LOGIN-วันต่อมา-
“อ้าว วันนี้ลงมากินข้าวเช้าด้วยเหรอลูก”
“...ค่ะ” ฉันชะงักนิดหน่อยเพราะเห็น บุคคลที่สาม นั่งอยู่ตรงที่นั่งของคุณแม่
ไม่ใช่ไม่เคยเห็นนะ เคยสิคะ ก็เพราะเคยนั่นแหละถึงไม่ลงมากินข้าวพร้อมคุณพ่อเหมือนที่เคยทำมาตลอดชีวิตอีกเลย
“นั่งก่อนสิคะน้องแยมโรล วันนี้มีข้าวต้มปลากับติ่มซำนะ พี่ว่าน้องแยมโรลต้องชอบแน่ ๆ”
“...” ฉันมองผู้หญิงคนนั้นที่เชิญฉันให้ร่วมโต๊ะเสียงหวานประหนึ่งตัวเองเป็นเจ้าของบ้านก่อนจะเชิดหน้าขึ้น
“หนูมีธุระจะคุยกับคุณพ่อ ถ้าทานข้าวเช้าเสร็จแล้วเรา... / คุยอะไรล่ะลูก คุยตอนนี้เลยสิมีแต่คนในครอบครัวทั้งนั้น” มีแต่คนในครอบครัวทั้งนั้น? สาบานว่าผู้หญิงคนนี้คือคนในครอบครัวฉัน?
“ไม่... / อ้าวอคิน มาแต่เช้าเลยนะ” นี่คุณพ่อสนใจฉันบ้างไหม? แล้วทำไมนอกจากผู้หญิงคนนี้ยังต้องมีนายนี่ด้วย ทำไมต้องมีทั้งสัมภเวสีทั้งเจ้ากรรมนายเวรอยู่ในบ้านฉันในเวลาเดียวกันกับตอนที่ชีวิตฉันดวงตกจนถึงขั้นที่เรียกว่าชีวิตห่วยแตกที่สุดตั้งแต่เกิดมาด้วยฉันไม่เข้าใจเลย
“ครับ”
“ทานข้าวด้วยกันสิคะอคิน”
“...ครับ”
ครืด~
ฉันสัมผัสถึงไออุ่นจาง ๆ เพราะมีคนเดินผ่านจากด้านหลังก่อนที่เก้าอี้จะถูกลากออกแล้วแขกคนใหม่ก็นั่งลงในขณะที่ฉันยืนเป็นอากาศธาตุเหมือนไม่มีตัวตนและทุกคนก็ทำเหมือนฉันไร้ตัวตนจริง ๆ
“แยมโรลนั่งสิลูกแม่บ้านจะได้จัดจานให้” เสียงคุณพ่อดังขึ้นทำให้ฉันเผลอมองท่านด้วยสายตาตัดพ้อ แต่ทำไมฉันรู้สึกเหมือนท่านไม่ได้รับรู้เลยว่าฉันกำลังรู้สึกยังไง
“นั่งสิคะน้องแยม” นี่ก็อีกคน ไม่อ้าปากเสนอหน้าพูดมันจะขาดใจตายรึไง พอฉันมองหน้าก็ได้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่ยิ้มบาง ๆ กับสายตา...สมเพช
“...” ฉันมองคนสามคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร คุณพ่อนั่งอยู่หัวโต๊ะ คนถือดีเพราะตัวเองเป็นคนสนิทของคุณพ่อนั่งอยู่ฝั่งขวาที่นั่งประจำของเขา ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็นั่งแทนที่ประจำของคุณแม่ที่ฉันเห็นท่านนั่งมาตลอดระยะเวลายี่สิบปี และที่นั่งประจำของฉันก็คือเก้าอี้ตัวถัดมาข้างที่นั่งของคุณแม่ไง
ครืด~
ฉันเดินไปขยับเก้าอี้แล้วนั่งลง แต่ไม่ใช่ที่ประจำหรอกนะ ฉันเลือกนั่งข้างอีกคนที่เกลียดแต่ก็เกลียดน้อยกว่าผู้หญิงคนนั้นนิดหน่อย ยังไงมันก็คงไม่แย่เท่าการไปนั่งข้างยัยนั่นที่อยากทำหน้าที่แม่เลี้ยงของฉันทั้งที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่หรอกมั้ง
