตัวเอกส่วนใหญ่เรียนคณะวิศวะนั่นเอง นางก็เลยเริ่มเพ้อถึงหนุ่ม ๆ คณะนั้นตั้งแต่ตอนนั้นมา
“ใช่แก ได้ใส่เกียร์ ได้ห่มช็อป ปิดจ็อบด้วยการเป็นเมียวิศวะเก๋ ๆ อร๊ายย”
“แล้วฉันไปอ่านกระทู้ในอินเตอร์เน็ตมาเพิ่มด้วยนะ เขาบอกว่าเกียร์ที่เด็กวิศวะเขาใส่กันอะ มันเป็นทั้งสัญลักษณ์ของคณะ แล้วก็มีความหมายที่สำคัญด้วยนะ ใช้เป็นของแทนใจเลยอะ”
“ใช่ ๆ อันนี้ฉันก็เคยได้ยินพวกแฟนเด็กวิศวะเขาคุยกัน เขาบอกว่า ใจอยู่ที่เกียร์ เกียร์คือใจ เกียร์อยู่ที่ใด ใจอยู่ที่นั่น เขาถึงได้ว่าถ้าฝากเกียร์ไว้กับใครก็เหมือนฝากใจไว้กับคนนั้น” สองเพื่อนซี้ยังคงไม่หยุดเม้าท์มอยเรื่องหนุ่มต่างคณะ
“พวกแกเลิกเพ้อได้แล้วน่า จะถึงเวลาเข้าเรียนอยู่แล้ว รีบไปกันเถอะ” ฉันทำลายบรรยากาศของพวกนางสองคน “จะจบอยู่แล้วรีบไปเคลียร์งานเตรียมทำโปร์เจ็คกันเถอะ มัวแต่หวีดผู้ชายอยู่ได้”
“เข้าใจแล้วค่ะหม่อมแม่” สองเพื่อนซี้พูดขึ้นพร้อมกันเมื่อถูกฉันขัดจังหวะการคุย ก่อนจะรีบหยิบกระเป๋าเดินตามฉันมา
[ไวน์]ในที่สุดวันที่ผมเรียนจบก็มาถึง ทุกคนที่บ้านมาเซอร์ไพรส์ผมหน้ามหาวิทยาลัย ทุกคนรับผมกลับบ้านด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอรับผมที่สนามบินอย่างที่เราเคยนัดกันไว้เมื่อหลายวันก่อน“ไม่ได้มาแค่บ้านเรานะ” แม่ที่ผละออกจากอ้อมแขนผมเอ่ยก่อนจะบุ้ยปากไปยังสนามหญ้า “บ้านนั้นก็มาด้วย” ผมหันไปมองก็เห็นลุงหมอกับป้าฟา และที่ขาดไม่ได้ก็คือเดือนหนาว แฟนสาวของผม“ลุงหมอสวัสดีครับ ป้าฟาสวัสดีครับ” ผมทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองท่านด้วยรอยยิ้ม เดินไปกอดป้าฟา กอดลุงหมอ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้ใครบางคนที่เดินตามหลังลุงกับป้ามา“คิดถึงจัง” เราสองคนพูดขึ้นพร้อมกันขณะยืนยิ้มให้กันในระยะห่างที่ไม่ใกล้และไม่ไกลเกินไปเราสองคนส่งยิ้มให้กันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่านานแค่ไหน รู้แค่ว่าในใจอยากกระโดดกอดแน่น ๆ หอมแก้มหลาย ๆ ฟอดแล้วลากไปฟัดในห้องให้หายคิดถึง แต่เพราะผู้ปกครองของเราที่อยู่กันแบบครบครัน ทำให้ผมได้แต่ยืนมองดวงหน้าหวาน ๆ และอมยิ้มให้กันอยู่แบบนั้นเราสองคนโตแล้ว เรื่องที่ลึกซึ้งกว่านี้ผมคิดว่าผู้ใหญ่ที่เขาผ่านน้ำร้อนมาก่อนคงรู้นั่นแหละ ผมกับหนาวเข้าออกห้องกันบ่อยจะตาย คอนโดที่เราอยู่เป็นของครอบครัวหนาว ทำไมพวกท่านจะไม่รู้
[ไวน์]วันนี้ผมกับนิมาซื้อของใช้ด้วยกัน เหตุผลที่มากันสองคนก็เพราะเราเป็นคนไทยสองคนที่อยู่ในทีมเดียวกันแล้วเราก็สนิทกันพอสมควร ส่วนเพื่อนในทีมคนอื่น ๆ ส่วนมากจะเป็นต่างชาติและเป็นรุ่นพี่เรา เขาจะไม่ค่อยสุงสิงกับเราเท่าไหร่ เอาจริง ๆ คือเขาคุยกับเราแหละ แต่แค่ตอนเรียนแล้วก็ตอนทำงานน่ะ ส่วนนอกเวลาพวกเขาก็จะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครยุ่งกับใคร“ไวน์จะซื้ออะไรอีกไหม ของนิครบแล้ว” คนข้าง ๆ หันมาถาม“ไม่ล่ะ ของครบแล้ว”“งั้นเราไปหาอะไรกินกันก่อนค่อยกลับดีไหม นิหิวแล้วอะ” คนข้าง ๆ ทำหน้าอ้อนใส่ ผู้หญิงอะเนอะ เดินผ่านร้านของกินที่ตกแต่งสวย ๆ ก็คงอยากเข้าไปนั่งกินแหละ พอเห็นนิแล้วก็คิดถึงหนาวขึ้นมา“อื้มไปสิ นิอยากกินอะไรล่ะ”“ไวน์ชอบกินอะไรเหรอ” คนข้าง ๆ ไม่ได้ตอบ แต่หันมาถามผมขณะเดินเข้าไปในโซนร้านอาหารพร้อมกัน“เรากินอะไรก็ได้ นิเอาที่นิอยากกินเลย”“ตามใจนิเหรอ ดีจังเลย” คนข้าง ๆ ฉีกยิ้มหน้าบาน ผมได้แต่ระบายยิ้มบาง ๆ ออกมาผู้หญิงพอมีคนตามใจคงหน้าบานกันทุกคนเลยนะ หนาวก็ชอบเวลาที่ผมให้เธอเป็นฝ่ายเลือกของกิน ผู้ชายน่ะกินง่ายอยู่แล้ว เธอเข้าร้านไหน เราก็แค่เลือกเมนูที่เรากินได้แค่นั้น ส่วน
