Share

บทที่ 3

Author: Storytellers
last update publish date: 2024-12-01 16:10:50

ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกล

เขาพาผมมาที่นี่หลังจากที่เราตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ผมจึงมุ่งหน้าไปยังแผนกที่ต้องการ ทันทีที่เดินเข้ามาในโซนขายสินค้าพวกเครื่องนอน เลือกอยู่นานสองนาน สุดท้ายแล้วผมก็ได้ชุดเครื่องนอนที่มีทุกอย่างครบจบในเซ็ทเดียวมาหนึ่งชุด นั่นก็คือผ้าปู ปลอกหมอนและผ้าห่ม ส่วนหมอนไม่ต้องห่วงหรอกมันอยู่ใกล้ๆ กันนี่เอง ถึงแม้ว่าราคาของมันจะค่อนข้างแพงอยู่สักหน่อย แต่ยังไงผมก็คงต้องซื้อ เพราะถ้าไม่มีผ้าปู ผ้าห่มกับหมอนใบใหม่ ผมก็ไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนหลับลงไหม?

แต่จังหวะที่ผมจะหยิบเงินออกมาจ่ายกับพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ ก็มีคนชิงตัดหน้าจ่ายไปซะก่อน

ผมหันไปมองเจ้านายคนใหม่ซึ่งยืนกอดอกนิ่งๆ อยู่ข้างๆ แล้วก็ได้แต่เม้มปาก

คนบ้าอะไรเนี่ย ทั้งหล่อทั้งใจดี ขนาดใส่แมสสีดำปิดหน้าดูเป็นบุคคลลึกลับ ทว่าเขาก็ยังหล่อทะลุแมสออกมาได้อยู่ดี ผมได้แต่อมยิ้มภายใต้หน้ากากป้องกันเชื้อโรคสีเดียวกันกับเขา เหมือนคนบ้าที่คลั่ง…รัก!

“อะแฮ่ม!” แล้วเขาก็กระแอมออกมา ในขณะที่ผมยังคงจ้องเขาอยู่ไม่วางตาแบบนั้น จนเขาก้มหน้าลงมาใกล้ๆ นี่แหละ ผมถึงได้เบิกตากว้าง “จ้องขนาดนี้ จับผมกลืนลงท้องไปเลยไหมครับ คุณเมด...”

อ่า...หน้าผมกำลังจะไหม้แหละครับ เขาเรียกผมว่าคุณเมด...?

บ้าบอที่สุดเลย...ขยันทำให้คนอื่นใจเต้นแรงอยู่เรื่อยเลยนะ

ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป นอกจากถอยห่างจากเขาหนึ่งก้าว ที่ถอยออกมาไม่ได้รังเกียจอะไรเขาหรอกนะ เพียงแต่ว่าผมกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงหัวใจของผมเต้นดังโครมครามต่างหาก

“ฝากของไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวกลับมาเอา”

ผมมองเขาพูดกับพนักงานหน้าเคาน์เตอร์หลังจากที่เขารับเงินทอนมาแล้ว ได้แต่สงสัยว่าเขาจะไปไหนต่ออย่างนั้นเหรอ ทำไมต้องฝากของของผมไว้ที่นี่ด้วยล่ะ

“หึ คุณเมด คุณไม่หิวข้าวเหรอครับ” เห็นผมมองแบบงงๆ เขาก็ถามปนเสียงหัวเราะ

อ่า พูดเรื่องหิว ผมก็เริ่มหิวขึ้นมาตงิดๆ แล้วแหละ ก็เมื่อเช้ายังไม่ได้กินข้าวเลยนี่นา ตอนเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน นี่ก็เลยบ่ายมาแล้วด้วย แต่ว่าก่อนหน้านี้ผมไม่รู้สึกหิวเลยนะ คงเพราะกำลังเครียดล่ะมั้งกระเพาะอาหารของผมถึงไม่ทำงาน แต่พอหายเครียดและพอเขาพูดเรื่องหิวขึ้นมา ผมก็เลยหิวตามเลยเนี่ย

