LOGINNew meeting and new relationship. – I
3/4
“สรุปว่าหมอบอกว่าเป็นอะไรครับ” ผมถามย้ำและพ่อก็เดินมานั่งเก้าอี้อีกตัวราวกับว่ารู้อยู่แล้วว่าแม่ป่วยเป็นอะไร แม่มองไปยังน้าไลก่อนจะเอ่ยปากขอร้องให้น้าไลกลับบ้านไปก่อน ในนาทีนั้นความรู้สึกกังวลค่อย ๆ เริ่มเกาะกินผม
“แม่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว” ผมนิ่งไปอึดใจหนึ่งหลังจากที่แม่พูดมา ผมไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าแม่จะเป็นโรคนี้ ผมคิดมาตลอดว่าแม่อาจจะแค่อ่อนแอตามวัยอายุที่เพิ่มขึ้นและจะรักษาหายได้ “แม่ตรวจเจอช่วงเดือนก่อนที่เตไปออกเรือ ระยะที่แม่เป็นอยู่คือระยะเฉียบพลัน หรือว่าระยะสุดท้ายของมะเร็ง”
“แม่ แล้วแม่ทำไมแม่ไม่เคยบอกผมเลยล่ะครับ” เมื่อตั้งสติได้ผมก็เริ่มถามทันที “แล้วหมอบอกว่ายังไง จะรักษาได้ไหมครับ”
“หมอบอกว่าระยะนี้การรักษาส่วนใหญ่ได้ผลไม่ดีนัก อาจจะอยู่ได้6-8 เดือน แต่ถ้าตอบสนองต่อการรักษาดีก็อาจจะนานกว่านั้น” พ่อเป็นคนอธิบายและผมก็รับรู้ถึงความรู้สึกว่าตกใจจนตัวชามันเป็นยังไง
แม่ผมพึ่งจะอายุห้าสิบแปดปี ตามหลักแล้วหากดูแลสุขภาพดี ๆ ไม่มีโรคภัยแม่อาจจะอยู่ได้ไปอีกสิบถึงยี่สิบปี แต่ตอนนี้ผมกับรับรู้ว่าแม่จะอยู่กับผมได้สูงสุดแค่แปดเดือนเองเหรอ มันตลกร้ายชะมัด ผมพึ่งได้เจอแม่ผมแค่ยี่สิบหกปีเองนะ ทำไมถึงจากไปไวนักล่ะ
“เพราะแบบนี้เองเหรอ แม่ถึงอยากให้ผมแต่งงาน” แม่พยักหน้ากับคำถามของผม “แม่จะต้องหายแม่จะได้อยู่กับผมไปอีกนาน เห็นผมมีหลานให้แม่ก่อน”
“ถ้าเตไม่อยากแต่งงาน ก็ไม่ต้องก็ได้ลูก แม่ไม่อยากบังคับเต” แม่บอกมาแบบนี้และผมเริ่มรู้สึกผิดเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยเพราะคิดว่าตัวเองอายุยังน้อย
แต่มิน่าล่ะ ช่วงนี้แม่ถึงได้พูดถึงเรื่องที่อยากให้ผมแต่งงานบ่อยจนผิดแปลกไป ก่อนหน้านี้แม่ไม่ค่อยสนใจการใช้ชีวิตส่วนตัวของผมมากนักจนกระทั่งหลังจากผมกลับมาจากออกเรือ
แม่ก็เริ่มพูดเรื่องให้ผมแต่งงาน และเริ่มพูดถึงลูกสาวของเพื่อนสนิทของท่านกับและสนิทกับพ่อที่ผมก็ไม่เคยเจอหน้า
“ผมอยากทำให้แม่มีความสุข แม่จะได้อยู่กับผมนาน ๆ” ผมมองแม่แล้วพยายามที่จะข่มความรู้สึกเครียดเอาไว้ในก่อนจะมองแม่ด้วยแววตาที่เหมือนไม่ได้คิดมาก
