INICIAR SESIÓN“รินรดา” ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งของ ชายที่เธอเคยแอบชอบสมัยมัธยม เธอตัดสินใจไปงานนั้นเพื่อพิสูจน์กับตัวเองว่า เธอไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แต่วันเดียวกันนั้น เธอกลับได้เจอใครบางคนที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานกว่าสิบปี และดูเหมือนว่าเขาจะจำเธอได้ขึ้นใจ…
Ver másวันศุกร์ที่ 14 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568
คุณเคยมีรักครั้งแรกไหม?
รักครั้งแรกของคุณเป็นยังไงกันบ้าง
สำหรับฉัน มันคล้าย ๆ ตอนที่มองเห็นสายรุ้งเจ็ดสีทอดโค้งบนท้องฟ้าหลังฝนหยุดตก ทั้งตื่นเต้น สวยงาม และสุขใจ
ในยามที่เราตกอยู่ในห้วงของความรัก ราวกับว่าโลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพู มองไปทางไหนก็พบเจอแต่ความสดใส รอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ในหัวใจบรรเลงไปด้วยเพลงรัก
ฉันยังจำจังหวะการเต้นระรัวของหัวใจได้ดี ยิ่งเขาขยับเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ หัวใจดวงน้อยก็เต้นรัวแรงเร็วขึ้นอย่างน่าประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้น
เชื่อไหมว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือเสน่ห์ของ “รักครั้งแรก” แล้วเรื่องของคุณเป็นยังไงกันบ้าง? สุดท้ายแล้วคุณสมหวังกับรักครั้งแรกหรือเปล่า?
ถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันอยากจะแก้ไขอะไรไหม คำตอบของฉันคือ “ไม่”
ถ้าเลือกได้ ฉันอยากย้อนกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้นอีกครั้งมากกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันมาที่นี่ในวันนี้ ฉันนั่งเล่าเรื่องนี้อย่างคนที่อยู่ในอาการเหมือนตกหลุมรักอีกครั้ง
พอมีเวลาเล็กน้อยที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่แสนประทับใจ ก่อนที่จะถึงเวลาสำคัญในช่วงเช้าของวันนี้และฉันคิดว่าฉันสามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างเพลินเลยทีเดียว
ถ้าคุณมีเวลามากพอที่จะฟัง...
ขณะนี้ เป็นเวลา แปดนาฬิกากับอีกสามสิบนาที…
ฉันในชุดเดรสยาวสีชมพูโอรสเปิดไหล่ ประคองกุหลาบช่อโตสีเดียวกันกับชุดอย่างระมัดระวัง เดินออกจากร้านดอกไม้ที่ตั้งอยู่ติดรั้วโรงเรียนสมัยมัธยม
ภาพตรงหน้าคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อนอย่างน่าประหลาด ดอกกุหลาบสีเดิม จากร้านเดิม และแน่นอนว่าผู้รับคือคนเดิม…
สิบห้านาทีก่อนหน้านั้น
“หาอะไรอยู่หรือจ๊ะแม่หนู ถามได้เลยนะ” เสียงที่ไม่ได้ยินมานานดังขึ้นจากด้านหลัง เป็นเสียงของหญิงวัยห้าสิบต้น ๆ รูปร่างท้วม เจ้าของร้านดอกไม้ที่ชื่อว่า
‘รักแรก’
ฉันหมุนตัวกลับไปยิ้มทักทาย “อยากได้ดอกไม้สักช่อค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะเอาแบบไหนดี”
“อ๋อ ชอบดอกอะไรเป็นพิเศษไหม”
“มีดอกกุหลาบไหมคะ”
“มีสิ มีเกือบทุกสีเลยนะ”
“ขอดูได้ไหมคะ”
“ได้จ้ะ เลือกเองได้เลย หรือจะดูแบบของทางร้านก็ได้ ทางนี้” เสียงหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดีดังขึ้นเบา ๆ
“เอาฟาบิโอลา ขนาดกลาง โทนขาว-ชมพู ช่อหนึ่งค่ะ”
“สำหรับคนพิเศษใช่ไหม?”
ร่างท้วมเดินเข้ามาใกล้ และจ้องเข้ามาในดวงตาฉัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนคำถามนี้คงทำให้ฉันหน้าแดงจนพูดไม่ออก
ฉันยิ้มมุมปาก คำถามนี้เคยถูกถามมาแล้วครั้งหนึ่ง…เมื่อ‘สิบสองปี’ ก่อน ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินมันอีก
ครู่หนึ่ง ฉันเผลอสงสัยขึ้นมาว่า คุณป้าจะจำลูกค้าได้ทุกคนหรือเปล่า?
