Masukวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556
ฉันชื่อ ‘รินรดา’ หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ริน’ ก็ได้ กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า ในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนประมาณห้าพันคน กำลังเดินตามหลัง ‘พลอยผกา’ กับ ‘วนิดา’ เพื่อนสนิทไปยังอาคารเรียนหลังหนึ่ง เพื่อเรียนคาบสุดท้ายของภาคเช้าก่อนจะพักเที่ยง ด้วยท่าทางอ่อนแรงราวกับแบตเตอรี่ใกล้หมด แม้ภายนอกจะดูเหมือนมีความกระตือรือร้นที่จะไปเรียน แต่ในใจกลับห่อเหี่ยว เพราะคาบต่อไปเป็นวิชาที่ฉันเกลียดที่สุดรองลงมาจากฟิสิกส์ นั่นก็คือวิชาคณิตศาสตร์!!! ตั้งแต่มอหนึ่งจนถึงวันนี้ สมองของฉันไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับวิชานี้ได้เลย ท่องสูตรคูณได้ถึงแม่สิบสองก็ถือว่าเก่งแล้ว และเทอมก่อนฉันได้แค่เกรดสาม… สำหรับคนอื่นเกรดสามก็อาจจะเพียงพอ แต่สำหรับฉันมันต้องเป็นเลขสี่เท่านั้น เพราะว่าฉันดันอยู่ ‘ห้องกิฟต์’ และไม่มีใครรับประกันได้ว่าเด็กสมองทื่อเรื่องตัวเลขอย่างฉัน จะไม่ถูกคัดออกกลางทางในเทอมใดเทอมหนึ่ง ดังนั้นคณิตศาสตร์สำหรับฉันจึงไม่ใช่แค่วิชาน่าเบื่อ แต่มันคือความ…กดดัน คนอื่นอาจคิดว่าเด็กห้องกิฟต์ต้องเก่งทุกวิชา แต่ยกเว้นฉันไว้คนหนึ่งก็แล้วกัน เพราะตอนนี้ฉันกำลังอิจฉากลุ่มเด็กผู้ชายที่โดดเรียนไปเตะฟุตบอลกลางสนามอย่างสนุกสนานอยู่ วันนี้บรรยากาศในโรงเรียนดูคึกคักกว่าปกติ เพราะทุกคนรู้กันดีว่ามันคือ “วันวาเลนไทน์” ดอกไม้เอย ช็อกโกแลตเอย คำสารภาพรักและการขอเป็นแฟน ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนเริ่มธรรมเนียมนี้เป็นคนแรก…แต่ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉันเปิดดูดอกกุหลาบสีชมพูหนึ่งดอกที่แอบซ่อนไว้ในกระเป๋าสะพาย และเผลอยิ้มออกมา เมื่อแน่ใจว่ามันยังอยู่ในสภาพดี ไม่โดนหนังสือทับจนคอพับไปเสียก่อน โดยหักค่าขนมของตัวเองเพื่อซื้อมาด้วยราคา ‘สิบห้าบาท’ ฉันทำแบบนี้มาเข้าสู่ปีที่ห้าแล้ว หวังว่าสักวันหนึ่ง จะกล้าสารภาพความในใจสักที และปีนี้คือปีสุดท้าย ถ้าวันนี้พลาด ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว… คาบเรียนที่แล้วเป็นวิชาภาษาอังกฤษ เราเรียนกันที่อาคารสองซึ่งอยู่ไกลจากอาคารหนึ่งพอสมควร ระหว่างทางเพื่อนทั้งสองขอแวะเข้าห้องน้ำ แต่ฉันปฏิเสธเพราะพึ่งเข้าไปไม่นาน ฉันจึงมายืนหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ริมขอบสนามฟุตบอล วันนี้อากาศร้อนอบอบอ้าวกว่าปกติ แสงแดดของตะวันยามเที่ยงตกกระทบกับพื้นหญ้าแห้ง กลางสนาม จนมองเห็นคลื่นความร้อน ลอยระยิบระยับ อยู่ใต้ร่มไม้ยังรู้สึกร้อนขนาดนี้ แล้วคนที่ยืนอยู่กลางแดดไม่ร้อนกันเลยหรือไงนะ ด้วยความสงสัยฉันจึงสอดสายตาไปยังสนาม เผื่อว่าจะได้เจอคนบางคน…แล้วฉันก็เจอเขา ร่างสูง ผิวเข้ม