“หิวครับ” ผมตอบแล้วเม้มปากภายใต้แมสสีดำที่ปิดบังใบหน้า

จากนั้นเขาก็เดินนำผมออกมาจากร้านขายเฟอร์นิเจอร์และเครื่องนอน แล้วพาเดินไปหยุดรออยู่หน้าลิฟต์ ผมเดินตามเขาเข้าไปในลิฟต์เงียบๆ ยืนเงียบๆ จนกระทั่งลิฟต์พามายังชั้นที่เขากดหมายเลข เจ้านายคนใหม่ของผมเดินนำออกมาก่อน ผมเลยเดินตามเขาต้อยๆ เหมือนลูกหมาเดินตามพ่อหมาตัวใหญ่ที่มาดแมนและแข็งแรง

มองจากด้านหลังแบบนี้แล้วเขายังดูหล่อเลยอะ บ้าเอ้ย ผมจะบ้าตาย นี่ผมเป็นบ้าไปแล้วเหรอเนี่ย ตัวเองอยู่ในสถานะไหน เพิ่งผ่านเรื่องอะไรมาลืมไปแล้วหรือไง!

ผมสะบัดหัวไปมาเพื่อขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากหัวให้หมด แล้วเดินตามเจ้านายคนใหม่เข้าไปในร้านอาหารไทยที่เขาเป็นฝ่ายเลือก ก็แหงล่ะ เขาก็ต้องเป็นฝ่ายเลือกอยู่แล้วสิก็เขาเป็นเจ้านายนี่นา ส่วนผมเป็นแค่ลูกจ้าง เจ้านายให้ทำอะไรก็คงต้องทำตามแหละ

“อยากกินอะไรสั่งได้ตามสบายเลยนะครับ” เขารับเมนูมาแล้วบอกผม ขณะที่ตัวเองก้มหน้าให้ความสนใจกับเมนูอาหารที่อยู่ในมือ

ผมได้แต่มองเขานิ่งๆ พรูลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนสนใจเมนูอาหารบ้าง ผมไม่ได้สั่งอะไรเยอะแยะ สั่งแค่ไข่เจียวกับแกงส้มกุ้งและข้าวเปล่า ทว่าพออาหารมาเสิร์ฟก็มีหลากหลายเมนู เพราะเจ้านายคนใหม่ของผมเป็นคนสั่ง

สั่งมาราวกับว่ามีคนร่วมโต๊ะสี่ห้าคนได้ ทั้งๆ ที่เราก็มากันแค่สองคน

“ตามสบายนะครับ ไม่ต้องเกรงใจหรอก อยากกินอะไรก็ตักได้เลย” เขาบอกมาแบบนั้น ขณะที่มือก็ถอดแมสออกจากหน้า

เขามองมาที่ผมนิ่งๆ เพราะผมมองเขาไม่วางตาก่อน ผมไม่รู้ว่าผมจะทนอยู่กับคนหล่อลากกระชากใจแบบนี้ โดยไม่คิดอะไรเลยได้ไหม ผมไม่มั่นใจเลยจริงๆ บอกตรงๆ ว่าผมเป็นคนรักคนง่าย แล้วยิ่งคนที่ดีกับผม ผมก็ยิ่งหลงรักง่าย รักแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรเลยด้วย

“เอาแต่มองหน้าผม คุณคงจะอิ่มข้าวหรอกนะครับ”

“เอ่อ...ขอโทษครับ” ผมอยากตายจริงๆ ทำไมผมชอบทำอะไรขายหน้าตัวเองแบบนี้อยู่เรื่อยเลยนะ

เวลาผ่านไป

ผมกินข้าวไปเงียบๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยซ้ำ มีเพียงเขาเท่านั้นที่คุยนั่นคุยนี่ แต่ว่าเขาไม่ได้คุยกับผมหรอกนะ เขาคุยโทรศัพท์น่ะ ใครไม่รู้โทรมาเยอะแยะไปหมด โทรมาจนผมนึกรำคาญแทนเขา ทั้งๆ ที่เจ้าตัวเขายังไม่ปริปากบ่นสักคำ

“คุณอิ่มหรือยังครับ”