ฉันเพียงยิ้มบาง ๆ แทนคำตอบ
“งั้นรอสักแป๊ปนะจ๊ะ” ร่างนั้นเดินกุลีกุจอหายเข้าไปหลังร้าน
ระหว่างรอ ฉันกวาดสายตาสำรวจบรรยากาศรอบ ๆ ตอนนี้มันแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง
จากร้านดอกไม้เล็ก ๆ ในอาคารไม้เก่าโทรม กลายเป็นร้านขนาดใหญ่ภายใต้อาคารพาณิชย์สามชั้นรูปทรงทันสมัย พื้นที่ละแวกใกล้เคียงก็เปลี่ยนไปมาก ร้านอาหารตามสั่งราคานักเรียนจับต้องได้ ถูกแทนที่ด้วยสำนักงานบริษัทขนส่งและร้านสะดวกซื้อเจ้าดัง
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปกว่าสิบปีแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้ แต่เมื่อมายืนตรงนี้อีกครั้ง ฉันกลับรู้สึกเหมือนมันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้เอง
“นี่จ้ะ”
ฉันรับดอกไม้จากคุณป้า จ่ายเงิน และก้มมองมันด้วยความพึงใจ
สวยจังแฮะ...
ก่อนเดินออกจากร้าน ฉันไม่ลืมหันกลับไปหาเจ้าของร้านอีกครั้ง แล้วเอ่ยประโยคหนึ่งออกไป…
“ไม่ใช่คนพิเศษค่ะ แค่คนรู้จัก”
คุณป้าส่งยิ้มบาง ๆ ตอบกลับมา ไม่รู้เหมือนกันว่าประโยคหลังนั้น ฉันกำลังบอกใครกันแน่
อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้น ฉันต้องใช้ความกล้าไม่น้อยในการตัดสินใจมางานนี้ คิดทบทวนกับตัวเองอยู่เป็นร้อยครั้งว่าจะมาดีไหม
หลังจากได้รับการ์ดเชิญสีชมพูจากว่าที่เจ้าบ่าวเมื่อเดือนก่อน ที่บังเอิญพบกันที่โรงพยาบาล ฉันเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัด ทำงานอยู่ที่นี่มานานกว่าเจ็ดปี ร้อยวันพันปีแทบไม่เคยมีเหตุผลให้เดินเฉียดเข้าแผนกฝากครรภ์เลย
จนกระทั่งวันนั้น…
ว่าที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวควงคู่กันมาตรวจครรภ์ ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่น่ายินดี ซึ่งฉันควรแสดงความยินดีอย่างจริงใจ…ใช่ไหม?
ในฐานะแพทย์ ฉันยิ้มให้คนไข้ทุกคนได้อย่างเป็นมืออาชีพ
แต่ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง รอยยิ้มนั้นกลับยากลำบาก
“ไปให้ได้นะ” ประโยคทิ้งท้าย ของว่าที่เจ้าบ่าวยังดังก้องอยู่ในหู
สุดท้ายฉันก็ลงทุนตัดชุดเดรสราคาเกือบเท่าค่าโอทีทั้งเดือน ซื้อรองเท้าและกระเป๋าแบรนด์ใหม่ยกชุดให้เข้ากับธีมงาน ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องปฏิเสธ…จริงไหม?
