Masuk“พี่!!!”
ฉันเปิดเปลือกตาขึ้นมา เห็นชายกระโปรงตัวเองที่เลิกขึ้นเหนือเข่าเป็นลำดับแรก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านผิวหนัง เสียงหัวเราะ เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัวราวกับฉันเป็นตัวตลก ฉันก้มหน้างุดและหลับตาด้วยความอาย จนนึกอยากหายตัวได้เหมือนนางเอกในละครเช้าวันเสาร์…แต่ฉันทำไม่ได้ พรึ่บ!!! เสื้อแขนยาวสีเทาแถบชมพูตัวหนึ่ง ถูกโยนมาคลุมที่ขาของฉันทันที โชคดีที่มันตัวใหญ่มากพอที่จะปิดทุกอย่างได้มิดชิด เสียงหนึ่งที่ฟังดูร้อนรนดังขึ้นใกล้ ๆ “พี่ครับ พี่เจ็บมากไหมครับ ให้ผมดูหน่อย” ฉันเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตา เห็นเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย “มะ…ไม่เป็นไร แต่ว่า… ทำไมโลกมันหมุนติ้ว ๆ เลย” “ไหวไหมครับ” เขาขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่หน้าผากตัวเอง “พี่หัวโนด้วย” “อ้อ” ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง แล้วความรู้สึกปวดก็แล่นเข้ามาทันที “ลุกไหวไหม เดี๋ยวผมพาไปห้องพยาบาล” “ไม่เป็นไร…อ๊ะ!” ทันใดนั้น ปลายเท้าฉันก็แตะเข้ากับอากาศ เขาอุ้มฉันขึ้นอย่างง่ายดายโดยที่ฉันไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบสนาม “เฮ้ย อุ้มเลยว่ะ” “ใครวะนั่น อย่างเท่เลย” ใบหน้าฉันหน้าร้อนผ่าว รีบคล้องแขนโอบรอบคอร่างสูงตามสัญชาตญาณเพราะกลัวตก ก่อนจะซุกหน้าลงกับอกเขา เพื่อหลบซ่อนใบหน้าบวมปูดที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาจากสายตาคนที่มองมา กลิ่นโคโลญจน์อ่อน ๆ ผสมเหงื่อจากตัวเขา โชยเข้าจมูก มันเป็นกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยและทำให้หัวใจฉันเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาด เขาอุ้มฉันฝ่าฝูงนักเรียนออกมาอย่างเงียบ ๆ ด้วยจังหวะก้าวเท้าที่มั่นคง ตึก… ตึก… ตึก…เสียงที่ดังขึ้น เป็นจังหวะเดียวกันกับหัวใจของฉันในตอนนี้ เมื่อเดินเข้ามาในตัวอาคาร เสียงรอบข้างเริ่มเบาลง ฉันจึงเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และสบตาเขาเข้าอย่างจัง เป็นนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสงบนิ่ง อ่านไม่ออก โหนกแก้มของเขาเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อ มันแดงตัดกับผิวขาวละเอียดอย่างชัดเจน และน่าจะแดงพอ ๆ กับหน้าผากฉันในตอนนี้เลย เขายังคงทำหน้านิ่งไม่แสดงออกถึงความผิดปกติใด ๆ ราวกับว่ากำลังเดินตัวเปล่า แต่เหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดอยู่บนหน้าผาก ทำให้ฉันรู้ว่าเขาออกแรงไม่น้อย “เอ่อดีขึ้นแล้ว ลงตรงนี้ก็ได้” “ไม่เป็นไรครับ พี่ไม่ได้ตัวหนักขนาดนั้น เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” มุมปากเขายกขึ้นยิ้มราวกับรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไร หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อถึงห้องพยาบาล เขาค่อย ๆ วางฉันลงบนเตียงช้า ๆ อย่างเบามือ “ขอโทษนะครับ ” เขาก้มศีรษะให้อย่างคนรู้สึกผิด “ไม่เป็นไร” “รินรดา โดนอะไรมาลูก!” เสียงแหลมสูงเป็นเอกลักษณ์ของอาจารย์กรองแก้ว