พอฉันนั่งลงแม่บ้านก็มาจัดจานให้ฉันกับแขกประจำอีกคนแล้วประมุขของบ้านก็บอกให้ทุกคนลงมือทานอาหารเช้าด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอารมณ์ดีมากเหมือนคนกำลังปลื้มใจที่วันนี้โต๊ะอาหารอบอุ่นไปด้วยบรรยากาศของครอบครัว
“...” ฉันกลืนแทบไม่ลงเลย นั่งฟังผู้หญิงที่แก่กว่าฉันไม่กี่ปีออเซาะฉอเลาะคุณพ่อของตัวเอง ได้ยินคุณพ่อตอบกลับเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักอย่างกับเด็กแตกหนุ่มที่เพิ่งหัดรัก
...ไม่อายและไม่ละอายใจกันบ้างรึไงนะ
“แล้วเรื่องที่พ่อให้ไปจัดการเมื่อวานเป็นยังไงบ้างล่ะลูก” ไม่รู้ว่าแสดงความหวานบนโต๊ะอาหารกันเสร็จแล้วรึเปล่าถึงได้สนใจที่จะคุยกับฉัน แต่เรื่องที่คุณพ่อถามมันน่าจะเป็นเรื่องที่เราสองคนพ่อลูกคุยกันส่วนตัวรึเปล่า
“หนูขอคุยกับคุณพ่อที่ห้องทำงานได้ไหมคะ”
“จะลำบากไปคุยที่ห้องทำงานทำไมล่ะลูก คุยตรงนี้ล่ะมีแต่คนของเราทั้งนั้น คุยเลยพ่ออยากรู้ความคืบหน้า”
“...” คนของพ่อค่ะไม่ใช่คนของหนู ไม่ใช่
“ว่าไงล่ะแยมโรล ตอบพ่อสักที” ทั้งที่ฉันมองท่านด้วยแววตาตัดพ้อแต่ก็เป็นอีกครั้งที่คุณพ่อไม่สนใจเลย
“...เพื่อนหนูขอเวลาสามวันค่ะ สามวันแล้วชาจะไป”
“อะไรนะ? สามวัน”
“ค่ะ”
“แล้วเช็คล่ะ เอาไปรึยัง”
“เอาไปแล้วค่ะ”
เพล้ง!
“นี่แกจะบ้าไปแล้วเหรอยัยแยมโรล! แกเอาเช็คสิบล้านให้มันทั้งที่มันยังไม่ไปจากชีวิตของเซตัสนี่นะ!” ฉันแค่ตอบตามความจริงคุณพ่อก็กระแทกช้อนลงเสียงดังแล้วตะคอกฉันบนโต๊ะอาหารที่มีคนที่ฉันเกลียดนั่งอยู่ด้วยถึงสองคน
“คุณพ่อ... / แกมันโง่! ฉันอุตส่าห์ไว้ใจยื่นเงินให้แกไปจัดการตั้งสิบล้านแต่ทำไมแกทำงานสะเพร่าแบบนี้ฮะ!”
“คุณพ่อคะฟังหนูก่อนได้ไหม ปั้นชาไม่ได้ผิดอะไรเราสร้างเรื่องหลอกเขานะ เพื่อนหนูแค่ขอเวลา... / แกก็ไม่ได้ผิดอะไรที่เอาเงินไปจ้างมัน! เซตัสควรเป็นของแกตั้งแต่แรกยัยแยมโรล!” ยังพูดไม่จบคุณพ่อก็ตะคอกกลับมาทำให้ฉันได้แต่เงียบแล้วมองท่านด้วยสายตาตัดพ้อที่ท่านไม่เคยสนใจ
สายตาของฉันมีแต่ตัดพ้อส่วนสายตาของคุณพ่อมีแต่ความโกรธก่อนที่ท่านจะลุกขึ้นแล้วชี้หน้าฉัน
“แกจำคำฉันไว้นะแยมโรล ฉันให้โอกาสแค่สามวันแต่ถ้าสุดท้ายแล้วเพื่อนแกมันไม่ทำตามที่สัญญาฉันจะให้หมอยุติการรักษาแม่แก!”