“ครืด….ครืด”
สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดราคากว่าครึ่งแสน ของขวัญวันเกิดที่ฉันเพิ่งให้ตัวเองเมื่อเดือนก่อนดังขึ้น หน้าจอปรากฏชื่อที่คุ้นเคย ฉันวางช่อดอกไม้ไว้เบาะข้างคนขับอย่างระมัดระวัง ก่อนเอื้อมมือกดรับสาย
“ถึงแล้ว กำลังหาที่จอด ได้สิ โอเค ๆ เจอกัน” สายจาก ‘วนิดา’ เพื่อนสนิทสมัยมัธยมบอกว่าเธอมาถึงแล้ว
ฉันหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้ามาตามป้ายบอกทางลานจอดรถ กวาดตามองไปรอบ ๆ สนามฟุตบอลที่ถูกดัดแปลงมาเป็นลานจอดรถชั่วคราวในวันนี้
หญ้าบนพื้นมีสีเขียวปนเหลืองเป็นหย่อม ๆ น่าจะเป็นเพราะกำลังจะเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ สีของมันเลยไม่สดใสเหมือนตอนฤดูฝน
หลังจากเครื่องยนต์ดับสนิท ฉันส่องกระจกตรวจสอบความเรียบร้อยของใบหน้าเม้มปากเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความประหม่า
ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะเอี้ยวตัวลงจากรถ และไม่ลืมที่จะหอบดอกไม้ช่อโตเดินมุ่งหน้าไปยังหอประชุมขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามฟุตบอลอย่างชำนาญเส้นทาง
ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ฉันย่ำเท้าไปตามพื้นของสนามหญ้า กลิ่นหญ้าแห้ง ๆ ลอยแตะจมูก ชวนให้คิดถึงบรรยากาศของการเข้าแถวหน้าเสาธงตอนเช้า
เก้าอี้ม้าหินอ่อนตัวเดิมที่เคยนั่งเป็นประจำ เต็มไปด้วยใบชงโคที่ยังคงร่วงหล่นลงมาตลอดทั้งวันเช่นเคย ภาพเด็กนักเรียนหญิงสามคนกำลังนั่งหยอกล้อกันในความทรงจำปรากฏขึ้น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ต่างกันตรงที่ว่าวันนี้ฉันไม่ใช่เด็กนักเรียนมัธยมคนนั้นที่นั่งอยู่ใต้ต้นชงโคในอีกต่อไป และ ‘เขา’ ก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มสุดฮอตที่ชอบโดดเรียนมาเตะฟุตบอลอยู่กลางสนามอีกแล้ว
เก้านาฬิกา ฉันเดินผ่านซุ้มประตูงานมงคลสมรสด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ราวกับเป็นเจ้าสาวเสียเอง
14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ วันที่ใครหลายคนนิยามว่าเป็นวันแห่งความรัก และในวันเดียวกันนี้…คือจุดเริ่มต้นของ “รักครั้งแรก” ของฉันเช่นกัน
บ่ายสามครึ่ง เรามาถึงสนามตอนการแข่งขันเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังพอดี สกอร์ยังเสมอกันที่หนึ่งต่อหนึ่ง เสียงกรี๊ดของกองเชียร์ดังแข่งกันวุ่นวาย ทั้งที่เป็นแค่แมตช์กระชับมิตร แต่บรรยากาศกลับคึกคักเกินคาด อัฒจันทร์ข้างสนามแน่นขนัดราวกับเป็นรอบชิงชนะเลิศ โชคดีที่ยังพอมีพื้นที่เล็ก ๆ ให้พวกเราสามคนแทรกตัวเข้าไปนั่งได้ หลังจากกวาดสายตาไปในสนามได้ไม่นาน ฉันก็เห็นเจ้าของร่างสูง ผิวเข้มที่กำลังมองหา เขาสวมเสื้อสีแดงหมายเลข 11 ตัดกับผิวเข้มอย่างพอดี ทำให้เขาดูเด่นสะดุดตากว่าใคร ฉันเผลอยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว ทว่าในจังหวะถัดมา เสียงกรี๊ดก็ดังสนั่นไปทั่วสนาม พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จนฉันสะดุ้งและรีบหันไปตามเสียง นักเตะเสื้อสีแดงเบอร์ 8 ของทีมเรากำลังเร่งฝีเท้า ไล่ลูกกลม ๆ ไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่ว เขาหลบหนึ่งคน สองคน ก่อนตวัดยิงทันที ลูกบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างแม่นยำ เสียงกรี๊ดจึงดังขึ้นถล่มทลายทั่วสนาม “ใครอะ เบอร์ 8” ฉันถามทั้งที่สายตายังจ้องในสนาม พลอยหันมามองฉันพลางทำหน้าประหลาด “ดูดี ๆ ไม่รู้จริงดิ” ดารีบเสริม “นั่นน้องโฟล์คไง!”