“อ่า เอ่อ...ครับ อิ่มแล้วครับ” ผมรีบรวบช้อนส้อมเข้าไว้ด้วยกันเพราะอิ่มแล้วจริงๆ ส่วนเขาก็ยกแก้วขึ้นมาดื่มน้ำ ฉีกซองทิชชู่เปียกที่ทางร้านเขามีบริการเอาไว้ให้เช็ดมือ ก่อนลุกขึ้นแล้วถือบิลไปที่เคาน์เตอร์ ผมเองก็รีบทำตามเขาแล้วรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว

เขาพาผมกลับไปเอาชุดเครื่องนอนที่ฝากไว้ ก่อนพาผมกลับมาที่บ้านของเขา ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเพราะถนนค่อนข้างโล่ง

“คุณพักผ่อนก่อนก็แล้วกัน วันนี้ยังไม่มีงานอะไรให้ทำหรอก พรุ่งนี้เช้าคุณค่อยเริ่มงาน” เขาบอกผมแบบนั้นตอนที่จอดรถอยู่หน้าบ้าน โดยที่ไม่ได้ขับรถเข้าไปจอดในบ้านเหมือนตอนที่พาผมมาครั้งแรก ผมเดาว่าเขาคงต้องออกไปข้างนอกต่อ จึงไม่ได้ซักไซ้อะไร

“ครับ”

“เข้าบ้านแล้วอย่าลืมล็อกประตูให้เรียบร้อยนะครับ ถึงแม้ว่าหมู่บ้านนี้จะมีเวรยามเฝ้าและตรวจตราตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโจรขโมย”

“อ่า ครับ” ผมรับคำแค่นั้นแล้วเปิดประตูลงมาจากรถ หอบข้าวของทุกอย่างที่ซื้อมาเข้าบ้าน โดยที่เจ้านายคนใหม่ของผมก็ขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว

ผมเข้ามาในบ้านแล้วก็ล็อกประตูตามที่เจ้าของบ้านบอก ก่อนจะเดินมาที่ห้องพักของตัวเองที่อยู่ด้านหลัง อ่า ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตนี้ผมจะต้องมาอยู่ในบ้านของคนอื่น ต้องมาอยู่ในห้องที่เขาเรียกกันว่าห้องของคนงาน หรือจะเรียกให้ถูกก็คือห้องของคนรับใช้นั่นแหละ

คิดมาแล้วก็ปวดใจ ความโกรธความเกลียดที่ผมมีต่อแฟนเก่าก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่มันก็เท่านั้นแหละ เพราะผมเองก็ติดต่อมันไม่ได้มานานแล้ว ตั้งแต่ที่เราเลิกกันไป

“เฮ้อ เลิกคิดๆ จัดห้องดีกว่า” ผมบอกกับตัวเองแล้วเริ่มลงมือจัดห้องใหม่

ผมเอาผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนและผ้าห่มที่ซื้อมาใหม่ออกไปซัก โชคดีที่เครื่องซักผ้าของบ้านนี้เครื่องใหญ่มาก แถมยังอบแห้งได้แบบไม่ต้องรอฟ้ารอแดด เพียงไม่กี่นาทีผมก็สามารถนำออกมาใช้งานได้แล้ว ผมพอใจในจุดนี้ โอเคมากด้วย การอยู่ที่นี่และทำงานเป็นเมดที่นี่ก็ไม่ได้แย่ เพราะดูโดยรวมแล้วเจ้านายคนใหม่ของผมก็ดูจะไม่ได้นิสัยแย่เอาแต่ใจอะไรขนาดนั้น

ผมกำลังเคลิ้มจะหลับหลังจากจัดทุกอย่างในห้องเรียบร้อยแล้ว แต่โทรศัพท์มือถือของผมก็ส่งเสียงร้องเย้วๆ ไม่หยุดไม่หย่อน พอเอื้อมมือไปหยิบมาดูผมก็อยากร้องไห้ออกมาอีก

“ฟูจิ...” ผมเรียกคนปลายสายด้วยเสียงหงอยๆ

[เป็นไงบ้างโย ทำอะไรอยู่ กินข้าวหรือยัง แล้วตอนนี้อยู่ไหนบอกกูมาได้แล้วโย กูเป็นห่วง]

