Se connecter“ไปหยิบกระเป๋า”
“นี่นายลืมไปรึเปล่าว่าฉันเป็นคุณหนูของบ้านนี้ถึงชอบทำตัวเป็นคุณชายมาสั่งฉันตลอด!”
“...”
“ว่าไง! ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็นลูกเจ้านาย... / ไปหยิบกระเป๋าแล้วมากับพี่เดี๋ยวนี้แยมโรล อยากอยู่ที่นรกนี่มากกว่าไปหาแม่รึไง”
“...”
“โอเค” ฉันเงียบไปเขาก็พูดต่อแค่สั้น ๆ แล้วถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้องก่อนจะไปหยิบกระเป๋าของฉัน
“ถ้าอยากแต่งตัวใหม่ก็ตามสบาย จะลงไปรอที่รถ”
“...”
กริ๊ก!
“...ไอ้หมาบ้าอวดดี” ฉันด่าไล่หลังออกไปเบา ๆ หลังจากที่เขาเดินออกไปจากห้องนอนของฉันแล้ว
“ไปหยิบกระเป๋าแล้วมากับพี่เดี๋ยวนี้แยมโรล อยากอยู่ที่นรกนี่มากกว่าไปหาแม่รึไง”
“เหอะ!” ฉันแค่นเสียงแล้วปาดน้ำตาตัวเองก่อนจะเดินไปที่ห้องแต่งตัว
ไม่ได้สนใจคำพูดของเขามากมายหรอกนะฉันโฟกัสก็แค่คำว่า อยากอยู่ที่นรกนี่มากกว่าไปหาแม่รึไง ต่างหาก!
“อืม จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้พลาดล่ะ...กูจะปิดเกมนี้แล้ว”
...??? คุยกับใคร แล้วคุยอะไร?
ปิดเกมอะไรของนายนั่น
“อืม กูจะเอามันให้...แค่นี้ล่ะ” ฉันกำลังจะเดินไปที่รถเขาแต่เขายืนอยู่ในสวนกำลังคุยโทรศัพท์อยู่เลยได้ยินพอดี ไม่ได้แอบฟังหรอกนะคะ ไม่รู้จะแอบฟังไปทำไมไม่ได้สำคัญอะไรถึงคำพูดที่ลอยเข้าหูจะทำให้สงสัยนิดหน่อยแต่ก็ช่างเถอะ เรื่องของนายนี่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของฉันอยู่แล้ว แต่เขาหันมาพอดีเลยเห็นฉันทำให้เขาเหมือนจะหยุดพูดไปพักหนึ่งแล้วตัดบทกับปลายสายด้วยการวางสายทั้งที่ฟัง ๆ แล้วก็น่าจะยังคุยไม่จบ
“คุยก่อนก็ได้นะ” ฉันพูดก่อน ไม่ได้เกรงใจแต่แค่อยากบอกให้รู้ว่าฉันไม่ได้สนใจอะไรอยากคุยก็คุยเลยแค่เดินผ่านมาพอดีก็แค่นั้น
“คุยเสร็จแล้ว” เขาบอกฉันเสร็จเดินล้วงกระเป๋านำหน้าฉันไปที่รถทันที
เหอะ!