“แต่ถ้าเตแต่งกับคนที่เตไม่พอใจแม่ก็ไม่รู้ว่าจะมีความสุขไหมที่บังคับลูก” ผมดึงมือออกมาจากการเกาะกุมของผมแล้วลูบแก้มผมเบา ๆ “แม่อยากให้เตมีความสุขมากกว่านะ ที่แม่อยากให้เตแต่งงานไม่ใช่เพราะเพื่อแม่หรอก แต่แม่เห็นว่าอยากให้มีคนอยู่ด้วยในวันที่แม่ไม่อยู่”
“ไม่ครับ แม่จะต้องอยู่กับผมไปอีกนาน” ผมย้ำและพูดด้วยความรู้สึกหนักแน่นที่สุด
ในวันนั้นผมมาคุยกับหมอเกี่ยวกับอาการของแม่ หมอบอกว่าระยะนี้ยังรักษาได้แม้จะได้ผลน้อยแต่ก็มีโอกาสที่จะยื้อเวลาไปได้อีกถ้ามีปาฏิหาริย์ แต่โรคนี้จะประคองค่อนข้างยากเพราะถ้ามีแผลขึ้นมาก็จะเสี่ยงติดเชื้อง่าย แม้แต่แผลเล็กน้อยจากการแปรงฟัน
ต้องกินอาหารที่ทำให้ย่อยได้ง่ายเพื่อที่ให้ขับถ่ายสะดวก แล้วก็ต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรงเสมอ ที่แม่เป็นโรคนี้อาจจะเพราะสิบปีก่อนแม่เคยได้รับการฉายรังสีรักษาตอนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ และพอร่างกายอ่อนแอโรคก็แสดงออกมาได้เร็วขึ้น
เพราะหลายปีมานี้ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์แม่ก็สุขภาพไม่แข็งแรงมาตลอด แต่แม่ตรวจเจอโรคนี้ช้าไป เพราะแม่แทบไม่มีอาการอะไรเลยนอกจากอ่อนเพลียวิงเวียนศีรษะ เป็นไข้ ท้องอืด หมอบอกว่าเคยมีเคสที่ไม่แสดงอาการอะไรเลยและตรวจพบโดยบังเอิญก็มี
ซึ่งดันมาเป็นแม่ของผมที่ตรวจเจอตอนโรคอยู่ในระยะที่รักษาได้ยาก
ในวันนั้นผมรู้สึกเครียดจนนอนไม่หลับ รู้สึกว่าทุกอย่างมันเหมือนฝันไป เรื่องนี้ผมได้คุยกับพี่ต่อและพี่ตาล พี่สาวและพี่ชายของผมแล้ว ทั้งคู่รู้เรื่องก่อนหน้าผมไม่เท่าไหร่ และพี่ตาลกำลังจะย้ายกลับมาอยู่ไทยก่อนกำหนดที่วางเอาไว้ คือปลายเดือนหน้า และพี่ชายผมก็จะกลับบ้านบ่อยขึ้น
ในตอนนั้นผมก็คิดว่าอยากจะแต่งงานตามคำขอของแม่เพื่อให้แม่ของผมมีความสุข เพราะตั้งแต่เกิดมาผมก็เห็นว่าแม่ของผมเป็นผู้หญิงที่สุดยอดมากแค่ไหน
ท่านสนับสนุนพ่อ สนับสนุนผมกับพี่ ๆ ให้ไปในทางที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ไม่เคยขาดตกบกพร่องเลยสักครั้ง ไม่ว่าพวกเราอยากจะทำอะไรก็ขอแค่บอก แล้วพ่อกับแม่จะทำให้ให้พวกเราสมหวังแทบทุกเรื่อง มันทำให้ผมมาย้อนถามตัวเองว่ามีอะไรบ้างที่ผมทำให้แม่สมหวังดังใจ
ช่วงเวลาวันสองวันหลังจากรู้ว่าแม่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายผมค่อนข้างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก ก่อนไปทำงาน และหลังเลิกงานก็มักจะมาหาแม่ที่โรงพยาบาลเสมอ และวันนี้เย็นวันศุกร์ หลังจากเลิกงานผมก็มาหาแม่ทันที
