แชร์

หน้าเสาธง

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-03-09 13:43:48

ภาพความทรงจำ เมื่อสิบสองปีก่อนค่อย ๆ พรั่งพรูเข้ามาเป็นฉาก ๆ จะว่าไปแล้ว ชีวิตวัยมัธยมก็เปรียบเสมือนละครเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นทั้งตัวแสดงและคนดูในเวลาเดียวกัน

ฉันจำได้แม้กระทั่งกลิ่นหญ้าแห้ง ๆ บนสนามฟุตบอล เสียงหัวเราะของเพื่อน รอยยิ้มของตนเอง หรือแม้แต่กลิ่นหอมจาง ๆ ของใครบางคน ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เรื่องราวเหล่านั้นยังคงงดงามเสมอ

เสียงดนตรีในงานแต่งลอยแผ่วเข้ามาในโสตประสาท ดึงฉันกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง ภาพในภวังค์ค่อย ๆ เลือนหายไปช้า ๆ ราวกับม่านในโรงละครที่กำลังปิดลง

แปลกดีเหมือนกันฉันกลับจำได้แต่เรื่องดี ๆ นึกถึงทีไรก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง

ส่วนเรื่องที่เสียใจ…ก็มีนะ มีมากพอ ๆ กับเรื่องดี ๆ นั่นแหละ แต่พอเวลาผ่านไป ฉันก็แยกไม่ออกแล้วว่า อะไรคือความทรงจำ และอะไรคือสิ่งที่ฉันเลือกจะจำ

ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง วันนี้คือวันแต่งงานของเขา แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า ละครเรื่องโปรดของฉันกำลังจะปิดฉากลงจริง ๆ หรือมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่กันแน่

“ริน เสร็จยังลูก สายแล้วเดี๋ยวไม่ทันรถ” เสียงแม่ตะโกนเรียกดังมาจากด้านล่าง ทำให้ฉันรีบหวีผมสั้นตรงเท่าติ่งหูแบบลวก ๆ หมุนตัวหน้ากระจกหนึ่งรอบ ก่อนจะวิ่งออกจากห้องนอน

ฉันตื่นตีห้าครึ่งทุกวัน โดยมีแม่ที่เป็นนาฬิกาปลุกประจำตัว แต่ทว่าก็สายเกือบทุกวันเพราะมัวแต่โอ้เอ้ไม่ยอมอาบน้ำ

“เสร็จแล้วค่ะแม่!” ฉันตะโกนตอบพลางวิ่งตึงตังลงบันไดมาจากชั้นสอง เหลือบมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง เจ็ดโมงกับอีกสิบนาที คำนวณคร่าว ๆ เหลือเวลากินข้าวสิบนาทีก่อนรถรับส่งจะมาถึง

“ค่อย ๆ เดินสิลูก เดี๋ยวก็ตกบันไดแข้งขาหักกันพอดี”

“ขอโทษค่ะแม่” ฉันลากเสียงยาว เข้าไปกอดเอวอุ่น ๆ ของแม่อย่างออดอ้อน

สุดสัปดาห์ฉันมัวแต่ดูวาไรตี้ กว่าจะรู้ตัวว่ามีการบ้านก็หัวค่ำ กว่าจะได้นอนก็สี่ทุ่มกว่า ทั้งที่ปกติหลับตั้งแต่สองทุ่ม วันนี้เลยตื่นช้ากว่าปกติ ฉันตักไข่เจียวเข้าปากอย่างรีบร้อน จะว่าไปแล้วกับข้าวฝีมือแม่อร่อยที่สุดในโลกเลย

แม่ทอดสายตามองฉันพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เพราะรู้ดีว่าฉันแค่ทำท่าเชื่อฟังไปอย่างนั้น สุดท้ายแล้วฉันก็วิ่งขึ้นลงบันไดแบบนี้ทุกวัน จนกว่าจะตกลงมาขาหักอย่างที่แม่เตือนจริง ๆ นั่นแหละ ฉันถึงจะเชื่อฟัง