...ไอ้หมาบ้าขี้เก๊ก
หมั่นไส้เป็นบ้าเลย
-เวลาต่อมา-
“อ้าวอคิน วันนี้วันศุกร์นี่ทำไมมาเวลานี้ล่ะ”
“สวัสดีครับอาหมอ” ผมถูกทักจากอาจารย์หมอชื่อดังและพ่วงตำแหน่งผู้อำนายการของโรงพยาบาลนี้ระหว่างที่แยกตัวออกมาซื้อกาแฟ
“อื้ม ตกลงว่าไงล่ะ ไม่สบายเหรอถึงมาโรงพยาบาลเวลานี้”
“เปล่าครับ ผมพาคุณหนูมาเยี่ยมคุณแม่เขาเหมือนเดิมนั่นล่ะครับ พอดีวันนี้ไม่ได้มีธุระอะไรกันเลยมาเร็ว แล้วนี่อาหมอกำลังจะไปตรวจคนไข้เหรอครับ”
“อาเพิ่งตรวจเสร็จ กำลังจะไปพักน่ะ”
“ครับ ถ้างั้นผมขอรบกวนเวลาอาหมอสักครู่ไม่ทราบว่าอาหมอจะพอสะดวกไหมครับ”
“หึ ๆ ๆ ไม่สะดวกได้ยังไงล่ะ ระดับคุณอคินจะคุยทั้งวันอาก็ยินดี”
“ขอบคุณครับ” ผมพูดพร้อมกับก้มหัวให้ท่านนิดหน่อยก่อนจะเดินไปคุยกันต่อที่ห้องทำงานของท่านเพราะท่านรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่ผมขอคุยนั่นแปลว่าผมต้องการให้มันเป็นความลับเสมอ...
#AKIN END
#JAMROLL TALK
“นายกลับไปก่อนก็ได้นะ ฉันอยากอยู่เฝ้าคุณแม่นาน ๆ” ฉันมองเห็นเขาที่เดินมาผ่านการสะท้อนของกระจกที่ฉันกำลังยืนจ้องอยู่เลยบอกโดยที่ไม่ได้หันไปมอง วันนี้วันศุกร์แต่ฉันไม่ได้ไปเรียน ขาดนั่นแหละ เพราะไม่มีความสามารถในการลากตัวเองไปนั่งเรียนได้ เจอเหตุการณ์ที่โต๊ะอาหารเมื่อเช้าใครจะไปเรียนลง
“ทำได้แค่ยืนเกาะประตูมอง จะยืนอยู่ตรงนี้ทั้งวันเลยรึไงครับคุณหนู”
“เรื่องของฉัน ไปทำงานของนายเถอะเดี๋ยวเรียกรถกลับเอง นายต้องเข้าบริษัทไม่ใช่รึไง” ไปทำอะไรก็ได้เผื่อจะต่อลมหายใจให้บริษัทคุณพ่อล้มละลายช้าลงสักนิด
“อารินทร์คงไม่สบายใจถ้ารู้ว่าลูกสาวมายืนมองท่านทั้งวันแบบนี้”
ขวับ!
“อย่ามายุ่ง” ฉันหันไปมองแล้วบอกเสียงแข็ง อย่ามายุ่ง อย่ามาคิดแทนคุณแม่ของฉัน
“ก็แค่พูดความจริง อารินทร์จะดีใจจริง ๆ เหรอ”
“อย่ามาตัดสินใจแทนคุณแม่ฉันถ้านายไม่เคยต้องนอนโดดเดี่ยวแบบท่าน” ฉันพูดไปกัดฟันไป ฉันก็ไม่เคยนอนโดดเดี่ยวแบบคุณแม่หรอกแต่ฉันคิดว่าถ้าเป็นฉัน ฉันคงรู้สึกแย่ คงเจ็บปวดหัวใจที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ เลย
“...ฮึ!” เขามองหน้าฉันพักหนึ่งถึงได้แค่นเสียงออกมา แต่การแค่นเสียงของเขาไม่ได้ทำให้ฉันสนใจเท่าสายตาที่ดูเหมือนโกรธแค้น
...โกรธอะไร?
...แค้นอะไร?
...เป็นบ้าอะไรถึงมามองฉันด้วยสายตานี้ คนที่โกรธคนที่ควรใช้สายตานี้ควรเป็นฉันที่ถูกห้ามไม่ให้อยู่เฝ้าแม่ตัวเองรึเปล่า
“ฉันจะอยู่ ถ้านายอยากรอก็รอ...”
หมับ!
“นี่! ทำบ้าอะไรปล่อยมือฉันนะ!” ฉันสะบัดมือแต่ขาก็ต้องถลาตามแรงลากแล้วสุดท้ายก็นั่นแหละ...ฉันตัวแค่นี้จะเอาปัญญาไปสู้ผู้ชายตัวเท่าควายผสมพันธ์กับกระทิงได้ยังไง!
