LOGINNew meeting and new relationship. – I
2/4
“ริณ” ตอนที่ฉันดันคุณป้าเข้ามาในรถ คุณป้าก็ลืมตาขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะมองฉัน ดวงตาท่านดูเหม่อลอยนิดหน่อยพลางขยับปากพูด “ดาริณ”
ฉันชะงักตอนที่ท่านพูดเสียงแผ่ว ๆ ด้วยชื่อนั้นก่อนจะจับแก้มฉัน ฉันตกใจมากนะเพราะว่าชื่อที่ท่านพูดออกมาคือชื่อแม่ของฉัน
“ไปกันเลยไหมคะ” แต่เสียงของคุณน้าคนนั้นก็มากระชากสติฉันไป
“ค่ะ ๆ” ฉันรีบวิ่งไปขึ้นรถก่อนจะรีบบึ่งไปโรงพยาบาลซึ่งเป็นโรงพยาบาลในฐานทัพเรือ เพราะคุณน้าบอกว่าใกล้ที่สุดแล้วก็เป็นโรงพยาบาลประจำของคุณป้าที่เป็นลมด้วย
พอมาถึงหมอกับพยาบาลก็กรูกันเข้ามาช่วย ส่วนฉันก็ยังไม่ได้ออกมาจากโรงพยาบาลนั้นหรอก
“ขอบคุณมากนะคะที่มีน้ำใจมาส่งน้ากับคุณพิม” คุณน้าที่ฉันจำได้ว่าแทนตัวเองว่าไล มานั่งข้างฉันหลังจากที่บอกข้อมูลต่าง ๆ กับหมอแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันยิ้มให้ “แล้วโทรหาญาติหรือยังคะ”
“โทรแล้วค่ะสามีของคุณพิมท่านเข้าไปที่กรุงเทพกำลังรีบกลับมา ส่วนลูกชายไม่รับสาย เข้าใจว่าน่าจะติดงานอยู่” น้าไลพูดก่อนจะมองไปยังห้องฉุกเฉิน
“งั้นเดี๋ยวหนูนั่งรอเป็นเพื่อนนะคะ” ฉันบอกแล้วก็ตัดสินใจแบบนั้นเพราะคิดว่าถ้าขาดเหลืออะไรจะได้ช่วย อีกอย่างหนึ่งอาการของคุณป้าท่านก็น่าเป็นห่วงมากด้วย
เรานั่งรอกันอยู่นานคุณหมอก็มาแจ้งว่าคุณป้าท่านได้นอนโรงพยาบาล แต่ระหว่างที่นั่งรอเคลื่อนย้ายไปห้องพักน้าไลก็มีสายเข้าพอดี ทำให้ฉันต้องนั่งอยู่เป็นเพื่อนคุณป้าแค่สองคน ฉันคิดว่าถ้าคุณป้าเข้าห้องพักฟื้นไปแล้วฉันถึงจะเดินทางกลับ
“คุณป้ามีอะไรหรือเปล่าคะ” ตอนฉันละสายตาจากทางซึ่งมีรถพยาบาลนำคนป่วยมาส่ง ฉันก็เห็นว่าคุณป้าพิมาลา หันมามองฉัน ฉันจำชื่อได้ตอนที่พยาบาลขานเรียกน่ะ เหมือนฉันจะเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหน แต่ตอนนั้นพยาบาลก็ไม่ได้เรียกนามสกุลด้วยก็เลยไม่แน่ใจ
“เปล่าจ้ะ” คุณป้าที่ดูใบหน้าซีดเซียวราวกับกระดาษตอบกลับมา “ขอบคุณหนูมากนะลูกที่ช่วยป้าไว้ ไม่อย่างนั้นป้าคงแย่มาก”
“ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่คุณป้าป่วยเป็นอะไรเหรอคะ” ฉันไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนะ แต่ในหัวตอนนั้นก็อยากรู้ขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“ป้าเป็น....เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายลูก” ตอนที่พูดแววตาของท่านดูห่อเหี่ยวมาก