“คุณพ่อ~”
#JAMROLL END
#AKIN TALK
ก๊อก ๆ ๆ
“เข้ามา”
“ขออนุญาตครับ” ผมเดินเข้าห้องทำงานของเจ้านายที่ไม่ได้มีแค่เจ้านายแต่มีเมียน้อยของเจ้านายนั่งตักอยู่ด้วยก่อนจะไปหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงาน
“แกปล่อยให้ยัยแยมตัดสินใจแบบนั้นได้ยังไง”
“ผมไม่ทราบว่าคุณหนูตกลงอะไรกับเพื่อนครับ”
“ฉันให้แกตามลูกฉัน แกตอบว่าไม่รู้ได้ยังไงอคิน”
“ใจเย็น ๆ สิครับ ท่านเพิ่งบอกคุณหนูไม่กี่วันเองว่าเธอต้องทำอะไร ให้เวลาเธอหน่อย”
“แกก็รู้ว่าธุรกิจฉันมันมีเวลาเหลือไม่มาก แกจะให้ฉันล้มละลายก่อนรึไงวะ!”
“...”
“หาทางทำให้แยมโรลกับเซตัสมีอะไรกันให้เร็วที่สุด ฉันรู้ว่าแกทำได้เพราะเซตัสมันเป็นเพื่อนแก!”
“ครับ” ผมก้มหัวรับคำสั่งแล้วเดินออกมาจากห้องทำงานของเจ้านายที่ชุบเลี้ยงผมมาตั้งแต่ผมเป็นเด็กจนถึงทุกวันนี้
“หาทางทำให้แยมโรลกับเซตัสมีอะไรกันให้เร็วที่สุด ฉันรู้ว่าแกทำได้เพราะเซตัสมันเป็นเพื่อนแก!”
“ฮึ!”
-เวลาต่อมา-
Jamroll : คุณพ่อคุณแม่พี่เซตัสท่านตกลงนะชา
“...ฮึก!” ฉันขังตัวเองอยู่ในห้องนอน นั่งกอดเข่าร้องไห้ในมุมมืดพร้อมกับกดโทรศัพท์ส่งข้อความไป โกหก ปั้นชาต่อ เสียใจแค่ไหน เจ็บปวดเท่าไหร่แต่ก็ต้องทำเรื่องชั่วต่อให้ได้ เพราะถ้าทำไม่ได้ก็เท่ากับ...แทบไม่มีทางรอด
“ขอโทษนะชา~ ขอโทษที่ฉันมีปัญญาจัดการชีวิตแค่นี้~ ฉันขอโทษ~ ฮื่อ ๆ ๆ” ฉันเกลียดตัวเองได้ไหม พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คุณแม่ได้รับการรักษาตามประสาลูกกตัญญูแต่ก็แลกมาด้วยการทำเรื่องเลวทรามเห็นแก่ตัว ฉันเกลียดตัวเอง ขยะแขยงตัวเองได้ไหม!
ตื๊ด ตื๊ด~
...ไอ้หมาบ้า
“...ฮึก!” โทรมาทำไม จะโทรมาเยาะเย้ยที่ฉันโดนคุณพ่อด่าต่อหน้าตัวเองรึไง?
ติ๊ด!
