เข้าสู่ระบบซือถูเว่ยหลุดหัวเราะออกมา “ค่ะ เห็นด้วย”
“ให้ไปส่งที่ไหน”
“ที่XXX”
อีกฝ่ายยื่นมือไปดึงนามบัตรส่งให้ ซือถูเว่ยรับมาแล้วมองหน้าเขา “ไว้ไปกินมือค่ำกัน”
ได้ยินแบบนั้นก็ค้นหานามบัตรตัวเองส่งให้เขา ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ไม่สะดวกที่จะติดต่อกับเขา เมื่อก่อนกลัวเขาคิดว่าเป็นภาระ ตอนนี้เธอมีงานทำไม่ลำบาก ไม่ต้องพึ่งพาใคร “ได้ค่ะ”
เห็นรอยยิ้มบางๆ ของอีกฝ่ายหญิงสาวเองก็ยิ้มออกมา ตอนนี้เธอก็นับว่ามีพี่ชายเพิ่มมาคนหนึ่งแล้ว??
อาทิตย์ถัดมาที่ทำงานเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ว่ากันว่าหัวหน้าฝ่ายงานแปลที่มาใหม่เป็นเด็กเส้น อีกฝ่ายตำหนิงานแปลที่เป็นหัวข้อข่าวของทุกๆ คน แต่ก็ไม่ระบุว่ามันผิดพลาดตรงไหน
ตอนที่งานของซือถูเว่ยถูกตีกลับมา หญิงสาวต้องอยู่แก้จนถึงตีสอง แต่พอส่งงานทางอีเมล์อีกฝ่ายกลับไม่อนุมัติ ร้อนถึงเธอต้องรอจนสว่าง ทั้งนี้ก็เพราะงานนี้จะต้องส่งให้บรรณาธิการเรียบเรียงอีกทอดหนึ่ง
“ไม่เป็นมืออาชีพเลย”
“ได้ยินมาว่าไฟแรง แต่แรงแบบอยากแสดงอำนาจน่ะ ทำงานไม่เป็นสักอย่าง ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรื่อง”
“รู้ได้ยังไง”
“ฉันได้ยินเขาพูดน่ะสิ จีนคำ อังกฤษคำ เหมือนพูดไม่คล่องแต่ที่ไม่คล่องน่ะภาษาอังกฤษนะ”
“ลำบากเว่ยเว่ยเลย กลับบ้านไปพักเถอะอยู่ทำงานทั้งคืน”
“งั้นกลับก่อนนะคะ” ตอนลุกขึ้นก็รู้สึกวูบแต่ก็ทรงตัวอยู่ได้ ตอนลงลิฟท์มาอาการปวดหัวเริ่มเล่นงานเธออีกแล้ว “สงสัยต้องหาเวลาไปหาหมอสักครั้ง”
หน้าตึกตอนเดินออกมาก็เห็นเสิ่นเหยียนยืนอยู่ เขาโบกมือให้ แค่เห็นหน้าก็เครียดแล้วซือถูเว่ยยกมือขึ้นนวดขมับ อาการปวดหัวยิ่งมาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ตอนเดินเลี่ยงไปอีกด้านกลับหน้ามืดหายใจไม่ออก
ร่างกายมีบางอย่างผิดปกติ มือสั่น จากนั้นก็วูบไปไม่รู้สึกตัวอีก...
อา...
