Masuk
ในที่สุดเพิร์ธก็ทำได้ ถึงเหนือเมฆไม่ได้เอ่ยชมออกมาซึ่งๆหน้า แต่การไม่พูดอะไรเลยของเขาและเลือกที่จะเงียบกริบ หมายความว่านั่นเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้ว
“ให้ตายเถอะครั้งแรกในชีวิต”
เพิร์ธไม่ได้ตื่นเต้นดีใจแค่การได้ไปสักกับเพื่อนรุ่นพี่อีกรอบ และหวังจะจีบช่าง แต่การที่เขาสามารถดริฟต์รถในด่านที่ยากที่สุด ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยกับการเข้าตาเหนือเมฆถึงสามครั้งด้วยกัน โดยไม่มีข้อผิดพลาด
“ไม่อยากจะเชื่อว่าแค่หญิงคนเดียวจะผลักดันมึงขนาดนี้”
“สรุปพรุ่งนี้ไปใช่ปะ ผมจะได้เตรียมตัว”
“อืม รอกูผ่าตัดเสร็จ”
“ประมาณกี่โมงพี่”
“สี่โมง”
ช่วงสายของอีกวัน
วันหนึ่งมาทำงานปกติ ในขณะที่เธอกำลังเตรียมของในร้านและเช็คอีเมลอยู่นั้น สายของโจก็เข้ามา
“ว่าไงพี่”
(วันนี้มีลูกค้านัดสักตอนห้าโมงนะ)
“กะพี่นี่ หนึ่งเลิกสี่โมง”
(เขารีเควสมึง)
หญิงสาวเม้มปากแน่น ความคิดของเธอในตอนนั้นเกิดการตำหนิว่าใครกันที่ช่างกล้า มาแย่งเวลากลับบ้านไปพักผ่อนของเธอแบบนี้
“ใครอะ”
(มึงเคยสักให้เขาแล้ว วันนี้มาสักเพิ่ม)
“แล้วไม่เห็นนัดล่วงหน้าเลย”
(เอาน่าไอ้หนึ่ง มึงก็อย่าทำงานตามอารมณ์นักเลย เงินมาก็ต้องคว้าก่อนดิวะ เขารีเควสมึงให้กูทำไง)
“งานพี่แม่งต้องใช้อารมณ์อะพี่ ลืมเหรอ?”
(ไม่ แต่มึงมันเยอะไปไง จะเอาไง รับไหม ไม่รับกูจะได้บอกเขาตรงๆ)
ร่างเล็กถึงกับมองบน วันนี้ตารางสักของเธอเริ่มตั้งแต่เก้าโมง ถึงจะมีสองคน ทว่าลายที่ลูกค้าเลือกมาก็เอาเรื่องอยู่ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำจะมีเวลากินข้าวไหม
“อืมๆ รับก็ได้ ว่าแต่ใครวะพี่ หนึ่งสักตั้งหลายคน ใครจะไปจำได้”
(นักแข่งรถ)
คิ้วคู่สวยขมวดเข้ากันพร้อมกับสายที่ถูกตัด เธอนึกไม่ออกในตอนแรก ต่อมาเมื่อพยายามนึกอยู่นานถึงได้ร้องอ๋อในหัว จำได้ด้วยว่าเด็กคนนั้นไม่ได้มีเจตนามาสักอย่างเดียว แต่เหมือนจะมาขายขนมจีบกันด้วย ทีแรกแค่สงสัยพอเกิดการจองคิวและรีเควสระบุเจาะจงต้องเป็นเธอแบบนี้ จึงมั่นใจในทันที
“เด็กหนอเด็ก”
พลางส่ายหน้าช้าๆ หญิงสาวไม่ได้นึกรังเกียจหรือหมางเมินความรู้สึกนั้นของลูกค้า เพียงแต่ว่าเพิ่งจะเลิกกับคนรักเมื่อไม่นาน ถึงได้มองว่ามันเป็นไปได้ยากและมีโอกาสที่อีกฝ่ายจะคว้าน้ำเหลวมีสูง เนื่องจากเธอรู้จักตัวเองดีพอ หากหัวใจยังไม่หายดีจะไม่ดึงใครเข้ามาเป็นอันขาด ไม่ใช่เฉพาะลูกค้านักแข่งรถคนนั้น แต่รวมถึงเพื่อนร่วมรุ่นน้องของเธอด้วย