หลังจากได้ฟังฉันเงียบไปอึดใหญ่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือท่าน ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ แต่แค่คิดว่าท่านเป็นภรรยาและเป็นแม่ของใครสักคน หากต้องจากลูกไปทั้งที่ไม่ใช่วัยอันควร ทั้งคุณป้า สามี และลูกของท่านคงเศร้าน่าดู
“หนูเป็นกำลังใจให้นะคะ” ฉันยิ้มออกมาแล้วบีบมือให้กำลังใจ แต่ทว่าตอนนั้นเองมือถือของฉันก็ดังขึ้นมาซึ่งเป็นพี่สาวฉันน่ะที่โทร “หนูขอตัวรับสายสักครู่นะคะ”
“จ้ะ” คุณป้าพยักหน้าและฉันก็เดินออกมาให้ไกลจากบริเวณคนพลุกพล่าน
“ว่าไงคะพี่พา” ฉันกรอกเสียงลงไปตามสาย
[ถึงกรุงเทพหรือยังจ๊ะ] พี่สาวส่งเสียงอารมณ์ดีกลับมา
“ยังค่ะ พอดีติดธุระนิดหน่อยก็เลยยังไม่กลับ พี่พามีอะไรหรือเปล่า” เพราะน้ำเสียงของพี่สาวดูอารมณ์ดีทำให้ฉันสงสัย
[จะชวนมาทานข้าวที่บ้านพี่ เอ็กซ์ได้ฤกษ์เปิดไวน์ล็อตที่บ่มมาตั้งแต่ตอนที่ซื้อบ้านที่แซง เตมียงมาพอดี แล้วพี่ก็ได้เนื้อออสฯ มาด้วย] เป็นเช่นนี้สินะพี่สาวถึงได้อารมณ์ดีนัก สามีของเธอมีโรงบ่มและกลั่นไวน์อยู่ที่ฝรั่งเศสซึ่งฉันก็เคยไปหลายครั้งตอนที่ฉันเรียนอยู่ที่นั่น
“ณินน่าจะถึงค่ำ ๆ แต่เดี๋ยวแวะที่บ้านพี่ก่อนเลยแล้วกันค่ะ”
[ดีเลย งั้นฝากแวะเอาเค้กกับขนมที่ร้านประจำหน่อยนะ พี่สั่งไว้แล้ว]
“ได้ค่ะ ไว้เจอกันค่ะ” ฉันกับพี่สาวคุยกันแค่นั้นก่อนจะวางสายไป ตอนฉันเดินกลับมาฉันก็เห็นว่าที่เตียงที่คุณป้านอนนอกจากน้าไลก็มีชายวัยเกือบหกสิบที่ดูแล้วน่าจะอายุเท่าๆ กับพ่อฉันอยู่ด้วย
“นี่ไงคะคุณ หนูที่ช่วยฉันไว้แล้วพามาส่งโรงพยาบาล” คุณป้าแนะนำ “ถ้าไม่ได้หนูคนนี้ช่วยไว้ฉันคงล้มหัวฟาดไปแล้ว”
“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้คนที่คาดเดาได้ว่าคงเป็นสามีท่าน
“ขอบใจหนูมากนะ ถ้าไม่ได้หนูภรรยาลุงคงแย่แน่เลย” ท่านมองฉันด้วยแววตาขอบคุณ แต่ในแววตานั้นฉันก็รู้สึกเหมือนมีใครอีกคนซ้อนทับอยู่ เหมือนฉันเคยเห็นแววตานี้ที่ไหนสักที่
“ถ้าสามีคุณป้ามาแล้วหนูขอตัวนะคะ เดี๋ยวจะถึงกรุงเทพค่ำเอา” ฉันยกมือไหว้อีกครั้งก่อนจะเดินกลับมาที่รถเพราะมองที่นาฬิกาแล้วมันก็สี่โมงเย็นแล้วด้วย ต้องใช้เวลาอีกเกือบสองชั่วโมงบวกลบรถติดกว่าจะถึงบ้านพี่สาวฉันน่ะ พอเข้ามาในรถสายตาฉันก็มองตรงไปข้างหน้าตอนคาดเข็มขัด
สายตาฉันก็ไปหยุดอยู่ที่ชายคนหนึ่งในระยะหลายสิบเมตร มันคลับคล้ายคลับคลาเหลือเกิน