ปวดระบมไปทั้งตัว... หญิงสาวขยับตัวช้าๆ หน้าผากเต้นตุบๆ ปวดหัวจนต้องหลับตาอีกครั้ง ตอนขยับมือถึงได้รู้ว่ามีสายน้ำเกลืออยู่
“โรงพยาบาล??” กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกับแอร์เย็นเฉียบ ในห้องพิเศษที่ทั้งกว้างขวางและเงียบสงบ
ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหนแต่ตื่นมาแล้วแม้จะปวดศีรษะแต่กับนับว่ากระปรี้กระเปร่ามาก ซือถูเว่ยมองไปรอบๆ เพราะคอแห้ง กาน้ำว่างเปล่ามีแก้วน้ำที่หงายขึ้นเพราะถูกใช้แล้ว
ร่างกายก็ดีขึ้นแล้วเธอไม่ชอบโรงพยาบาลดังนั้นก็เลยดึงเข็มน้ำเกลือออก... หิวน้ำมากก็เลยเดินออกมาจากห้องพร้อมกาน้ำร้อน หน้าลิฟท์มีเสียงคนคุยกันเบาๆ ตอนเห็นว่าเป็นใครหญิงสาวรีบวิ่งไปหาแต่ไม่ทัน
เสียงพยาบาลที่นั่งอยู่อีกฝั่งคุยกันดังขึ้น “เขาไปแล้วเหรอ”
“ใคร”
“ก็คุณซือถูไง หล่อมากเลยนะ”
“อ๋อ เขาเหรอ อืมหล่อ ได้ยินมาว่าเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทในเครือตระกูลอวี่ ทั้งหล่อทั้งเก่ง เสียดายที่มีแฟนแล้ว”
“ได้ยินมาเหมือนกัน ว่าแต่ที่ชั้นสองน้องสาวเขาจริงๆ เหรอ ไม่เคยได้ยินว่าเขามีน้องสาวนี่”
“นั่นสิ”
“ก็คงใช่แหละถ้าไม่ใช่ประธานจางก็คงไม่มาหรอก ถ้าเป็นเมียเก็บมีเหรอประธานจางจะลดตัวมา”
ชั้นสอง?? ได้ยินแบบนั้นซือถูเว่ยก็รีบไปที่ลิฟท์ลงไปที่ชั้นสอง เห็นป้าย...ห้องจัดงานศพ หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น เดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นซือถูหนานกำลังยืนอยู่กับจูซาง
“สองคนนี้รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่??” หญิงสาวกำลังจะอ้าปากเรียกแต่ก็เห็นจูซางลากพี่ชายไปที่มุมทางเดิน เพราะสงสัยก็เลยเดินตามไปแอบฟัง
“คุณให้พวกเขามายุ่งไม่ได้นะคะ คนพวกนั้นไม่หวังดี พวกเขาเลิกกันแล้ว เงินนั่นไม่เกี่ยวอะไรกับเสิ่นเหยียน นั่นเป็นเงินเก็บของเว่ยเว่ยคนเดียว ถึงมันอาจไม่ได้มากมายสำหรับคุณ แต่ฉันมั่นใจว่าหากเว่ยเว่ยเลือกได้ เขาต้องเต็มใจให้คุณเก็บเอาไว้มากกว่าให้คนพวกนั้นได้ไป”
“เขาอ้างว่าเขาเองก็มีส่วนในเงินนั่น พวกเขาวางแผนที่จะซื้อบ้านด้วยกัน อีกอย่าง...ผมก็ไม่ได้สนิทกับน้องสาวถึงขั้นนั้น เขามีทุกอย่างในวันนี้ด้วยตัวเอง ผมไม่คิดว่าเขาจะไว้ใจผมขนาดนั้น”
“ก็ใช่ แต่เงินนั่นเขาไม่มีส่วน ฉันรู้ว่าคุณไม่ขาดเงิน แต่คุณเป็นญาติหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของเว่ยเว่ย ไม่ว่าจะยังไงคุณก็ให้พวกเขาแตะต้องเงินนั่นไม่ได้ จะบริจาคก็ดี จะทำบุญก็ช่าง แต่มอบให้พวกเขาเป็นสิ่งสุดท้ายที่เว่ยเว่ยจะทำแน่นอน พวกเขาเป็นคนที่น่ารังเกียจ เว่ยเว่ยก็ตายไปแล้วยังคิดจะฮุบเอาเงินของเว่ยเว่ยอีก”
“ตะ...ตาย? หมายความว่ายังไง!!”
ทั้งซือถูหนานและจูซางหันมามอง หญิงสาวก้าวเข้าไปหาพวกเขา “หมายความว่ายังไงที่ว่าฉันตายแล้ว ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้...ไม่ใช่เหรอ...” ประโยคสุดท้ายแผ่วลงเพราะเดินผ่านกระจกที่ติดอยู่ที่ทางเดินเข้า
ใบหน้าสวยงามของผู้หญิงคนหนึ่งมองตอบมา คิ้วเรียว ผิวเนียน ดวงตากลมโต ริมฝีปากรูปกระจับ เอวบางร่างน้อย นิ้วเรียวเนียนนุ่มขาวผ่อง แม้แต่เล็บก็ทำสีฉูดฉาดมองก็รู้ว่าแพงระยับ
“นี่...ใคร” ริมฝีปากที่ขยับตามทำให้ซือถูเว่ยชะงัก สองมือยกขึ้นประคองใบหน้าของผู้หญิงคนนี้
ไม่สิ นี่คือเธอ แต่...นี่ไม่ใช่ซือถูเว่ย “พะ...พี่”
ซือถูหนานขมวดคิ้วเดินเข้ามา “คุณหนูอวี่ คุณมาทำอะไรตรงนี้? แอบฟังคนอื่นแบบนี้ไม่สุภาพเลยนะครับ”
“พี่คะ คุณหนูอวี่? ใครกัน ฉัน...อาซาง” ตอนหันกลับไปมองกระจกมือก็ตวัดตบหน้าตัวเอง มัน...เจ็บ!
เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกับดวงตาเหม่อลอยตื่นตระหนกของอวี่จิ้งที่สะท้อนในกระจก “ไม่สิ นี่ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ ฉัน”
แล้วสติก็ดับวูบลงได้ยินแค่เสียงของซือถูหนาน แต่ว่ามันก็ดังแว่วมากเหมือนอยู่ไกลแสนไกล ตกลงแล้วนี่มันเรื่องอะไรกันแน่!!!ซือถูเว่ยหัวใจวายเฉียบพลัน เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทันทำให้ขาดออกซิเจน สาเหตุหลักมาจากทำงานหนักพักผ่อนน้อย เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโชคร้ายวันนั้นเสิ่นเหยียนเป็นคนโทร.เรียกรถฉุกเฉินและพามาโรงพยาบาล ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทันแล้ว หญิงสาวสิ้นลมอย่างสงบหลังจากวูบหมดสติแล้วล้มศีรษะกระแทกกับฟุตปาธหมอเจ้าของไข้เข้ามาตรวจอาการของหญิงสาวบนเตียง นอกจากอาการปวดเมื่อกับหางคิ้วที่ปวดตุบ อาการทั่วไปก็ไม่มีอะไรน่ากังวลประธานอวี่ อวี่เสียงถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อหมอออกไปแล้วเขาก็ตำหนิเฉิงเสวียนด้วยท่าทีโกรธกรุ่น “ทะเลาะกันยังไงถึงขั้นทำจิ้งเอ๋อร์ตกบันไดหัวฟาด ฉันเลี้ยงมาทะนุถนอมไม่เคยทำให้เจ็บตัว นี่อะไรถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล”“เป็นความผิดของผมเองครับ ต่อไปผมจะระวัง”ประธานอวี่เสียงยื่นมือไปหาหลานสาว อยากลูบศีรษะปลอบโยน แต่อวี่จิ้งกลับขยับหลบ เขาชะงักไปทันที ป้าหงที่ยืนอยู่ถึงกับปราดเข้ามา“คุณหมอบอกว่าต้องให้เวลาคุณหนูค่ะ ความจำจะค่อยๆ กลับมา ศีรษะกระแทกบางครั้งก
ซือถูเว่ยหลุดหัวเราะออกมา “ค่ะ เห็นด้วย”“ให้ไปส่งที่ไหน”“ที่XXX”อีกฝ่ายยื่นมือไปดึงนามบัตรส่งให้ ซือถูเว่ยรับมาแล้วมองหน้าเขา “ไว้ไปกินมือค่ำกัน”ได้ยินแบบนั้นก็ค้นหานามบัตรตัวเองส่งให้เขา ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ไม่สะดวกที่จะติดต่อกับเขา เมื่อก่อนกลัวเขาคิดว่าเป็นภาระ ตอนนี้เธอมีงานทำไม่ลำบาก ไม่ต้องพึ่งพาใคร “ได้ค่ะ”เห็นรอยยิ้มบางๆ ของอีกฝ่ายหญิงสาวเองก็ยิ้มออกมา ตอนนี้เธอก็นับว่ามีพี่ชายเพิ่มมาคนหนึ่งแล้ว??อาทิตย์ถัดมาที่ทำงานเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ว่ากันว่าหัวหน้าฝ่ายงานแปลที่มาใหม่เป็นเด็กเส้น อีกฝ่ายตำหนิงานแปลที่เป็นหัวข้อข่าวของทุกๆ คน แต่ก็ไม่ระบุว่ามันผิดพลาดตรงไหนตอนที่งานของซือถูเว่ยถูกตีกลับมา หญิงสาวต้องอยู่แก้จนถึงตีสอง แต่พอส่งงานทางอีเมล์อีกฝ่ายกลับไม่อนุมัติ ร้อนถึงเธอต้องรอจนสว่าง ทั้งนี้ก็เพราะงานนี้จะต้องส่งให้บรรณาธิการเรียบเรียงอีกทอดหนึ่ง“ไม่เป็นมืออาชีพเลย”“ได้ยินมาว่าไฟแรง แต่แรงแบบอยากแสดงอำนาจน่ะ ทำงานไม่เป็นสักอย่าง ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรื่อง”“รู้ได้ยังไง”“ฉันได้ยินเขาพูดน่ะสิ จีนคำ อังกฤษคำ เหมือนพูดไม่คล่องแต่ที่ไม่คล่องน่ะภาษาอังกฤษนะ”“ลำบากเว่
