Mag-log inค่ำคืนที่มีดาวประปรายบนท้องฟ้า แต่ก็ยังนับว่ามีดวงดาวทอแสงประกาย เช่นเดียวกับที่ริมระเบียงของบ้านพักบนเกาะส่วนตัวแห่งนี้ เพราะมีเพียงเขาและหล่อนสองคนที่กำลังพลอดรัก ปนัสยานอนหนุนแขนของชายหนุ่ม ดวงตาคู่สวย มองขึ้นไปบนท้องฟ้ากว้างไกล บรรยากาศค่ำคืนนี้ค่อนข้างหนาว ทว่าหล่อนกลับอบอุ่นเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม โดยรอบนั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่นลมที่กระทบจากชายฝั่งอยู่เป็นระยะ น่านฟ้าเอียงใบหน้ามองคนในอ้อมแขนของตน ริมฝีปากยกยิ้มแล้วพลิกจูบหน้าผากมนแผ่วๆ ดวงตาของเขายามนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยน รอบกายอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรัก การพาหล่อนมาพักผ่อนที่เกาะส่วนตัวถือเป็นการซ้อมใช้ชีวิตคู่ไปพลางๆ ผมรักคุณ เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบา แต่หนักแน่นอยู่ในหัวใจ และดังก้องในความรู้สึกของคนฟัง หญิงสาวแก้มแดงเรื่อ ดวงตาคู่งามสบตาสีเข้ม รอยยิ้มอ่อนหวานตราตรึงไม่เสื่อมคลายไปจากใจน่านฟ้า ปริมก็รักคุณค่ะ หญิงสาวกระซิบกลับไปเช่นกัน ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าอีกคราว ทันใดนั้นดางหางสายหนึ่งก็พุ่งลงมา “อุ๊ย! นั่นดาวตก อธิษฐานก่อน” พูดจบปนัสยาก็
บทส่งท้ายงานแต่งงานของน่านฟ้าและปนัสยาถูกกำหนดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าหลังจากบิดาและมารดาของชายหนุ่มเดินทางไปสู่ขอหญิงสาวที่บ้านเกิด สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนๆ และคนรู้จักของน่านฟ้าไม่น้อย เพราะต่างรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้หวงแหนความโสดของตัวเองแค่ไหน เหตุใดจึงมาลงเอยกับปนัสยา ผู้หญิงที่โพรไฟล์แสนธรรมดาคนนี้ได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น คนที่ไม่มองอย่างอคติต่างรับรู้ว่า หญิงสาวเป็นคนน่ารักมากแค่ไหนเมื่อได้รู้จักกันจริงๆ โดยเฉพาะเพื่อนหนุ่มๆ ที่มองน่านฟ้าด้วยสายตาอิจฉาเป็นทิวแถว ชายหนุ่มรู้สึกภูมิใจที่หญิงสาวทำให้คนเหล่านั้นยอมรับได้โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย เพียงแค่มีความจริงใจ รู้ว่าเวลาไหนควรแสดงออกอย่างไร ก็สามารถมัดใจใครหลายคนได้โดยง่ายดาย รอยยิ้มและการวางตัวของหญิงสาวยามเข้าพบผู้ใหญ่ เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญที่ทำให้หล่อนได้รับการยอมรับจากญาติๆ ของเขาได้ไม่ยากเย็นเลยสักนิด เสียงชื่นชมจึงค่อยๆ ดังขึ้นเป็นลำดับที่บ้านพักชายทะเลในช่วงค่ำ เสียงคลื่นกระทบฝั่งซ่าๆ ทว่าภายในห้องนอนมีเสียงของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังดังประสานกันแผ่วๆ ด้วยความรัญจวนใจ
