ร่างไร้เงา (The Absent Self)

ร่างไร้เงา (The Absent Self)

last updateLast Updated : 2026-08-18
By:  GaweeUpdated just now
Language: Thai
goodnovel12goodnovel
Not enough ratings
2Chapters
3views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

เมื่อฉันฟื้นขึ้นจากอุบัติเหตุรถชนก็พบว่า "ฉันความจำเสื่อม" จำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง ตำรวจบอกว่าอาจเป็นการ "ฆ่าตัวตาย" แต่แม่ไม่เชื่อเด็ดขาด ฉันต้องใช้ชีวิตและไปเรียนทั้งๆ ที่ยังจำอะไรไม่ได้ แต่เพียงแค่เปิดเรียนวันแรกก็ทำให้ฉันได้รู็ความจริงว่าชีวิตในโรงเรียนของฉันมัน "บัดซบ" แค่ไหน ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่ตำรวจบอกอาจเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อฉันได้รู้จักผู้ชาย 3 คน ที่เป็นกุญแจไขความทรงจำทั้งหมด ฉันก็ต้องช็อคกับความจริงที่ปรากฎ ฉันควรเลือกทางไหนดีระหว่างอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ กับคนที่รักฉัน หรือกลับไปทำภารกิจเพื่อช่วยรักแรกของฉัน ถ้าฉันเลือกที่จะอยู่แบบนี้ต่อไปฉันก็จะทำภารกิจไม่สำเร็จ แต่ถ้าฉันกลับไปทำภารกิจต่อคนรอบข้างฉันในตอนนี้ก็จะเสียใจ

View More

Chapter 1

ตอนที่ 1 'ฉันเป็นใคร แล้วนายเป็นใครกัน'

ณ โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ในห้องผู้ป่วยรวม

          "โธ่... ฟ้าใสลูกแม่ ตื่นขึ้นมาสิลูก ลืมตาขึ้นมามองแม่หน่อย..."

          เสียงหญิงสาววัยกลางคนสะอื้นไห้อย่างหนักพร้อมสัมผัสอ่อนโยนที่ลูบลงบนหัว ทำให้ฉันค่อยๆ รู้สึกตัว มือน้อยๆ ของเด็กสาววัย ม.ปลาย เริ่มขยับนิ้วทีละนิด ก่อนจะฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างช้าๆ

          ทะ...ที่นี่ที่ไหนกัน?

          สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวโพลนในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ กลิ่นยาและน้ำยาฆ่าเชื้อลอยเตะจมูก บนเตียงเหล็กแข็งกระด้างที่ฉันนอนอยู่ ความรู้สึกปวดตึงและรวดร้าวที่หัวก็แล่นพล่านขึ้นมาอย่างแรงจนต้องขมวดคิ้ว แล้วเสียงร้องไห้โฮของคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงนี่ล่ะ... เธอคือใคร?

          "ฟะ...ฟ้าใส! ลูกได้ยินแม่ไหมลูก?!"

          หญิงวัยกลางคนตรงหน้าตะโกนออกมาด้วยความดีใจ แต่ผู้หญิงที่แทนตัวเองว่า 'แม่' คนนี้กำลังเรียกใครกัน?

          "คุณหมอ! คุณหมอคะ! ลูกสาวฉันฟื้นแล้วค่ะ!" เธอพรวดพราดวิ่งออกไปตะโกนเรียกหมอหน้าห้องด้วยท่าทีลนลาน ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้ามาหาฉันด้วยดวงตาช้ำแดง

          "ฟ้าใส... จำแม่ได้ไหมจ๊ะลูก?" เธอถามพลางมองหน้าฉันด้วยความหวัง

          "คะ...คุณเป็นใครคะ? แล้ว...ฟ้าใสคือใคร?" ฉันเค้นเสียงแห้งผากออกจากลำคอที่แห้งผากไม่แพ้กัน

          "วะ...ว่าไงนะลูก? นี่แม่เองไง... แล้วฟ้าใสก็คือลูกไงจ๊ะ... ฮือ..." คำตอบของฉันทำให้เธอนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยโฮออกมาหนักกว่าเดิม แล้วสวมกอดฉันไว้แน่นจนฉันสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากร่างของเธอ

          "ขะ...ขอโทษนะคะ แต่ฉันจำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ ... โอ๊ย! ปวดหัว..."

