เข้าสู่ระบบ
“อากาศไม่เป็นใจเลยแฮะ”
เสียงพึมพำของร่างเล็กดังขึ้น หลังเดินออกมานอกระเบียงเงยหน้าขึ้นเห็นเมฆครึ้ม พลางถอดหายใจพรืด เธออุตส่าห์เลือกซักอย่างเดียวแล้วมาตากหลังห้อง ไม่อบแห้งหวังประหยัดเงินค่าใช้จ่าย กลับพบว่าฝนตั้งเค้าเหมือนจะตกหลังเพิ่งจะตากเสร็จไปครึ่งชั่วโมง
ครืน..
ในขณะกำลังยืนครุ่นคิดอยู่ว่าจะเก็บมันแต่เนิ่นๆ หรือรออีกสักหน่อยดี โทรศัพท์บนโต๊ะในห้องกลับส่งเสียงร้องเรียกกันซะก่อน *วันหนึ่งจึงสลัดความคิดนั้นชั่วคราวเพื่อเดินไปหามันแล้วกดรับสาย
“ค่ะพี่โจ”
ก้านนิ้วเรียวเกาท้ายทอยตัวเองราวกับรู้ล่วงหน้าว่าการโทรมากลางคันของเจ้านายในวันหยุดของเธอแบบนี้จะต้องมีภารกิจอะไรบางอย่างให้ไปทำแทน และเหมือนจะจริงด้วย
(พี่มีเรื่องด่วนต้องไปทำ ไม่ได้เข้าร้าน แต่นัดลูกค้ารายใหม่เอาไว้ บอกตามตรงไม่อยากเลื่อนนัดเลยว่ะ เห็นว่าเป็นนักแข่งรถ เผื่อจะเป็นตัวยิงแอด หนึ่งช่วยแทนพี่หน่อยได้ไหม)
อันที่จริงเธอก็อยากจะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆนั่นแหละ ขณะหลับตาฟังและรอให้เขาพูดจบ แต่ถ้าทำแบบนั้นเสียงนี้ก็จะเข้าไปในโทรศัพท์ เธอจึงเปลี่ยนเป็นกลั้นหายใจแทน
“ลายอะไร เลือกมาหรือยัง”
(เลือกแล้ว แต่พี่ยังไม่คุยรายละเอียด เดี๋ยวส่งงานต่อให้)
“โอเค สองแรงนะพี่ วันนี้วันหยุดหนึ่ง”
(เออน่ะ อย่าเคี่ยวกับกูนักเลย เดี๋ยวซื้อขนมไปฝาก)
เธอแค่นหัวเราะ ไม่รู้ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายเคี่ยว เพราะเอาเข้าจริง ถ้าเธอไม่พูดถึงหรือทวง เขาก็ทำเป็นลืมทุกที สุดท้ายกลายเป็นงานกุศล แทนงานว่าจ้าง
“ก็ไม่ได้อยากกินขนมนี่หว่า.. ว่าแต่ตู๋ล่ะพี่ ไปไหน?”