“นี่หล่อนยังไม่ชัดเจนอีกเหรอว่าฉันไม่ยอมให้ลูกชายแต่งกับเธอ เธอยังจะมาเกาะแกะเขาอีกทำไม ผู้หญิงสมัยนี้นี่ทำให้ฉันพูดไม่ออกจริงๆ ยังไม่แต่งเข้าผู้ใหญ่พูดอะไรก็เอาแต่ปฏิเสธ ตอนนี้ยังมาเจอเขาลับหลังฉัน ทำไม...คิดจะปอกลอกครอบครัวฉันเหรอ ฉันเห็นว่าเธอเป็นเด็กกำพร้าไม่มีญาติก็เลยสงสาร ที่ไหนได้เก่งกาจกร้านโลกกว่าที่ฉันคิด”“คุณป้าคะ ก่อนจะพูดรบกวนตรึกตรองสักนิดนะคะ ที่นี่ไกลจากที่ทำงานของเขาค่อนโลก บอกว่าฉันมาเกาะแกะเขานี่ไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ หรือใช้ตรรกะโทษคนอื่นก่อนค่อยโทษลูกชายตัวเอง ใครเกาะแกะใครยังไม่ชัดเจนอีกเหรอคะ”“ไร้การอบรมเถียงผู้ใหญ่ฉอดๆ! ไม่มีมารยาท!!” อีกฝ่ายดูทั้งโกรธและอับอาย ยื่นมือไปคว้าแก้วน้ำสาดออกมาซือถูเว่ยถูกดึงไปด้านหลัง มีใครบางคนขยับเข้ามาขวางเธอ ดังนั้นน้ำแก้วนั้นก็เลยสาดลงบนตัวเขา... เงยหน้าขึ้นมองเขา ...ซือถูหนาน“พะ...พี่?!”เขาถอนหายใจมองมาที่หญิงสาวแวบหนึ่ง “คุณน้าครับ ผมว่าคงมีการเข้าใจผิด น้องสาวของผมมีงานทำ มีเงินเก็บ แถมเขายังมีพี่ชาย ยังมีครอบครัว เรื่องที่เขาจะปอกลอกลูกชายคุณ ผมว่าคงเป็นไปไม่ได้ ที่นี่ใกล้ที่ทำงานของเว่ยเว่ย การกล่าวหาว่าเว่ยเว่ยเกาะแก
ชีวิตของคนเรามันจะบัดซบได้เท่าไหร่กันเชียว?...ซือถูเว่ย เคยตั้งคำถามนั้นเพื่อปลอบใจตัวเอง บากบั่นทำงานส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรี กระทั่งได้เข้าทำงานและมีเงินเดือนที่ใครๆ ก็ต้องอิจฉาชีวิตเพียงลำพังโดดเดี่ยวไม่มีใคร ทั้งหมดนั้นได้รับการเติมเต็มจาก เสิ่นเหยียน แฟนหนุ่มที่ได้เจอกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย คนสองคนประคบประคองให้กำลังใจกันและกันจนเรียนจบ กระทั่งตอนนี้ต่างคนต่างก็ได้เข้าทำงานมีอนาคตที่สดใส อนาคตเคยถูกวาดฝันเอาไว้อย่างสวยหรู เก็บเงินซื้อบ้าน ทำงาน มีลูก จากนั้นครอบครัวก็จะพร้อมหน้า มีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะครอบครัว... หญิงสาวมักอ่อนไหวกับคำคำนี้เสมอ เพราะตั้งแต่อายุได้สิบแปด ครอบครัวหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็มาสิ้นใจจากไป แม่เก็บงำอาการป่วยจนกระทั่งหญิงสาวสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็จากไปความสิ้นหวังทำให้ซือถูเว่ยอยากลาออก หากไม่ใช่วันนั้นบังเอิญได้รู้ความจริง ที่แท้เธอเองก็มีพี่ชายต่างแม่อยู่คนหนึ่ง ซือถูหนาน อีกทั้งเขายังทำงานในบริษัทใหญ่ หน้าที่การงาน การเงิน ความเป็นอยู่ ทุกอย่างนับได้ว่าพรั่งพร้อมสมบูรณ์เขาเสนอให้ความช่วยเหลือหากหญิงสาวอยากเรียนจนจบ ตอนนั้นเพราะไม่อ