“เอ่อ จะให้ตอบคำถามไหนก่อนล่ะฟูจิ” ผมว่าพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่นอนคว่ำหน้าตีขาเล่นอยู่บนเตียง

[เรื่องไหนก็ตอบๆ มาเหอะน่า แล้วนี่สบายใจขึ้นแล้วใช่ไหมเนี่ย เสียงไม่หงอย ไม่ร้องไห้แล้วนี่นา]

ผมเม้มปากกลั้นยิ้มเพราะสบายใจขึ้นมาบ้างแล้วจริงๆ “อืม ก็สบายใจในระดับหนึ่งแหละ อย่างน้อยก็มีงานให้ทำ มีบ้านให้อยู่อะ”

[ก็ดี เอาล่ะ ทีนี้ก็บอกมาได้แล้วนะโย ว่าตกลงไปได้งานที่ไหนอะไรยังไง แล้วที่อยู่ที่กินนี่มันยังไง พูดมาให้หมดเลยนะโย อย่าหมกเม็ดแม้แต่เรื่องเดียวนะ ต้องบอกมาทุกอย่าง เพราะถ้าเกิดเรื่องอะไรจะได้แก้ปัญหากันถูกจุด]

ผมเข้าใจดีว่าที่ฟูจิพูดมานั้นหมายถึงอะไร ฟูจิมันก็คงเป็นห่วงผมนั่นแหละ กลัวผมถูกหลอก กลัวผมไม่ปลอดภัย เป็นแบบนี้เสมอเพราะว่าผมกับฟูจิเป็นเพื่อนกันมานาน เราเรียนมหาลัยมาด้วยกันและสนิทกันมากๆ ฟูจิรู้เรื่องของผมทุกอย่างและผมเองก็รู้เรื่องของมันทุกอย่างเหมือนกัน เราเลยไม่ค่อยมีความลับต่อกันเท่าไหร่

[เขาไว้ใจได้แน่เหรอโย คนเพิ่งเจอกันครั้งแรกนะ] ฟูจิถามกลับมาด้วยน้ำเสียงหวั่นใจ หลังจากฟังผมเล่าจบ

ผมเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง ก็หวั่นใจอยู่เหมือนกัน แต่ว่าตอนนั้นและตอนนี้ผมมองไม่เห็นใครแล้วจริงๆ ดังนั้นแล้วถึงได้รีบคว้าโอกาสที่เขามอบให้เอาไว้

“เขาก็ดูเป็นคนดีนะจิ” ผมตอบไปตามที่เห็น

[เหรอ? แต่กูว่ามึงโดนความหล่อของเขาตกมากกว่ามั้งโย]

“แหะๆ ก็มีส่วน” ผมยอมรับแบบแมนๆ ไม่ได้แก้ตัวอะไร เพราะว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลจริงๆ

[ใจง่ายตลอดอะมึงอีโย]

“นี่ อย่าว่ากูสิ นั่นมันจุดด้อยนะ อย่าเอามาล้อกัน” ผมว่าขำๆ แล้วฟูจิก็หัวเราะตอบกลับมา

[เออๆ ก็ดูๆ ไปก็แล้วกัน ให้มาอยู่ด้วยกันก็ไม่มา ที่นี่มีห้องว่างไม่ได้ใช้ทำอะไรอยู่แล้ว]

“ไม่เอาหรอก เกรงใจพี่แดนไทย เผื่อว่าวันไหนอยากกอดกันเสียงดัง จิจะได้ไม่ต้องกัดไหล่พี่แดนไทยให้เจ็บ ไม่ต้องกัดผ้าให้เสียอารมณ์ไง ไม่ดีหรือไง”

[เหอะ! มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นไหมล่ะ เว่อร์!!]