เขากำลังเดินจ้ำ ๆ เข้าไปที่อาคารโรงพยาบาลด้วยท่าทางเร่งรีบ แต่ท่าเดินแบบนั้น รูปร่างแบบนั้น แม้จะเห็นหน้าไม่ชัดมันก็ทำให้ฉันนึกถึงผู้ชายคนหนึ่ง
ไอ้ผู้ชายเฮงซวยชาติหมาที่ชื่อเต
End Yanin Yainthida Talk
Tey Techaphon Talk
“แม่” ผมเปิดประตูเข้าไปและเห็นแม่นอนอยู่บนเตียงและใบหน้าซีดเซียว ซึ่งผมมาตอนที่แม่ถูกพามาส่งห้องพักฟื้นพอดี ผมเลยวิ่งตามมาน่ะ
“เต” แม่เรียกผมและทำท่าทางให้เหมือนสบายดีที่สุด
“แม่เป็นยังไงบ้าง น้าไลบอกว่าแม่เป็นลม” ผมมองไปยังน้าไลที่นั่งเฝ้าอยู่โซฟา แม่พยักหน้ารับเบา ๆ “แล้วใครพามาโรงพยาบาลครับ ได้ยินว่ามีคนพามา”
“ผู้หญิงวัยรุ่น ๆ น้องเตคนหนึ่งน่ะค่ะ เธอน่าจะไปทำบุญที่วัดเหมือนกัน” น้าไลบอก
“ถ้าไม่ได้หนูคนนั้นประคองแม่ไว้ตอนหน้ามืดล้ม แม่คงหัวฟาดไปแล้ว” แม่พูดแล้วเหมือนนึกถึงใบหน้าผู้หญิงคนนั้นก็ยิ้มละมุนออกมา “แถมใจดีพามาส่งโรงพยาบาลด้วย”
“ทั้งใจดี หน้าตาก็ส๊วยสวย อย่างกับนางฟ้านางสวรรค์” คนช่างเปรียบเปรยแบบน้าไลพูดออกมา “ออกไปก่อนคุณเตมาแค่แป๊บเดียวเองนะคะ เสียดายไม่ได้เจอกัน”
“จริงด้วย แม่ว่าเตจะชอบนะหน้าตาส๊วยสวย น่าเอ็นดูเชียว” ผมมองแม่ด้วยสายตาดุ ๆ
“ขนาดป่วยแท้ ๆ ยังไม่วายพูดถึงผู้หญิงให้ลูกอีก” ผมว่าพร้อมกับกุมมือแม่ที่ดูซูบลง ช่วงนี้แม่มักบ่นว่าเหนื่อยง่าย สองสามวันนี้พึ่งหายไข้ไป และผอมลงผิดปกติ แต่อาจจะเพราะแม่ป่วยทานข้าวไม่ค่อยได้เลยผอมลง “แม่ไม่สบายแล้วไปทำบุญทำไมครับ น่าจะนอนพัก”
“วันนี้แม่ก็รู้สึกมีแรงขึ้นมาก็เลยติดรถคุณวรรณออกไปน่ะลูก” แม่บอกพร้อมเสียงเศร้า ๆ
“แล้วหมอบอกหรือเปล่าครับว่าแม่เป็นอะไร ผมอยากให้หมอตรวจแม่ละเอียด ๆ เพราะแม่ไม่สบายบ่อยช่วงนี้” ผมลูบมือแม่เบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง
“หมอบอกแล้วล่ะ” แม่บอกผมและสีหน้าก็เศร้าลงกว่าเดิม ในตอนนั้นเองพ่อก็เปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทางร้อนอกร้อนใจ
“สรุปว่าหมอบอกว่าเป็นอะไรครับ” ผมถามย้ำและพ่อก็เดินมานั่งเก้าอี้อีกตัวราวกับว่ารู้อยู่แล้วว่าแม่ป่วยเป็นอะไร แม่มองไปยังน้าไลก่อนจะเอ่ยปากขอร้องให้น้าไลกลับบ้านไปก่อน ในนาทีนั้นความรู้สึกกังวลค่อย ๆ เริ่มเกาะกินผม
“แม่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว” ผมนิ่งไปอึดใจหนึ่งหลังจากที่แม่พูดมา ผมไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าแม่จะเป็นโรคนี้ ผมคิดมาตลอดว่าแม่อาจจะแค่อ่อนแอตามวัยอายุที่เพิ่มขึ้นและจะรักษาหายได้ “แม่ตรวจเจอช่วงเดือนก่อนที่เตไปออกเรือ ระยะที่แม่เป็นอยู่คือระยะเฉียบพลัน หรือว่าระยะสุดท้ายของมะเร็ง”