ฉันไม่รับสายไอ้หมาบ้านั่นหรอก ปกติก็ไม่อยากจะเสวนา ไม่แม้แต่อยากใช้อากาศหายใจร่วมด้วยซ้ำอย่าฝันว่าเวลาแบบนี้ฉันจะรับสาย
ตื๊ด ตื๊ด~
ตื๊ด ตื๊ด~
ตื๊ด ตื๊ด~
ฉันไม่กดตัดสายเหมือนรอบแรกแต่ปิดเสียงแล้วโยนโทรศัพท์ไปที่เตียง ปล่อยให้มันดังจนตัดสายไปเองเถอะ มีปัญญาโทรซ้ำกี่รอบก็เชิญเลย
“ฮึก!” เมื่อไหร่จะหลุดพ้น เมื่อไหร่จะมีทางออกชีวิตที่ดีกว่านี้
...เมื่อไหร่
...เมื่อไหร่!
...เมื่อไหร่!!
กริ๊ก!
ขวับ!
“ไง”
“เข้ามาได้ยังไง!” ฉันเสียงดังลั่นห้องแล้วรีบลุกขึ้นพร้อมกับเช็ดน้ำตาให้ตัวเองเพราะไม่อยากให้ไอ้หมาบ้าคนนี้สมเพชไปมากกว่านี้
กริ๊ก!
“นี่! ปิดประตูห้องทำไมฮะ!” ฉันยังเช็ดน้ำตาไม่เรียบร้อยประตูห้องก็ถูกปิดทำให้ฉันเสียงดังอีกครั้งแต่เขาแค่ยืนอยู่ตรงประตู เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างแล้วมองมาที่ฉัน
“คุณหนูไม่รับสายผมก็ต้องขึ้นมาเอง”
“ฉันไม่รับก็แปลว่าฉันไม่ว่าง ไม่อยากคุย อย่าเสียมารยาทนี่มันบ้านฉัน แล้วนี่มันก็ห้องนอนของฉัน!”
“ไปหยิบกระเป๋า”
“อะไร?” นี่ฟังที่ฉันเพิ่งต่อว่าบ้างไหม
“ไปหยิบกระเป๋า”
“นี่นายลืมไปรึเปล่าว่าฉันเป็นคุณหนูของบ้านนี้ถึงชอบทำตัวเป็นคุณชายมาสั่งฉันตลอด!”
“...”
“ว่าไง! ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็นลูกเจ้านาย... / ไปหยิบกระเป๋าแล้วมากับพี่เดี๋ยวนี้แยมโรล อยากอยู่ที่นรกนี่มากกว่าไปหาแม่รึไง”
-วันต่อมา-“เหนื่อยไหม”“ไม่เหนื่อยค่ะ” ฉันทั้งยิ้มทั้งส่ายหน้า เรากำลังเดินเล่นกันค่ะ เดินชมรีสอร์ทที่มีพื้นที่เยอะมาก ๆ แต่ไม่ได้สร้างให้ใหญ่เวอร์นะเป็นรีสอร์ท Luxury ที่ตัวบ้านพักแต่ละหลังอยู่ห่างกันพอสมควรแถมยังกลมกลืนกับธรรมชาติมาก ๆ ช่วงสายของวันนี้หลังจากทานอาหารเช้ากับคุณอาของพี่คินซึ่งท่านเป็นคุณแม่ของพี่ไนซ์ด้วยพี่คินก็พาฉันเดินชมทั่วรีสอร์ทแต่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยเพราะที่นี่วิวสวยบรรยากาศก็ดี ยิ่งอากาศนะเย็นสบายมาก ๆ เลยค่ะ“แล้วเมียพี่ชอบไหม” ตาหวานตาเยิ้มเลยนะคุณอคิน ยิ่งตอนพูดว่าเมียมือใหญ่ที่จับมือฉันอยู่ก็บีบมือเข้าหากันด้วย ดูเขาภูมิใจกับการมีเมียสุด ๆ ไปเลย ส่วนฉันก็ใจฟูสุด ๆ ไปเลยเหมือนกันที่คนรักของเราเขาภูมิใจในการเรียกเราว่าเมียมาก ๆ“ชอบค่ะ บรรยากาศดีมาก~ แล้วที่นี่ใกล้จะเปิดรึยังคะ” ที่นี่เป็นรีสอร์ทที่พี่คินร่วมหุ้นกับคุณอา ท่านเพิ่งเล่าให้ฟังหลังกินข้าวเช้าเสร็จว่าเมื่อสองปีก่อนท่านเคยบ่น ๆ กับพี่คินว่าแก่แล้วเบื่อกรุงเทพอยากอยู่แบบสงบ ๆ ที่เหนือ อยากตื่นมาเจอหมอกกับภูเขาแต่ก็ไม่อยากอยู่เงียบ ๆ เกินไปอยากมีรีสอร์ทเล็ก ๆ ไว้ดูแลในแต่ละวันจะได้พบเจอกับลูกค้าให