(มีเรียน มาอีกทีตอนค่ำ.. เออนี่ ไปเลยนะ นัดเขาไว้สิบเอ็ดโมง นี่สิบโมงจะครึ่งละ อีกครึ่งชั่วโมง)
“ฮะ!” วันหนึ่งถึงกับอุทาน พลางขยี้หัวตัวเองจนยุ่ง “พี่นี่แม่ง เออ ทีหลังโทรมาตอนสิบเอ็ดโมงเปะๆเลยก็ได้”
(โทษทีว่ะ กูเองก็เพิ่งตื่น)
“หึ ร้านสักจงเจริญ”
ในที่สุดราวผ้าตรงระเบียงก็ถูกลากเข้ามาข้างในทั้งที่ฝนยังไม่ตก เนื่องจากวันหนึ่งต้องไปทำงานแทนเจ้านาย ผู้ที่ไม่เคยวางแผนการใช้ชีวิตและมักจะลามมาหาคนอื่นให้ติดร่างแหตามไปด้วย ซึ่งคนอื่นที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน...เธอเอง
หลังจากปิดประตูและหน้าต่างหลังห้อง ร่างเล็กก็เดินกลับมาที่ราวใหม่เพื่อจะเลือกเสื้อตัวโปรดที่ยังไม่แห้งดีแต่จำเป็นต้องใส่มาหนึ่งตัว กลับพบอีกตัวที่ทำให้ต้องเลิกคิ้วสูง เป็นเสื้อตัวเดียวกันกับที่เธอสวมใส่ไปผับเมื่อสามวันก่อน คืนนั้นเธอโดนทั้งเพื่อนและเจ้าของวันเกิดมอมเมาซะเหมือนหมา จำได้รางๆว่าเดินโซซัดโซเซไปเข้าห้องน้ำคนเดียว เพราะห้ามไม่ให้ใครตามมา ก่อนชนเข้ากับใครคนหนึ่ง ไม่น่าเชื่อแค่ร่างกายที่อบอวลไปด้วยน้ำหอมเฉพาะกลิ่น กับดวงตาคู่นั้นจะสะกดเธอให้มึนเมามากกว่าเดิม ถึงขนาดไปสานต่อกันที่...
“บ้าเอ๊ย”
วันหนึ่งสะบัดศีรษะแทบหลุดแกมตำหนิตัวเองในใจหลังเผลอไปนึกถึงเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิตเข้า เกือบจะได้เสียกับใครก็ไม่รู้ ชื่อก็ไม่รู้จัก แถมยังมีเจ้าของ โชคดีที่ตอนนั้นมีสายเข้ามาซะก่อนถึงได้หยุดกลางคัน ไม่อย่างนั้นคงได้ไปปีนต้นงิ้วเล่นในนรกเพราะทำชั่วโดยมิรู้ เผลอๆเถียงกับยมบาลด้วย
#ร้านสัก
การเดินทางมาที่ร้านซึ่งปกติใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงหากเดิน แต่คราวนี้เธอเลือกที่จะเรียกรถ เนื่องจากเวลาเหลือไม่พอ ระยะนัดหมายประชั้นชิดจนเกินไป
“สแกนแล้วนะ”
“ขอบคุณครับ”
ไม่รู้กี่ครั้งกับการถอนให้หายใจในครึ่งวันเช้านี้ จนคิดว่าเธอคงติดเป็นนิสัยไปแล้ว เนื่องจากเป็นคนหงุดหงิดง่ายเป็นทุนเดิม หน้าตาที่ไม่เป็นมิตร นานทีจะยิ้มสักครั้ง และหน้าบึ้งตึงตลอดเวลาก็อาจจะมีส่วน คล้ายการกักเก็บพลังงาน และควบคุมไม่ให้เผลอหงุดหงิดใส่ใคร ทว่าหน้าเหวี่ยงนั้นกลับมีเสน่ห์อย่างแปลกประหลาดต่อคนส่วนใหญ่ที่พบเห็น
“สวัสดีครับ”
คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นจากการจัดของ มองไปยังหน้าประตูที่ถูกใครบางคนผลักดัน แล้วแทรกตัวเข้ามา เธอคลี่ยิ้มเล็กน้อยเป็นการทักทาย
“ลูกค้าที่นัดไว้กับพี่โจหรือเปล่าคะ”
“ใช่ครับ ผมนัดไว้กับพี่ผู้ชาย”
“เจ้าของร้านติดธุระด่วนค่ะ เลยให้นี่มารับหน้าที่แทน สะดวกใจหรือเปล่า”
ภายใต้แว่นกันแดดสีชาที่ยังไม่ได้ถอดออก มีคิ้วหน้าขมวดผูกกันเล็กน้อย เมื่อพบว่าผู้หญิงตรงหน้าพูดจาห้วนใส่ ทว่าเพราะเป็นเพิร์ธ บุคคลที่ไม่ได้มีเครื่องหมายบวกเพียงแค่ร่างกายต้องการปะทะ หรือน้ำหนักเท้ายามลงสนามแข่งรถตอนเหยียบคันเร่ง จึงไม่คิดที่จะถือสา เขาคลี่ยิ้มพลางพยักหน้ากลับไปให้
“ได้ครับไม่มีปัญหา”
เธอไม่ได้มองหน้าเขาด้วยซ้ำ แต่เลือกที่จะเดินไปหลังร้านและการหันกลับมา เป็นการเรียกเขาให้เดินตามไปแทน แน่นอนว่าใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นกับน้ำเสียงและบุคลิกที่ห้าวเป้งย้อนแย้งกันสุดๆ สร้างความตื่นเต้นให้เพิร์ธไม่น้อย ถึงกับกลั้วหัวเราะ เกาท้ายทอยด้วยความงง
“อะไรวะ..”