          ฉันพยายามจะเค้นสมอง นึกหาเบาะแสเกี่ยวกับตัวเองหรือผู้หญิงคนนี้ แต่ยิ่งพยายาม ความเจ็บปวดก็ยิ่งแล่นริ้วจนสมองแทบแตก สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้

          "ไม่เป็นไรนะลูก ไม่เป็นไร... ค่อยๆ นึกไปนะจ๊ะ เดี๋ยวก็จำได้เอง" มืออบอุ่นลูบหัวฉันอย่างเบามือ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเอ็นดูและห่วงใย "เดี๋ยวแม่ไปคุยกับคุณหมอก่อนนะ อยู่คนเดียวแป๊บหนึ่งได้ไหมจ๊ะ?"

          "ได้ค่ะ... คุณไปเถอะ"

          คำตอบที่ดูห่างเหินของฉันทำเอาแววตาของเธอหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกรอบก่อนจะเดินออกจากห้องไป

          นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับฉันกันแน่? ทำไมฉันถึงมานอนซมอยู่ในโรงพยาบาลแบบนี้? ความทรงจำทุกอย่างว่างเปล่า... ฉันจำผู้หญิงที่บอกว่าเป็นแม่ไม่ได้ และที่น่ากลัวที่สุดคือ ฉันจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง

          ผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงคนเดิมก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับคุณหมอ หมอทำการตรวจเช็กร่างกาย สายตา และปฏิกิริยาตอบสนองของฉันอย่างถี่ถ้วน

          "ดูเหมือนผู้ป่วยจะมีอาการสูญเสียความทรงจำชั่วคราวครับ" คุณหมอถอนหายใจเบาๆ ก่อนอธิบาย "เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอ หากสมองหรือจิตใจได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง"

          "แล้ว... แล้วมีวิธีรักษาให้ความทรงจำกลับมาไหมคะหมอ?" เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มีแววความหวังประกายขึ้นในดวงตา

          "ต้องใช้เวลาครับ ให้ผู้ป่วยค่อยๆ ฟื้นความทรงจำไปเองตามธรรมชาติ หมั่นพาไปในสถานที่คุ้นเคย หรือเปิดรูปถ่ายเก่าๆ ให้ดูก็พอจะช่วยกระตุ้นได้ครับ"

          "เอ่อ... ขอโทษนะคะ เกิดอะไรขึ้นกับฉันเหรอคะ?" ฉันแทรกขึ้นด้วยความสงสัยที่อัดแน่นอยู่เต็มอก

          "คุณประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์พุ่งชนอย่างแรงจนต้องเข้ารับการรักษาด่วนครับ" คุณหมออธิบายพลางเก็บบอร์ดบันทึกอาการ "ตอนมาถึง อาการคุณสาหัสมาก ทางเราคิดว่าอาจจะไม่ออกมาจากห้องฉุกเฉินด้วยซ้ำ การที่คุณฟื้นขึ้นมาได้แบบนี้... ถือเป็นปาฏิหาริย์จริงๆ ครับ"

          คำว่า 'ปาฏิหาริย์' ทำเอาฉันเย็นวาบไปทั้งตัว

          "หมอคิดว่าควรให้ผู้ป่วยนอนพักฟื้นดูอาการต่ออีกสัก 1 สัปดาห์ เพื่อเอ็กซเรย์สมองอย่างละเอียด หากไม่มีอะไรแทรกซ้อนก็กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ครับ... ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หมอขอตัวนะครับ"

          "ขอบคุณมากค่ะหมอ" หญิงวัยกลางคนหันไปยกมือไหว้ ก่อนจะหันมาหาฉันแล้วหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา "งั้นเดี๋ยวแม่ไปคุยกับหมอต่ออีกหน่อยนะลูก อยากได้อะไรไหมจ๊ะ เดี๋ยวแม่แวะซื้อเข้ามาให้"

          "ถะ...ถ้าไม่รบกวนเกินไป ขอเป็นน้ำผลไม้สักแก้วแล้วกันค่ะ ขอบคุณมากนะคะ" ฉันก้มหัวขอบคุณเธอตามมารยาท

          "โธ่... ลูกแม่ เรียกแม่สิจ๊ะ" เธอเดินเข้ามาใกล้ ลูบหัวฉันด้วยสายตาเอ็นดูแกมปวดร้าว

          "ค...ค่ะ หนูจะพยายามนะคะ... คุณ...แม่"