“แค่เพราะอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งเธอต้องทำร้ายผู้หญิงด้วยกันขนาดนี้เลยเหรอ?”“แล้วกลับมาทำไม! กลับมาอ่อยเขาทั้งที่เขาอยู่กับฉันมาเป็นปีมันก็สมควรแล้วที่จะโดน!”ซ่าส์!“กรี๊ด!!!!!!!”“พูดมากไม่สำนึกความชั่วก็เชิญแดกเพียว ๆ ไปเลยเถอะอีประสาท!”“กรี๊ด!!! แยมโรลเธอทำแบบนี้ได้ยังไง! กรี๊ด!!!” หน้ายัยคุณอิ้งค์อะไรนี่แดงจัด ตัวก็สั่น พูดจบก็พยายามเช็ดปากซ้ำ ๆ แต่ยิ่งเช็ดยิ่งดูสติแตกมากขึ้น จนกระทั่งสุดท้ายก็ถึงขั้นถ่มน้ำลายออกมาต่อหน้าฉันกับพี่คิน“ถุย! ถุย! ถุย!!!” ยัยคุณอิ้งค์อะไรนี่ถ่มน้ำลายทิ้งไม่หยุดเลยค่ะ ดูไม่มีสติอะไรแล้วเอาแต่สนใจจะถ่มน้ำลายเพื่อให้ยามันออกมา...ทุเรศ“ถ่มทิ้งทำไม ชิมหน่อยสิคะพี่อิ้งค์ ซื้อมาหลายบาทไม่ใช่เหรอ ทิ้งไว้ให้เสียของทำไมคะ” ฉันจ้องแล้วพูดเสียงเย็นพูดจบก็โยนขวดแก้วในมือทิ้งลงไปตรงหน้ายัยสารเลว“แก! ฮึก! แกทำแบบนี้ได้ยังไง!”“ทีเธอยังทำเลย มีสิทธิ์อะไรมาด่าคนอื่น?” ฉันยิ้มด้วยความสะใจสายตาก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดกับยัยนี่เพราะอยู่ ๆ หน้ายัยคุณอิ้งค์ที่แดงเพราะโกรธตจัดอยู่แล้วจนไม่น่าจะแดงได้มากกว่านี้ก็แดงขึ้นอีกจนเห็นได้ชัด แถมหน้าผากกับไรผมก็มีเหง
“งงอะไรเหรอคะ”“ก็งงที่...ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาทำไมอิ้งค์แท็คพี่เหมือนเราเป็นแฟนกันเลย แต่นั่นยังไม่งงเท่า...อิ้งค์กับเพื่อนอิ้งค์รู้ได้ไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“...”“ว่าไงครับ ตอบพี่ได้ไหม อย่าปฏิเสธล่ะ พี่รู้ว่าอิ้งค์ไม่โง่ ตอบพี่มาหน่อยครับว่ารู้ได้ไง ตอบความจริงกับพี่นะ...รู้ใช่ไหมว่าไอ้กลัฟกับจีน่าไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว?”“พี่...พี่คิน~”“ตอบ”“อิ้งค์ อิ้งค์ไม่รู้ว่าพี่คินพูดเรื่องอะไร กลัฟกับจีน่าเป็นใครอิ้งค์ก็ไม่รู้จัก ส่วนเรื่องโพสอิ้งค์ก็แค่...พี่คินก็รู้ว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง อิ้งค์แค่...