ไม่นานเสียงแตรรถก็ดังขึ้น ฉันคว้ากระเป๋าขึ้นสะพายหลังและไม่ลืมหยิบธนบัตรสีเขียวสามใบหลังตู้เย็น ที่แม่วางไว้ให้ทุกวันก่อนไปโรงเรียน

“ไปแล้วนะคะแม่ สวัสดีค่ะ”

ฉันหอมแก้มแม่ไปหนึ่งฟอด ถอนสายบัวแบบเร่งรีบ และสวมรองเท้าคัชชูสีดำที่ไม่เคยผ่านการขัดเงาคู่โปรด ก่อนจะวิ่งออกไปหน้าบ้าน

“ค่อย ๆ เดินนะริน อย่าวิ่ง” เสียงแม่ตะโกนตามหลังมา ฉันส่งยิ้ม โบกมือให้แม่ก่อนจะก้าวขึ้นรถอย่างคล่องแคล่ว

เจ็ดนาฬิกากับอีกสี่สิบนาที รถเคลื่อนที่มาจอดหน้าประตูโรงเรียน ฉันมุ่งหน้าไปยังลานชงโคหน้าห้องสมุดเป็นลำดับแรก เพราะที่นี่เป็นจุดนัดพบประจำ

เมื่อมาถึงก็พบว่าพลอยมาก่อนแล้ว ดาก็มาถึงพร้อมฉันพอดี

‘ตึ้ง ตึ่ง ตึ้ง ตึ่ง’

แปดนาฬิกา เสียงออดโรงเรียนดังขึ้น ตามด้วยเพลงมาร์ชประจำสถาบัน เป็นสัญญาณว่าได้เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ ฉันรีบก้าวไปสมทบกับเพื่อนอีกสองคนที่ยืนรออยู่ประจำที่ เราสามคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เข้ามอหนึ่ง จนตอนนี้ก็ห้าปีเต็ม ๆ แล้ว เรียกได้ว่าแค่มองตาก็รู้ใจกัน

วันนี้สนามหญ้าแฉะเล็กน้อยจากน้ำค้างที่ตกลงมาในยามเช้า จนรองเท้าคัชชูของฉันเปียกชุ่ม ดูมอมแมมหนักกว่าเดิมแต่ฉันไม่สนใจสักเท่าไหร่ เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลงเมื่อทุกคนพร้อมใจกันเข้าแถวตามชั้นปีที่หน้าเสาธงและตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็ไม่เคยมาสายอีกเลย

ฉันยกให้ “วันจันทร์” เป็นวันที่ นาฬิกาเดินช้าที่สุดของสัปดาห์ เพราะมันคือวันที่ต้องยืนตาแดดนานที่สุด รอให้ผอ.กล่าวโอวาทจนจบค่อยจะได้แยกย้าย แต่ท่านผอ.ใหม่ไฟแรงก็ไม่เคยพลาดขึ้นพูดหน้าเสาธงเลยสักครั้ง จวบจนเวลาผ่านไปยี่สิบนาที ก็ยังคงไร้วี่แวว แล้ววันนี้ก็ดูเหมือนว่าแดดจะร้อนมากเป็นพิเศษ ทำให้เหงื่อตามผิวหนังเริ่มไหลออกมาใต้ร่มผ้าจนเริ่มมีอาการคันยุบยิบไปทั้งตัว สมมติว่าเป็นแบบนี้ทุกวันจริง ๆ ฉันคงได้เป็นลมล้มพับหน้าเสาธงเข้าสักวันแน่ ๆ

รอบตัวเริ่มโกลาหลเงียบ ๆ บางคนยกเสื้อแขนยาวคลุมศีรษะ บางคนใช้กระเป๋านักเรียนบังแดด บางคนโบกพัดเล็ก ๆ อย่างสิ้นหวัง ส่วนฉัน…อาศัยหลบหลังเพื่อนที่ตัวสูงกว่าและนี่คงเป็นข้อดีเพียงเรื่องเดียวของการเป็นคนตัวเตี้ยอย่างฉัน