          ฉันฝืนเรียกออกไป พร้อมกับเอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่เหนื่อยล้าของเธอ ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องไปอีกครั้ง

          ถึงสมองจะจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง แต่แปลกที่ลึกๆ ในใจกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ไออุ่นจากมือและความห่วงใยที่ไม่เสแสร้งนั้น ทำให้ฉันรู้สึกได้อย่างประหลาด... ผู้หญิงคนนี้คือ 'แม่' ของฉันจริงๆ

          เมื่อตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง ฉันจึงกดเปิดทีวีแขวนผนังเพื่อแก้เบื่อและหวังลึกๆ ว่าข่าวสารในนั้นอาจช่วยกระตุ้นความทรงจำอะไรได้บ้าง

          'วันนี้ ท่านประธานใหญ่ของบริษัทในเครือ A Group ได้เข้าเป็นประธานในพิธีเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ล่าสุด...' เสียงนักข่าวรายงานข่าวเศรษฐกิจตามปกติ

          ฉันมองจอทีวีไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกล้องแพนผ่านกลุ่มผู้บริหารชายในชุดสูทสากล สายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งเข้าอย่างจัง... รูปร่างและบรรยากาศรอบตัวเขามันคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

          "คนอะไรจะหล่อขนาดนั้น... ขนาดกล้องถ่ายไกลๆ ยังโดดเด่นเลย" ฉันพึมพำกับตัวเองเบาๆ

          ทว่า วินาทีที่ซูมกล้องเข้าใกล้ใบหน้าของชายคนนั้น...

          ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่าง! ตัวฉันชาดิก หัวสมองขาวโพลนราวกับถูกหิมะทับถม รีโมทในมือร่วงหลุดลงบนเตียงดังต๊อบโดยที่ฉันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ!

          "ฉะ...ฉันรู้จักเขา..." ฉันพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้ "ฉันต้องรู้จักเขาแน่ๆ! แต่ทำไม... ทำไมถึงนึกไม่ออก! หน้านี้คุ้นมากจริงๆ ... โอ๊ย! ปวดหัว!"

          ความปวดขมับแล่นจี๊ดขึ้นมาจนฉันต้องฟุบตัวลงนอน เอาสองมือกุมหัวตัวเองไว้แน่น

          ก๊อก ก๊อก ก๊อก

          "ขออนุญาตครับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอเข้าไปหน่อยครับ" เสียงทุ้มหนักดังขึ้นจากหน้าประตู

          "ขะ...เข้ามาได้เลยค่ะ ไม่ได้ล็อค" ฉันตอบเสียงแผ่ว พลางเอื้อมมือไปปิดทีวี ทั้งที่หัวใจยังคงเต้นระทึกและอยากมองหน้าชายคนนั้นในทีวีต่ออีกสักนิด

          ชายร่างใหญ่ในชุดเครื่องแบบเดินเข้ามา "สวัสดีครับ ผมเป็นตำรวจเจ้าของคดีอุบัติเหตุรถชนของคุณ ได้ยินว่าคุณฟื้นแล้ว พอจะเล่าเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?" เขาชูบัตรประจำตัวให้ดูด้วยท่าทางเป็นงานเป็นการ

          "ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ... ฉันจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย" ฉันก้มหน้า ส่ายหัวเบาๆ

          "จำไม่ได้งั้นเหรอ? หมายความว่ายังไงครับ?" นายตำรวจขมวดคิ้วอย่างสงสัย

          ปั้ง!

          "พวกคุณเป็นใครกันคะ?!" เสียงประตูเปิดออกอย่างแรง แม่เดินพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจ ก่อนจะรีบวิ่งมาบังตัวฉันไว้

          "พวกเราเป็นตำรวจครับ มาสอบถามเรื่องคดี แต่เธอบอกว่าจำอะไรไม่ได้เลย มันหมายความว่ายังไงครับคุณแม่?"

          "ลูกสาวฉันสูญเสียความทรงจำค่ะ!" แม่หันไปตอบตำรวจด้วยน้ำเสียงปกป้อง "เธอจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อตัวเองเธอยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!"

