Masukคน ๆ นั้นก็คือ น้องหน้าขาวที่เตะบอลใส่หน้าฉันเมื่อวันศุกร์ เขายืนอยู่ท้ายแถวกับกลุ่มเพื่อนอีกสี่ห้าคน แผ่นหลังเสื้อนักเรียนใหม่เอี่ยมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าเสื้อของเขายังอยู่กับฉัน และฉัน…ต้องเอามันไปคืน
ด้วยความสูงที่น่าจะราว ๆ 180 เซนติเมตร และรูปร่างที่เหมือนนักกีฬา บวกกับผิวที่ขาวสะอาดตาตัดกับจมูกโด่งคมชัด ต่อให้ยืนท้ายแถว เขาก็ยังดูสะดุดตา ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองเขานานแค่ไหน จนกระทั่งเขาหันมาสบตา และยักคิ้วข้างหนึ่งใส่ฉัน หัวใจฉันหล่นวูบ รีบหลบสายตาในทันทีที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง ก่อนจะแกล้งก้มลงเช็ดรองเท้านักเรียนทั้งที่ปกติไม่เคยสนใจจะขัดเงาเลยสักครั้ง หัวใจฉันเต้นรัวเร็วแทบควบคุมไม่ได้ ความร้อนแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย มันส่งผลให้มือไม้สั่นและท้องไส้ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันยกมือขึ้นมาทาบที่หน้าอกอย่างกังวล ฉันจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า? ในความวุ่นวายนั้น ฉันพยายามบอกตัวเองว่า หัวใจที่เต้นผิดจังหวะเมื่อครู่ คงเป็นแค่เพราะอากาศร้อน… เท่านั้น ไม่น่าจะถึงขั้นป่วยอะไร สายลมอ่อน ๆ พัดมาอย่างแผ่วเบา เสียงอาจารย์เวรดังลอยอยู่ไกล ๆ แต่ฉันกลับไม่ได้ยินอะไรชัดเจนเลย จนกระทั่งเสียงประกาศเลิกแถวดังขึ้น ความยาวนานของเช้าวันจันทร์จึงสิ้นสุดลงเสียที ชั่วโมงโฮมรูมมาถึงและวันนี้ ‘อาจารย์หลิน’ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำชั้นไม่สบาย จึงปล่อยพวกเราตามอัธยาศัย ฉันเหลือบมองนาฬิกาหน้าห้อง เห็นว่ายังพอมีเวลาจึงชวนเพื่อนไปสหกรณ์ร้านค้าก่อนขึ้นเรียน เราเดินตามกันเป็นกลุ่มใหญ่ปะปนกับนักเรียนชั้นอื่นที่ต่างแยกย้ายกันไปห้องเรียนให้ทันเวลา เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังระงมไปทั่วทางเดิน บรรยากาศคึกคักวุ่นวายพอ ๆ กับความคิดในหัวของฉันตอนนี้ คาบแรกของวันเราเรียนกันที่อาคารสาม ส่วนห้องประจำชั้นอยู่ที่อาคารสอง ระยะทางสั้น ๆ ทำให้เราไม่ต้องเร่งฝีเท้าเหมือนใคร แค่เดินผ่านอาคารหนึ่งไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว อาคารหนึ่งเป็นตึกที่เก่าแก่ที่สุดของโรงเรียน มีทั้งหมดสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างอาคารสองกับอาคารสาม และเป็นตึกเดียวที่ยังคงโครงสร้างไม้เอาไว้ทั้งหลัง ตัวอาคารทาด้วยสีเหลืองอ่อนสบายตา หลังคาที่เคยมุงสังกะสี ถูกเปลี่ยนเป็นกระเบื้องสีแดงเมื่อต้นปี หลังจากที่ฝนตกทีไรน้ำก็รั่วไหลลงมาท่วมห้องทุกครั้ง ตึกนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นหลังแรก ตั้งแต่สมัยโรงเรียนเพิ่งก่อตั้ง และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่อาคารต่าง ๆ ถูกเรียงชื่อ หนึ่ง สอง สาม สี่ ตามลำดับ ฉันมองอาคารไม้เก่าที่กำลังเดินผ่านอย่างครุ่นคิด บางครั้ง เวลามองจากมุมไกล ๆ ก็ให้ความรู้สึกวังเวงอย่างน่าประหลาด ถึงจะถูกทาสีทับใหม่มาหลายครั้ง แต่กลิ่นอายเก่าแก่บางอย่างก็ยังไม่จางหาย