ที่ดูโดดเด่นกว่าใคร อยู่ในชุดนักเรียนที่ไม่เป็นระเบียบ ปล่อยชายเสื้อออกมานอกกางเกงสีกากี กำลังวิ่งไล่เตะฟุตบอลท่ามกลางคนนับสิบ ราวกับโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุนไปชั่วขณะ ฉันเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว คนอะไร เท่ชะมัดเลย…. เขาคือ “พี่แม็ก” รุ่นพี่มอหก ประธานชมรมคณิตศาสตร์ ที่พึ่งตัดสินใจยื่นใบสมัครเข้าร่วมตอนขึ้นมอห้า ปฏิเสธชมรมภาษาไทยที่ตัวเองรัก แล้วเลือกเข้าชมรมคณิตศาสตร์ที่ตัวเองเกลียดโดยไม่ลังเล โดยให้เหตุผลกับทุกคนว่าอยากเพิ่มพูนความรู้และกลัวโดนคัดออกจากห้องกิฟต์… ข้ออ้างทั้งนั้น! พลอยเลือกชมรมศิลปะ เพราะรักการวาดรูป ส่วนดาเลือกชมรมพละศึกษา เพราะแฟนเป็นนักฟุตบอล และมีพ่อที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม ส่วนฉันเลือกชมรมคณิตศาสตร์เพราะ ‘เขา’ พี่แม็กเป็นหนึ่งในรุ่นพี่สุดฮอตของโรงเรียน เรียนดี กีฬาเด่น กิจกรรมเลิศ ไม่น้อยหน้าใคร ส่วนหน้าตาก็หล่อระดับเดือนโรงเรียน แถมยังพ่วงด้วยตำแหน่งรองประธานนักเรียนอีกต่างหาก ไม่แปลกที่ผู้หญิงแทบครึ่งโรงเรียนจะชอบเขา…รวมถึงฉัน ฉันเริ่มชอบพี่เขาตั้งแต่ขึ้นมอหนึ่ง รู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ โดยเรื่องมันมีอยู่ว่า…วันนั้นฉันมาสายเกือบจะไม่ทันฉันยืนลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่หน้าประตูโรงเรียน สายตาคอยชะเง้อมองซ้ายขวา กลัวอาจารย์ฝ่ายปกครองจะมาเจอเข้า ทั้งอยากไปเข้าแถว เรียกว่าไม่กล้าเดินหน้าและไม่กล้าถอยหลัง ขณะที่กำลังยืนลังเลอยู่หน้าประตูโรงเรียน รุ่นพี่มอสองคนหนึ่งเดินหิ้วกระเป๋านักเรียนสีดำผ่านมาด้วยท่าทางสบาย ๆ เขาพูดกับฉันว่า ‘ไม่ต้องกลัวนะ ไปกับพี่ เดินไปด้วยกัน มาสายดีกว่าไม่มา’ เขาส่งยิ้มมาให้ โลกของเด็กผู้หญิงมอหนึ่งคนนั้นหยุดหมุนไปชั่วขณะ ตั้งแต่วันนั้นฉันก็ไม่เคยมองผู้ชายคนไหนอีกเลย รู้ตัวอีกที เขาก็กลายเป็นผู้ชายคนเดียวที่ฉันมองหามาตลอดห้าปี เราสองคนไม่ได้สนิทกันมาก แต่ก็มีพูดคุยกันบ้างตามประสารุ่นพี่กับรุ่นน้อง จนกระทั่งมอสามเทอมสอง ช่วงนั้นเป็นการแข่งกีฬาสีของโรงเรียน ห้องกิฟต์ได้รับหน้าที่ส่งตัวแทนถือป้ายโรงเรียน และแน่นอนว่าไม่มีใครสมัครใจ เนื่องจากต้องนอนค้างคืน แต่งหน้าทำผมวุ่นวาย สุดท้ายจึงต้องจับสลาก และฉัน…แจ๊กพอต แล้วโชคชะตาก็เหมือนจะเข้าข้าง เพราะคนที่ถือป้ายคู่ฉันคือพี่แม็ก จากที่ลังเลอยู่ในตอนแรก ฉันกลับตอบตกลงทันที โดยไร้เงื่อนไข ทั้งที่เราแทบไม่ได้คุยกันนอกกิจกรรม แต่พี่แม็กกลับเรียกชื่อฉันถูกตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ใช่แค่ “ริน” แต่เป็น “รินรดา” แบบเต็ม ๆ ราวกับเขาตั้งใจจำชื่อฉัน สำหรับคนที่เป็นเพียงรุ่นน้องคนหนึ่งในบรรดานักเรียนห้าพันคน นั่นมันมากพอที่จะทำให้หัวใจฉันเต้นแรงได้ทั้งวัน ตั้งแต่นั้นมา เราก็ได้คุยกันมากขึ้น