“นี่! ปล่อย!”
“สะบัดสะบิ้งเข้าไปถ้าไม่อายคน” ฉันไม่ได้โวยวาย ฉันกัดฟันบอกเพราะอยู่ในโรงพยาบาลแต่ไอ้คนที่ลากแขนฉันก็พูดจาเนิบนาบได้โคตรน่าทุบหัว
“ใครสะบัดสะบิ้งฮะ? นายลากฉันแบบนี้ไม่น่าอายคนกว่ารึไง!”
“ถ้างั้นก็เลิกฝืนตัวแล้วปล่อยให้จูงมือดี ๆ” ก็ยังเป็นโทนเสียงเดิมคือราบเรียบเนิบนาบจนน่าโมโห!
“ปล่อย! จะพาไปไหนฉันไม่ไป!” ฉันไม่ได้เสียงดังนะคะ แค่เสียงแข็งแต่กัดฟันพูดให้ได้ยินกันแค่สองคน แต่พูดไปก็เท่านั้นเพราะไอ้หมาบ้าคนนี้ไม่คิดจะปล่อยเลย!
“นี่! บอกให้ปล่อยไง!” พอมาถึงที่จอดรถที่ไม่มีคนฉันก็เริ่มเสียงดังขึ้น สะบัดข้อมือมากขึ้นเผื่อว่าตัวเองจะเป็นอิสระ
“ขึ้นรถแล้วจะปล่อย”
“ฉันจะอยู่เฝ้าคุณแม่!”
“ยืนเกะกะขวางทางเข้าออกหมอพยาบาลแบบนั้นเขาไม่เรียกว่าเฝ้า”
“ยุ่งอะไรด้วยฮะ!”
“...” เขาไม่ตอบแต่ลากฉันแรงขึ้นจนฉันเจ็บข้อมือไปหมด แหกปากว่าอะไรก็ไม่ตอบโต้เลยสักคำจนเดินมาถึงรถก็เปิดประตูด้านหน้าแล้วจับฉันยัดลงไป พอก้นถึงเบาะฉันก็รีบขยับตัวเพื่อลงจากรถแต่ไอ้บ้าลูกควายผสมพันธ์กับกระทิงก็ยืนบังแล้วชี้นิ้วมาที่ฉัน
“อย่า” เขาพูดสั้น ๆ แต่สายตาที่มองมากำลังข่มฉันอยู่แล้วถามว่าฉันต้องกลัวไหม!
“อย่าอะไร? อย่าเยอะให้มันมากนะคิดว่าตัวเองเป็นใครฮะ!”
“จะให้พูดไหมล่ะว่าเป็นใคร”
“อย่ามา... / หรือต้องให้บอกด้วยว่าเป็นอะไร?”
“...”
“นั่งดี ๆ”
“...”
“นั่งดี ๆ เดี๋ยวนี้...คุณหนู”
“...”
!!!
ฉันสะบัดหน้ากลับมาด้วยความโมโหก่อนที่ประตูรถมันจะถูกปิดแล้วอีกฝั่งที่เป็นของคนขับรถก็เปิดในเวลาไม่นาน
“จะไปไหน” แค่รถเคลื่อนฉันก็ถามเสียงห้วน
“ถึงก็รู้เอง”
“...” ก็นี่ไง แล้วจะไม่ให้เกลียดได้ยังไง ก็เพราะเขาจองหองถือดีชอบทำตัวแบบนี้กับฉันที่เป็นลูกสาวของเจ้านายเขาแบบนี้นี่ไง
โอเค ฉันทำอะไรไม่ได้เลย สุดท้ายก็ได้แค่เงียบ เก็บความโมโหเอาไว้ให้ได้ ไม่ใช่แค่เก็บให้ได้มากที่สุดด้วยนะแต่ฉันต้องเก็บไว้ให้ได้ต่างหาก เก็บทั้งที่อกกำลังจะระเบิดเพราะต่อให้ต่อว่าหรือด่าทอด้วยคำพูดเจ็บแสบแค่ไหนก็สู้ไอ้หมาบ้าคนนี้ไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ!