#ห้าโมงเย็น
เสียงกระดิ่งหน้าร้านเรียกความสนใจจากคนสองคนที่กำลังนั่งดูคลิปวิดีโอบนโทรศัพท์เครื่องเดียวกัน เกี่ยวกับการสักของต่างประเทศหันไปมอง พบว่าเป็นการดันเข้ามาของลูกค้าสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นได้นัดไว้ ส่วนอีกคนวันหนึ่งไม่ได้มองหน้า เพราะกำลังเก็บสมุดปากกาที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะขณะนั่งขีดเขียนคั่นเวลารอพวกเขา
“สวัสดีครับ ที่นัดไว้ใช่ไหมครับ”
หน้าที่พนักงานต้อนรับและชวนคุยทั่วไปจึงตกเป็นของตู๋ เพื่อนรุ่นน้องที่เพิ่งเลิกเรียนแต่แทนที่จะขี่รถตรงไปยังที่พัก กลับแวะมานั่งเล่นที่ร้านหวังอยู่เป็นเธอ ในสภาพยังสวมเสื้อช็อปวิศวะอยู่
“ใช่ครับ ผมพาพี่มาด้วยได้ใช่ไหมครับ”
เพิร์ธเป็นคนตอบคำถามเนื่องจากเขาเป็นคนสัก หากแต่ถามให้กับเหนือเมฆที่เดินตามเข้ามาติดๆ และตอนนี้เหมือนจะจ้องเขม็งไปยังช่างสาวหลังเคาน์เตอร์แทนที่จะกวาดสายตาสำรวจไปทั่วร้านอย่างที่เขาชอบทำ ซึ่งท่าทางนั้นของเขาอยู่ในสายตาของผู้ชายอีกสองคน หลังพูดคุยกันอยู่แล้วมองมาทางเขา แน่นอนว่าคนที่ต้องตอบคำว่าอนุญาตคือตู๋ เพราะช่างอีกคนมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเตรียมงาน กลับชะงักและเงียบไปตามกัน ตู๋เลิกคิ้วสูงพร้อมเท้าเอวสอบ นั่นจึงทำให้วันหนึ่งที่ผิดสังเกตเนื่องจากจู่ๆในร้านก็เงียบเงยหน้าขึ้นมา เธอหันไปมองเพื่อนด้วยสีหน้าฉงนก่อน จึงจะหันมามองลูกค้า คนแรกไม่เท่าไหร่เพราะเคยเจอกันแล้ว ทว่ากับอีกคนทันทีที่สบตาถึงกับชะงัก
ความทรงจำในคืนนั้นไหลเข้ามาทันที ภาพทุกภาพเข้ามาเป็นฉากๆ ถึงจะเมาจนขาดสติแต่เธอก็จำเขาได้ แน่นอนว่าเขาเองก็คงจะจำเธอได้เช่นเดียวกัน ถึงได้ยืนนิ่งสงบประหนึ่งหุ่นขี้ผึ้งไปแล้ว
“อ่า.. ช็อตฟิวเวอร์”
เพิร์ธเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เขาเกาท้ายทอย เหลือบมองเหนือเมฆแบบงงๆเมื่อเห็นคนทั้งสองยืนมองหน้ากัน และทันทีที่ทั้งคู่รู้สึกว่ากำลังถูกจ้องมองด้วยความสงสัย จึงละสายตาจากจุดนั้นเบือนหน้าไปทางอื่น ทำราวกับว่าไม่เคยพบเจอกันมาก่อน
“อ๋อครับ ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นตามผมไปข้างบน..”