ผมหัวเราะเสียงดังออกมา คุยกับฟูจิต่ออีกหน่อยก่อนฟูจิจะวางสายไป แล้วผมก็ดูเวลา อ่า...เกือบจะทุ่มหนึ่งแล้ว ผมยังไม่ได้ยินเสียงเจ้าของบ้านกลับมาเลย

ผมลงจากเตียง ชาร์ตแบตมือถือกับแมคบุ๊คทิ้งไว้แล้วออกไปข้างนอก กะว่าจะไปหาข้าวกิน แต่พอผมเดินมาถึงห้องครัวก็ได้ยินเสียงคุยกันแว่วๆ มาจากห้องรับรองแขก ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมเดินไปทางนั้น ทั้งๆ ที่เจ้านายไม่ได้เรียกหา

ภาพที่ผมเห็นมันทำให้ผมอึ้ง ก้าวขาเดินหน้าไม่ออกและถอยหลังไม่ได้

ตรงหน้าผม บนโซฟาที่แสนจะนุ่มก้นนั่น เจ้าของบ้านกำลังคร่อมทับเด็กผู้ชายที่ชุดนักศึกษาหลุดหลุ้ย แล้วเขาสองคนก็กำลังจูบกันแบบไม่สนใจโลก เสียงจูบดังจ๊วบจ๊าบจนน่าขนลุก

อ่า ไม่สนใจก็ถูกต้องแล้ว เพราะว่านี่มันบ้านของเขานี่นา อีกอย่างเขาก็อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่ามีผมมาอาศัยอยู่ด้วย

“อ๊ะ! อาจารย์พอก่อนครับ มีคนยืนอยู่ตรงนั้น” เด็กหนุ่มคนนั้นมองมาทางผมพลางกะพริบตาปริบๆ สีหน้าเขินอาย หลังจากที่เขาผลักคนที่คร่อมอยู่ด้านบนออก

“อ่า...ขอโทษที ผมนึกว่าคุณอยู่ในห้องซะอีก” เขามองมาที่ผมแล้วพูดขอโทษด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเครื่องติดแรงแค่ไหน

แต่ว่าเขาไม่ต้องขอโทษผมก็ได้นะ นี่มันบ้านของเขา เขาจะทำอะไรกับใครตรงไหนก็ได้ ผมต่างหากล่ะที่ควรเป็นฝ่ายต้องพูดคำนั้น

“เอ่อ เอ่อ ผะ ผมขอโทษครับที่เข้ามาขัดจังหวะ ขอตัวก่อนนะครับ” ผมว่าแล้วก็หันหลังวิ่งออกมาเลย

บ้าจริงทำไมต้องเดินออกไปดูด้วยนะ ผมหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองด้านหลังซึ่งมองจากตรงนี้ก็ไม่เห็นอะไรแล้ว จากนั้นก็พรูลมหายใจออกมาหนักๆ เมื่อกี้ผมเห็นพวกเขาจูบกัน แบบว่า...จูบแบบเอาเป็นเอาตายเลยนะ สองคนนั้นแลบลิ้นออกมา แล้วก็ตวัดเลียลิ้นกันและกันอย่างหิวกระหายในบทเซ็กส์ที่เร่าร้อน

อ๊ากกกก ไม่ๆ ผมควรจะเลิกคิดเรื่องพวกนั้นแล้วกลับเข้าห้องนอนไปซะ

ผมวิ่งกลับเข้ามาในห้อง ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ไม่ได้กลัวว่าใครจะเข้ามาปล้ำหรอก แต่กลัวว่าตัวเองนี่แหละจะแอบออกไปดูคนอื่นเขาจ้ำจี้กันอะ

“เฮ้อ จะทำเรื่องพวกนี้มันควรต้องขึ้นไปทำบนเตียง ในห้องนอนตัวเองหรือเปล่าล่ะ ทำไมต้องมาทำอะไรกันในห้องรับแขกด้วย หื่ยยย” ผมพึมพำพลางคว้าแมคบุ๊คมาเปิดดูนั่นดูนี่ สุดท้ายก็จบที่เน็ตฟลิกซ์ เพื่อหาหนังดูให้ลืมเรื่องที่อยู่ในความทรงจำ

เวลาผ่านไปผมดูหนังไม่รู้เรื่องเลย เพราะหนังที่เลือกดูดันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและเซ็กส์