เสียงน้ำไหลในอ่าง ช่วยบรรเทาความประหม่าภายใต้ความเงียบได้ดีทีเดียว หลังร่างเล็กถูกเขาประคองมาถึงห้องน้ำ และให้เธอนั่งอยู่ในอ่างที่มีน้ำไม่ถึงครึ่ง โดยถอดเสื้อผ้าออกไปทั้งหมด ความตื้นเขินถาโถมหลังจากนั้น เมื่อเขาเอาแต่จ้องมองเรือนร่างเปลือยตรงหน้าตาไม่กะพริบ ความรู้สึกมายมายที่ไม่สามารถระบายกระจายไปทั่วพื้นที่สมอง คืนนี้ทั้งคู่มีสติ ไม่เหมือนคืนก่อน ถึงได้ต่างฝ่ายต่างเงียบกริบกันเช่นนี้ “หนาวหน่อย ไม่ได้ผสมน้ำอุ่น” “มะ ไม่เป็นไรค่ะ” แขนเรียวข้างที่มีผ้าพันแผลถูกเขายกไปวางบนตักแกร่งของตัวเอง ส่วนอีกข้างถูกรดด้วยน้ำจากอ่างที่ใช้มือตัก เขาทำมันอย่างอ่อนโยน ประหนึ่งอาบน้ำให้เด็ก การกระทำนี้ทำให้เธอเผลอนิ่วหน้า ก่อนก้มหน้างุดหลีกเลี่ยงการร้องไห้ ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเธอ..ไม่เคยเลย “เป็นอะไรไป” “หนึ่งเป็นเด็กกำพร้า” “หืม?” จู่ๆเธอก็โพล่งขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำมือหนากำลังถูเนื้อเนียนอย่างละเมียดละไมชะงัก เงยหน้าขึ้นมาสบตาไหววูบ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันของเขาบ่งบอกถึงควา
เขาพาเธอมายังคอนโดของเขาแทนที่จะพาไปโรงพยาบาล เนื่องจากอยู่ใกล้ที่สุด ความเงียบเข้าปกคลุมมาตั้งแต่ในรถ จนกระทั่งถึงห้องก็ยังไม่มีอะไรหลุดออกมาจากปากของพวกเขา ตอนนี้อยู่ในห้อง ทั่วพื้นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยา ระหว่างทำแผล “ดีจัง ไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาลเลย” ร่างเล็กคลี่ยิ้ม ช้อนตาขึ้นมองร่างสูงตรงหน้า ที่เอาแต่ทำหน้าเคร่งขรึม เขาเหลือบตาขึ้นมามอง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “แผลนี้ต้องเย็บนะ ทนไหวไหม” “ไหวค่ะ” “จะทำให้เบาที่สุด” ถึงจะบอกไปอย่างนั้น แต่เธอก็หวาดเสียวอยู่ดี พลันเบือนหน้าไปทางอื่นก็ตอนเห็นเข็ม และกัดปากเป็นการระบายความเจ็บปวด เขาเลือกที่จะเย็บสดๆเพียงเพราะต้องการให้ปากแผลปิดง่ายหายเร็วภายใต้การรอบมองของผู้รักษาเป็นระยะๆ จังหวะเข็มทิ่มทะลุเนื้อ ด้วยความกังวลว่าเธอจะเจ็บ ทว่าผิดคาดเธอไม่งอแงเลย เดาว่าการเย็บสดครั้งนี้คงจะเจ็บน้อยกว่าตอนมีดบาดเป็นไหนๆ หรือไม่ก็เจ็บจนชาไม่รู้สึกอะไร “ขอบคุณค่ะ”หลังจากเขาทำแผลเสร็จ ติดเทปบนผ้าก็อตเป็นอย่างสุดท้าย เธอก็ยิ้มให้อีกครั้ง เหนือเมฆรู้ว่ารอยยิ้มบาง