“ไม่ล่ะ กูรออยู่ข้างล่าง”
เป็นเหนือเมฆที่ทักท้วงสวนแทรกทั้งที่ตู๋ยังไม่ทันพูดจบ เพิร์ธหันขวับเลิกคิ้วสูง เพราะรู้ว่าประโยคนี้รุ่นพี่คุยกับเขา
“จะดีหรือพี่ มันนานนะ”
“แล้วไง กูขึ้นไปนั่งรอมึงสักข้างบน เวลาจะเดินเร็วขึ้นมางั้นสิ” เขาเลิกคิ้วสูง จู่ๆก็หงุดหงิดขึ้นมา และด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์นั้นทำให้เพิร์ธไม่กล้าขัดใจ “ไปดิ กูจะออกไปหาที่สูบบุหรี่ด้วย”
“อ่าๆ ก็ได้..แต่พี่เห็นแล้วใช่ไหม”
“เห็นอะไร?” เหนือเมฆหย่อนคิ้ว ไม่เข้าใจในคำถามของรุ่นน้อง จนกระทั่งเห็นสายตาที่ตวัดไปทางร่างเล็กหลายครั้ง จึงเริ่มเข้าใจ “เออ เห็นแล้ว”
เขาบอกปัดเสียงห้วน ก่อนจะหมุนตัวออกไปนอกร้านเพื่อไปหาที่สูบบุหรี่อย่างที่บอก
เสียงน้ำไหลในอ่าง ช่วยบรรเทาความประหม่าภายใต้ความเงียบได้ดีทีเดียว หลังร่างเล็กถูกเขาประคองมาถึงห้องน้ำ และให้เธอนั่งอยู่ในอ่างที่มีน้ำไม่ถึงครึ่ง โดยถอดเสื้อผ้าออกไปทั้งหมด ความตื้นเขินถาโถมหลังจากนั้น เมื่อเขาเอาแต่จ้องมองเรือนร่างเปลือยตรงหน้าตาไม่กะพริบ ความรู้สึกมายมายที่ไม่สามารถระบายกระจายไปทั่วพื้นที่สมอง คืนนี้ทั้งคู่มีสติ ไม่เหมือนคืนก่อน ถึงได้ต่างฝ่ายต่างเงียบกริบกันเช่นนี้ “หนาวหน่อย ไม่ได้ผสมน้ำอุ่น” “มะ ไม่เป็นไรค่ะ” แขนเรียวข้างที่มีผ้าพันแผลถูกเขายกไปวางบนตักแกร่งของตัวเอง ส่วนอีกข้างถูกรดด้วยน้ำจากอ่างที่ใช้มือตัก เขาทำมันอย่างอ่อนโยน ประหนึ่งอาบน้ำให้เด็ก การกระทำนี้ทำให้เธอเผลอนิ่วหน้า ก่อนก้มหน้างุดหลีกเลี่ยงการร้องไห้ ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเธอ..ไม่เคยเลย “เป็นอะไรไป” “หนึ่งเป็นเด็กกำพร้า” “หืม?” จู่ๆเธอก็โพล่งขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำมือหนากำลังถูเนื้อเนียนอย่างละเมียดละไมชะงัก เงยหน้าขึ้นมาสบตาไหววูบ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันของเขาบ่งบอกถึงควา
เขาพาเธอมายังคอนโดของเขาแทนที่จะพาไปโรงพยาบาล เนื่องจากอยู่ใกล้ที่สุด ความเงียบเข้าปกคลุมมาตั้งแต่ในรถ จนกระทั่งถึงห้องก็ยังไม่มีอะไรหลุดออกมาจากปากของพวกเขา ตอนนี้อยู่ในห้อง ทั่วพื้นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยา ระหว่างทำแผล “ดีจัง ไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาลเลย” ร่างเล็กคลี่ยิ้ม ช้อนตาขึ้นมองร่างสูงตรงหน้า ที่เอาแต่ทำหน้าเคร่งขรึม เขาเหลือบตาขึ้นมามอง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “แผลนี้ต้องเย็บนะ ทนไหวไหม” “ไหวค่ะ” “จะทำให้เบาที่สุด” ถึงจะบอกไปอย่างนั้น แต่เธอก็หวาดเสียวอยู่ดี พลันเบือนหน้าไปทางอื่นก็ตอนเห็นเข็ม และกัดปากเป็นการระบายความเจ็บปวด