เมื่อจุดโฟกัสไม่ได้อยู่ที่เสียงของ ผอ.อีกต่อไป สายตาก็เผลอกวาดมองไปรอบ ๆ เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่า จากแถวของห้องกิฟต์ตรงนี้ สามารถมองเห็นนักเรียนชั้นอื่น ๆ ได้ชัดเจน แล้วสายตาของฉันก็สะดุดเข้ากับใครคนหนึ่ง เป็นคนที่ฉันจำหน้าได้แม่น

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • Love at first sight รักครั้งแรก   นักฟุตบอลเสื้อสีแดงเบอร์ 8

    บ่ายสามครึ่ง เรามาถึงสนามตอนการแข่งขันเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังพอดี สกอร์ยังเสมอกันที่หนึ่งต่อหนึ่ง เสียงกรี๊ดของกองเชียร์ดังแข่งกันวุ่นวาย ทั้งที่เป็นแค่แมตช์กระชับมิตร แต่บรรยากาศกลับคึกคักเกินคาด อัฒจันทร์ข้างสนามแน่นขนัดราวกับเป็นรอบชิงชนะเลิศ โชคดีที่ยังพอมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้พวกเราสามคนแทรกตัวเข้าไปนั่งได้ หลังจากกวาดสายตาไปในสนามได้ไม่นาน ฉันก็เห็นเจ้าของร่างสูง ผิวเข้มที่กำลังมองหา เขาสวมเสื้อสีแดงหมายเลข 11 ตัดกับผิวเข้มอย่างพอดี ทำให้เขาดูเด่นสะดุดตากว่าใคร ฉันเผลอยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว ทว่าในจังหวะถัดมา เสียงกรี๊ดก็ดังสนั่นไปทั่วสนาม พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จนฉันสะดุ้งและรีบหันไปตามเสียง นักเตะเสื้อสีแดงเบอร์ 8 ของทีมเรากำลังเร่งฝีเท้า ไล่ลูกกลม ๆ ไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่ว เขาหลบหนึ่งคน สองคน ก่อนตวัดยิงทันที ลูกบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างแม่นยำ เสียงกรี๊ดจึงดังขึ้นถล่มทลายทั่วสนาม “ใครอะ เบอร์ 8” ฉันถามทั้งที่สายตายังจ้องในสนาม พลอยหันมามองฉันพลางทำหน้าประหลาด “ดูดี ๆ ไม่รู้จริงดิ” ดารีบเสริม “นั่นน้องโฟล์คไง!”

  • Love at first sight รักครั้งแรก   ฉันจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า

    คน ๆ นั้นก็คือ น้องหน้าขาวที่เตะบอลใส่หน้าฉันเมื่อวันศุกร์ เขายืนอยู่ท้ายแถวกับกลุ่มเพื่อนอีกสี่ห้าคน แผ่นหลังเสื้อนักเรียนใหม่เอี่ยมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าเสื้อของเขายังอยู่กับฉัน และฉัน…ต้องเอามันไปคืน ด้วยความสูงที่น่าจะราว ๆ 180 เซนติเมตร และรูปร่างที่เหมือนนักกีฬา บวกกับผิวที่ขาวสะอาดตาตัดกับจมูกโด่งคมชัด ต่อให้ยืนท้ายแถว เขาก็ยังดูสะดุดตา ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองเขานานแค่ไหน จนกระทั่งเขาหันมาสบตา และยักคิ้วข้างหนึ่งใส่ฉัน หัวใจฉันหล่นวูบ รีบหลบสายตาในทันทีที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง ก่อนจะแกล้งก้มลงเช็ดรองเท้านักเรียนทั้งที่ปกติไม่เคยสนใจจะขัดเงาเลยสักครั้ง หัวใจฉันเต้นรัวเร็วแทบควบคุมไม่ได้ ความร้อนแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย มันส่งผลให้มือไม้สั่นและท้องไส้ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันยกมือขึ้นมาทาบที่หน้าอกอย่างกังวล ฉันจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า? ในความวุ่นวายนั้น ฉันพยายามบอกตัวเองว่า หัวใจที่เต้นผิดจังหวะเมื่อครู่ คงเป็นแค่เพราะอากาศร้อน… เท่านั้น ไม่น่าจะถึงขั้นป่วยอะไร สาย

