Masuk"มีธุระอะไรรึเปล่า" นี่คือประโยคที่ดินพูดกับฉันหลังจากที่ฉันเข้ามาในห้องทำงานของเขาเรียบร้อยแล้ว น้ำเสียงที่เขาถามฉันมันแข็งกระด้างยังไงชอบกลนะ
"หนึ่งเอาเอกสารมาให้เซ็นน่ะ" ฉันพูดพร้อมกับวางแฟ้มเอกสารลงเพื่อให้ดินเซ็น เชื่อไหมตั้งแต่ที่ฉันรู้ว่าดินเขาคิดยังไงกับฉันฉันก็รู้สึกประหม่ายังไงไม่รู้บอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจดินหรอกนะ แต่ว่าฉันรู้สึกกับเขาแค่เพื่อนจริงๆ ฉันเลยไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขาแบบนี้น่ะ "วางไว้ก่อนเลย เดี๋ยวเซ็นเสร็จจะให้คนเอาออกไปให้" ดูเขาพูดกับฉันสิ เย็นชาเกินไปแล้วนะ "เซ็นตอนนี้เลยได้มั้ย พอดีหนึ่งรีบอะ หนึ่งจะรีบเอางานไปส่งลูกค้าด้วย ลูกค้าเร่งมาแล้ว" ฉันบอกดินออกไปพลางยกข้อมือเพื่อดูเวลาไปด้วย อีกชั่วโมงนึงจะถึงเวลานัด ถ้าฉันไปช้ากว่านี้รถต้องติดแน่ๆ "รีบก็นั่งรอก่อน เดี๋ยวเซ็นตรงนี้เสร็จจะเซ็นให้" ฉันเลื่อนเก้าอี้นั่งลงตรงข้ามกับดินทันทีที่เขาพูดออกมาแบบนั้น บอกตามตรงว่าฉันก็รู้สึกอึดอัดอยู่เหมือนกันที่ต้องมานั่งอยู่ต่อหน้าเขาแบบนี้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พวกเราเองค่อนข้างจะสนิทกันแล้วพูดคุยกันมากกว่านี้แท้ๆ "คนเก่าทำให้ฝังใจมากขนาดนั้นเลยเหรอ?" อยู่ๆดินก็เอ่ยทำลายความเงียบระหว่างเราสองคนขึ้นหลังจากที่ฉันและเขาเงียบใส่กันอยู่ประมาณห้านาทีเห็นจะได้ "ก็...อื้ม" ฉันตอบดินออกไปอย่างตะกุกตะกัก อาจเป็นเพราะว่าฉันเงยหน้าขึ้นมองแล้วเจอสายตาที่คาดคั้นจากเขาล่ะมั้ง ฉันเลยตอบเขาออกไปแบบนั้น "ยังไม่ลืมคนเก่า? ดินพูดถูกใช่มั้ย?" ดินเอ่ยถามฉันอีกหนึ่งประโยคก่อนที่จะมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่คาดคั้นมากกว่าเดิม แล้วสายตาของดินมันดูจริงจังยังไงไม่รู้ฉันบอกไม่ถูก มันเหมือนกับว่าตอนนี้ฉันกำลังเป็นนักเรียนที่ทำผิดกฎของโรงเรียนแล้วโดนคุณครูฝ่ายป้องครองซักอยู่ยังไงอย่างนั้นแหละ "ไม่ถูก" ฉันรีบพูดสวนดินออกไปทันทีที่เขาพูดออกมาแบบนั้น "ไม่ถูกยังไง ก็หนึ่งบอกว่าเข็ด ไม่อยากเปิดใจให้ใคร แค่นี้มันก็ชัดแล้วว่ายังไม่ลืมคนเก่า" ดินปรับเสียงพูดของตัวเองให้นิ่งเรียบกว่าเดิมเล็กน้อยพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงหนักจากที่พูดจบ ราวกับว่าเขากำลังพยายามควบคุมตัวเองอยู่ยังไงอย่างนั้นแหละ "หนึ่งเข็ดแต่มันไม่ได้หมายความว่าหนึ่งยังไม่ลืมคนเก่าสักหน่อย