Fly like a butterfly– IV3/3Tey Techaphon Talk“นั่นอะไรน่ะ” ผมสะดุ้งเฮือกตอนที่ญาณินทัก จนกระทั่งต้องหยุดการขยับตัว “เมื่อกี้รูปอะไร เห็นนะ เปิดกลับมาเดี๋ยวนี้เลย”“อะไร ไม่มีอะไรเลย” ผมพูดแล้วก็พยายามกดกากบาทรูปออกแต่ณินเลือกเก้าอี้มาหาแล้วคว้าเม้าท์ออกจากมือผมไปคลิกเองวันนี้ญาณินออกมาทำงานของนอกออฟฟิศ ผมเลยให้ณินแวะมารับผมที่สตูดิโอเพื่อที่จะพาไปเลือกสูทด้วยกันใกล้จะถึงแฟชั่นโชว์ของญาณินที่จะจัดขึ้นแล้ว เธออยากให้ผมไปออกงานกับเธอเป็นงานแรกทั้งเปิดตัวแบรนด์และเปิดตัวแฟนด้วยโฮ๊ะ ๆ ๆ แฟนผมน่ารักไหมล่ะ“เอามือออก” แม่นายส่งผมแล้วจ้องหน้า“มันไม่มีอะไร” ผมย้ำอีกแต่ญาณินเบ้ปากแล้วก็คลิกรูปที่ผมพึ่งกดปิดไปขึ้นมา พอเธอเปิดแล้วเลื่อนดูก็หันหน้ามามองผมพร้อมกับสายตาตั้งคำถาม“เป็นสต๊อกเกอร์เหรอเต” เธอว่าแล้วจ้องหน้าผมอีก เธอคงหมายถึงผมเป็นโรคจิต ถ้ำมอง แอบมองล่ะมั้ง ถึงมันจะเข้าข่ายไปหน่อย ๆ แต่ก็ไม่ถือว่าใช่ทั้งหมดนะ เพราะผมไม่ได้ตามเธอสักหน่อยนี่นา มันก็แค่เรื่องบังเอิญที่ผมตั้งใจก็เท่านั้นเอง“เปล่าสักหน่อย กาแฟตรงคาเฟ่หน้าออฟฟิศของเธอมันอร่อยดีเตเลยไปดื่มบ่อย ๆ แค่นั้นเอง” ผมพยายามพูด
Fly like a butterfly– IV2/3ช่วงเย็นฉันกับเตมาซื้อของในซูเปอร์มาเก็ตเพื่อทำอาหาร วันที่ไปทานข้าวบนเรือฉันขอบคุณเตเรื่องที่เขาช่วยพาฉันไปหาหมอ แล้วฉันก็ได้รู้ว่าที่เตไม่ได้ไปเยี่ยมก็เพราะเขาต้องไปต่างประเทศแต่วันที่เตพาฉันไปส่งโรงพยาบาลเขาก็นั่งรอกับพี่วินจนฉันเข้าห้องพักฟื้นถึงได้กลับตอนที่ฉันถามว่าอยากให้ฉันทำอะไรให้แทนคำขอบคุณที่เขาช่วยเตบอกว่าอยากทานข้าวกับฉันอีก ฉันก็ตกลงนะแต่เตก็พึ่งมาบอกวันนี้ว่าอยากให้ฉันทำอาหารให้เขาทาน“เต” ไปหยิบยางรัดผมในกระเป๋าให้หน่อยได้ไหม ฉันบอกเตตอนที่กำลังแกะห่อเส้นสปาเกตตีเพื่อจะต้มเส้นฉันปล่อยผมไว้แต่ถ้าทำอาหารแล้วปล่อยผมมันก็จะไม่ถูกสุขลักษณะ แล้วก็น่ารำคาญด้วย เขาเดินไปตามคำขอของฉันแล้วก็มาหยุดยืนข้างหลัง“ณินทำเองก็ได้” ฉันพูดเพราะเขารวบผมฉันขึ้นก่อนจะมัดรวบเป็นหางม้าให้“เคยทำให้ออกบ่อย” เตพูดแล้วก็ฉวยโอกาสกอดฉันจากทางด้านหลัง“นี่ อย่ามารุ่มร่าม” ฉันบ่นแล้วก็หันไปจะดุเขา หากแต่ว่าเตก็ไวกว่าดันฉันให้หันหน้ามาตรงกันก่อนจะขยับตัวจนฉันชิดกับโต๊ะวางของ“ทำไมจะรุ่มร่ามไม่ได้ในเมื่อณินคืนดีกับเตแล้วนี่” เขายิ้มกวน“ไม่ใช่สักหน่อย ยังไม่ได้บอกว่าให