-เวลาต่อมา-
ฉันขมวดคิ้วหลังจากที่รถเลี้ยวเข้าซอย ๆ หนึ่ง
“จะทำอะไร? พามาบ้านนายทำไม” ยังไม่ต้องถึงบ้านเขาหรอกแค่เลี้ยวเข้าซอยฉันก็รู้แล้วว่าเขาจะพาฉันไปที่ไหน
“พาไปอยู่”
“อะไรนะ?” คำตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ คิ้วฉันขมวดเป็นโบว์ไปแล้วมั้ง พาไปอยู่ พูดบ้าอะไรออกมา ฉันเข้าใจนะว่าคนเราใช้ปากพูด แต่ก็ช่วยใช้สมองคิดก่อนพูดบ้างก็ดี พูดสั้น ๆ เหมือนเป็นเรื่องง่ายทั้งที่ความจริงเขารู้ดีว่าคนอย่างฉันไม่มีทางอยู่บ้านเขาแน่นอน แล้วอีกอย่างมันมีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องอยู่บ้านเขาไม่ทราบ
“อยู่ที่นี่แหละ อีกสามวันครบตามที่ตกลงกับปั้นชาคุณหนูค่อยกลับไป”
“ไม่มีทาง! ฉันไม่อยู่บ้านนาย ไม่อยู่กับนายแน่นอน” ฉันบอกและเชิดหน้าขึ้น จะให้ฉันอยู่บ้านเขานี่นะ? เอาอะไรมาคิด!
“อยากกลับไปทั้งที่สถานการณ์กำลังไม่ดีเหรอ”
“...” เสียงเรียบเอ่ยถามออกมาทำให้ฉันเงียบลงในอัตโนมัติ
“อยู่ที่นี่นั่นแหละ ผมไม่กวนคุณหรอก อยู่กับไอ้เต้าหู้ไป...มันคิดถึงแม่มัน”
-วันต่อมา-“เหนื่อยไหม”“ไม่เหนื่อยค่ะ” ฉันทั้งยิ้มทั้งส่ายหน้า เรากำลังเดินเล่นกันค่ะ เดินชมรีสอร์ทที่มีพื้นที่เยอะมาก ๆ แต่ไม่ได้สร้างให้ใหญ่เวอร์นะเป็นรีสอร์ท Luxury ที่ตัวบ้านพักแต่ละหลังอยู่ห่างกันพอสมควรแถมยังกลมกลืนกับธรรมชาติมาก ๆ ช่วงสายของวันนี้หลังจากทานอาหารเช้ากับคุณอาของพี่คินซึ่งท่านเป็นคุณแม่ของพี่ไนซ์ด้วยพี่คินก็พาฉันเดินชมทั่วรีสอร์ทแต่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยเพราะที่นี่วิวสวยบรรยากาศก็ดี ยิ่งอากาศนะเย็นสบายมาก ๆ เลยค่ะ“แล้วเมียพี่ชอบไหม” ตาหวานตาเยิ้มเลยนะคุณอคิน ยิ่งตอนพูดว่าเมียมือใหญ่ที่จับมือฉันอยู่ก็บีบมือเข้าหากันด้วย ดูเขาภูมิใจกับการมีเมียสุด ๆ ไปเลย ส่วนฉันก็ใจฟูสุด ๆ ไปเลยเหมือนกันที่คนรักของเราเขาภูมิใจในการเรียกเราว่าเมียมาก ๆ“ชอบค่ะ บรรยากาศดีมาก~ แล้วที่นี่ใกล้จะเปิดรึยังคะ” ที่นี่เป็นรีสอร์ทที่พี่คินร่วมหุ้นกับคุณอา ท่านเพิ่งเล่าให้ฟังหลังกินข้าวเช้าเสร็จว่าเมื่อสองปีก่อนท่านเคยบ่น ๆ กับพี่คินว่าแก่แล้วเบื่อกรุงเทพอยากอยู่แบบสงบ ๆ ที่เหนือ อยากตื่นมาเจอหมอกกับภูเขาแต่ก็ไม่อยากอยู่เงียบ ๆ เกินไปอยากมีรีสอร์ทเล็ก ๆ ไว้ดูแลในแต่ละวันจะได้พบเจอกับลูกค้าให