ระหว่างที่ผมเดินตามทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารจอดรถมาที่ตึกพักฟื้นผมก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งเดินมาถึงช่วงสวนด้านข้างทางเดินที่อยู่กึ่งกลางระหว่างตึกพักและอาคารจอดรถ
สายตาผมก็มองไปยังหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินมาทางนี้
ท่าทางเธอดูคุ้นตาแปลก ๆ เธอเหมือนกับแฟนเก่าของผมเมื่อห้าปีก่อน เราห่างกันสักระยะสิบเมตรได้ สายตาผมยังมองเธอแต่เธอก้มมองมือถือ
จนกระทั่งเธอเงยหน้าขึ้นมาและสายตาเราก็ประสานกัน
เธอมองผม ผมหยุดเดิน ตอนนี้อยู่ในระยะที่ประมาณสักหกถึงเจ็ดเมตรได้ ผมเห็นแววตาว่างเปล่าของเธอ เธอเดินมาพร้อมแววตาที่ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรในขณะที่ผมอาจจะตกใจ ตื่นเต้น หรือหลาย ๆ อย่างแบบอธิบายไม่ถูก
ผมยังคงยืนอยู่ ส่วนเธอกำลังเดินใกล้เข้ามา วินาทีนี้เธอไม่ได้มองหน้าผม สายตาเธอมองผ่านผมไปราวกับผมเป็นอากาศ เป็นรูปปั้น หรือเป็นอะไรสักอย่างที่เธอไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากเธอไปได้เลยสักนิด ผมรู้สึกว่าใจผมเต้นแรงมากเมื่อเธอเดินใกล้เข้ามา
ผมค่อย ๆ พิจารณาใบหน้าเธอ มันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปมากมายนัก เธอยังสวยเหมือนเดิม และอาจจะสวยมากขึ้นกว่าที่ผมเคยจำได้ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น สง่างามมากขึ้น หุ่นอาจจะดีขึ้นด้วย การแต่งตัวก็ออกแนวผู้ใหญ่กว่าครั้งสุดท้ายที่ผมเคยเห็น ผมสีน้ำตาลอ่อนนั้นช่างเข้ากันเธอเหลือเกิน
เพียงระยะหนึ่งเมตรที่เธอกำลังเดินเข้ามา เธอดูเหมือนจะเดินผ่านหน้าผมไปราวกับมองไม่เห็น
ตอนนั้นมีลมพัดอ่อน ๆ มา จังหวะที่เธอเดินมาขนานกับผมก่อนจะเดินผ่านไป ปลายผมเธอโดนลมพัดมาโดนแขนของผม กลิ่นน้ำหอมที่ละมุนชวนให้ผมต้องหันไปและคว้าข้อมือเธอ
“เธอ” สรรพนามที่เคยเรียกแทนตัวกันเมื่อครั้งเก่าก่อนที่เคยคบหาหลุดออกจากปากราวกับว่ามันไม่เคยจากไปจางเศษเสี้ยวความทรงจำของผม ราวกับว่าผมพึ่งใช้คำนี้เรียกเธออยู่เมื่อวาน