ผู้อยู่ประจำห้องพยาบาลตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ เร่งกุลีกุจอเข้ามาประชิดที่เตียง “แค่หน้ามืดค่ะอาจารย์ ตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ” ฉันรีบโกหก เพราะไม่อยากให้เรื่องไปถึง…ใครบางคน ตามมาด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของเพื่อนทั้งสองคน ที่วิ่งกระหืดกระหอบมายืนอยู่ที่หน้าประตู “เจ็บมากไหม!” ดาวิ่งมาหยุดยืนข้างเตียง หายใจหอบถี่ “เราไม่เป็นไรแล้ว เราแค่เจ็บหน้าผากนิดหน่อย” “ดูสิ หน้าบวมเหมือนผึ้งต่อยเลย” เดาว่าหน้าฉันตอนนี้มันคงตลกน่าดู ฉันหัวเราะแห้ง ๆ กวาดสายตามองหาร่างสูงที่อุ้มฉันมาด้วยความแปลกใจ เขาออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ยังไม่ทันได้ทำความรู้จักเลยด้วยซ้ำ “วนิดากับพลอยผกา กลับไปเรียนก่อนนะลูก ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวครูจะทำแผลให้รินรดา แล้วให้นอนพักที่นี่ก่อน” “ค่ะอาจารย์” ก่อนจะเดินออกไป พลอยยังหันมากระซิบข้างหูฉันเสียงเบา “แก…เมื่อกี้ทั้งสนามมองแกเลยนะ” ดาวางมือป้องปากแล้วทำท่ากระซิบ “ตอนเขาอุ้มแกอะ มีคนพูดว่า ‘โชคดีจังวะ’ ด้วย” “แล้วเขาเป็นใครอะ หล่อมาก” พลอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เสื้อเขาใช่ป่ะ” ฉันก้มมองเสื้อที่วางอยู่บนตักโดยไม่รู้ตัวว่าเผลอจับมันไว้แน่นแค่ไหน แล้วหัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ “เขาเตะบอลโดนเรานะ ไม่ใช่มาช่วยแบบตั้งใจสักหน่อย” “แต่เขาอุ้มแกนะ” ดาย้ำช้า ๆ “ต่อหน้าคนทั้งสนาม” ฉันเอาหมอนปิดหน้า ล้มตัวลงบนเตียง ทำท่าแกล้งหลับเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์ “ไปเรียนได้แล้ว” “ก็ได้ ๆ เลิกเรียนเดี๋ยวมารับนะ” คล้อยหลังเพื่อนสองคนไปไม่นาน ฉันก็เผลอนอนหลับไปโดยไม่รู้ตัว ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าเสียงออดเลิกเรียนได้ดังขึ้นแล้วฉันพลาดวิชาเดียวที่รอคอยมาตลอดทั้งสัปดาห์ไปอย่างน่าเสียดาย วันที่ตั้งใจจะให้ดอกไม้ วันที่ตั้งใจจะสารภาพความรู้สึก…สุดท้ายก็พังไม่เป็นท่า ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย ว่างเปล่า… ดอกกุหลาบสีชมพูหายไปไหนก็ไม่รู้ จบแล้ววันวาเลนไทน์ของฉัน “ดีขึ้นไหมลูก พรุ่งนี้มาเรียนไหวหรือเปล่า ให้ครูแจ้งที่ปรึกษาให้ไหม” อาจารย์กรองแก้วเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดีขึ้นแล้วค่ะ แต่ว่าหนูไม่ลาดีกว่า กลัวเรียนไม่ทันค่ะ” “ถ้าอย่างนั้นก็กลับบ้านไปพักผ่อนนะ ถ้ามีอะไรก็โทรหาที่ปรึกษาหรือว่าโทรหาครูก็ได้” “ขอบคุณค่ะอาจารย์” ฉันยกมือไหว้ลา ก่อนเดินออกมาหน้าห้องพยาบาล เจอเพื่อนทั้งสองยืนรออยู่พอดี “ไหวไหมริน ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า” ดาถามขึ้นเมื่อสังเกตเห็นใบหน้าหงอยของฉัน “พรุ่งนี้ลาโรงเรียนก่อนไหม พักผ่อนให้หายดีก่อน” พลอยเสนอขึ้นอย่างเป็นห่วง “เราไหว” ฉันฝืนยิ้ม ตอบกลับไป เราสามคนเดินตามกันไปยังลานรถรับส่งตามปกติ เกิดความเงียบขึ้นมาพักหนึ่ง ก่อนที่ดาจะเปิดประเด็นขึ้นมา “เอ่อ…รินรู้จักกับน้องโฟล์คด้วยเหรอ” ฉันส่ายหน้า “เราไปสืบมาแล้ว” พลอยโน้มหน้ามาใกล้จนศีรษะแทบจะชนกัน “เขาเป็นเด็กใหม่ เพิ่งย้ายมา แต่ฮอตมากเลยนะ ใคร ๆ ก็รู้จัก” ดาพูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เรื่องวันนี้ดังไปทั้งโรงเรียนแล้วล่ะ” เพิ่งย้ายมาใหม่เหรอ…มิน่าล่ะ ฉันถึงไม่เคยเห็นหน้า จากน้ำเสียงตื่นเต้นและแววตาที่ทอประกายของวนิดา เวลาถ่ายทอดเรื่องราวนั้น ทำให้ฉันรู้สึกราวกับกำลังฟังนิทานอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยสาวงามอยู่ก็ไม่ปาน ฉันลอบถอนหายใจเบา ๆ ทำหน้าไม่ถูกกับสิ่งที่ได้ยิน ทั้งเจ็บตัว ทั้งเขิน ทั้งอาย ปนเปกันไปหมด ลึก ๆ แล้วอยากให้เรื่องนี้เป็นเพียงความฝัน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉันไม่ชอบการตกเป็นเป้าสายตา ไม่อยากเห็นสายตาที่มองมาราวกับว่าฉันเป็นตัวตลก น้องคนนั้นอาจจะเป็นอัศวินก็ได้ แต่ฉันไม่ใช่สาวงาม… ไม่ใช่ และไม่ใกล้เคียงอีกต่างหาก ฉันเป็นแค่ ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ คนหนึ่ง พี่สาวฉันบอกแบบนั้น เราแยกย้ายกันเมื่อเดินมาถึงลานจอดรถรับส่ง ฉันรีบเดินขึ้นรถและเลือกนั่งชิดด้านในสุด เพราะไม่อยากให้หน้าผากที่บวมเท่าไข่เป็ดของฉันเป็นจุดสนใจ ก้มมองเสื้อคลุมแขนยาวสีเทาแถบชมพูที่เป็นลักษณะคล้ายเสื้อรุ่นในมือ ที่ติดมือฉันมาตั้งแต่ตอนเกิดเรื่อง กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเสื้อ เป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ฉันได้กลิ่น เมื่อตอนกลางวัน แค่คิดถึงตอนสบตากัน หัวใจก็พลันเต้นผิดจังหวะเมื่อพลิกเสื้อดูตรงด้านหลังเสื้อ ก่อนจะเห็นตัวอักษรที่ปักไว้อย่างประณีต น่าจะเป็นชื่อของเจ้าของ มันเขียนว่า “โฟล์ค 4/3” ฉันอ่านชื่อนั้นช้า ๆ ในใจ มันเป็นความทรงจำของสนามฟุตบอลที่ฉันไม่เคยลืมบ่ายสามครึ่ง เรามาถึงสนามตอนการแข่งขันเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังพอดี สกอร์ยังเสมอกันที่หนึ่งต่อหนึ่ง เสียงกรี๊ดของกองเชียร์ดังแข่งกันวุ่นวาย ทั้งที่เป็นแค่แมตช์กระชับมิตร แต่บรรยากาศกลับคึกคักเกินคาด อัฒจันทร์ข้างสนามแน่นขนัดราวกับเป็นรอบชิงชนะเลิศ โชคดีที่ยังพอมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้พวกเราสามคนแทรกตัวเข้าไปนั่งได้ หลังจากกวาดสายตาไปในสนามได้ไม่นาน ฉันก็เห็นเจ้าของร่างสูง ผิวเข้มที่กำลังมองหา เขาสวมเสื้อสีแดงหมายเลข 11 ตัดกับผิวเข้มอย่างพอดี ทำให้เขาดูเด่นสะดุดตากว่าใคร ฉันเผลอยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว ทว่าในจังหวะถัดมา เสียงกรี๊ดก็ดังสนั่นไปทั่วสนาม พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จนฉันสะดุ้งและรีบหันไปตามเสียง นักเตะเสื้อสีแดงเบอร์ 8 ของทีมเรากำลังเร่งฝีเท้า ไล่ลูกกลม ๆ ไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่ว เขาหลบหนึ่งคน สองคน ก่อนตวัดยิงทันที ลูกบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างแม่นยำ เสียงกรี๊ดจึงดังขึ้นถล่มทลายทั่วสนาม “ใครอะ เบอร์ 8” ฉันถามทั้งที่สายตายังจ้องในสนาม พลอยหันมามองฉันพลางทำหน้าประหลาด “ดูดี ๆ ไม่รู้จริงดิ” ดารีบเสริม “นั่นน้องโฟล์คไง!”