หัวเราะด้วยกันมากขึ้น แม้มันจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับฉัน มันคือความทรงจำที่ชัดเจนที่สุดในชีวิตมัธยม ฉันเก็บเรื่องที่แอบชอบเขาไว้คนเดียว ไม่มีใครรู้ แม้แต่เจ้าตัว แต่วันนี้…ฉันตั้งใจแล้วว่าจะบอกเขา ฉันลอบมองดอกกุหลาบสีชมพูในกระเป๋าอีกครั้ง และเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว และโอกาสเดียวของฉันก็มาถึงในชั่วโมงสุดท้ายของวันศุกร์ วิชาชมรม หลายคนชอบเพราะได้ร่วมเรียนกับเพื่อนต่างชั้นปี แต่สำหรับฉัน นี่คือชั่วโมงเดียวที่รอคอยมาตลอดทั้งสัปดาห์ เพราะฉันจะได้เจอพี่แม็กนั่นเอง…แค่คิดก็อยากให้ชั่วโมงสุดท้ายของวันนี้มาถึงเร็ว ๆ จังหวะที่ฉันกำลังยืนเหม่อกับความคิดของตัวเองนั้น อยู่ ๆ เสียงตะโกนของใครสักคนก็ดังลั่นขึ้น พร้อม ๆ กับลูกกลม ๆ ที่พุ่งตรงมาทางฉัน และอัดเข้ากับใบหน้าฉันเต็มแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว “ระวัง!!!” “น้อง หลบ!” พลั่ก! ไม่ทันแล้ว ลูกฟุตบอลพุ่งมาด้วยความเร็วเต็มแรง และอัดเข้ากับใบหน้าฉันอย่างจัง จนทรงตัวไม่อยู่ แรงกระแทกทำให้ฉันเสียหลักล้มพับลงกับพื้นทันที พร้อมกับดอกกุหลาบสีชมพูที่กระเด็นออกจากกระเป๋าไปคนละทาง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก โลกที่หยุดหมุนของฉันในตอนแรก ตอนนี้มันกำลังหมุนติ้ว พื้นดินที่เคยเดินกลับลอยอยู่บนฟ้าอย่างตาลปัตร เสียงรอบตัวอื้ออึง… ในที่สุดฉันก็ไม่สามารถประคองสติตัวเอง บนโลกที่กำลังโคลงเคลงนี้ได้อีกต่อไปบ่ายสามครึ่ง เรามาถึงสนามตอนการแข่งขันเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังพอดี สกอร์ยังเสมอกันที่หนึ่งต่อหนึ่ง เสียงกรี๊ดของกองเชียร์ดังแข่งกันวุ่นวาย ทั้งที่เป็นแค่แมตช์กระชับมิตร แต่บรรยากาศกลับคึกคักเกินคาด อัฒจันทร์ข้างสนามแน่นขนัดราวกับเป็นรอบชิงชนะเลิศ โชคดีที่ยังพอมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้พวกเราสามคนแทรกตัวเข้าไปนั่งได้ หลังจากกวาดสายตาไปในสนามได้ไม่นาน ฉันก็เห็นเจ้าของร่างสูง ผิวเข้มที่กำลังมองหา เขาสวมเสื้อสีแดงหมายเลข 11 ตัดกับผิวเข้มอย่างพอดี ทำให้เขาดูเด่นสะดุดตากว่าใคร ฉันเผลอยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว ทว่าในจังหวะถัดมา เสียงกรี๊ดก็ดังสนั่นไปทั่วสนาม พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จนฉันสะดุ้งและรีบหันไปตามเสียง นักเตะเสื้อสีแดงเบอร์ 8 ของทีมเรากำลังเร่งฝีเท้า ไล่ลูกกลม ๆ ไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่ว เขาหลบหนึ่งคน สองคน ก่อนตวัดยิงทันที ลูกบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างแม่นยำ เสียงกรี๊ดจึงดังขึ้นถล่มทลายทั่วสนาม “ใครอะ เบอร์ 8” ฉันถามทั้งที่สายตายังจ้องในสนาม พลอยหันมามองฉันพลางทำหน้าประหลาด “ดูดี ๆ ไม่รู้จริงดิ” ดารีบเสริม “นั่นน้องโฟล์คไง!”