Fly like a butterfly– IV3/3Tey Techaphon Talk“นั่นอะไรน่ะ” ผมสะดุ้งเฮือกตอนที่ญาณินทัก จนกระทั่งต้องหยุดการขยับตัว “เมื่อกี้รูปอะไร เห็นนะ เปิดกลับมาเดี๋ยวนี้เลย”“อะไร ไม่มีอะไรเลย” ผมพูดแล้วก็พยายามกดกากบาทรูปออกแต่ณินเลือกเก้าอี้มาหาแล้วคว้าเม้าท์ออกจากมือผมไปคลิกเองวันนี้ญาณินออกมาทำงานของนอกออฟฟิศ ผมเลยให้ณินแวะมารับผมที่สตูดิโอเพื่อที่จะพาไปเลือกสูทด้วยกันใกล้จะถึงแฟชั่นโชว์ของญาณินที่จะจัดขึ้นแล้ว เธออยากให้ผมไปออกงานกับเธอเป็นงานแรกทั้งเปิดตัวแบรนด์และเปิดตัวแฟนด้วยโฮ๊ะ ๆ ๆ แฟนผมน่ารักไหมล่ะ“เอามือออก” แม่นายส่งผมแล้วจ้องหน้า“มันไม่มีอะไร” ผมย้ำอีกแต่ญาณินเบ้ปากแล้วก็คลิกรูปที่ผมพึ่งกดปิดไปขึ้นมา พอเธอเปิดแล้วเลื่อนดูก็หันหน้ามามองผมพร้อมกับสายตาตั้งคำถาม“เป็นสต๊อกเกอร์เหรอเต” เธอว่าแล้วจ้องหน้าผมอีก เธอคงหมายถึงผมเป็นโรคจิต ถ้ำมอง แอบมองล่ะมั้ง ถึงมันจะเข้าข่ายไปหน่อย ๆ แต่ก็ไม่ถือว่าใช่ทั้งหมดนะ เพราะผมไม่ได้ตามเธอสักหน่อยนี่นา มันก็แค่เรื่องบังเอิญที่ผมตั้งใจก็เท่านั้นเอง“เปล่าสักหน่อย กาแฟตรงคาเฟ่หน้าออฟฟิศของเธอมันอร่อยดีเตเลยไปดื่มบ่อย ๆ แค่นั้นเอง” ผมพยายามพูด
Fly like a butterfly– IV2/3ช่วงเย็นฉันกับเตมาซื้อของในซูเปอร์มาเก็ตเพื่อทำอาหาร วันที่ไปทานข้าวบนเรือฉันขอบคุณเตเรื่องที่เขาช่วยพาฉันไปหาหมอ แล้วฉันก็ได้รู้ว่าที่เตไม่ได้ไปเยี่ยมก็เพราะเขาต้องไปต่างประเทศแต่วันที่เตพาฉันไปส่งโรงพยาบาลเขาก็นั่งรอกับพี่วินจนฉันเข้าห้องพักฟื้นถึงได้กลับตอนที่ฉันถามว่าอยากให้ฉันทำอะไรให้แทนคำขอบคุณที่เขาช่วยเตบอกว่าอยากทานข้าวกับฉันอีก ฉันก็ตกลงนะแต่เตก็พึ่งมาบอกวันนี้ว่าอยากให้ฉันทำอาหารให้เขาทาน“เต” ไปหยิบยางรัดผมในกระเป๋าให้หน่อยได้ไหม ฉันบอกเตตอนที่กำลังแกะห่อเส้นสปาเกตตีเพื่อจะต้มเส้นฉันปล่อยผมไว้แต่ถ้าทำอาหารแล้วปล่อยผมมันก็จะไม่ถูกสุขลักษณะ แล้วก็น่ารำคาญด้วย เขาเดินไปตามคำขอของฉันแล้วก็มาหยุดยืนข้างหลัง“ณินทำเองก็ได้” ฉันพูดเพราะเขารวบผมฉันขึ้นก่อนจะมัดรวบเป็นหางม้าให้“เคยทำให้ออกบ่อย” เตพูดแล้วก็ฉวยโอกาสกอดฉันจากทางด้านหลัง“นี่ อย่ามารุ่มร่าม” ฉันบ่นแล้วก็หันไปจะดุเขา หากแต่ว่าเตก็ไวกว่าดันฉันให้หันหน้ามาตรงกันก่อนจะขยับตัวจนฉันชิดกับโต๊ะวางของ“ทำไมจะรุ่มร่ามไม่ได้ในเมื่อณินคืนดีกับเตแล้วนี่” เขายิ้มกวน“ไม่ใช่สักหน่อย ยังไม่ได้บอกว่าให