คน ๆ นั้นก็คือ น้องหน้าขาวที่เตะบอลใส่หน้าฉันเมื่อวันศุกร์ เขายืนอยู่ท้ายแถวกับกลุ่มเพื่อนอีกสี่ห้าคน แผ่นหลังเสื้อนักเรียนใหม่เอี่ยมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าเสื้อของเขายังอยู่กับฉัน และฉัน…ต้องเอามันไปคืน ด้วยความสูงที่น่าจะราว ๆ 180 เซนติเมตร และรูปร่างที่เหมือนนักกีฬา บวกกับผิวที่ขาวสะอาดตาตัดกับจมูกโด่งคมชัด ต่อให้ยืนท้ายแถว เขาก็ยังดูสะดุดตา ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองเขานานแค่ไหน จนกระทั่งเขาหันมาสบตา และยักคิ้วข้างหนึ่งใส่ฉัน หัวใจฉันหล่นวูบ รีบหลบสายตาในทันทีที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง ก่อนจะแกล้งก้มลงเช็ดรองเท้านักเรียนทั้งที่ปกติไม่เคยสนใจจะขัดเงาเลยสักครั้ง หัวใจฉันเต้นรัวเร็วแทบควบคุมไม่ได้ ความร้อนแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย มันส่งผลให้มือไม้สั่นและท้องไส้ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันยกมือขึ้นมาทาบที่หน้าอกอย่างกังวล ฉันจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า? ในความวุ่นวายนั้น ฉันพยายามบอกตัวเองว่า หัวใจที่เต้นผิดจังหวะเมื่อครู่ คงเป็นแค่เพราะอากาศร้อน… เท่านั้น ไม่น่าจะถึงขั้นป่วยอะไร สาย
ภาพความทรงจำ เมื่อสิบสองปีก่อนค่อย ๆ พรั่งพรูเข้ามาเป็นฉาก ๆ จะว่าไปแล้ว ชีวิตวัยมัธยมก็เปรียบเสมือนละครเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นทั้งตัวแสดงและคนดูในเวลาเดียวกัน ฉันจำได้แม้กระทั่งกลิ่นหญ้าแห้ง ๆ บนสนามฟุตบอล เสียงหัวเราะของเพื่อน รอยยิ้มของตนเอง หรือแม้แต่กลิ่นหอมจาง ๆ ของใครบางคน ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เรื่องราวเหล่านั้นยังคงงดงามเสมอ เสียงดนตรีในงานแต่งลอยแผ่วเข้ามาในโสตประสาท ดึงฉันกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง ภาพในภวังค์ค่อย ๆ เลือนหายไปช้า ๆ ราวกับม่านในโรงละครที่กำลังปิดลง แปลกดีเหมือนกันฉันกลับจำได้แต่เรื่องดี ๆ นึกถึงทีไรก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง ส่วนเรื่องที่เสียใจ…ก็มีนะ มีมากพอ ๆ กับเรื่องดี ๆ นั่นแหละ แต่พอเวลาผ่านไป ฉันก็แยกไม่ออกแล้วว่า อะไรคือความทรงจำ และอะไรคือสิ่งที่ฉันเลือกจะจำ ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง วันนี้คือวันแต่งงานของเขา แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า ละครเรื่องโปรดของฉันกำลังจะปิดฉากลงจริง ๆ หรือมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่กันแน่ “ริน เสร็จยังลูก สายแล้วเดี๋ยวไม่ทันรถ” เสียงแม่ตะโกนเรียกดังมาจากด้านล่
“พี่!!!” ฉันเปิดเปลือกตาขึ้นมา เห็นชายกระโปรงตัวเองที่เลิกขึ้นเหนือเข่าเป็นลำดับแรก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านผิวหนัง เสียงหัวเราะ เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัวราวกับฉันเป็นตัวตลก ฉันก้มหน้างุดและหลับตาด้วยความอาย จนนึกอยากหายตัวได้เหมือนนางเอกในละครเช้าวันเสาร์…แต่ฉันทำไม่ได้ พรึ่บ!!! เสื้อแขนยาวสีเทาแถบชมพูตัวหนึ่ง ถูกโยนมาคลุมที่ขาของฉันทันที โชคดีที่มันตัวใหญ่มากพอที่จะปิดทุกอย่างได้มิดชิด เสียงหนึ่งที่ฟังดูร้อนรนดังขึ้นใกล้ ๆ “พี่ครับ พี่เจ็บมากไหมครับ ให้ผมดูหน่อย” ฉันเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตา เห็นเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย “มะ…ไม่เป็นไร แต่ว่า… ทำไมโลกมันหมุนติ้ว ๆ เลย” “ไหวไหมครับ” เขาขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่หน้าผากตัวเอง “พี่หัวโนด้วย” “อ้อ” ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง แล้วความรู้สึกปวดก็แล่นเข้ามาทันที “ลุกไหวไหม เดี๋ยวผมพาไปห้องพยาบาล” “ไม่เป็นไร…อ๊ะ!” ทันใดนั้น ปลายเท้าฉันก็แตะเข้ากับอากาศ เขาอุ้มฉันขึ้นอย่างง่ายดายโดยที่ฉันไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว เสีย
วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 ฉันชื่อ ‘รินรดา’ หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ริน’ ก็ได้ กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า ในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนประมาณห้าพันคน กำลังเดินตามหลัง ‘พลอยผกา’ กับ ‘วนิดา’ เพื่อนสนิทไปยังอาคารเรียนหลังหนึ่ง เพื่อเรียนคาบสุดท้ายของภาคเช้าก่อนจะพักเที่ยง ด้วยท่าทางอ่อนแรงราวกับแบตเตอรี่ใกล้หมด แม้ภายนอกจะดูเหมือนมีความกระตือรือร้นที่จะไปเรียน แต่ในใจกลับห่อเหี่ยว เพราะคาบต่อไปเป็นวิชาที่ฉันเกลียดที่สุดรองลงมาจากฟิสิกส์ นั่นก็คือวิชาคณิตศาสตร์!!! ตั้งแต่มอหนึ่งจนถึงวันนี้ สมองของฉันไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับวิชานี้ได้เลย ท่องสูตรคูณได้ถึงแม่สิบสองก็ถือว่าเก่งแล้ว และเทอมก่อนฉันได้แค่เกรดสาม… สำหรับคนอื่นเกรดสามก็อาจจะเพียงพอ แต่สำหรับฉันมันต้องเป็นเลขสี่เท่านั้น เพราะว่าฉันดันอยู่ ‘ห้องกิฟต์’ และไม่มีใครรับประกันได้ว่าเด็กสมองทื่อเรื่องตัวเลขอย่างฉัน จะไม่ถูกคัดออกกลางทางในเทอมใดเทอมหนึ่ง ดังนั้นคณิตศาสตร์สำหรับฉันจึงไม่ใช่แค่วิชาน่าเบื่อ แต่มันคือความ…กดดัน คนอื่
วันศุกร์ที่ 14 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568คุณเคยมีรักครั้งแรกไหม?รักครั้งแรกของคุณเป็นยังไงกันบ้างสำหรับฉัน มันคล้าย ๆ ตอนที่มองเห็นสายรุ้งเจ็ดสีทอดโค้งบนท้องฟ้าหลังฝนหยุดตก ทั้งตื่นเต้น สวยงาม และสุขใจในยามที่เราตกอยู่ในห้วงของความรัก ราวกับว่าโลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพู มองไปทางไหนก็พบเจอแต่ความสดใส รอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ในหัวใจบรรเลงไปด้วยเพลงรักฉันยังจำจังหวะการเต้นระรัวของหัวใจได้ดี ยิ่งเขาขยับเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ หัวใจดวงน้อยก็เต้นรัวแรงเร็วขึ้นอย่างน่าประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้นเชื่อไหมว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือเสน่ห์ของ “รักครั้งแรก” แล้วเรื่องของคุณเป็นยังไงกันบ้าง? สุดท้ายแล้วคุณสมหวังกับรักครั้งแรกหรือเปล่า?ถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันอยากจะแก้ไขอะไรไหม คำตอบของฉันคือ “ไม่”ถ้าเลือกได้ ฉันอยากย้อนกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นอีกครั้งมากกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันมาที่นี่ในวันนี้ ฉันนั่งเล่าเรื่องนี้อย่างคนที่อยู่ในอาการเหมือนตกหลุมรักอีกครั้งพอมีเวลาเล็กน้อยที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่แสนประทับใจ ก่อนที่จะถึงเวลาสำคัญในช่วงเช้าของวันนี้และฉันคิดว่าฉันสามารถเ