แค่หนึ่งยังไม่พร้อมที่จะมีใคร แค่หนึ่งไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงกับความไม่แน่นอนของคนอื่น แค่หนึ่งยัง..." "แค่หนึ่งเปิดใจ อะไรๆที่เคยกลัวมันอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ ลองดูสักตั้งสิ" "..." KONG "กูกลับก่อน ไว้คืนนี้เจอกันมึง" ผมโบกมือให้ไอ้นัทพร้อมกับถอดชุดกราวน์พาดบ่าเอาไว้อย่างเบื่อหน่าย บอกตามตรงว่าวันนี้ยังไม่อยากกลับห้องเลย อยากไปที่ไหนสักที่ที่มันไม่ใช่คอนโดของผมน่ะ "แล้วก็อย่าคิดมากมึง เรื่องนั้นทางแก้มีเยอะ เอาไว้ค่อยคุยกัน รอไอ้เจฟกับไอ้นิคกี้ก่อน เผื่อว่าพวกมันจะมีทางออกดีๆก็ได้" ไอ้นัทมันเดินมาตบบ่าผมเบาๆพร้อมกับพูดให้กำลังใจไปด้วย "เออ ขอบใจมึง กูกลับละ แล้วนี่มึงจะไปไหนต่อ" ผมถามไอ้นัทออกไป ช่วงนี้มันเองก็มีเรื่องเครียดเหมือนผมนั่นแหละ แต่ไอ้ห่านี่แม่งจัดการกับปัญหาของตัวเองเก่ง ไม่เหมือนผม เวลาผมมีปัญหาห่าอะไรเข้ามาก็แล้วแต่ ผมแม่งจัดการกับปัญหาของตัวเองไม่เคยได้เลยสักที "ก็คงกลับไปดูเบสท์แหละ ช่วงนี้เบสท์ไม่ค่อยสบายว่ะ" น้องเบสท์ที่มันว่านี่เป็นแฟนมันเองแหละ เพิ่งจะตกลงคบกันไปเมื่อไม่นานมานี้เอง "เออๆ กูกลับไปนอนก่อน เจอกันดึกๆ" ผมว่าแล้วเดินเลี่ยงออกมาพลางคิดว่าวันนี้ผมจะไปไหนดี RK CONDOMINIUM ที่นี่คงเป็นที่เดียวที่ผมนึกออกตอนนี้ ที่นี่เป็นคอนโดที่ผมอยู่กับหนึ่งเมื่อก่อน ผมว่าเมื่อก่อนผมมีความสุขมากเลยนะที่อยู่ที่นี่ ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าผมจะเอาตัวเองไปเสี่ยงกับคนอื่นทำไม ทั้งๆที่ตอนนั้นผมเองก็มีหนึ่งที่รักผมอยู่ทั้งคน แต่ผมมันคนไม่รู้จักพอไง มีหนึ่งอยู่แล้วผมยังไม่พอใจยังอยากจะมีผู้หญิงคนอื่นมาแก้เหงาเพราะตอนนั้นผมเบื่อที่หนึ่งเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตผมมากจนเกินไป แต่พอมาคิดได้อีกทีว่าที่เธอเจ้ากี้เจ้าการกับผมมันเป็นเพราะว่าเธอเป็นห่วงผม กลัวว่าผมจะเสียการเรียนมันก็เท่านั้น ที่เธอเป็นห่วงผมกลับมองว่าเธอน่ารำคาญ แล้วตอนนี้ที่ผมอยากจะกลับไปหาเธอผมแม่งก็ทำไม่ได้แล้วไง ก่อนหน้านี้ผมคิดมาตลอดว่าผมอยากจะกลับไปชดเชยให้หนึ่งแล้วตีตัวออกห่างจากเพลง แต่สุดท้ายผมก็ทำได้แค่คิด ความคิดของผมมันอาจจะเลวไปสักหน่อย ผมเลวผมยอมรับ แต่ผมเองก็ไม่อยากจะเสียหนึ่งไปให้ใครทั้งนั้น เพราะหนึ่งเองคือคนที่พอดีและดีพอสำหรับผม