Fly like a butterfly– IV1/3เตทำไมต้องเป็นคนแบบนี้นะ ถ้านิสัยไม่ดีไปเลยฉันก็คงไม่แอบมารู้สึกผิดทีหลังแบบนี้หรอก แต่ฉันตัดสินใจแล้วว่าหลังจากการหย่าร้างไปทุกอย่างก็คือจบก่อนหน้านี้ฉันก็มีความคิดอยากมูฟออนไปข้างหน้าเหมือนกัน แต่ยังไม่เจอจังหวะที่ใช้ และยังไม่ได้เจอคนที่ถูกใจจนมาได้ยินคำพูดพวกนี้ของเต เขาดูไม่ได้เป็นคนจมปลักนะแต่ดูเหมือนอยากเดินไปข้างหน้าพร้อมกันกับฉันมากกว่า“ว้าย โอ๊ย” ฉันเซถลาตอนแมวของแม่เตกระโดดผ่านฉันเข้าไปยังหน้าต่าง ฉันไม่รู้ว่าข้าวเหนียว แมวของแม่เตมาอยู่ด้านหลังฉันเมื่อไหร่ แต่ว่ามันก็เป็นชั้นวางของที่แมวสามารถปีนได้ แล้วเดาว่าข้าวเหนียวแมวอ้วนคงปีนลงมาจากตรงนั้นแน่เลย“ใครน่ะ” แม่ของเตส่งเสียงมา แต่ฉันที่นั่งแอ้งแม้งอยู่บนพื้นกระเบื้องก็ลูบหัวตัวเองปอย ๆ เพราะเซไปชนไม้กวาดทางมะพร้าวจนมันฟาดหัวเข้า“หนูเองค่ะ ญาณิน” ฉันส่งเสียงแล้วก็เหมือนจะได้ยินเสียงคนวิ่งออกมา“ณิน” เป็นเตเอง เขารีบมาประคองฉันขึ้นแล้วก็ทำหน้างง ๆ ใส่ “มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่บอก”“ไม่นานหรอก” ฉันว่าแล้วทำหน้าแหยง ๆ ใส่เตก็มองหน้าฉัน“หัวโนเลยเธอ” แหงสิไม้กวาดด้ามเกือบเท่าสองนิ้วมันล้มม
Fly like a butterfly– III4/4“เธอถูกชดใช้ไปแล้ว” หลังจากฉันได้รับการบำบัดสภาพจิตใจ ฉันก็คิดว่าการที่ได้แก้แค้นเตคือจุดปลดล็อกความแค้นของฉันไปแล้วฉันไม่รู้ว่าจะต้องยึดติดไปทำไมเพราะสุดท้ายคนที่ต้องรับเอฟเฟคความเจ็บปวดมากที่สุดก็คือฉันเองอยู่ดีฉันพยายามปล่อยวางให้มากขึ้น พยายามเดินไปข้างหน้าให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้แล้ว“ไม่ว่าเตจะคิดหาทางไหนแก้ไขความผิดของตัวเอง แต่ผลลัพธ์สุดท้ายที่เตต้องการที่สุด แล้วก็เป็นสิ่งเดียวที่เตอยากได้คือการได้อยู่กับเธอแค่นั้นจริง ๆ” เขายิ้มออกมาแล้วตาเขาก็เป็นประกายด้วยน้ำตาที่คลอ แต่มันก็ไม่ได้หยด “เห็นแก่ตัวเนอะ”“.....” ฉันไม่ได้ตอบเพราะพูดอะไรไม่ออก“ตั้งแต่วันที่เลือกจะทิ้งณินไปด้วยวิธีโหดร้ายในวันนั้น เตก็ลงโทษตัวเองโดยการไม่มูฟออนจากเธอ ไม่เคยมอง ไม่เคยคิดผู้หญิงคนไหนเลยนอกจากเธอ” มันเหมือนการสารภาพรักไหมนะ “เธอจะไม่เชื่อก็ได้แต่เตไม่เคยเปิดใจให้ใครเลยตลอดห้าปีที่ผ่านมา แล้วก็หลังจากหย่ากันปีกว่าเตก็ไม่เคยมองเหมือนกัน”“ญาณินมันมีดีอะไรนักหนานะ” ฉันพูดเพื่อให้สถานการณ์มันผ่อนคลายลงกว่าเดิม“ญาณินคนนั้นทั้งสวย ฉลาด เวลายิ้มโลกก็สดใส ทำอาหารอร่อย เย็