สนองความสุขทางใจให้ตัวเอง” เธออธิบายให้ผมฟังพร้อมกับน้ำตาที่กำลังคลอ แววตาก็เต็มไปด้วยความตัดพ้อ“ขอโทษนะครับ แต่พี่ไม่รู้หรอกว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง พี่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของผู้หญิงคนไหนยกเว้นของเมียพี่”“พี่คิน~” ผมไม่รู้ว่าคำพูดของผมรุนแรงหรือเสียมารยาทแค่ไหน แต่ผมไม่สนใจใครจะคิดยังไงกับผมมันเป็นเรื่องของพวกเธอ ผมรู้แค่ตัวผมชัดเจนเท่านั้นก็พอแล้ว อาจจะพูดคุยด้วยความสนิทแต่สนิทแบบเพื่อน พี่น้อง หรือนายจ้างลูกจ้างมันก็สนิทกันได้ทั้งนั้น ถ้าผมเคยเกินเลยค่อยมาด่าผมแต่ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยทำ
“ฟอด~”“อื้อ~ จะนอน~”“ไม่ตื่นมาดูหมอกหน่อยเหรอ”“ไม่เอา~” คนสวยของผมปัดป่ายมือเพื่อปัดมือผมที่ยุ่มย่ามที่ไหล่มนของเธอออกผมเลยเอาคางไปเกยแทนตัวหอมว่ะ มาถึงเกือบตีสามเหนื่อยล้ากันทั้งคู่แต่ผมนอนไม่หลับจนถึงตอนนี้เพราะการได้กอดร่างนุ่ม ๆ หอม ๆ ของแยมโรลอีกครั้งมันเหมือนฝัน ผมนอนกอดเธอจนเช้าโดยที่ตัวเองนอนไม่หลับแม้แต่วินาทีเดียว“วิวสวยนะ”“ตื่นไม่ไหว~”“พี่อุ้มไปดูไหมล่ะ” ผมยังกระซิบถามต่อ อยากให้แยมโรลตื่นมาดูหมอกตอนเช้าด้วยกันเพราะผมที่อยู่มาที่นี่นานเป็นปีก็เพิ่งกลับมาดูมันอีกครั้งวันนี้เหมือนกันหลังจากที่มาถึงที่นี่เช้าแรกเมื่อปีก่อนแล้วได้ดูแต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ดูหมอกตอนเช้าอีกเลย...ถ้าได้ตื่นมายืนดูหมอกด้วยกันก็คงดีผมจำความรู้สึกวันนั้นได้ดีว่าเผลอคิดแบบนี้แล้วโกรธตัวเองมากแค่ไหนหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยตื่นมาดูหมอกตอนเช้าอีกเลยเพราะผมกลัวความคิด ความคิดถึง และความโหยหาของตัวเอง“อื้อ~ ไม่เอา~”“ที่รัก พี่อยากดูหมอกตอนเช้ากับที่รัก” ผมรู้ว่ากวนแยมโยล รู้ว่าเธอรำคาญที่ถูกรบกวนการนอนแต่ผมอยากดูหมอกตอนเช้าในครั้งแรกที่มาค้างที่นี่ด้วยกันจริง ๆ“อื้อ~ เซ้าซี้~” แยมโรลเริ่มวีนผมเลยข้าม