โอ๊ย!...จะบ้าตาย ผมดันมีอารมณ์ขึ้นมาซะอย่างนั้น ผมหายใจไม่ออกเพราะมันเริ่มปั่นป่วนมวนในท้อง อีกทั้งยังอึดอัดไปหมด พระเอกกับนางเอกในจอก็กำลังจูบและนัวเนียกัน แล้วสองคนที่อยู่ในห้องรับแขกก็คงกำลังฟัดกันนัว

อ๊ากกกก ผมหายใจไม่ออก ปวดกลางกายไปหมด

ผมกดปิดซีรีส์ทิ้งไป ไม่สนใจพระเอกหน้าหล่อที่กำลังถามไถ่นางเอกว่าพร้อมให้เข้าไปในตัวไหม แล้วเอนตัวลงพิงพนักหัวเตียง ทอดสายตามองไปยังหน้าต่างบานเกล็ดที่เปิดม่านบางๆ ทิ้งเอาไว้ แล้วผมก็หลับตาลงด้วยสีหน้าทรมานพร้อมๆ กับสอดมือเข้าไปในกางเกง จับต้องลูกชายที่ตื่นตัวจนแข็งกร้าวเอาไว้แล้วเริ่มขยับข้อมือขึ้นลง

“อ๊า...ฮะ อื้อ...”

ในหัวของผมเวลานี้ไม่ได้คิดถึงใครทั้งนั้น มันว่างเปล่าแต่ผมก็มีอารมณ์แบบที่ไม่สามารถควบคุมความต้องการได้ ผมขยับมือเร็วขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สะโพกก็ขยับเด้งสู้รบกับมือตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ถึงห้านาทีตัวผมก็แทบอ่อนปวกเปียก แต่ว่าผมยังไม่เสร็จ...แค่นี้มันยังไม่พอ

ผมจัดการถอดกางเกงของตัวเองออก จนท่อนล่างเปลือยเปล่าล่อนจ้อน ก่อนจะคุกเข่าโก่งโค้งอยู่บนเตียง สอดนิ้วเข้ามาในปากดูดอมจนนิ้วทั้งสองชุ่มไปด้วยน้ำลายที่ลื่นเหนียว แล้วเอื้อมมือไปด้านหลังกดแทรกนิ้วทั้งสองเข้าไปในช่องทางที่ขมิบถี่ในคราวเดียว

“อื้ม อา...”

มันเข้าไปได้ไม่ยากหรอกเพราะผมทำรักให้ตัวเองบ่อยๆ อาทิตย์หนึ่งมากสุดก็ทำสี่วันติด น้อยสุดก็สองวัน

ผมไม่ได้เป็นคนติดเซ็กส์อะไรหรอกนะ เมื่อก่อนผมมีแฟนก็จริง แต่ว่าเราไม่ค่อยได้กอดกันเท่าไหร่เพราะว่าเขาไม่ค่อยว่างมาเจอ มีอะไรกันนับครั้งได้แล้วผมก็ไม่เคยไปสุดทาง คบกันก็เหมือนไม่คบ นานๆ ครั้งจะได้เจอกันที แต่คบกันมานานเป็นปีได้ยังไงผมก็ยังงงตัวเองเหมือนกัน

กับผมไม่มีเวลา แต่กลับพาคนอื่นมาทำอะไรกันในบ้านของผม

ชั่วจริงๆ

“ฮึก อา อ๊ะ อ๊า อื้อ”

ผมยังคงสอดนิ้วเข้าออกในช่องทางอุ่นร้อนของตัวเองอย่างต่อเนื่อง และเริ่มทำแรงขึ้นเรื่อยๆ สะโพกของผมขยับเด้งรับกับจังหวะมือที่ชักเข้าชักออก พยายามสอดนิ้วให้ลึกที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ แม้ว่ามันจะไม่ได้ให้ความรู้สึกดีมากเหมือนที่คนอื่นทำให้ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมผ่อนคลายลงได้มากเหมือนกัน

“อ๊ะ อ๊ะ อา อื้อ อื้ม”