          "ว่าไงนะครับ?!" ตำรวจอุทานอย่างแปลกใจ ก่อนจะลูบคางพึมพำกับตัวเอง "อืม... แบบนี้ก็ยิ่งยากไปกันใหญ่"

          "มีอะไรหรือเปล่าคะคุณตำรวจ?" ฉันเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของเขา

          "คือจากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและสอบปากคำพยาน... ในจุดเกิดเหตุไม่พบรอยเบรกของรถยนต์เลยครับ"

          "มะ...หมายความว่ายังไงคะ?"

          "หมายความว่า รถคันนั้นตั้งใจขับพุ่งชนคุณแล้วหนีไป หรือไม่ก็คนขับมองไม่เห็นคุณ ชนแล้วก็ไม่รู้ตัวว่าชนเลยไม่ได้หยุดรถ" ตำรวจวิเคราะห์ให้ฟังด้วยน้ำเสียงจริงจัง "และจากการสอบถามคนที่อยู่แถวนั้น ตอนเกิดเหตุไม่มีใครรู้จักคุณเลยสักคน"

          "งั้นก็แปลว่า ตอนนี้ยังจับตัวคนชนไม่ได้ใช่ไหมคะ?" แม่ถามแทรกขึ้นมา

          "ใช่ครับ... แต่มีเรื่องน่าประหลาดกว่านั้น" ตำรวจหันมามองหน้าฉันตรงๆ "พยานบอกว่า ตรงนั้นเป็นทางม้าลายกลางสี่แยก และตอนเกิดเหตุก็เป็นสัญญาณไฟเขียวให้รถวิ่งตามปกติ คนที่ยืนรอสัญญาณไฟจราจรอยู่บนฟุตบาทอย่างคุณ จะไปถูกรถชนกลางถนนได้ยังไง?"

          คำพูดต่อมาของเขาทำเอาเลือดในกายฉันเย็นเฉียบจนตัวชาดิบ

          "นอกเสียจาก... มีใครบางคนผลักคุณลงไปบนถนน หรือไม่ก็... คุณตั้งใจกระโดดให้รถชนเอง" ตำรวจพูดพลางขยับเข้ามาใกล้ข้างเตียง

          "พูดเหลวไหลอะไรอย่างนี้คะคุณตำรวจ!" แม่ร้องขึ้นมาอย่างเหลืออด พลางดันตัวตำรวจให้ออกห่างจากเตียง "ลูกสาวฉันไม่มีทางฆ่าตัวตายเด็ดขาด! เธอเป็นเด็กดี เรียนเก่ง แล้วก็ไม่เคยมีปัญหากับใครด้วย!"

          "ผมแค่สันนิษฐานตามหลักฐานและผลวิเคราะห์ครับ" ตำรวจถอยไปยืนตรงปลายเตียงอย่างใจเย็น "แต่ในเมื่อผู้เสียหายจำอะไรไม่ได้เลยในตอนนี้ คงสอบถามอะไรเพิ่มไม่ได้แล้ว"

          "พวกคุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ! ถ้าลูกสาวฉันจำอะไรได้ขึ้นมา ฉันจะติดต่อไปเอง!" แม่เอ่ยปากไล่อย่างไม่ปิดบังอารมณ์

          "งั้นก็รบกวนด้วยครับ นี่นามบัตรผม... ขอตัวครับ" ตำรวจวางนามบัตรไว้บนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะเดินออกจากห้องไป

          "ไร้มารยาทจริงๆ เล่ามาได้ยังไงกับคนป่วย..." แม่บ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันมาหาฉันด้วยสายตาอ่อนโยน "ลูกไม่เป็นไรนะจ๊ะ?"

          "หนูไม่เป็นไรค่ะคุณแม่" ฉันส่งยิ้มบางๆ ให้เธอเพื่อให้อุ่นใจ

          หลังจากนั้น แม่ก็ขอตัวกลับบ้านไปเตรียมเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นมาให้ฉัน

          ...5 วันต่อมา...