โดยเฉพาะชั้นล่าง ที่มีห้องศิลปะกับห้องดนตรีไทยตั้งอยู่ติดกัน มันเงียบเสียจนชวนให้ขนลุก ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ทุกครั้งที่เดินผ่าน สายตาถึงเผลอมองลอดช่องประตูเข้าไปข้างในเสมอ ทั้งที่ในหัวชอบจินตนาการภาพน่าขนลุกเสียด้วยซ้ำ นึกถึงผู้หญิงใส่ชุดไทย หน้าขาวซีด คิ้วโก่ง ปากแดงสดยืนรำช้า ๆ อยู่กลางห้อง หรือไม่ก็ชายแก่ในชุดไทย นั่งตีระนาดอยู่ลำพังท่ามกลางแสงสลัว แค่คิด ขนแขนก็ลุกซู่ขึ้นมาทันที แต่วันนี้…ฉันไม่ได้เจอผีอย่างที่จินตนาการไว้ สิ่งที่เห็นผ่านช่องประตูกลับเป็นร่างสูงที่คุ้นตา นั่งก้มหน้าอยู่ติดกับประตูห้องศิลปะ โดยมีอาจารย์กรองแก้วกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่หน้าห้อง ไวเท่าความคิดฉันหันไปหาพลอยกับดาอย่างรวดเร็ว “ไปก่อนได้เลยนะ เราขอไปทำธุระแป๊ปนึง” “อ้าวริน จะไปไหน” พลอยท้วง ฉันหยิบเสื้อออกมาจากกระเป๋า ทั้งคู่จึงพยักหน้าเข้าใจและไม่ถามต่อ ฉันค่อย ๆ เดินย่องอ้อมไปทางประตูหลังห้องศิลปะ รอจังหวะให้เขาหันหน้ามาด้านนอก แต่ก็ไร้วี่แวว ด้วยความที่เสียงแหลมสูงของอาจารย์กรองแก้วดังชัดราวกับนกหวีด กลบเสียงทุกอย่างจนหมด เขาจึงไม่ได้สนใจเสียงรอบข้างเลย ฉันยืนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง กวาดตามองซ้ายขวาอย่างระแวง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครทันสังเกต จึงตัดสินใจฉีกกระดาษหน้ากลางออกจากสมุดเล่มหนึ่งในกระเป๋าแล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ โยนไปที่เขา “ปึก!!!” แล้วมันก็ได้ผลถนัดตา เขาหันมาทันที่ที่กระดาษกระทบตัว ฉันยิ้มย่องอย่างภูมิใจในวิธีการที่แสนฉลาดของตนเอง ก่อนกวักมือเรียกเขาออกมานอกห้อง โชว์เสื้อในมือให้ดูพลางขยับปากพึมพำช้า ๆ “เอาเสื้อมาคืน” เขาเดินหลบออกมาหาทางประตูหลังห้องและฉีกยิ้มกว้างจนเห็นรอยบุ๋มข้างแก้ม แววตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยดูสงบนิ่งนั้นทอประกาย วินาทีนั้น…ฉันลืมทุกประโยคที่เตรียมมาหมดสิ้น ได้แต่หลบตา ก่อนจะยื่นมันคืนให้เขาอย่างรวดเร็ว เพราะเริ่มรู้สึกได้ว่า สายตาหลายคู่รอบ ๆ ตัวกำลังหันมามองเรา “ขอบคุณครับ รีบคืนจัง” เขาพูดเบา ๆ เหมือนแกล้งบ่น ฉันเหลือบมองชื่อที่ปักอยู่บนเสื้ออีกครั้ง “ชื่อโฟล์คหรอ” “ครับผม” เขายิ้มกว้างจนฉันตาพร่า “พี่ล่ะ ชื่ออะไร” “ริน” เขาทวนช้า ๆ เหมือนออกเสียงในใจแล้วก็ไม่ยอมรับเสื้อไปจากมือฉันทันที กลับยืนมองหน้าฉันอยู่อย่างนั้น นานซะจนฉันต้องเป็นฝ่ายหลบสายตา ก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเอง “ครับพี่ริน” เขายกเสื้อขึ้นมาดมช้า ๆ และเอียงคอมองฉันอย่างยิ้ม ๆ “ซักให้แล้วนะ” ฉันรีบโพล่งทันที “ขอบคุณครับ กลิ่นหอมเหมือนเดิมเลย แล้วพี่เป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่ไหม” “เอ่อ หายแล้ว ยิ้มทำไม” ฉันยกมือขึ้นมาลูบหน้าผากด้วยความไม่มั่นใจ เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบเรียบ ๆ “พี่หน้าแดงง่ายจัง” “มันร้อน!” เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะพูดต่อช้า ๆ “น่ารักดี” “ (=___=) ” เขาพูดเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งที่หัวใจฉันเต้นไม่ปกติเลยสักนิด เมื่อครู่ เขาบอกว่าอะไรน่ารักนะ? “งั้น ไปก่อนนะ…” ฉันรีบหันหลังเดินออกมา แต่สมองและร่างกายดันทำงานไม่ปฏิสัมพันธ์กันจนเกือบสะดุด “พี่ริน” เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ทำให้ฉันหยุดชะงักได้ทันที ฉันหันกลับไปตามเสียงเรียกช้า ๆ เขากำลังยืนพิงกรอบประตู มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงนักเรียนมองมาทางฉันด้วยแววตานิ่งสงบ “วันนั้น…ขอโทษนะครับ” ฉันพยักหน้าเบา ๆ รีบก้าวเดินออกมา ไม่กล้าหันกลับไปดูว่าเขายังมองอยู่ไหม เพราะกลัวว่าถ้าเห็นสายตาคู่นั้นอีกครั้ง ฉันอาจจะสะดุดขาตัวเองล้มต่อหน้าเขาก็ได้ พักเที่ยงวันนั้น เราสามคนนั่งกินข้าวที่โรงอาหารเหมือนเคย ฉันเลือกข้าวมันไก่ร้านประจำราคายี่สิบบาท ส่วนพลอยกับดาพุ่งไปต่อแถวร้านก๋วยเตี๋ยวที่คิวยาวเหยียดเหมือนทุกวัน ขณะคีบลูกชิ้นเข้าปาก ดาพูดเสียงอู้อี้ “บ่ายสามมีบอลกระชับมิตร โรงเรียนเรากับโรงเรียนประจำจังหวัด แฟนเราบอกมา” พลอยหันมามองฉันทันที “ว้าว งั้นก็แปลว่านักฟุตบอลโรงเรียนเราทุกคนก็ต้องลงแข่งนะสิ” ฉันชะงักมือที่กำลังราดน้ำจิ้มลงบนข้าวมันไก่ “แล้วไง” “แล้วไง?” ดาทวนเสียงสูง “ก็พี่แม็กไง เขาเป็นหัวหน้าทีม!!!” ช้อนในมือฉันกระทบจานดังแกร๊ก “จริงด้วย” ฉันรีบหยิบตารางเรียนขึ้นมาดู กวาดตามองหาวิชาสุดท้ายของวันนี้ด้วยความกระตือรือร้น และแสดงความดีใจกับสิ่งที่ได้ยินอย่างไม่ปิดบัง ‘กรี๊ดดด.’ ฉันพยายามทำหน้าเฉย ทั้งที่หัวใจเต้นแรง ดายกแก้วน้ำขึ้นดื่ม “งั้นบ่ายนี้ไปดูบอลกันไหม” “ไปสิ รีบทำงานรีบส่งอาจารย์น่าจะทัน” ฉันรีบตอบ พลอยกับดามองหน้ากันก่อนจะยิ้มพร้อมกันอย่างรู้ทัน “จ้าาา”บ่ายสามครึ่ง เรามาถึงสนามตอนการแข่งขันเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังพอดี สกอร์ยังเสมอกันที่หนึ่งต่อหนึ่ง เสียงกรี๊ดของกองเชียร์ดังแข่งกันวุ่นวาย ทั้งที่เป็นแค่แมตช์กระชับมิตร แต่บรรยากาศกลับคึกคักเกินคาด อัฒจันทร์ข้างสนามแน่นขนัดราวกับเป็นรอบชิงชนะเลิศ โชคดีที่ยังพอมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้พวกเราสามคนแทรกตัวเข้าไปนั่งได้ หลังจากกวาดสายตาไปในสนามได้ไม่นาน ฉันก็เห็นเจ้าของร่างสูง ผิวเข้มที่กำลังมองหา เขาสวมเสื้อสีแดงหมายเลข 11 ตัดกับผิวเข้มอย่างพอดี ทำให้เขาดูเด่นสะดุดตากว่าใคร ฉันเผลอยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว ทว่าในจังหวะถัดมา เสียงกรี๊ดก็ดังสนั่นไปทั่วสนาม พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จนฉันสะดุ้งและรีบหันไปตามเสียง นักเตะเสื้อสีแดงเบอร์ 8 ของทีมเรากำลังเร่งฝีเท้า ไล่ลูกกลม ๆ ไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่ว เขาหลบหนึ่งคน สองคน ก่อนตวัดยิงทันที ลูกบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างแม่นยำ เสียงกรี๊ดจึงดังขึ้นถล่มทลายทั่วสนาม “ใครอะ เบอร์ 8” ฉันถามทั้งที่สายตายังจ้องในสนาม พลอยหันมามองฉันพลางทำหน้าประหลาด “ดูดี ๆ ไม่รู้จริงดิ” ดารีบเสริม “นั่นน้องโฟล์คไง!”