“แค่เพราะอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งเธอต้องทำร้ายผู้หญิงด้วยกันขนาดนี้เลยเหรอ?”“แล้วกลับมาทำไม! กลับมาอ่อยเขาทั้งที่เขาอยู่กับฉันมาเป็นปีมันก็สมควรแล้วที่จะโดน!”ซ่าส์!“กรี๊ด!!!!!!!”“พูดมากไม่สำนึกความชั่วก็เชิญแดกเพียว ๆ ไปเลยเถอะอีประสาท!”“กรี๊ด!!! แยมโรลเธอทำแบบนี้ได้ยังไง! กรี๊ด!!!” หน้ายัยคุณอิ้งค์อะไรนี่แดงจัด ตัวก็สั่น พูดจบก็พยายามเช็ดปากซ้ำ ๆ แต่ยิ่งเช็ดยิ่งดูสติแตกมากขึ้น จนกระทั่งสุดท้ายก็ถึงขั้นถ่มน้ำลายออกมาต่อหน้าฉันกับพี่คิน“ถุย! ถุย! ถุย!!!” ยัยคุณอิ้งค์อะไรนี่ถ่มน้ำลายทิ้งไม่หยุดเลยค่ะ ดูไม่มีสติอะไรแล้วเอาแต่สนใจจะถ่มน้ำลายเพื่อให้ยามันออกมา...ทุเรศ“ถ่มทิ้งทำไม ชิมหน่อยสิคะพี่อิ้งค์ ซื้อมาหลายบาทไม่ใช่เหรอ ทิ้งไว้ให้เสียของทำไมคะ” ฉันจ้องแล้วพูดเสียงเย็นพูดจบก็โยนขวดแก้วในมือทิ้งลงไปตรงหน้ายัยสารเลว“แก! ฮึก! แกทำแบบนี้ได้ยังไง!”“ทีเธอยังทำเลย มีสิทธิ์อะไรมาด่าคนอื่น?” ฉันยิ้มด้วยความสะใจสายตาก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดกับยัยนี่เพราะอยู่ ๆ หน้ายัยคุณอิ้งค์ที่แดงเพราะโกรธตจัดอยู่แล้วจนไม่น่าจะแดงได้มากกว่านี้ก็แดงขึ้นอีกจนเห็นได้ชัด แถมหน้าผากกับไรผมก็มีเหง
“งงอะไรเหรอคะ”“ก็งงที่...ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาทำไมอิ้งค์แท็คพี่เหมือนเราเป็นแฟนกันเลย แต่นั่นยังไม่งงเท่า...อิ้งค์กับเพื่อนอิ้งค์รู้ได้ไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“...”“ว่าไงครับ ตอบพี่ได้ไหม อย่าปฏิเสธล่ะ พี่รู้ว่าอิ้งค์ไม่โง่ ตอบพี่มาหน่อยครับว่ารู้ได้ไง ตอบความจริงกับพี่นะ...รู้ใช่ไหมว่าไอ้กลัฟกับจีน่าไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว?”“พี่...พี่คิน~”“ตอบ”“อิ้งค์ อิ้งค์ไม่รู้ว่าพี่คินพูดเรื่องอะไร กลัฟกับจีน่าเป็นใครอิ้งค์ก็ไม่รู้จัก ส่วนเรื่องโพสอิ้งค์ก็แค่...พี่คินก็รู้ว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง อิ้งค์แค่...