          ฉันต้องนอนพักฟื้นดูอาการที่โรงพยาบาลตามคำสั่งหมอ ผลการเอ็กซเรย์สมองไม่พบความผิดปกติทางกายภาพ หมอจึงสรุปว่าการสูญเสียความทรงจำนี้น่าจะเกิดจากภาวะช็อกทางจิตใจ (Psychological Trauma) จากอุบัติเหตุ

          เข้าสู่วันที่ห้าแล้ว แม้ความทรงจำจะยังไม่กลับมา แต่ร่างกายของฉันก็ฟื้นตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเดินเหินได้เองแม้จะต้องอาศัยไม้เท้าช่วยค้ำยันก็ตาม

          ส่วนแม่... เธอมาเยี่ยมฉันทุกวัน ดูแลอย่างดีจนฉันสามารถเรียกเธอว่า 'แม่' ได้อย่างเต็มปากและเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้สึกเก้อเขินอีกต่อไป แต่ประจวบเหมาะกับวันนี้แม่มีธุระด่วนเข้ามาไม่ได้ ฉันที่นอนอุดอู้อยู่ในห้องจนอุดอู้เลยตัดสินใจออกมาเดินเล่นขยับร่างกายเสียหน่อย

          ณ ทางเดินมุ่งหน้าสู่โรงอาหาร

          เป้าหมายของฉันคือโรงอาหารของโรงพยาบาล กะว่าจะหาขนมหรืออะไรอร่อยๆ กินแก้เบื่อเสียหน่อย เพราะอาหารผู้ป่วยรสชาติตืดชืดพวกนั้นเริ่มจะทำฉันเบื่อเต็มที (ฮะๆ) แต่เพราะขาข้างหนึ่งยังไม่แข็งแรงดี ฉันเลยต้องใช้มือข้างหนึ่งจับราวเหล็กข้างกำแพงไว้แน่น ส่วนอีกมือก็ถือไม้เท้าค่อยๆ ย่างก้าวโขยกเขยกไปตามทางเดินยาว

          ทันใดนั้น... ฉันก็สังเกตเห็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินสวนตรงมา

          มองจากระยะไกล รูปร่างและท่าทางของเขามันคุ้นตาอย่างประหลาด... เหมือนว่าฉันเคยเห็นโครงร่างแบบนี้ที่ไหนมาก่อน

          ยิ่งเขาเดินเข้ามาใกล้จนอยู่ในระยะที่มองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน หัวใจของฉันก็พลันเต้นระทึกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ! มันเต้นแรงและเร็วราวกับจะทะลุมองออกมาจากอก ชายหนุ่มคนนี้ดูแล้วน่าจะอายุพอๆ กับฉัน ใบหน้าของเขาหล่อเข้มได้รูป คิ้วหนาดกดำ จมูกโด่งเป็นสันรับกับดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว ผิวขาวจัดของเขายิ่งขับให้ใบหน้าดูคมเข้มโดดเด่นขึ้นไปอีก

          และฉันมั่นใจมากๆ... มั่นใจสุดหัวใจเลยว่าฉันต้องรู้จักเขา!

          จังหวะที่เขาเดินผ่านฉันไปในระยะประชิด ชนิดที่ไหล่แทบจะชนกัน สมองของฉันยังไม่ทันสั่งการ แต่ร่างกายกลับตอบสนองไปเองโดยอัตโนมัติ!

          "น...นายรู้จักฉันหรือเปล่า?!"

          ฉันเอี้ยวตัวกลับไป ยื่นมือไปคว้าเข้าที่ท่อนแขนแกร่งของเขาไว้แน่น แล้วเอ่ยคำถามสุดแสนจะตลกออกไป

          แต่เพราะเขาเป็นผู้ชายตัวโตและมีแรงเยอะกว่ามาก แรงรั้งจากฉันเลยทำให้ฉันเสียหลัก ล้มเซพุ่งเข้าหาอกเขาอย่างจัง! หน้าผากและมือของฉันปะทะเข้ากับหน้าท้องแน่นตึงที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อซิกแพกของเขาเต็มๆ (ไม่ต้องถอดเสื้อดูก็รู้ เพราะมือฉันสัมผัสได้ถึงความแน่นของมันเต็มสองมือ!)

          ฉันรีบเงยหน้าขึ้น มองสบตาเข้ากับดวงตาคู่คมนั้นตรงๆ

          "ฉะ...ฉันมั่นใจว่าฉันรู้จักนายแน่ๆ! นายเป็นใครกันแน่?!" ฉันโพล่งถามออกไป ทั้งที่รู้สึกได้ว่าใบหน้าของตัวเองกำลังเห่อร้อนจนแทบไหม้

          ฉันมั่นใจพันเปอร์เซ็นต์ว่าฉันรู้จักหมอนี่! และท่าทางที่เขาเดินตรงเข้ามาหาฉันแต่แรก มันเหมือนกับว่าเขาจงใจเดินมาหาฉันชัดๆ ซึ่งนั่นก็แปลว่าเขาก็น่าจะรู้จักฉันเหมือนกัน!