คน ๆ นั้นก็คือ น้องหน้าขาวที่เตะบอลใส่หน้าฉันเมื่อวันศุกร์ เขายืนอยู่ท้ายแถวกับกลุ่มเพื่อนอีกสี่ห้าคน แผ่นหลังเสื้อนักเรียนใหม่เอี่ยมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าเสื้อของเขายังอยู่กับฉัน และฉัน…ต้องเอามันไปคืน ด้วยความสูงที่น่าจะราว ๆ 180 เซนติเมตร และรูปร่างที่เหมือนนักกีฬา บวกกับผิวที่ขาวสะอาดตาตัดกับจมูกโด่งคมชัด ต่อให้ยืนท้ายแถว เขาก็ยังดูสะดุดตา ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองเขานานแค่ไหน จนกระทั่งเขาหันมาสบตา และยักคิ้วข้างหนึ่งใส่ฉัน หัวใจฉันหล่นวูบ รีบหลบสายตาในทันทีที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง ก่อนจะแกล้งก้มลงเช็ดรองเท้านักเรียนทั้งที่ปกติไม่เคยสนใจจะขัดเงาเลยสักครั้ง หัวใจฉันเต้นรัวเร็วแทบควบคุมไม่ได้ ความร้อนแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย มันส่งผลให้มือไม้สั่นและท้องไส้ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันยกมือขึ้นมาทาบที่หน้าอกอย่างกังวล ฉันจะเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า? ในความวุ่นวายนั้น ฉันพยายามบอกตัวเองว่า หัวใจที่เต้นผิดจังหวะเมื่อครู่ คงเป็นแค่เพราะอากาศร้อน… เท่านั้น ไม่น่าจะถึงขั้นป่วยอะไร สาย
ภาพความทรงจำ เมื่อสิบสองปีก่อนค่อย ๆ พรั่งพรูเข้ามาเป็นฉาก ๆ จะว่าไปแล้ว ชีวิตวัยมัธยมก็เปรียบเสมือนละครเรื่องหนึ่ง ที่เราเป็นทั้งตัวแสดงและคนดูในเวลาเดียวกัน ฉันจำได้แม้กระทั่งกลิ่นหญ้าแห้ง ๆ บนสนามฟุตบอล เสียงหัวเราะของเพื่อน รอยยิ้มของตนเอง หรือแม้แต่กลิ่นหอมจาง ๆ ของใครบางคน ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เรื่องราวเหล่านั้นยังคงงดงามเสมอ เสียงดนตรีในงานแต่งลอยแผ่วเข้ามาในโสตประสาท ดึงฉันกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้ง ภาพในภวังค์ค่อย ๆ เลือนหายไปช้า ๆ ราวกับม่านในโรงละครที่กำลังปิดลง แปลกดีเหมือนกันฉันกลับจำได้แต่เรื่องดี ๆ นึกถึงทีไรก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง ส่วนเรื่องที่เสียใจ…ก็มีนะ มีมากพอ ๆ กับเรื่องดี ๆ นั่นแหละ แต่พอเวลาผ่านไป ฉันก็แยกไม่ออกแล้วว่า อะไรคือความทรงจำ และอะไรคือสิ่งที่ฉันเลือกจะจำ ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ อีกครั้ง วันนี้คือวันแต่งงานของเขา แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า ละครเรื่องโปรดของฉันกำลังจะปิดฉากลงจริง ๆ หรือมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่กันแน่ “ริน เสร็จยังลูก สายแล้วเดี๋ยวไม่ทันรถ” เสียงแม่ตะโกนเรียกดังมาจากด้านล่
“พี่!!!” ฉันเปิดเปลือกตาขึ้นมา เห็นชายกระโปรงตัวเองที่เลิกขึ้นเหนือเข่าเป็นลำดับแรก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านผิวหนัง เสียงหัวเราะ เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัวราวกับฉันเป็นตัวตลก ฉันก้มหน้างุดและหลับตาด้วยความอาย จนนึกอยากหายตัวได้เหมือนนางเอกในละครเช้าวันเสาร์…แต่ฉันทำไม่ได้ พรึ่บ!!! เสื้อแขนยาวสีเทาแถบชมพูตัวหนึ่ง ถูกโยนมาคลุมที่ขาของฉันทันที โชคดีที่มันตัวใหญ่มากพอที่จะปิดทุกอย่างได้มิดชิด เสียงหนึ่งที่ฟังดูร้อนรนดังขึ้นใกล้ ๆ “พี่ครับ พี่เจ็บมากไหมครับ ให้ผมดูหน่อย” ฉันเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตา เห็นเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย “มะ…ไม่เป็นไร แต่ว่า… ทำไมโลกมันหมุนติ้ว ๆ เลย” “ไหวไหมครับ” เขาขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่หน้าผากตัวเอง “พี่หัวโนด้วย” “อ้อ” ฉันยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง แล้วความรู้สึกปวดก็แล่นเข้ามาทันที “ลุกไหวไหม เดี๋ยวผมพาไปห้องพยาบาล” “ไม่เป็นไร…อ๊ะ!” ทันใดนั้น ปลายเท้าฉันก็แตะเข้ากับอากาศ เขาอุ้มฉันขึ้นอย่างง่ายดายโดยที่ฉันไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว เสีย