  • Love at first sight รักครั้งแรก   หน้าเสาธง

    ภาพความทรงจำ เมื่อสิบสองปีก่อนค่อย ๆ พรั่งพรูเข้ามาเป็นฉาก ๆ จะว่าไปแล้ว ชีวิตวัยมัธยมก็เปรียบเสมือนละครเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นทั้งตัวแสดงและคนดูในเวลาเดียวกัน ฉันจำได้แม้กระทั่งกลิ่นหญ้าแห้ง ๆ บนสนามฟุตบอล เสียงหัวเราะของเพื่อน รอยยิ้มของตนเอง หรือแม้แต่กลิ่นหอมจาง ๆ ของใครบางคน ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เรื่องราวเหล่านั้นยังคงงดงามเสมอ เสียงดนตรีในงานแต่งลอยแผ่วเข้ามาในโสตประสาท ดึงฉันกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง ภาพในภวังค์ค่อย ๆ เลือนหายไปช้า ๆ ราวกับม่านในโรงละครที่กำลังปิดลง แปลกดีเหมือนกันฉันกลับจำได้แต่เรื่องดี ๆ นึกถึงทีไรก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง ส่วนเรื่องที่เสียใจ…ก็มีนะ มีมากพอ ๆ กับเรื่องดี ๆ นั่นแหละ แต่พอเวลาผ่านไป ฉันก็แยกไม่ออกแล้วว่า อะไรคือความทรงจำ และอะไรคือสิ่งที่ฉันเลือกจะจำ ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง วันนี้คือวันแต่งงานของเขา แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า ละครเรื่องโปรดของฉันกำลังจะปิดฉากลงจริง ๆ หรือมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่กันแน่ “ริน เสร็จยังลูก สายแล้วเดี๋ยวไม่ทันรถ” เสียงแม่ตะโกนเรียกดังมาจากด้านล่

  • Love at first sight รักครั้งแรก   สนามฟุตบอล

    “พี่!!!” ฉันเปิดเปลือกตาขึ้นมา เห็นชายกระโปรงตัวเองที่เลิกขึ้นเหนือเข่าเป็นลำดับแรก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านผิวหนัง เสียงหัวเราะ เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัวราวกับฉันเป็นตัวตลก ฉันก้มหน้างุดและหลับตาด้วยความอาย จนนึกอยากหายตัวได้เหมือนนางเอกในละครเช้าวันเสาร์…แต่ฉันทำไม่ได้ พรึ่บ!!! เสื้อแขนยาวสีเทาแถบชมพูตัวหนึ่ง ถูกโยนมาคลุมที่ขาของฉันทันที โชคดีที่มันตัวใหญ่มากพอที่จะปิดทุกอย่างได้มิดชิด เสียงหนึ่งที่ฟังดูร้อนรนดังขึ้นใกล้ ๆ “พี่ครับ พี่เจ็บมากไหมครับ ให้ผมดูหน่อย” ฉันเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตา เห็นเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย “มะ…ไม่เป็นไร แต่ว่า… ทำไมโลกมันหมุนติ้ว ๆ เลย” “ไหวไหมครับ” เขาขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่หน้าผากตัวเอง “พี่หัวโนด้วย” “อ้อ” ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง แล้วความรู้สึกปวดก็แล่นเข้ามาทันที “ลุกไหวไหม เดี๋ยวผมพาไปห้องพยาบาล” “ไม่เป็นไร…อ๊ะ!” ทันใดนั้น ปลายเท้าฉันก็แตะเข้ากับอากาศ เขาอุ้มฉันขึ้นอย่างง่ายดายโดยที่ฉันไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว เสีย