ที่ผมเคยคิดเอาไว้ว่าผมอยากจะกลับไปแก้ไขที่ผมเคยทำผิดกับเธอ สุดท้ายแม่งก็พังไม่เป็นท่า ในตอนนี้นอกจากผมจะกลับไปหาหนึ่งไม่ได้แล้ว ผมยังตีตัวออกห่างจากเพลงไม่ได้อีกต่างหากฟุ่บ... ก้องค่อยๆวางร่างฉันลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะเป็นฝ่ายคร่อมร่างของฉันเอาไว้ "เธอเชื่อใจฉันมั้ย?" อยู่ดีๆเขาก็เอ่ยถาม ซึ่งคำถามของเขามันทำให้ฉันค่อนข้างที่จะประหลาดใจอยู่ไม่ใช่น้อย "เรื่อง...เรื่องอะไร" ฉันถามเขาออกไป "ให้ฉันดูแลเธอไง" เขาว่า "นายก็ดูแลฉันตลอดอยู่แล้วนี่" "ฉันอยากดูแลเธอแบบนี้มันก็จริง แต่อยากดูแลไปตลอดชีวิต อยากใช้ชีวิตร่วมกัน" "แล้วทุกวันนี้พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือไงล่ะ" "หมายถึงอยากใช้ชีวิตร่วมกันแบบที่คู่รักคนอื่นเขาทำกัน ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับเธอ...ไม่ใช่ในฐานะแฟน" เขาพูดพร้อมกับค่อยๆเกลี่ยปอยผมของฉันไปทัดไว้ที่ข้างหู ประโยคที่เขาพูดขึ้นมาเมื่อครู่ มันทำให้ฉันอึ้งไปเลยเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยจริงจังขนาดนี้มาก่อน ถึงจะเคยขอฉันแต่งงานงานตอนที่พวกเราตัดสินใจกลับมาคบกัน แต่ว่าเขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นอีกเลย ซึ่งฉันเองก็เข้าใจว่าเขาอยากจะให้พวกเราอยู่กันไปแบบนี้ โดยที่ไม่ต้องมีอะไรหวือหวา ไม่ต้องมีอะไรที่มันยุ่งยาก แต่ทำไมวันนี้เขาถึงได้จริงจังเรื่องนี้ขึ้นมาซะอย่างนั้น "นาย..." "ฉันว่าพวกเราแต่งงานกันให้เป็นเรื่องเป็นราวเถอะ เธ
"แต่ฉัน..." ฉันพยายามหาข้ออ้างเพื่อที่จะปฏิเสธเขา "งั้นไม่ทั้งคืนก็ได้ ขอทีเดียวพอ" ใบหน้าคมคายเคลื่อนเข้ามาใกล้จนปลายจมูกโด่งรั้นสัมผัสที่ผิวแก้มของฉันอย่างแผ่วเบา ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดที่ผิวแก้มของฉันจนใบหน้าร้อนผ่าว "นายก็เป็นแบบนี้ทุกที" ฉันยู่หน้าใส่เมื่อไม่สามารถปฏิเสธคำร้องขอของร่างสูงตรงหน้า พรุ่งนี้เขาต้องไปขึ้นเวรแต่เช้า เขาคงไม่ทะลึ่งทำเรื่องแบบนั้นทั้งคืนหรอก จริงมั้ย? "ไปอาบน้ำกันก่อนป่ะ?" เสียงทุ้มเอ่ยชักชวนพร้อมกับพยายามยุ่มย่ามกับเสื้อผ้าบนร่างกายของฉันไปด้วย "นายก็ไปอาบก่อนสิ" ฉันพยักเพยิดหน้าไปทางห้องน้ำ "อยากให้เธอถูหลังให้" เจ้าของเสียงทุ้มเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ฉันอีกครั้ง ก่อนที่จะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ขนลุกไปทั้งตัว