คน ๆ นั้นก็คือ น้องหน้าขาวที่เตะบอลใส่หน้าฉันเมื่อวันศุกร์ เขายืนอยู่ท้ายแถวกับกลุ่มเพื่อนอีกสี่ห้าคน แผ่นหลังเสื้อนักเรียนใหม่เอี่ยมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าเสื้อของเขายังอยู่กับฉัน และฉัน…ต้องเอามันไปคืน ด้วยความสูงที่น่าจะราว ๆ 180 เซนติเมตร และรูปร่างที่เหมือนนักกีฬา บวกกับผิวที่ขาวสะอาดตาตัดกับจมูกโด่งคมชัด ต่อให้ยืนท้ายแถว เขาก็ยังดูสะดุดตา ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองเขานานแค่ไหน จนกระทั่งเขาหันมาสบตา และยักคิ้วข้างหนึ่งใส่ฉัน หัวใจฉันหล่นวูบ รีบหลบสายตาในทันทีที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง ก่อนจะแกล้งก้มลงเช็ดรองเท้านักเรียนทั้งที่ปกติไม่เคยสนใจจะขัดเงาเลยสักครั้ง หัวใจฉันเต้นรัวเร็วแทบควบคุมไม่ได้ ความร้อนแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย มันส่งผลให้มือไม้สั่นและท้องไส้ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันยกมือขึ้นมาทาบที่หน้าอกอย่างกังวล ฉันจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า? ในความวุ่นวายนั้น ฉันพยายามบอกตัวเองว่า หัวใจที่เต้นผิดจังหวะเมื่อครู่ คงเป็นแค่เพราะอากาศร้อน… เท่านั้น ไม่น่าจะถึงขั้นป่วยอะไร สาย
ภาพความทรงจำ เมื่อสิบสองปีก่อนค่อย ๆ พรั่งพรูเข้ามาเป็นฉาก ๆ จะว่าไปแล้ว ชีวิตวัยมัธยมก็เปรียบเสมือนละครเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นทั้งตัวแสดงและคนดูในเวลาเดียวกัน ฉันจำได้แม้กระทั่งกลิ่นหญ้าแห้ง ๆ บนสนามฟุตบอล เสียงหัวเราะของเพื่อน รอยยิ้มของตนเอง หรือแม้แต่กลิ่นหอมจาง ๆ ของใครบางคน ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เรื่องราวเหล่านั้นยังคงงดงามเสมอ เสียงดนตรีในงานแต่งลอยแผ่วเข้ามาในโสตประสาท ดึงฉันกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง ภาพในภวังค์ค่อย ๆ เลือนหายไปช้า ๆ ราวกับม่านในโรงละครที่กำลังปิดลง แปลกดีเหมือนกันฉันกลับจำได้แต่เรื่องดี ๆ นึกถึงทีไรก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง ส่วนเรื่องที่เสียใจ…ก็มีนะ มีมากพอ ๆ กับเรื่องดี ๆ นั่นแหละ แต่พอเวลาผ่านไป ฉันก็แยกไม่ออกแล้วว่า อะไรคือความทรงจำ และอะไรคือสิ่งที่ฉันเลือกจะจำ ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง วันนี้คือวันแต่งงานของเขา แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า ละครเรื่องโปรดของฉันกำลังจะปิดฉากลงจริง ๆ หรือมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่กันแน่ “ริน เสร็จยังลูก สายแล้วเดี๋ยวไม่ทันรถ” เสียงแม่ตะโกนเรียกดังมาจากด้านล่
“พี่!!!” ฉันเปิดเปลือกตาขึ้นมา เห็นชายกระโปรงตัวเองที่เลิกขึ้นเหนือเข่าเป็นลำดับแรก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านผิวหนัง เสียงหัวเราะ เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัวราวกับฉันเป็นตัวตลก ฉันก้มหน้างุดและหลับตาด้วยความอาย จนนึกอยากหายตัวได้เหมือนนางเอกในละครเช้าวันเสาร์…แต่ฉันทำไม่ได้ พรึ่บ!!! เสื้อแขนยาวสีเทาแถบชมพูตัวหนึ่ง ถูกโยนมาคลุมที่ขาของฉันทันที โชคดีที่มันตัวใหญ่มากพอที่จะปิดทุกอย่างได้มิดชิด เสียงหนึ่งที่ฟังดูร้อนรนดังขึ้นใกล้ ๆ “พี่ครับ พี่เจ็บมากไหมครับ ให้ผมดูหน่อย” ฉันเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตา เห็นเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย “มะ…ไม่เป็นไร แต่ว่า… ทำไมโลกมันหมุนติ้ว ๆ เลย” “ไหวไหมครับ” เขาขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่หน้าผากตัวเอง “พี่หัวโนด้วย” “อ้อ” ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง แล้วความรู้สึกปวดก็แล่นเข้ามาทันที “ลุกไหวไหม เดี๋ยวผมพาไปห้องพยาบาล” “ไม่เป็นไร…อ๊ะ!” ทันใดนั้น ปลายเท้าฉันก็แตะเข้ากับอากาศ เขาอุ้มฉันขึ้นอย่างง่ายดายโดยที่ฉันไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว เสีย
วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 ฉันชื่อ ‘รินรดา’ หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ริน’ ก็ได้ กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า ในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนประมาณห้าพันคน กำลังเดินตามหลัง ‘พลอยผกา’ กับ ‘วนิดา’ เพื่อนสนิทไปยังอาคารเรียนหลังหนึ่ง เพื่อเรียนคาบสุดท้ายของภาคเช้าก่อนจะพักเที่ยง ด้วยท่าทางอ่อนแรงราวกับแบตเตอรี่ใกล้หมด แม้ภายนอกจะดูเหมือนมีความกระตือรือร้นที่จะไปเรียน แต่ในใจกลับห่อเหี่ยว เพราะคาบต่อไปเป็นวิชาที่ฉันเกลียดที่สุดรองลงมาจากฟิสิกส์ นั่นก็คือวิชาคณิตศาสตร์!!! ตั้งแต่มอหนึ่งจนถึงวันนี้ สมองของฉันไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับวิชานี้ได้เลย ท่องสูตรคูณได้ถึงแม่สิบสองก็ถือว่าเก่งแล้ว และเทอมก่อนฉันได้แค่เกรดสาม… สำหรับคนอื่นเกรดสามก็อาจจะเพียงพอ แต่สำหรับฉันมันต้องเป็นเลขสี่เท่านั้น เพราะว่าฉันดันอยู่ ‘ห้องกิฟต์’ และไม่มีใครรับประกันได้ว่าเด็กสมองทื่อเรื่องตัวเลขอย่างฉัน จะไม่ถูกคัดออกกลางทางในเทอมใดเทอมหนึ่ง ดังนั้นคณิตศาสตร์สำหรับฉันจึงไม่ใช่แค่วิชาน่าเบื่อ แต่มันคือความ…กดดัน คนอื่
วันศุกร์ที่ 14 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568คุณเคยมีรักครั้งแรกไหม?รักครั้งแรกของคุณเป็นยังไงกันบ้างสำหรับฉัน มันคล้าย ๆ ตอนที่มองเห็นสายรุ้งเจ็ดสีทอดโค้งบนท้องฟ้าหลังฝนหยุดตก ทั้งตื่นเต้น สวยงาม และสุขใจในยามที่เราตกอยู่ในห้วงของความรัก ราวกับว่าโลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพู มองไปทางไหนก็พบเจอแต่ความสดใส รอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ในหัวใจบรรเลงไปด้วยเพลงรักฉันยังจำจังหวะการเต้นระรัวของหัวใจได้ดี ยิ่งเขาขยับเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ หัวใจดวงน้อยก็เต้นรัวแรงเร็วขึ้นอย่างน่าประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้นเชื่อไหมว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือเสน่ห์ของ “รักครั้งแรก” แล้วเรื่องของคุณเป็นยังไงกันบ้าง? สุดท้ายแล้วคุณสมหวังกับรักครั้งแรกหรือเปล่า?ถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันอยากจะแก้ไขอะไรไหม คำตอบของฉันคือ “ไม่”ถ้าเลือกได้ ฉันอยากย้อนกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นอีกครั้งมากกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันมาที่นี่ในวันนี้ ฉันนั่งเล่าเรื่องนี้อย่างคนที่อยู่ในอาการเหมือนตกหลุมรักอีกครั้งพอมีเวลาเล็กน้อยที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่แสนประทับใจ ก่อนที่จะถึงเวลาสำคัญในช่วงเช้าของวันนี้และฉันคิดว่าฉันสามารถเ