  • Love at first sight รักครั้งแรก   สิบสองปีก่อน

    วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 ฉันชื่อ ‘รินรดา’ หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ริน’ ก็ได้ กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า ในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนประมาณห้าพันคน กำลังเดินตามหลัง ‘พลอยผกา’ กับ ‘วนิดา’ เพื่อนสนิทไปยังอาคารเรียนหลังหนึ่ง เพื่อเรียนคาบสุดท้ายของภาคเช้าก่อนจะพักเที่ยง ด้วยท่าทางอ่อนแรงราวกับแบตเตอรี่ใกล้หมด แม้ภายนอกจะดูเหมือนมีความกระตือรือร้นที่จะไปเรียน แต่ในใจกลับห่อเหี่ยว เพราะคาบต่อไปเป็นวิชาที่ฉันเกลียดที่สุดรองลงมาจากฟิสิกส์ นั่นก็คือวิชาคณิตศาสตร์!!! ตั้งแต่มอหนึ่งจนถึงวันนี้ สมองของฉันไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับวิชานี้ได้เลย ท่องสูตรคูณได้ถึงแม่สิบสองก็ถือว่าเก่งแล้ว และเทอมก่อนฉันได้แค่เกรดสาม… สำหรับคนอื่นเกรดสามก็อาจจะเพียงพอ แต่สำหรับฉันมันต้องเป็นเลขสี่เท่านั้น เพราะว่าฉันดันอยู่ ‘ห้องกิฟต์’ และไม่มีใครรับประกันได้ว่าเด็กสมองทื่อเรื่องตัวเลขอย่างฉัน จะไม่ถูกคัดออกกลางทางในเทอมใดเทอมหนึ่ง ดังนั้นคณิตศาสตร์สำหรับฉันจึงไม่ใช่แค่วิชาน่าเบื่อ แต่มันคือความ…กดดัน คนอื่

  • Love at first sight รักครั้งแรก   ฉันมายินดีให้กับรักที่สดใส

    วันศุกร์ที่ 14 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568คุณเคยมีรักครั้งแรกไหม?รักครั้งแรกของคุณเป็นยังไงกันบ้างสำหรับฉัน มันคล้าย ๆ ตอนที่มองเห็นสายรุ้งเจ็ดสีทอดโค้งบนท้องฟ้าหลังฝนหยุดตก ทั้งตื่นเต้น สวยงาม และสุขใจในยามที่เราตกอยู่ในห้วงของความรัก ราวกับว่าโลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพู มองไปทางไหนก็พบเจอแต่ความสดใส รอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ในหัวใจบรรเลงไปด้วยเพลงรักฉันยังจำจังหวะการเต้นระรัวของหัวใจได้ดี ยิ่งเขาขยับเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ หัวใจดวงน้อยก็เต้นรัวแรงเร็วขึ้นอย่างน่าประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้นเชื่อไหมว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือเสน่ห์ของ “รักครั้งแรก” แล้วเรื่องของคุณเป็นยังไงกันบ้าง? สุดท้ายแล้วคุณสมหวังกับรักครั้งแรกหรือเปล่า?ถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันอยากจะแก้ไขอะไรไหม คำตอบของฉันคือ “ไม่”ถ้าเลือกได้ ฉันอยากย้อนกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นอีกครั้งมากกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันมาที่นี่ในวันนี้ ฉันนั่งเล่าเรื่องนี้อย่างคนที่อยู่ในอาการเหมือนตกหลุมรักอีกครั้งพอมีเวลาเล็กน้อยที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่แสนประทับใจ ก่อนที่จะถึงเวลาสำคัญในช่วงเช้าของวันนี้และฉันคิดว่าฉันสามารถเ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status