ไอ้ประโยคนี้ทำไมมันฟังดูสองแง่สองงามยังไงพิกล "นายมันเรื่องเยอะ หาเรื่องให้ฉันต้องเหนื่อยทุกทีแหละน่า" ฉันอดที่จะบ่นเขาออกไปไม่ได้ "เธอก็หาเรื่องให้ฉันเหนื่อยทุกวันเหมือนกันแหละ" ฉันเนี่ยนะ หาเรื่องให้เขาเหนื่อยทุกวัน เป็นเขาเองไม่ใช่เหรอที่หาเรื่องปล้ำฉันอยู่ทุกวี่ทุกวันน่ะ "ไปอาบน้ำได้แล้วไป พูดมากอยู่ได้" ฉันเป็นฝ่ายดันร่างหนาที่
"พี่แรมพ์จะทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ ไม่งั้นเพลงเอาเด็กในท้องออกจริงๆด้วย" หื้ม? ทำไมไอ้ประโยคนี้มันคุ้นๆจัง แถมเสียงที่แหลมจนแสบแก้วหูนั่นก็... ผมชะโงกหน้าเข้าไปมองในห้องพักนักดนตรี ในนั้นมีคนสองคนกำลังเจรจาอะไรบางอย่างกันอยู่ เจ้าของเสียงเล็กที่แสบแก้วหูนั้นผมรู้จักเธอดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ เพราะผมไม่ค่อยได้สนใจอะไรเธอเท่าไหร่นัก เธอเป็นผู้หญิงที่เคยเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตของผมช่วงระยะเวลาสั้นๆ "ตามใจเธอ" แล้วเสียงที่ค่อนข้างจะเย็นชานี่ก็คือไอ้แรมพ์ เพื่อนสนิทที่ผมคบมาตั้งแต่สมัยอนุบาลแต่ไม่ค่อยมีคนรู้ ไอ้นี่น่ะมันเย็นชาอยู่แล้ว ยิ่งเรื่องผู้หญิงยิ่งไม่ต้องพูด มันเคยจริงจังกับใครเขาที่ไหน ฟันแล้วทิ้งไปวันๆคือคติประจำตัวของมัน "พี่แรมพ์! พี่จะทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ" เพลงยังคงโวยวายใส่ไอ้แรมพ์ไม่เลิก ส่วนผม ก็ได้แต่ยืนกอดอกมองสองคนนั้นอยู่ห่างๆ "แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง?" ไอ้แรมพ์เงยหน้าจากมือถือแล้วมองไปยังเพลงด้วยสายตาที่เย็นชาขั้นสุด ไอ้หมอนี่...ไม่มีความอ่อนโยนกับผู้หญิงเลย ผมล่ะยังนึกไม่ออกเลยว่าเวลาที่มันหลอกฟันผู้หญิงมันทำหน้ายังไง "พี่แรมพ์ต้องแต่งงานกับเพลง ไม่งั้นเพลงจะ..." "จะ
หนึ่งเดือนต่อมา "หนึ่ง ไปเถอะ ฉันอยากไป" ก้องคะยั้นคะยอให้ฉันไปเที่ยวเป็นเพื่อนเขาไม่เลิก ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ฉันกับก้องกลับมาคบกันได้เดือนนึงแล้ว ถ้าถามว่าโอเคไหม ฉันว่ามันโอเคมากเลยล่ะ มันไม่อึดอัดเหมือนก่อนหน้าที่พวกเราจะเลิกกัน ฉันจะพูดว่ายังไงดีล่ะ ตอนนี้เหมือนฉันกับเขาปรับเข้าหากันมากขึ้น มีอะไรก็บอกกัน ไม่ชอบใจตรงไหนก็พูดเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ปรับตัว ฉันว่ามันโอเคมากๆ ไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างราบรื่นดี