ทุกอย่างจบลงในเวลาต่อมา หลังจากที่ผมกระเด้งกระดอนตัวเองอยู่พักใหญ่ น้ำที่พุ่งออกมาจากปลายท่อกระเด็นเปรอะลงบนผ้าปูผืนใหม่ที่ผมเพิ่งปู อ่า...เลอะเทอะหมดเลยแม่ง

ผมนอนหอบหมดแรงอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นมาทำความสะอาดที่นอน บ่นกะปอดกะปอดเดินโทงเทงไปมาในห้องเพราะยังไม่อยากใส่กางเกง กะว่าจะออกไปอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้านอนเลยทีเดียว คืนนี้ผมคงไม่ได้กินอะไรแน่ๆ เพราะไม่กล้าเดินออกไปที่ห้องครัวแล้ว กลัวจะได้เห็นอะไรที่ชวนให้อารมณ์เตลิดอีก หากว่าพวกเขาสองคนพากันมาเล่นจ้ำจี้กันในครัว

-----------------------

ในมุมหนึ่งด้านนอก

คนที่ควรอยู่เล่นกิจกรรมเข้าจังหวะกับลูกศิษย์ ที่อุตส่าห์ติดสอยห้อยตามมาจากมหาวิทยาลัย กำลังยืนจ้องมองภาพยั่วอารมณ์ในห้องพักคนงานผ่านหน้าต่างบานเกล็ด เพราะคนในห้องไม่สนใจปิดม่านด้วยความรู้สึกทรมานแสนสาหัส ก่อนหน้านี้เขาตั้งใจจะพาลูกศิษย์มากินตับให้อิ่มหนำสำราญใจ แต่พอถูกคนที่ตนเพิ่งรับเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยกันมาเห็นเข้าเขาก็หมดอารมณ์ ล้มเลิกความตั้งใจเพราะเห็นสีหน้าตื่นเต้นของโยธิน แล้วยิ่งเห็นอีกฝ่ายลนลานก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ

หมดอารมณ์กับลูกศิษย์ที่นอนอ้าขารออยู่ใต้ร่าง แต่มีอารมณ์กับคนที่วิ่งหนีกลับมาทำร้ายตัวเองในห้องนี่ซะได้

เอาตรงๆ เขาเองก็รู้สึกถูกใจกับชายหนุ่มเคราะห์ร้ายคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น ไม่อย่างนั้นแล้วคงไม่ยอมให้มาอยู่ด้วยกันแบบนี้หรอก เรื่องแม่บ้านอะไรนั่นก็แค่ข้ออ้าง การทำความสะอาดบ้านไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเขามีเพื่อนที่เปิดบริษัทรับทำความสะอาดอยู่แล้ว

ภาพที่โยธินช่วยตัวเอง ขั้นตอนทุกอย่างอยู่ในสายตาของเจ้าของบ้านทั้งหมด แม้จะมาไม่ทันตั้งแต่เริ่มต้น แต่ก็มาทันภาพงดงาม มาทันได้ฟังเสียงครางที่หวานบาดหูและอยู่ดูจนทุกอย่างจบลง แม้กระทั้งตอนที่โยธินก่นด่าตัวเองว่าทำเตียงเลอะเทอะ ภาพเหล่านั้นก็ติดตรึงอยู่ในใจ ส่วนกลางกายที่แข็งตึงอยู่แล้วปวดร้าวยิ่งกว่าเก่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ยอมเอื้อมมือไปปลดปล่อยความทรมาน ทำเพียงแค่ยืนหายใจหืดหาด จ้องมองภาพยั่วยวนของคนที่เดินโทงเทงในห้องด้วยความต้องการที่เปี่ยมล้น

ดวงตาคมปราบวาวโรจน์พร้อมกับที่ริมฝีปากขยับยกยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วเจ้าของบ้านก็หมุนตัวกลับไป ก่อนที่โยธินจะเปิดประตูออกมาจากห้องแล้วเห็นเข้า

โรจน์พร้อมกับที่ริมฝีปากขยับยกยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วเจ้าของบ้านก็หมุนตัวกลับไป ก่อนที่โยธินจะเปิดประตูออกมาจากห้องแล้วเห็นเข้า
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • Maid เมดจำเป็น   บทที่ 100