เขาเลือกที่จะเย็บสดๆเพียงเพราะต้องการให้ปากแผลปิดง่ายหายเร็วภายใต้การรอบมองของผู้รักษาเป็นระยะๆ จังหวะเข็มทิ่มทะลุเนื้อ ด้วยความกังวลว่าเธอจะเจ็บ ทว่าผิดคาดเธอไม่งอแงเลย เดาว่าการเย็บสดครั้งนี้คงจะเจ็บน้อยกว่าตอนมีดบาดเป็นไหนๆ หรือไม่ก็เจ็บจนชาไม่รู้สึกอะไร “ขอบคุณค่ะ”หลังจากเขาทำแผลเสร็จ ติดเทปบนผ้าก็อตเป็นอย่างสุดท้าย เธอก็ยิ้มให้อีกครั้ง เหนือเมฆรู้ว่ารอยยิ้มบาง
“อีหนึ่ง” มือหนาถูกกำเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันปูด ก่อนจะเดินเร็วเข้ามาหาเธออย่างลืมตัว กะจะจัดการตามอารมณ์รุนแรงที่ไม่สามารถข่มได้เหมือนที่ผ่านมา จนลืมไปว่าตอนนี้เธอถือมืดใช้ตัวเองเป็นตัวประกันอยู่ มานึกขึ้นได้และขึงตากว้างก็ตอนที่คมมีดเฉือนลงไปบนเนื้อของหญิงสาวแล้ว ฉึก! เกิดแผลฉกรรจ์บนแขน เห็นเลือดค่อยๆซึมออกมาก่อนไหลเป็นทางตกหล่นบนพื้น เซนต์เห็นภาพนั้นถึงกับตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก “เชี่ย หนึ่ง..นี่มึง..” “เข้ามาอีกสิ คราวนี้..” แม้ว่าจะเจ็บปวดแต่เธอก็ยังฝืน ยอมกัดฟันไว้ ก่อนจะย้ายปลายมีดมาจ่อที่คอแทน “ตรงนี้.. หลังจากนี้ก็จัดการศพของกูด้วยละกัน” เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โทรศัพท์ดังขึ้นมาพอดี คราวนี้เป็นสายโทรเข้า เธอไม่ได้หันไปมอง ทว่าหัวใจกลับเต้นแรง ใบหน้าเห่อร้อนวูบวาบ และปวดหนึบตรงกลางอก ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เพิ่งรู้ว่าการทำตัวเองเจ็บปวดด้วยน้ำมือของตัวเอง มันเสียใจอะไรมากมายขนาดนี้ เธอจ้องเขม็งไปยังร่างสูงตรงข้าม สายตาแข็งกร้าวเอาเรื่อง ก่อนถอยมีดออกจากตัวอีกครั้ง เพื่อ
อารมณ์รุนแรงของเซนต์ หลังจากขาดสติเมื่อครู่ได้เผลอทำร้ายร่างกายวันหนึ่ง จนเธอตกใจ กลายเป็นชนวนเหตุให้ต้องปกป้องตัวเอง เขาเข้าใจมันดี เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าครั้งนี้เธอจะใจเด็ดถึงขั้นกล้าเล่นมีด และเริ่มลังเลเมื่อสังเกตจากแววตาเห็นความนิ่ง และมุทะลุ เขาถึงได้ไม่กล้าแลก ไม่ใช่เพราะกลัวตัวเองตายหรือเจ็บ แต่กลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจไปทำตัวเองมากกว่า“วางมีดลงหนึ่ง เดี๋ยวก็เจ็บตัวจริงๆหรอก” “งั้นก็ออกไปสิ” “หนึ่ง.. กูไม่..” “ออกไป! ถ้ากลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ มึงก็ออกไป” “ให้โอกาสกันหน่อยไม่ได้เหรอวะ” “โอกาสอะไรอีก กูให้มึงมามากแล้วเซนต์ เพราะให้มากเกินไปไง กูถึงได้เป็นแบบนี้ มึงรู้ไหม..ตอนนี้กูแม่งโคตรไม่ชอบตัวเองเลย ..เพราะมึง” เธอหมายถึงงานที่เธอรัก ชีวิตที่เธอต้องการ ผู้คนที่เคยคัดสรรให้เข้ามาในชีวิตด้วยตัวเอง และอะไรต่อมิอะไรที่เธอเคยจัดการมันได้ ด้วยสองมือของเธอ แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างเหมือนฝืนไปหมด ยากไปหมด แม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน เธอไม่ได้ชอบที่นี่ กลับต้องย้ายมาอย่างจำใจด้วยเหตุผลเพรา