ซึ่งฉันเองมีความรู้สึกว่าพวกเราสองคนสวีทกันมากกว่าเมื่อก่อนขึ้นเป็นกองเลย "นายก็ไปสิ แต่ฉันไม่ไป" ฉันปฏิเสธเขาเป็นรอบที่สามน่าจะได้ ไม่รู้ว่าเขาจะตื๊อให้ฉันไปเที่ยวด้วยทำไมนัก ตั้งแต่กลับมาคบกันนี่เขาชวนฉันไปเที่ยวด้วยตลอด ไม่เคยจะไปคนเดียวสักครั้ง ซึ่งฉันเองไม่ค่อยชอบไปเที่ยวที่แบบนี้ไง ฉันดื่มไม่ได้ ดื่มไปนิดเดียวก็เมาแอ๋แล้ว คือมันไม่เอนจอยไง ถ้าฉันต้องไปเที่ยวกับเขาอีก ฉันอยู่ทำความสะอาดห้องไม่ดีกว่าเหรอ "โอเคๆ เธอไม่ไปฉันก็ไม่ไป แต่เธอโดนทั้งคืนนะ โอเคเปล่า?" "???" สองชั่วโมงต่อมา "เดี๋ยวนี้ไอ้ก้องแม่งควงเมียเที่ยวบ่อยจัด สงสัยกลัวเมียหายว่ะ ฮ่าๆๆๆ" นัท หนึ่งในเพื่
"หนึ่ง" "ฟังฉันนะ" ก้องเรียกเมื่อเห็นว่าฉันยังคงนิ่งกับคำถามที่เขาเพิ่งถามมา เขาจะให้ฉันตอบว่ายังไงล่ะ อยู่ดีๆก็มาขอฉันแต่งงานทั้งๆที่สถานะของพวกเรามันยังไม่ชัดเจนแบบนี้น่ะเหรอ เขากล้ามากนะ กล้าที่จะพูดออกมาจริงๆ "รู้จักกันก็ไม่ใช่น้อย ถึงฉันจะเดินทางผิดไปบ้าง แต่ใช่ว่าพวกเราไม่รู้นิสัยใจคอกัน" ก้องว่าก่อนที่เคลื่อนฝ่ามือข้างที่เกลี่ยปอยผมฉันเมื่อครู่ออกไป "..." "ฉันรักเธอเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือไม่เหี้ย แค่นี้พอจะทำให้เธอตอบตกลงได้ยัง" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นอีกระดับหนึ่ง "ฉันว่าพวกเรา..." "โอเค ตามนั้น แค่นี้ไม่เห็นจะยาก" ฉันยังพูดไม่ทันจบประโยค จู่ๆก้องก็อาศัยช่วงจงหวะที่ฉันยังไม่ทันตั้งตัวทำอะไรบางอย่างกับนิ้วมือข้างซ้ายของฉัน "นายทำอะไรน่ะ?" ฉันเอ่ยถามเขาด้วยความตกใจ ก่อนที่จะยกฝ่ามือข้างซ้ายขึ้นมาดู "ขอเธอแต่งงานไง" เขาพูดก่อนที่จะเคลื่อนริมฝีปากมาบรรจงจูบลงบนหน้าผากของฉันอย่างแผ่วเบา แล้วเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแสงจากโคมไปที่มันสลัวแต่ฉันก็เห็นแสงระยิบระยับจากนิ้วนางข้างซ้ายอย่างเด่นชัด มันคือแหวนเพรชไม่ผิดแน่ ฉันไม่ตกใจเรื่องราคาของแหวนหร
"อื้ออออ!!!" ผมตัดสินใจเคลื่อนริมฝีปากไปทาบทับที่ริมฝีปากของหนึ่งพร้อมกับบดขยี้ลงไปอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะดุดันขึ้นทีละเสต็ป ทันทีที่โดนผมจู่โจมหนึ่งก็มีท่าทีต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด เธอทั้งทุบทั้งจิก แต่ยิ่งเธอทุบผมเท่าไหร่ผมก็กลับบดขยี้ริมฝีปากลงไปแรงมากเท่านั้น ผมไม่ได้โมโห ผมไม่ได้โกรธที่เธอทุบผมเอาทุบผมเอา