Fly like a butterfly– IV1/3เตทำไมต้องเป็นคนแบบนี้นะ ถ้านิสัยไม่ดีไปเลยฉันก็คงไม่แอบมารู้สึกผิดทีหลังแบบนี้หรอก แต่ฉันตัดสินใจแล้วว่าหลังจากการหย่าร้างไปทุกอย่างก็คือจบก่อนหน้านี้ฉันก็มีความคิดอยากมูฟออนไปข้างหน้าเหมือนกัน แต่ยังไม่เจอจังหวะที่ใช้ และยังไม่ได้เจอคนที่ถูกใจจนมาได้ยินคำพูดพวกนี้ของเต เขาดูไม่ได้เป็นคนจมปลักนะแต่ดูเหมือนอยากเดินไปข้างหน้าพร้อมกันกับฉันมากกว่า“ว้าย โอ๊ย” ฉันเซถลาตอนแมวของแม่เตกระโดดผ่านฉันเข้าไปยังหน้าต่าง ฉันไม่รู้ว่าข้าวเหนียว แมวของแม่เตมาอยู่ด้านหลังฉันเมื่อไหร่ แต่ว่ามันก็เป็นชั้นวางของที่แมวสามารถปีนได้ แล้วเดาว่าข้าวเหนียวแมวอ้วนคงปีนลงมาจากตรงนั้นแน่เลย“ใครน่ะ” แม่ของเตส่งเสียงมา แต่ฉันที่นั่งแอ้งแม้งอยู่บนพื้นกระเบื้องก็ลูบหัวตัวเองปอย ๆ เพราะเซไปชนไม้กวาดทางมะพร้าวจนมันฟาดหัวเข้า“หนูเองค่ะ ญาณิน” ฉันส่งเสียงแล้วก็เหมือนจะได้ยินเสียงคนวิ่งออกมา“ณิน” เป็นเตเอง เขารีบมาประคองฉันขึ้นแล้วก็ทำหน้างง ๆ ใส่ “มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่บอก”“ไม่นานหรอก” ฉันว่าแล้วทำหน้าแหยง ๆ ใส่เตก็มองหน้าฉัน“หัวโนเลยเธอ” แหงสิไม้กวาดด้ามเกือบเท่าสองนิ้วมันล้มม
Fly like a butterfly– III4/4“เธอถูกชดใช้ไปแล้ว” หลังจากฉันได้รับการบำบัดสภาพจิตใจ ฉันก็คิดว่าการที่ได้แก้แค้นเตคือจุดปลดล็อกความแค้นของฉันไปแล้วฉันไม่รู้ว่าจะต้องยึดติดไปทำไมเพราะสุดท้ายคนที่ต้องรับเอฟเฟคความเจ็บปวดมากที่สุดก็คือฉันเองอยู่ดีฉันพยายามปล่อยวางให้มากขึ้น พยายามเดินไปข้างหน้าให้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้แล้ว“ไม่ว่าเตจะคิดหาทางไหนแก้ไขความผิดของตัวเอง แต่ผลลัพธ์สุดท้ายที่เตต้องการที่สุด แล้วก็เป็นสิ่งเดียวที่เตอยากได้คือการได้อยู่กับเธอแค่นั้นจริง ๆ” เขายิ้มออกมาแล้วตาเขาก็เป็นประกายด้วยน้ำตาที่คลอ แต่มันก็ไม่ได้หยด “เห็นแก่ตัวเนอะ”“.....” ฉันไม่ได้ตอบเพราะพูดอะไรไม่ออก“ตั้งแต่วันที่เลือกจะทิ้งณินไปด้วยวิธีโหดร้ายในวันนั้น เตก็ลงโทษตัวเองโดยการไม่มูฟออนจากเธอ ไม่เคยมอง ไม่เคยคิดผู้หญิงคนไหนเลยนอกจากเธอ” มันเหมือนการสารภาพรักไหมนะ “เธอจะไม่เชื่อก็ได้แต่เตไม่เคยเปิดใจให้ใครเลยตลอดห้าปีที่ผ่านมา แล้วก็หลังจากหย่ากันปีกว่าเตก็ไม่เคยมองเหมือนกัน”“ญาณินมันมีดีอะไรนักหนานะ” ฉันพูดเพื่อให้สถานการณ์มันผ่อนคลายลงกว่าเดิม“ญาณินคนนั้นทั้งสวย ฉลาด เวลายิ้มโลกก็สดใส ทำอาหารอร่อย เย็