เส้นผมของเธอถูกกระชากไปข้างหลังอีกครั้ง หลังเขาพุ่งเข้ามาอีกรอบ หญิงสาวกัดฟันกรอด ทอดมองเพดานที่อยู่ภายในม่านตา ก่อนจะตัดสินใจกระทืบเท้าเขาอีกที จากนั้นถีบกลางลำตัวจนเขาถอยร่นไปไกลพอสมควร “อีหนึ่ง!” และเพราะรู้ว่าไม่สามารถสลัดไปได้อย่างถาวร แค่ถ่วงเวลาไว้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เธอจึงคิดว่าวิธีอื่น จังหวะนั้นเหลือบไปเห็นมีดจึงไม่รีรอที่จะวิ่งไปคว้าไว้ ก่อนจะชี้ไปข้างหน้าอย่างสิ้นคิด “เข้ามาสิ คราวนี้กูแทงจริงๆด้วย”“เข้ามาสิ คราวนี้กูแทงจริงๆด้วย” ในตอนนั้นเธอคิดแบบนั้นจริงๆ มือบางถึงได้ไม่สั่น แต่จับด้ามมีดแน่นและอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ในสมองไม่มีห่วงอะไรเลย นั่นเพราะเธอตัวคนเดียว ที่ผ่านมาเธอหนีเพราะอยากมีชีวิตรอด และอาจจะรักชีวิตมากเกินไปจึงเลือกที่จะยอมเอาตัวเข้าแลก เพื่อเปิดทางให้ใครอีกคนเข้ามา คนที่ใครต่อใครบอกว่าเขาสามารถช่วยเธอได้ ทว่าตอนนี้เหมือนจะรู้แล้วว่าต่อให้เป็นคนที่มีอิทธิพลมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถปกป้องเธอได้ทัน เท่ากับตัวเธอเองที่ช่วยเหลือตัวเอง ต่อมาคือความน้อยใจต่อโชคชะตาที่มีต่อเบื้องบน เธออุตส่า
“พี่เซนต์..” ประตูถูกปิดทันทีที่ตั้งสติได้ แต่เหมือนจะเร็วไม่เท่ามือเขา ที่คว้าบานประตูไม่กลัวจะถูกปิดทับ ความรู้สึกกลัวถาโถมในใจเพียงชั่วพริบตาเดียว เป็นชนวนเหตุทำให้หัวใจเต้นแรง เธอทำอะไรไม่ถูกรนไปหมด “มึงต้องเชิญกูเข้าห้องหนึ่ง ไม่ใช่ปิดประตูใส่” “ขึ้นมาได้ไง” ประตูบานนั้นยังคงถูกยื้อยึดฉุดกระชาก กระทั่งฝ่ายหญิงพ่ายแพ้เพราะทนแรงอีกคนไม่ไหว บานประตูถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างเล็กที่ปลิวไปตามแรง “ง่ายจะตาย” เท้าเล็กถอยร่นไปข้างหลัง ดวงตาขึงกว้างตอนประตูปิดกลับ “บอกแล้วไง มึงหนีไม่พ้น” เพิ่งจะตระหนักได้ว่ามีเงินเช่าคอนโดที่ราคาแพง ความปลอดภัยก็จะแพงตามด้วย อันที่จริงที่นี่ก็ไม่เลว แต่เขาอาจจะใช้กลอุบายพร้อมกับเงินมากกว่าถึงได้เข้ามาได้สำเร็จเซนต์จัดเป็นคนหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ถ้าไม่ได้รู้จักมากพอ ดูเผินๆเขาดูเหมือนคนไม่มีพิษไม่มีภัย ด้วยบุคลิกท่าทางที่ดูใจดี แต่ใครจะรู้ว่าเขานี่แหละคือวายร้าย คนเลวคนหนึ่งที่ควรไปนอนในคุก มากกว่าเดินคลุกคลีอยู่กับคนปกติและคนอย่างเซนต์มักจะใช้เงินฟาดหัวคนอื่นเพื่อแลกกับสิ่งที