“อีหนึ่ง” มือหนาถูกกำเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันปูด ก่อนจะเดินเร็วเข้ามาหาเธออย่างลืมตัว กะจะจัดการตามอารมณ์รุนแรงที่ไม่สามารถข่มได้เหมือนที่ผ่านมา จนลืมไปว่าตอนนี้เธอถือมืดใช้ตัวเองเป็นตัวประกันอยู่ มานึกขึ้นได้และขึงตากว้างก็ตอนที่คมมีดเฉือนลงไปบนเนื้อของหญิงสาวแล้ว ฉึก! เกิดแผลฉกรรจ์บนแขน เห็นเลือดค่อยๆซึมออกมาก่อนไหลเป็นทางตกหล่นบนพื้น เซนต์เห็นภาพนั้นถึงกับตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก “เชี่ย หนึ่ง..นี่มึง..” “เข้ามาอีกสิ คราวนี้..” แม้ว่าจะเจ็บปวดแต่เธอก็ยังฝืน ยอมกัดฟันไว้ ก่อนจะย้ายปลายมีดมาจ่อที่คอแทน “ตรงนี้.. หลังจากนี้ก็จัดการศพของกูด้วยละกัน” เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โทรศัพท์ดังขึ้นมาพอดี คราวนี้เป็นสายโทรเข้า เธอไม่ได้หันไปมอง ทว่าหัวใจกลับเต้นแรง ใบหน้าเห่อร้อนวูบวาบ และปวดหนึบตรงกลางอก ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เพิ่งรู้ว่าการทำตัวเองเจ็บปวดด้วยน้ำมือของตัวเอง มันเสียใจอะไรมากมายขนาดนี้ เธอจ้องเขม็งไปยังร่างสูงตรงข้าม สายตาแข็งกร้าวเอาเรื่อง ก่อนถอยมีดออกจากตัวอีกครั้ง เพื่อ
อารมณ์รุนแรงของเซนต์ หลังจากขาดสติเมื่อครู่ได้เผลอทำร้ายร่างกายวันหนึ่ง จนเธอตกใจ กลายเป็นชนวนเหตุให้ต้องปกป้องตัวเอง เขาเข้าใจมันดี เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าครั้งนี้เธอจะใจเด็ดถึงขั้นกล้าเล่นมีด และเริ่มลังเลเมื่อสังเกตจากแววตาเห็นความนิ่ง และมุทะลุ เขาถึงได้ไม่กล้าแลก ไม่ใช่เพราะกลัวตัวเองตายหรือเจ็บ แต่กลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจไปทำตัวเองมากกว่า“วางมีดลงหนึ่ง เดี๋ยวก็เจ็บตัวจริงๆหรอก” “งั้นก็ออกไปสิ” “หนึ่ง.. กูไม่..” “ออกไป! ถ้ากลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ มึงก็ออกไป” “ให้โอกาสกันหน่อยไม่ได้เหรอวะ” “โอกาสอะไรอีก กูให้มึงมามากแล้วเซนต์ เพราะให้มากเกินไปไง กูถึงได้เป็นแบบนี้ มึงรู้ไหม..ตอนนี้กูแม่งโคตรไม่ชอบตัวเองเลย ..เพราะมึง” เธอหมายถึงงานที่เธอรัก ชีวิตที่เธอต้องการ ผู้คนที่เคยคัดสรรให้เข้ามาในชีวิตด้วยตัวเอง และอะไรต่อมิอะไรที่เธอเคยจัดการมันได้ ด้วยสองมือของเธอ แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างเหมือนฝืนไปหมด ยากไปหมด แม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน เธอไม่ได้ชอบที่นี่ กลับต้องย้ายมาอย่างจำใจด้วยเหตุผลเพรา