    “อ๊ะ!” มันกระตุกหงึกทักทาย จนผมเผลอพลั้งปากส่งเสียงตกใจออกมา “อยากกินหรือเปล่าครับ หืม?” คำถามธรรมดาแต่แฝงไปด้วยความทะลึ่งทะเล้น ทำให้ผมเม้มปากแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะมองสบตากับเขา เลยได้แต่จดจ้องอยู่ที่มือของเราสองคนที่ยังคงวางไว้ตำแหน่งเดิม…ไอ้นี่น่ะสิของเขามันเริ่มแข็งตัวและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดูท

  • Maid เมดจำเป็น   บทที่ 99

    “จะอายอะไรกันล่ะคุณโย หืม? ทำอย่างกับว่าผมไม่เคยเห็นร่างกายส่วนนั้นของคุณอย่างนั้นแหละ” คราวนี้ผมเบิกตากว้างกว่าเก่า ใบหน้าเห่อร้อนเพราะความอาย ทำไมต้องพูดเรื่องแบบนี้ออกมาได้ง่ายๆ โดยที่ไม่รู้สึกกระดากปากเลยสักนิดนะ “นะ นั่นมันเหมือนกันที่ไหนเล่า! มันคนละบริบทกันเลยนะ!!” ผมพูดด้วยเสียงไม่พอใจ เพ

  • Maid เมดจำเป็น   บทที่ 98

    “หื่นนนนน” ผมพูดยานคางเพราะตาเริ่มจะปิดอีกรอบ ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้ยินแค่เสียงสวบสาบก่อนที่ร่างอ่อนปวกเปียกไร้แรงของผมจะลอยวืดขึ้นจากเตียง จากที่ง่วงๆ ผมตาเบิกโพลงขึ้นทันที “ทำอะไรเนี่ย วางผมลงนะ” ผมถามเสียงตื่นพลางมองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ ไปเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนนักหนา ถึงได้ฮึกเหิมแข็

  • Maid เมดจำเป็น   บทที่ 97

    ในวันที่ฝนตกพรำๆ ในวันที่ตื่นมาในตอนเช้าแล้วพบว่าสายฝนกำลังกระหน่ำเทลงมาอย่างหนักหน่วงแบบนี้ สำหรับคนส่วนมากแล้ว ถ้าต้องออกไปทำงานมันคงเป็นอะไรที่แย่สุดๆ เพราะไหนจะสภาพอากาศที่ชื้นขึ้นจนอบอ้าว ไหนจะเสี่ยงต่อการโดนฝนแล้วเจ็บป่วยอีก แต่…แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ เพราะเรื่องที่ผม

  • Maid เมดจำเป็น   บทที่ 96

    “อาหารรสชาติเป็นยังไงบ้างครับทุกคน สเต็กเหนียวไปหรือว่าสุกเกินไปหรือเปล่า” ผมถามอย่างลุ้นๆ เมื่อทุกคนหั่นสเต็กชิมกันคนละคำ “อร่อยมากครับที่รัก” คำชมของคุณกฤษณ์ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ เพราะคนอย่างเขาผมทำอะไรให้ทานเขาก็บอกว่าอร่อยหมด ไม่ว่ารสชาติมันจะเป็นยังไง “อีโย นี่มึงกล้าสาบานไหมว่าทั

  • Maid เมดจำเป็น   บทที่ 95

    ผมนี่ถึงกับอึ้งเลยทีเดียว จากตอนแรกที่เจอกัน ก็เป็นเขานั่นแหละที่เอาสเปรย์ฆ่าเชื้อมาฉีดใส่หน้าผมอะ ทำอย่างกับว่าผมเป็นตัวเชื้อโชคงั้นอะ แล้วดูตอนนี้สิเขาไม่แม้แต่จะล้างมือบ่อยๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ซะด้วยซ้ำ “คุณโย ผมมาแล้ว” ผมที่กำลังเหม่อ สะดุ้งเล็กน้อยตอนที่คุณกฤษณ์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ พอเห็นผมทำหน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status