[เดือนหนาว]เดือนหนาว : ทำไรอยู่Y eiei : กำลังออกไปข้างนอก วันนี้ไปดูงานนอกสถานที่เดือนหนาว : สู้ ๆ นะ หนาวเอาใจช่วยY eiei : คิดถึงจังเดือนหนาว : คิดถึงเหมือนกันY eiei : แค่นี้ก่อนนะ ไวน์ต้องไปแล้วเดือนหนาว : อื้มหลายเดือนแล้วที่ฉันกับไวน์คุยกันผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ เราโทรหากัน วีดีโอคอลหากันแค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้น ไวน์กับฉันเวลาของเราเริ่มไม่ตรงกัน และเวลาว่างของไวน์ก็เหลือน้อยลงทุกวันเดือนหนาว : ทำไรอยู่เดือนหนาว : ไปเรียนยัง…เดือนหนาว : ตอนนี้หนาวกำลังเข้านอน ไวน์เรียนอยู่หรือเปล่า....เดือนหนาว : สู้ ๆ นะ คิดถึง....“ทำไมไม่ตอบนะ หรือว่าเรียนอยู่” หลายวันมาแล้วที่ไวน์เงียบหายไป นอกจากไม่ตอบข้อความของฉันแล้ว ไวน์ก็ไม่ได้อ่านด้วย แล้วก้ไม่ติดต่อมาฉันนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ไร้วี่แววการตอบกลับนานนับชั่วโมง คืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับเหมือนเคย พอห่างกันแบบนี้แล้วก็อดหวั่นไหวไม่ได้แฮะบางครั้งฉันก็กลัวว่าไวน์จะมีคนใหม่ เราสองคนไม่ได้คุยกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว บางทีส่งข้อความไปวันนี้ กว่าไวน์จะตอบกลับก็สามวัน ไม่งั้นก็อ่านแต่ไม่ตอบ แต่ลุงอัคคีบอกว่าไวน์เ
[เดือนหนาว]“ไวน์ไม่ไปทันไหมอะ ไวน์คิดถึงหนาว” เสียงคนที่นอนหนุนตักฉันอยู่พูดขึ้น พรุ่งนี้เช้าไวน์จะต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ส่วนฉันก็คงช่วยงานแม่ที่นี่และเรียนต่อที่นี่ ไม่ได้ไปไหน“จะบ้าเหรอไวน์ แค่ปีสองปีเองนะ เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนี่”“ก็ได้ ๆ งั้นคืนนี้เรารีบนอนกันเถอะ ไวน์อยากกอดหนาวนาน ๆ” คนหนุนตักอยู่รีบลุกขึ้นก่อนจะช้อนตัวฉันเข้าไปในห้องนอน วันนี้ไวน์มาค้างกับฉันที่คอนโด และคงเป็นคืนสุดท้ายที่เราจะได้นอนกอดกัน“ไหนบอกอยากกอดหนาวนาน ๆ ไง ถอดเสื้อผ้าทำไม” ฉันหรี่ตามองคนที่วางฉันลงบนเตียงแล้วก็รีบถอดเสื้อตัวเองออก ก่อนจะขึ้นมาคร่อมฉันไว้ด้วยความเร่งรีบ“ไวน์ร้อน” คนเจ้าเล่ห์ตอบพร้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม“ห้องหนาวมีแอร์นะ”“โธ่ หนาวอะ ก็รู้อยู่ว่าไวน์หมายถึงอะไร ทำไมชอบแกล้ง”“รีบนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ไวน์ต้องตื่นเช้า”“ขอบอกรักก่อนแล้วจะนอน อยากได้ยินหนาวบอกรักก่อนนอน”“ก็ได้ ๆ” ฉันว่าพลางโอบกอดรอบคอหนาเอาไว้ เราสองคนแลกรสจูบหวานล้ำแก่กัน ผลักกันซุกไว้ซอกคอ พลิกตัวกันไปมายามที่สลับกันตักตวงความหวานจากดอกบัวงามสองข้าง ก่อนจะบดเบียดสองกายเข้าหากันด้วยความเสน่หา ปล่อยอารมณ์และความต้องการใ