เส้นผมของเธอถูกกระชากไปข้างหลังอีกครั้ง หลังเขาพุ่งเข้ามาอีกรอบ หญิงสาวกัดฟันกรอด ทอดมองเพดานที่อยู่ภายในม่านตา ก่อนจะตัดสินใจกระทืบเท้าเขาอีกที จากนั้นถีบกลางลำตัวจนเขาถอยร่นไปไกลพอสมควร “อีหนึ่ง!” และเพราะรู้ว่าไม่สามารถสลัดไปได้อย่างถาวร แค่ถ่วงเวลาไว้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เธอจึงคิดว่าวิธีอื่น จังหวะนั้นเหลือบไปเห็นมีดจึงไม่รีรอที่จะวิ่งไปคว้าไว้ ก่อนจะชี้ไปข้างหน้าอย่างสิ้นคิด “เข้ามาสิ คราวนี้กูแทงจริงๆด้วย”“เข้ามาสิ คราวนี้กูแทงจริงๆด้วย” ในตอนนั้นเธอคิดแบบนั้นจริงๆ มือบางถึงได้ไม่สั่น แต่จับด้ามมีดแน่นและอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ในสมองไม่มีห่วงอะไรเลย นั่นเพราะเธอตัวคนเดียว ที่ผ่านมาเธอหนีเพราะอยากมีชีวิตรอด และอาจจะรักชีวิตมากเกินไปจึงเลือกที่จะยอมเอาตัวเข้าแลก เพื่อเปิดทางให้ใครอีกคนเข้ามา คนที่ใครต่อใครบอกว่าเขาสามารถช่วยเธอได้ ทว่าตอนนี้เหมือนจะรู้แล้วว่าต่อให้เป็นคนที่มีอิทธิพลมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถปกป้องเธอได้ทัน เท่ากับตัวเธอเองที่ช่วยเหลือตัวเอง ต่อมาคือความน้อยใจต่อโชคชะตาที่มีต่อเบื้องบน เธออุตส่า
“พี่เซนต์..” ประตูถูกปิดทันทีที่ตั้งสติได้ แต่เหมือนจะเร็วไม่เท่ามือเขา ที่คว้าบานประตูไม่กลัวจะถูกปิดทับ ความรู้สึกกลัวถาโถมในใจเพียงชั่วพริบตาเดียว เป็นชนวนเหตุทำให้หัวใจเต้นแรง เธอทำอะไรไม่ถูกรนไปหมด “มึงต้องเชิญกูเข้าห้องหนึ่ง ไม่ใช่ปิดประตูใส่” “ขึ้นมาได้ไง” ประตูบานนั้นยังคงถูกยื้อยึดฉุดกระชาก กระทั่งฝ่ายหญิงพ่ายแพ้เพราะทนแรงอีกคนไม่ไหว บานประตูถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างเล็กที่ปลิวไปตามแรง “ง่ายจะตาย” เท้าเล็กถอยร่นไปข้างหลัง ดวงตาขึงกว้างตอนประตูปิดกลับ “บอกแล้วไง มึงหนีไม่พ้น” เพิ่งจะตระหนักได้ว่ามีเงินเช่าคอนโดที่ราคาแพง ความปลอดภัยก็จะแพงตามด้วย อันที่จริงที่นี่ก็ไม่เลว แต่เขาอาจจะใช้กลอุบายพร้อมกับเงินมากกว่าถึงได้เข้ามาได้สำเร็จเซนต์จัดเป็นคนหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ถ้าไม่ได้รู้จักมากพอ ดูเผินๆเขาดูเหมือนคนไม่มีพิษไม่มีภัย ด้วยบุคลิกท่าทางที่ดูใจดี แต่ใครจะรู้ว่าเขานี่แหละคือวายร้าย คนเลวคนหนึ่งที่ควรไปนอนในคุก มากกว่าเดินคลุกคลีอยู่กับคนปกติและคนอย่างเซนต์มักจะใช้เงินฟาดหัวคนอื่นเพื่อแลกกับสิ่งที