คน ๆ นั้นก็คือ น้องหน้าขาวที่เตะบอลใส่หน้าฉันเมื่อวันศุกร์ เขายืนอยู่ท้ายแถวกับกลุ่มเพื่อนอีกสี่ห้าคน แผ่นหลังเสื้อนักเรียนใหม่เอี่ยมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าเสื้อของเขายังอยู่กับฉัน และฉัน…ต้องเอามันไปคืน ด้วยความสูงที่น่าจะราว ๆ 180 เซนติเมตร และรูปร่างที่เหมือนนักกีฬา บวกกับผิวที่ขาวสะอาดตาตัดกับจมูกโด่งคมชัด ต่อให้ยืนท้ายแถว เขาก็ยังดูสะดุดตา ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองเขานานแค่ไหน จนกระทั่งเขาหันมาสบตา และยักคิ้วข้างหนึ่งใส่ฉัน หัวใจฉันหล่นวูบ รีบหลบสายตาในทันทีที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง ก่อนจะแกล้งก้มลงเช็ดรองเท้านักเรียนทั้งที่ปกติไม่เคยสนใจจะขัดเงาเลยสักครั้ง หัวใจฉันเต้นรัวเร็วแทบควบคุมไม่ได้ ความร้อนแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย มันส่งผลให้มือไม้สั่นและท้องไส้ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันยกมือขึ้นมาทาบที่หน้าอกอย่างกังวล ฉันจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า? ในความวุ่นวายนั้น ฉันพยายามบอกตัวเองว่า หัวใจที่เต้นผิดจังหวะเมื่อครู่ คงเป็นแค่เพราะอากาศร้อน… เท่านั้น ไม่น่าจะถึงขั้นป่วยอะไร สาย
ภาพความทรงจำ เมื่อสิบสองปีก่อนค่อย ๆ พรั่งพรูเข้ามาเป็นฉาก ๆ จะว่าไปแล้ว ชีวิตวัยมัธยมก็เปรียบเสมือนละครเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นทั้งตัวแสดงและคนดูในเวลาเดียวกัน ฉันจำได้แม้กระทั่งกลิ่นหญ้าแห้ง ๆ บนสนามฟุตบอล เสียงหัวเราะของเพื่อน รอยยิ้มของตนเอง หรือแม้แต่กลิ่นหอมจาง ๆ ของใครบางคน ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เรื่องราวเหล่านั้นยังคงงดงามเสมอ เสียงดนตรีในงานแต่งลอยแผ่วเข้ามาในโสตประสาท ดึงฉันกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง ภาพในภวังค์ค่อย ๆ เลือนหายไปช้า ๆ ราวกับม่านในโรงละครที่กำลังปิดลง แปลกดีเหมือนกันฉันกลับจำได้แต่เรื่องดี ๆ นึกถึงทีไรก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง ส่วนเรื่องที่เสียใจ…ก็มีนะ มีมากพอ ๆ กับเรื่องดี ๆ นั่นแหละ แต่พอเวลาผ่านไป ฉันก็แยกไม่ออกแล้วว่า อะไรคือความทรงจำ และอะไรคือสิ่งที่ฉันเลือกจะจำ ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง วันนี้คือวันแต่งงานของเขา แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า ละครเรื่องโปรดของฉันกำลังจะปิดฉากลงจริง ๆ หรือมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่กันแน่ “ริน เสร็จยังลูก สายแล้วเดี๋ยวไม่ทันรถ” เสียงแม่ตะโกนเรียกดังมาจากด้านล่
“พี่!!!” ฉันเปิดเปลือกตาขึ้นมา เห็นชายกระโปรงตัวเองที่เลิกขึ้นเหนือเข่าเป็นลำดับแรก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านผิวหนัง เสียงหัวเราะ เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัวราวกับฉันเป็นตัวตลก ฉันก้มหน้างุดและหลับตาด้วยความอาย จนนึกอยากหายตัวได้เหมือนนางเอกในละครเช้าวันเสาร์…แต่ฉันทำไม่ได้ พรึ่บ!!! เสื้อแขนยาวสีเทาแถบชมพูตัวหนึ่ง ถูกโยนมาคลุมที่ขาของฉันทันที โชคดีที่มันตัวใหญ่มากพอที่จะปิดทุกอย่างได้มิดชิด เสียงหนึ่งที่ฟังดูร้อนรนดังขึ้นใกล้ ๆ “พี่ครับ พี่เจ็บมากไหมครับ ให้ผมดูหน่อย” ฉันเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตา เห็นเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย “มะ…ไม่เป็นไร แต่ว่า… ทำไมโลกมันหมุนติ้ว ๆ เลย” “ไหวไหมครับ” เขาขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่หน้าผากตัวเอง “พี่หัวโนด้วย” “อ้อ” ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง แล้วความรู้สึกปวดก็แล่นเข้ามาทันที “ลุกไหวไหม เดี๋ยวผมพาไปห้องพยาบาล” “ไม่เป็นไร…อ๊ะ!” ทันใดนั้น ปลายเท้าฉันก็แตะเข้ากับอากาศ เขาอุ้มฉันขึ้นอย่างง่ายดายโดยที่ฉันไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว เสีย
วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 ฉันชื่อ ‘รินรดา’ หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ริน’ ก็ได้ กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า ในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนประมาณห้าพันคน กำลังเดินตามหลัง ‘พลอยผกา’ กับ ‘วนิดา’ เพื่อนสนิทไปยังอาคารเรียนหลังหนึ่ง เพื่อเรียนคาบสุดท้ายของภาคเช้าก่อนจะพักเที่ยง ด้วยท่าทางอ่อนแรงราวกับแบตเตอรี่ใกล้หมด แม้ภายนอกจะดูเหมือนมีความกระตือรือร้นที่จะไปเรียน แต่ในใจกลับห่อเหี่ยว เพราะคาบต่อไปเป็นวิชาที่ฉันเกลียดที่สุดรองลงมาจากฟิสิกส์ นั่นก็คือวิชาคณิตศาสตร์!!! ตั้งแต่มอหนึ่งจนถึงวันนี้ สมองของฉันไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับวิชานี้ได้เลย ท่องสูตรคูณได้ถึงแม่สิบสองก็ถือว่าเก่งแล้ว และเทอมก่อนฉันได้แค่เกรดสาม… สำหรับคนอื่นเกรดสามก็อาจจะเพียงพอ แต่สำหรับฉันมันต้องเป็นเลขสี่เท่านั้น เพราะว่าฉันดันอยู่ ‘ห้องกิฟต์’ และไม่มีใครรับประกันได้ว่าเด็กสมองทื่อเรื่องตัวเลขอย่างฉัน จะไม่ถูกคัดออกกลางทางในเทอมใดเทอมหนึ่ง ดังนั้นคณิตศาสตร์สำหรับฉันจึงไม่ใช่แค่วิชาน่าเบื่อ แต่มันคือความ…กดดัน คนอื่
วันศุกร์ที่ 14 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568คุณเคยมีรักครั้งแรกไหม?รักครั้งแรกของคุณเป็นยังไงกันบ้างสำหรับฉัน มันคล้าย ๆ ตอนที่มองเห็นสายรุ้งเจ็ดสีทอดโค้งบนท้องฟ้าหลังฝนหยุดตก ทั้งตื่นเต้น สวยงาม และสุขใจในยามที่เราตกอยู่ในห้วงของความรัก ราวกับว่าโลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพู มองไปทางไหนก็พบเจอแต่ความสดใส รอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ในหัวใจบรรเลงไปด้วยเพลงรักฉันยังจำจังหวะการเต้นระรัวของหัวใจได้ดี ยิ่งเขาขยับเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ หัวใจดวงน้อยก็เต้นรัวแรงเร็วขึ้นอย่างน่าประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้นเชื่อไหมว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือเสน่ห์ของ “รักครั้งแรก” แล้วเรื่องของคุณเป็นยังไงกันบ้าง? สุดท้ายแล้วคุณสมหวังกับรักครั้งแรกหรือเปล่า?ถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันอยากจะแก้ไขอะไรไหม คำตอบของฉันคือ “ไม่”ถ้าเลือกได้ ฉันอยากย้อนกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นอีกครั้งมากกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันมาที่นี่ในวันนี้ ฉันนั่งเล่าเรื่องนี้อย่างคนที่อยู่ในอาการเหมือนตกหลุมรักอีกครั้งพอมีเวลาเล็กน้อยที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่แสนประทับใจ ก่อนที่จะถึงเวลาสำคัญในช่วงเช้าของวันนี้และฉันคิดว่าฉันสามารถเ