Fly like a butterfly– III3/4“เดี๋ยว นัดแล้ว มาแล้วก็ต้องอยู่ก่อนสิครับ” เขารั้งแขนฉันไว้ “แต่ต่อให้คุณไปตอนนี้ก็ไปไม่ได้อยู่ดี เรือออกจากท่าแล้วล่ะ”เขาพยักหน้าไปยังกระจกหน้าต่างเรือ ซึ่งเห็นว่าเรือกำลังเริ่มขยับตัวแล้ว“งั้นฉันจะไปที่อื่น” ฉันรู้ว่าบนเรือนี้มีห้องอาหารหลายแบบ“นั่งด้วยกันนี่แหละ จะไปที่อื่นทำไม” เตยังจับแขนฉัน ฉันเลยสะบัดออก“ไม่ตลกแล้วนะเต ตัวเองมีแฟนอยู่แล้วจะมานัดบอดอีกทำไม แล้วเล่นอะไรอยู่กับคุณสินกันแน่” ฉันรัวคำถามพร้อมความรู้สึกที่ไม่พอใจ ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าทำไมเตถึงเป็นเจ้าของห้างทองขนาดใหญ่ขนาดนี้ เพราะฉันเคยได้ยินข่าวเศรษฐกิจพูดถึงห้างทองนี้อยู่ครั้งสองครั้งแล้วก็รู้จากคุณสินว่ากิจการห้างทองนี้ถูกเทกโอเวอร์ไปแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นศิธราภัทรฉันก็เข้าใจว่าอาจจะเป็นญาติสายตระกูลหลักของแม่เตเทกโอเวอร์ไปซะอีก“นั่งลงก่อนได้ไหม เดี๋ยวเตอธิบายให้เธอฟัง” พูดจบเขาก็บอกพนักงานให้ออกไปก่อน แล้วก็ส่งสายตาขอร้องแกมขอร้องมาให้ฉัน ไหน ๆ เรือก็ออกแล้วฉันยอมนั่งลง แล้วจ้องหน้าเตแต่ก็ไม่ยอมให้เขาพูดก่อนหรอกนะ“สนุกมากเหรอที่มาเล่นอะไรแบบนี้ฉันน่ะ ถ้ามี
Fly like a butterfly– III2/4“คอยดูนะ ณินจะไปนัดบอดกับผู้ชายที่คุณพ่อนัดให้แล้วณินก็จะมีแฟน แต่งงานก่อนให้ดู” ฉันฟึดฟัดแล้วก็จ้วงเค้กอีกคำด้วยความหงุดหงิด“แต่งงานให้ใครดู” คำพูดพี่วินนี่ไม่เข้าหูเลย“บัดสีบัดเถลิง”“โอ๊ย เป็นไร” พี่ชายถามด้วยความไม่เข้าใจอีกครั้ง ฉันหงุดหงิดหน้าบึ้งไปนิดหน่อยแล้วถอนหายใจใส่พี่ชาย “ไหน ใครทำอะไรน้องพี่”“ณินจะมีแฟน” ฉันบอกพี่วินแล้วเหมือนเขาจะจนปัญญากับการถามสาเหตุจากฉันก็เลยทำได้แค่มองนิ่ง ๆ “พี่วินว่าณินสวยไหม”“สวยมาก แต่เริ่มแปลกแล้ว” พี่ชายว่าติดตลกแต่ฉันจิ๊ปากใส่ “สวยมาก น้องสาวพี่สวยมาก”“แล้วพี่คิดว่าถ้าณินไปนัดบอดครั้งแรกแล้วผู้ชายจะขอณินเดทต่อป้ะ” ฉันใช้ศอกเท้ากับโต๊ะแล้วเกยคางกับมือให้พี่ชายมองหน้า “พูดแบบไม่หลงตัวเองนะณินว่าณินก็สวยมากนะ การศึกษาก็ไม่แย่กว่าใคร พ่อณินก็ทำบริษัทใหญ่โตไว้ให้ พี่ชายก็เป็นเจ้าของบริษัทเกมระดับโลก”“แหม....เราเข้าใจพูด” พอถูกชมพี่ชายก็ยิ้ม ๆ “แน่นอนน้องพี่ทั้งสวยทั้งเก่ง ทั้งฉลาด แถมมีพี่ชายหล่อด้วย ใครจะไม่อยากเดทกับน้องพี่ต่อล่ะ”“ใช่ซีรีส์” ฉันยิ้มแล้วก็ดูดน้ำลำไยสดอึกใหญ่ “ไม่เห็นต้องง้อผู้ชายคนไหนเลย แล้ว