          แต่... แต่ทำไมพอฉันถามออกไปแบบนั้น ใบหน้าหล่อเข้มของเขาถึงได้ดูตื่นตระหนกและตกใจขนาดนั้นล่ะ?!

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
2 Chapters
ตอนที่ 1 'ฉันเป็นใคร แล้วนายเป็นใครกัน'
ณ โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ในห้องผู้ป่วยรวม "โธ่... ฟ้าใสลูกแม่ ตื่นขึ้นมาสิลูก ลืมตาขึ้นมามองแม่หน่อย..." เสียงหญิงสาววัยกลางคนสะอื้นไห้อย่างหนักพร้อมสัมผัสอ่อนโยนที่ลูบลงบนหัว ทำให้ฉันค่อยๆ รู้สึกตัว มือน้อยๆ ของเด็กสาววัย ม.ปลาย เริ่มขยับนิ้วทีละนิด ก่อนจะฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างช้าๆ ทะ...ที่นี่ที่ไหนกัน? สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวโพลนในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ กลิ่นยาและน้ำยาฆ่าเชื้อลอยเตะจมูก บนเตียงเหล็กแข็งกระด้างที่ฉันนอนอยู่ ความรู้สึกปวดตึงและรวดร้าวที่หัวก็แล่นพล่านขึ้นมาอย่างแรงจนต้องขมวดคิ้ว แล้วเสียงร้องไห้โฮของคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงนี่ล่ะ... เธอคือใคร? "ฟะ...ฟ้าใส! ลูกได้ยินแม่ไหมลูก?!" หญิงวัยกลางคนตรงหน้าตะโกนออกมาด้วยความดีใจ แต่ผู้หญิงที่แทนตัวเองว่า 'แม่' คนนี้กำลังเรียกใครกัน? "คุณหมอ! คุณหมอคะ! ลูกสาวฉันฟื้นแล้วค่ะ!" เธอพรวดพราดวิ่งออกไปตะโกนเรียกหมอหน้าห้องด้วยท่าทีลนลาน ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้ามาหาฉันด้วยดวงตาช้ำแดง "ฟ้าใส... จำแม่ได้ไหมจ๊ะลูก?" เธอถามพลางมองหน้าฉันด้วยความหวัง
last updateLast Updated : 2026-08-18
Read more
ตอนที่ 2 'ยัยเกี๊ยวขี้แพ้ หรือว่าฉันจะฆ่าตัวตายจริงๆ'
(ความเดิมตอนที่แล้ว) ฉันมั่นใจเต็มร้อยว่าพวกเราต้องรู้จักกันมาก่อนแน่ๆ ทั้งจากสายตาที่เขาเดินตรงมาหาฉัน และใบหน้าหล่อเข้มที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาดนั่น "นาย... นายเป็นใครกันแน่?" นั่นคือคำถามที่ฉันโพล่งออกไป [๕ นาทีก่อนหน้านี้] (ณ ทางเดินมุ่งหน้าสู่โรงอาหาร โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง) “โอ๊ย... ปวดหัวชะมัด! ทำไมชีวิตฉันต้องมาเจออุบัติเหตุจนความจำเสื่อมเป็นคนบ้าอยู่แบบนี้ด้วยเนี่ย!” ผมบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสียให้กับความซวยของชีวิต “อะไรนะ? กระโดดน้ำฆ่าตัวตายเหรอ? เฮอะ! บ้าบอสิ้นดี คนอย่างฉันไม่มีทางทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นแน่ๆ” ผมพึมพำกับตัวเองด้วยความรำคาญใจเมื่อนึกถึงคำสันนิษฐานของตำรวจ พลางก้าวขาเดินกลับห้องพักฟื้น “แล้วโรงพยาบาลบ้านี่มันยังไงกัน... อาหารผู้ป่วยรสชาติห่วยแตกชะมัด!” ผมยังคงบ่นอุบพร้อมกับเดินเลียไอศกรีมรสช็อกโกแลตในมือแก้เซ็ง ทว่าทันทีที่เงยหน้าขึ้นจากไม้ไอศกรีม ร่างทั้งร่างของผมก็พลันยืนตื่นตะลึง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้! ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือเด็กสาวรุ่นเดี่ยวกับผม ใบหน้าของเธอเกล
last updateLast Updated : 2026-08-18
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status