สนองความสุขทางใจให้ตัวเอง” เธออธิบายให้ผมฟังพร้อมกับน้ำตาที่กำลังคลอ แววตาก็เต็มไปด้วยความตัดพ้อ“ขอโทษนะครับ แต่พี่ไม่รู้หรอกว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง พี่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของผู้หญิงคนไหนยกเว้นของเมียพี่”“พี่คิน~” ผมไม่รู้ว่าคำพูดของผมรุนแรงหรือเสียมารยาทแค่ไหน แต่ผมไม่สนใจใครจะคิดยังไงกับผมมันเป็นเรื่องของพวกเธอ ผมรู้แค่ตัวผมชัดเจนเท่านั้นก็พอแล้ว อาจจะพูดคุยด้วยความสนิทแต่สนิทแบบเพื่อน พี่น้อง หรือนายจ้างลูกจ้างมันก็สนิทกันได้ทั้งนั้น ถ้าผมเคยเกินเลยค่อยมาด่าผมแต่ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยทำ
“ฟอด~”“อื้อ~ จะนอน~”“ไม่ตื่นมาดูหมอกหน่อยเหรอ”“ไม่เอา~” คนสวยของผมปัดป่ายมือเพื่อปัดมือผมที่ยุ่มย่ามที่ไหล่มนของเธอออกผมเลยเอาคางไปเกยแทนตัวหอมว่ะ มาถึงเกือบตีสามเหนื่อยล้ากันทั้งคู่แต่ผมนอนไม่หลับจนถึงตอนนี้เพราะการได้กอดร่างนุ่ม ๆ หอม ๆ ของแยมโรลอีกครั้งมันเหมือนฝัน ผมนอนกอดเธอจนเช้าโดยที่ตัวเองนอนไม่หลับแม้แต่วินาทีเดียว“วิวสวยนะ”“ตื่นไม่ไหว~”“พี่อุ้มไปดูไหมล่ะ” ผมยังกระซิบถามต่อ อยากให้แยมโรลตื่นมาดูหมอกตอนเช้าด้วยกันเพราะผมที่อยู่มาที่นี่นานเป็นปีก็เพิ่งกลับมาดูมันอีกครั้งวันนี้เหมือนกันหลังจากที่มาถึงที่นี่เช้าแรกเมื่อปีก่อนแล้วได้ดูแต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ดูหมอกตอนเช้าอีกเลย...ถ้าได้ตื่นมายืนดูหมอกด้วยกันก็คงดีผมจำความรู้สึกวันนั้นได้ดีว่าเผลอคิดแบบนี้แล้วโกรธตัวเองมากแค่ไหนหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยตื่นมาดูหมอกตอนเช้าอีกเลยเพราะผมกลัวความคิด ความคิดถึง และความโหยหาของตัวเอง“อื้อ~ ไม่เอา~”“ที่รัก พี่อยากดูหมอกตอนเช้ากับที่รัก” ผมรู้ว่ากวนแยมโยล รู้ว่าเธอรำคาญที่ถูกรบกวนการนอนแต่ผมอยากดูหมอกตอนเช้าในครั้งแรกที่มาค้างที่นี่ด้วยกันจริง ๆ“อื้อ~ เซ้าซี้~” แยมโรลเริ่มวีนผมเลยข้าม
“กลับกันเลยดีกว่า”“คะ? เวลานี้เหรอ?”“อื้ม เวลานี้ล่ะ แต่ไม่ได้กลับบ้านนะ ไปน่านกัน”“ไปน่าน?”“ครับผม ไปน่านกัน ไปตอนนี้ล่ะ พี่อดทนรอไม่ไหวหรอก พี่อยากรู้ว่า...อิ้งค์กับเพื่อนรู้ได้ยังไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“พี่คินไม่ได้บอกเขาเหรอคะว่าเกิดอะไรกับแยม”“เขาเป็นใครทำไมพี่ต้องบอก?” นอกจากจะเสียงแข็งพอประมาณหน้าคุณอคินก็ดุด้วยฉันเลยยิ้มอ่อน“ดุทำไม ถามแค่นี้เอง”“อย่างอื่นก็ดุ เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดู”“บ้า!”