แต่ผมคิดถึงเธอต่างหาก คิดถึงอ้อมกอด คิดถึงสัมผัสของเธอ ผมคิดถึงเธอ... เฮือก.... ผมเปิดโอกาสให้หนึ่งได้สูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนที่จะทาบทับริมฝีปากลงไปอีกครั้ง ครั้งนี้หนึ่งไม่ได้มีอาการต่อต้านผมเหมือนตอนแรก จากที่เคยทุบและจิกอกผมอยู่ก่อนหน้านี้ ตอนนี้เธอทำแค่วางฝ่ามือเล็กลงสัมผัสที่แผ่นอกผมเบาๆ ก่อนที่จะยอมเปิดโอกาสให้ผมได้ลิ้มรสชาติที่หอมหวานภายในโพรงปากของเธอทุกซอกทุกมุม ผมโคตรคิดถึงสัมผัสนี้เลย อึก... ผมถอนริมฝีปากออกทันทีที่ได้ยินเสียงสะอื้นของหนึ่ง "โกรธฉัน?" ผมถามพลางเคลื่อนปลายนิ้วขึ้นไปเกลี่ยน้ำตาออกจากกรอบตาให้หนึ่ง แต่คำตอบที่ได้คือเธอส่ายหน้า "แล้วร้องไห้ทำไม?" ผมถามพร้อมกับเคลื่อนฝ่ามือขึ้นไปสางผมนุ่มสลวยของเธออย่างแผ่วเบา "ฉันดูง่ายมากใช่มั้ย?" เธอช้อนตาขึ้
"มึงจะซัดใคร" เจฟหันไปถามก้อง "ไอ้ตำรวจหน้าม่อนั่น" ก้องตอบอย่างหัวเสีย "ตำรวจมันทำไมวะ?" เจฟถามต่ออีก "มันม่อเมียกู" เอ่อ... "อ่อ สรุปว่ามันมีตำรวจอยู่คนนึงใช่ป่ะ" "เออ!" "มันม่อเมียมึงหมายถึงว่ามันคิดจะล่อเมียมึง?" "ก็เออสิ ไอ้ฉิบหาย หัวร้อนเลย" ก้องว่าพลางยีหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด ก็คือว่
"ฉันขอติดรถไปด้วยคนนะคะ" หลังจากที่หนึ่งทำให้ผมอึ้งไปพักใหญ่ เธอก็หันไปพูดกับหนึ่งในตำรวจที่กำลังจะคุมตัวผมไปที่สถานีตำรวจ ผมจะไม่ติดใจอะไรหรอกถ้าไอ้ตำรวจคนนั้นมันไม่มองหนึ่งด้วยสายตาที่อยากทำความรู้จักซะเต็มประดา แค่มองอย่างเดียวไม่พอต้องยิ้มให้คนของผมด้วย หมายถึงเธอจะไปกับผมก็ต้องเป็นคนของผมแหล
"ไปเถอะ ขอร้องล่ะ" เขายังคงไม่ละสายตาไปจากฉัน ถ้าจ้องมากไปกว่านี้ฉันจะเดินหนีแล้วนะ ทั้งๆที่เมื่อก่อนก็อยู่ด้วยกันตลอด ช่วงเวลาที่เรายังดีๆกันเขาก็ชอบใช้สายตาแบบนี้มองฉันตลอด ทำไมฉันถึงไม่คุ้นกับสายตาแบบนี้ของเขาอีกนะ หรือเพราะพวกเราอยู่ห่างกันนานเกินไป ฉันเลย...รู้สึกแปลกๆ "เอ่อ..." ฉันกำลังจะ
"แกเข้าไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันตามไป" หลังจากที่ผิงขับรถมาจอดที่หน้าร้านอาหารเธอก็เอ่ยปากให้ฉันเข้าไปด้านในก่อน เมื่อกี้ที่คุยกันไม่ใช่แบบนี้นี่นา "แล้วแกจะไปไหน" ฉันถามผิงออกไป "ไปธุระแถวนี้แป๊บ เดี๋ยวมา" ผิงหยิบมือถือขึ้นมาดูอะไรบางอย่างแล้วชักสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด "มีเรื่องอะไรป้ะแก"