Fly like a butterfly– III3/4“เดี๋ยว นัดแล้ว มาแล้วก็ต้องอยู่ก่อนสิครับ” เขารั้งแขนฉันไว้ “แต่ต่อให้คุณไปตอนนี้ก็ไปไม่ได้อยู่ดี เรือออกจากท่าแล้วล่ะ”เขาพยักหน้าไปยังกระจกหน้าต่างเรือ ซึ่งเห็นว่าเรือกำลังเริ่มขยับตัวแล้ว“งั้นฉันจะไปที่อื่น” ฉันรู้ว่าบนเรือนี้มีห้องอาหารหลายแบบ“นั่งด้วยกันนี่แหละ จะไปที่อื่นทำไม” เตยังจับแขนฉัน ฉันเลยสะบัดออก“ไม่ตลกแล้วนะเต ตัวเองมีแฟนอยู่แล้วจะมานัดบอดอีกทำไม แล้วเล่นอะไรอยู่กับคุณสินกันแน่” ฉันรัวคำถามพร้อมความรู้สึกที่ไม่พอใจ ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมเตถึงเป็นเจ้าของห้างทองขนาดใหญ่ขนาดนี้ เพราะฉันเคยได้ยินข่าวเศรษฐกิจพูดถึงห้างทองนี้อยู่ครั้งสองครั้งแล้วก็รู้จากคุณสินว่ากิจการห้างทองนี้ถูกเทกโอเวอร์ไปแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นศิธราภัทรฉันก็เข้าใจว่าอาจจะเป็นญาติสายตระกูลหลักของแม่เตเทกโอเวอร์ไปซะอีก“นั่งลงก่อนได้ไหม เดี๋ยวเตอธิบายให้เธอฟัง” พูดจบเขาก็บอกพนักงานให้ออกไปก่อน แล้วก็ส่งสายตาขอร้องแกมขอร้องมาให้ฉัน ไหน ๆ เรือก็ออกแล้วฉันยอมนั่งลง แล้วจ้องหน้าเตแต่ก็ไม่ยอมให้เขาพูดก่อนหรอกนะ“สนุกมากเหรอที่มาเล่นอะไรแบบนี้ฉันน่ะ ถ้ามี
Fly like a butterfly– III2/4“คอยดูนะ ณินจะไปนัดบอดกับผู้ชายที่คุณพ่อนัดให้แล้วณินก็จะมีแฟน แต่งงานก่อนให้ดู” ฉันฟึดฟัดแล้วก็จ้วงเค้กอีกคำด้วยความหงุดหงิด“แต่งงานให้ใครดู” คำพูดพี่วินนี่ไม่เข้าหูเลย“บัดสีบัดเถลิง”“โอ๊ย เป็นไร” พี่ชายถามด้วยความไม่เข้าใจอีกครั้ง ฉันหงุดหงิดหน้าบึ้งไปนิดหน่อยแล้วถอนหายใจใส่พี่ชาย “ไหน ใครทำอะไรน้องพี่”“ณินจะมีแฟน” ฉันบอกพี่วินแล้วเหมือนเขาจะจนปัญญากับการถามสาเหตุจากฉันก็เลยทำได้แค่มองนิ่ง ๆ “พี่วินว่าณินสวยไหม”“สวยมาก แต่เริ่มแปลกแล้ว” พี่ชายว่าติดตลกแต่ฉันจิ๊ปากใส่ “สวยมาก น้องสาวพี่สวยมาก”“แล้วพี่คิดว่าถ้าณินไปนัดบอดครั้งแรกแล้วผู้ชายจะขอณินเดทต่อป้ะ” ฉันใช้ศอกเท้ากับโต๊ะแล้วเกยคางกับมือให้พี่ชายมองหน้า “พูดแบบไม่หลงตัวเองนะณินว่าณินก็สวยมากนะ การศึกษาก็ไม่แย่กว่าใคร พ่อณินก็ทำบริษัทใหญ่โตไว้ให้ พี่ชายก็เป็นเจ้าของบริษัทเกมระดับโลก”“แหม....เราเข้าใจพูด” พอถูกชมพี่ชายก็ยิ้ม ๆ “แน่นอนน้องพี่ทั้งสวยทั้งเก่ง ทั้งฉลาด แถมมีพี่ชายหล่อด้วย ใครจะไม่อยากเดทกับน้องพี่ต่อล่ะ”“ใช่ซีรีส์” ฉันยิ้มแล้วก็ดูดน้ำลำไยสดอึกใหญ่ “ไม่เห็นต้องง้อผู้ชายคนไหนเลย แล้ว