“ฮึ ๆ ๆ แล้วเรายังเพลียอยู่ไหม ถ้าไปคืนนี้ไหวรึเปล่า” เขาถามพร้อมกับลูบหัวส่วนฉันพอโดนถามก็ส่ายหน้าทันที“ไม่เพลียค่ะ” หรือต่อให้เพลียแต่ถ้าได้ออกจากโรงพยาบาลยังไงซะแยมโรลก็ยินดีออก ไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบเตียง ถึงแม้ว่าจะเป็นห้อง VVIP ที่หรูมาก ถึงที่นี่จะเป็นหนึ่งในธุรกิจของคนตรงหน้าแต่โรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาล ไม่โอเค ไม่เอา ไม่อยากอยู่นาน“โอเค ถ้างั้นไปกันเลยนะ”“แต่แยมไม่มีเสื้อผ้านะคะ”“พี่เตรียมมาให้แล้ว ว่าจะชวนกลับบ้านคืนนี้อยู่แล้วก็เลยเตรียมมาให้เลย”“ขอบคุณนะคะ ถ้างั้นขอชุดหน่อย” ฉันพูดจบเขาก็ขยับมาใกล้ สายตาพี่คินหวานซึ้งมาก ๆ ยิ่งใกล้เท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวมากขึ้นเป็นเท่าตัวฟ
“ยังไม่ได้กินข้าวจริง ๆ เหรอ”“เกี่ยวอะไรกับกินข้าว”“...”“แยมโรล บอกพี่มา ถามเรื่องนั้นแล้ววนไปถามเรื่องกินข้าวมันคืออะไร มีอะไรคุยกันตรง ๆ อย่าเป็นเหมือนเมื่อก่อน พี่ไม่อยากเลิกกันแล้วนะ หรือว่าเราอยากเลิกกับพี่?”“...”“แยมโรล” ฉันเงียบเสียงเขาก็ดุมากขึ้น“...กับคุณอิ้งค์ถึงขั้นไหนแล้ว” โอเค ถามตรง ๆ ดีกว่า ถ้างั้นก็ขอถามเรื่องที่อยากรู้ที่สุดเลยก็แล้วกัน“อิ้งค์?” ถามปุ๊บคุณอคินก็พูดชื่อฝ่ายนั้นสั้น ๆ ด้วยสีหน้างุนงงฉันจะทำยังไงล่ะนอกจากพยักหน้า“ค่ะ”“ยังไม่ลืมอิ้งค์อีกเหรอ?” ยังจะทำหน้างงต่ออีก“จะลืมได้ยังไงพี่คิน”“ฮึ ๆ ๆ แสดงว่าหึงยาว”“ไม่เล่นค่ะ นี่ซีเรียสนะ จะมีใครลืมแฟนใหม่ของคนรักตัวเองได้ลงเหรอถามจริง”“แฟนใหม่? แฟนใหม่อะไรพี่ไม่ได้คบอิ้งค์ ไม่เคยคบ ตอนนั้นแค่ประชดเราเฉย ๆ ประชดแค่ตอนอยู่กับเราด้วย เวลาต้องคุยงานกับเขาพี่ก็ทำตัวปกติ”“โกหกรึเปล่า” คำพูดเขาหนักแน่นถึงหน้าตาจะไม่ได้ซีเรียสจริงจังก็ตาม แต่ฉันก็ไม่กล้าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกในเมื่อการกระทำของอีกฝ่ายมันบอกอีกอย่างแถมฝ่ายนั้นยังออกสื่อด้วยนะ“โกหกเมียทำให้ไม่เจริญ พี่ไม่ทำ”“พี่คิน~ อย่าเพิ่งเล่นมุขได้ไหมค