“กลับกันเลยดีกว่า”“คะ? เวลานี้เหรอ?”“อื้ม เวลานี้ล่ะ แต่ไม่ได้กลับบ้านนะ ไปน่านกัน”“ไปน่าน?”“ครับผม ไปน่านกัน ไปตอนนี้ล่ะ พี่อดทนรอไม่ไหวหรอก พี่อยากรู้ว่า...อิ้งค์กับเพื่อนรู้ได้ยังไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“พี่คินไม่ได้บอกเขาเหรอคะว่าเกิดอะไรกับแยม”“เขาเป็นใครทำไมพี่ต้องบอก?” นอกจากจะเสียงแข็งพอประมาณหน้าคุณอคินก็ดุด้วยฉันเลยยิ้มอ่อน“ดุทำไม ถามแค่นี้เอง”“อย่างอื่นก็ดุ เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดู”“บ้า!”“ฮึ ๆ ๆ แล้วเรายังเพลียอยู่ไหม ถ้าไปคืนนี้ไหวรึเปล่า” เขาถามพร้อมกับลูบหัวส่วนฉันพอโดนถามก็ส่ายหน้าทันที“ไม่เพลียค่ะ” หรือต่อให้เพลียแต่ถ้าได้ออกจากโรงพยาบาลยังไงซะแยมโรลก็ยินดีออก ไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบเตียง ถึงแม้ว่าจะเป็นห้อง VVIP ที่หรูมาก ถึงที่นี่จะเป็นหนึ่งในธุรกิจของคนตรงหน้าแต่โรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาล ไม่โอเค ไม่เอา ไม่อยากอยู่นาน“โอเค ถ้างั้นไปกันเลยนะ”“แต่แยมไม่มีเสื้อผ้านะคะ”“พี่เตรียมมาให้แล้ว ว่าจะชวนกลับบ้านคืนนี้อยู่แล้วก็เลยเตรียมมาให้เลย”“ขอบคุณนะคะ ถ้างั้นขอชุดหน่อย” ฉันพูดจบเขาก็ขยับมาใกล้ สายตาพี่คินหวานซึ้งมาก ๆ ยิ่งใกล้เท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวมากขึ้นเป็นเท่าตัวฟ
“ยังไม่ได้กินข้าวจริง ๆ เหรอ”“เกี่ยวอะไรกับกินข้าว”“...”“แยมโรล บอกพี่มา ถามเรื่องนั้นแล้ววนไปถามเรื่องกินข้าวมันคืออะไร มีอะไรคุยกันตรง ๆ อย่าเป็นเหมือนเมื่อก่อน พี่ไม่อยากเลิกกันแล้วนะ หรือว่าเราอยากเลิกกับพี่?”“...”“แยมโรล” ฉันเงียบเสียงเขาก็ดุมากขึ้น“...กับคุณอิ้งค์ถึงขั้นไหนแล้ว” โอเค ถามตรง ๆ ดีกว่า ถ้างั้นก็ขอถามเรื่องที่อยากรู้ที่สุดเลยก็แล้วกัน“อิ้งค์?” ถามปุ๊บคุณอคินก็พูดชื่อฝ่ายนั้นสั้น ๆ ด้วยสีหน้างุนงงฉันจะทำยังไงล่ะนอกจากพยักหน้า“ค่ะ”“ยังไม่ลืมอิ้งค์อีกเหรอ?” ยังจะทำหน้างงต่ออีก“จะลืมได้ยังไงพี่คิน”“ฮึ ๆ ๆ แสดงว่าหึงยาว”“ไม่เล่นค่ะ นี่ซีเรียสนะ จะมีใครลืมแฟนใหม่ของคนรักตัวเองได้ลงเหรอถามจริง”“แฟนใหม่? แฟนใหม่อะไรพี่ไม่ได้คบอิ้งค์ ไม่เคยคบ ตอนนั้นแค่ประชดเราเฉย ๆ ประชดแค่ตอนอยู่กับเราด้วย เวลาต้องคุยงานกับเขาพี่ก็ทำตัวปกติ”“โกหกรึเปล่า” คำพูดเขาหนักแน่นถึงหน้าตาจะไม่ได้ซีเรียสจริงจังก็ตาม แต่ฉันก็ไม่กล้าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกในเมื่อการกระทำของอีกฝ่ายมันบอกอีกอย่างแถมฝ่ายนั้นยังออกสื่อด้วยนะ“โกหกเมียทำให้ไม่เจริญ พี่ไม่ทำ”“พี่คิน~ อย่าเพิ่งเล่นมุขได้ไหมค