หลังจากนั้นปนัสยาขอร้องเพื่อนๆ เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ เพราะทุกอย่างยังไม่มีอะไรแน่นอน ทว่าเมื่อถึงเวลาเลิกงาน น่านฟ้าก็โทรศัพท์มาหา “เสร็จหรือยัง ผมมารอหน้าบริษัทแล้ว” ปนัสยาหันไปมองเพื่อนที่กำลังเตรียมตัวกลับบ้านก่อนจะยิ้มกับโทรศัพท์พร้อมตอบออกมาเบาๆ “เสร็จแล้วค่ะ กำลังจะลงไป คุณน่านรอปริมเดี๋ยวเดียวนะคะ” น่านฟ้ายิ้มอย่างพอใจ เมื่อได้ยินปนัสยาแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นเหมือนอย่างที่เขาขอร้องในคืนที่เขาขอหล่อนแต่งงาน “ครับ” แก้มสาวแดงก่ำ แต่ทันทีที่ปิดกระเป๋าถือ หญิงสาวก็สะดุ้งนิดหนึ่งเมื่อเพื่อนรักทั้งสองโผล่หน้ามาพร้อมรอยยิ้มขบขันปนล้อเลียน “แหมมม...นัดแฟนเอาไว้ก็ไม่บอก” เพียงแค่นั้นปนัสยาก็ขว้างค้อนไปคนละที ก่อนจะเดินนำไปด้วยอาการขัดเขินสุดขีด เขินเสียยิ่งกว่าตอนที่ทั้งสองรู้ว่าหล่อนคบหากับน่านฟ้าอย่างลับๆ แต่เมื่อได้เวลาเปิดตัวจริงๆ กลับรู้สึกหัวใจเต้นโครมคราม ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะหล่อนไม่เคยคิดว่าคนอย่างน่านฟ้าจะมาจริงจังกับผู้หญิงที่เขาจะทิ้งเมื่อไรก็ได้
๒๖เปิดตัวว่าที่ภรรยาน่านฟ้ากลับบ้านมาก่อนปนัสยาสองวัน ชายหนุ่มตรงเข้าบ้านทันทีโดยไม่ได้กลับไปที่คอนโดฯ ก่อนมาถึงเขาโทรศัพท์บอกกับบิดาและมารดาว่ามีเรื่องสำคัญต้องการปรึกษา เมื่อน่านฟ้าเดินทางมาถึง ทั้งสองนั่งรออยู่แล้วที่ห้องนั่งเล่น คุณนันทวันเปิดยิ้มรับลูกชายทันที ส่วนพลอากาศโทวาทิศผู้เป็นบิดาวางหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษลงบนโต๊ะตรงหน้าด้วยท่าทางนิ่งขรึม พร้อมดึงแว่นออกวางบนหนังสือพิมพ์เมื่อลูกชายนั่งลงตรงหน้าพวกท่าน สาวใช้ดูจะรู้งานเพราะรีบเสิร์ฟน้ำและของว่างก่อนจะรีบออกไปอย่างรวดเร็ว “แกมีอะไรจะพูดกับเราอย่างนั้นเรอะ” ชายหนุ่มวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ สบตามารดาแวบหนึ่งก่อนจะหันมาสบตากับบิดาที่นั่งรอฟัง “ผมอยากแต่งงานครับ” ได้ฟังคำนั้นของลูกชาย คนเป็นพ่อเพียงขมวดคิ้ว แต่คนเป็นแม่ถึงกับใจหายวับทันที ไม่รู้เหตุใดจึงนึกถึงปนัสยาขึ้นมา เพราะหากถามว่าผู้หญิงคนไหนที่ลูกชายอยากแต่งงานด้วย คงไม่ใช่จริยาเป็นแน่... “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” พลอากาศโทวาทิศเอ่ยถาม น่านฟ้าไม่ได้สบตามารดา ทว่าเขาจ้องตาพ่อแน่วนิ่งก่อนจะตอบ
เมื่อทั้งสองมาถึงบ้านของปนัสยา หญิงสาวก็บอกให้ชายหนุ่มเอารถไปจอดไว้ที่ใต้ต้นไม้ จากนั้นจึงเดินนำเข้าไปในบ้าน ยังไม่ทันเรียกหามารดา ท่านก็เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่จางลงเล็กน้อยเมื่อพบชายหนุ่มรูปหล่อเดินตามบุตรสาวมาด้วย “สวัสดีครับคุณแม่ ผมชื่อน่านฟ้าครับ เรียกว่าน่านก็ได้” น่านฟ้าแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ แต่ยั้งปากประโยคว่า ‘ผมเป็นแฟนปริม’ เอาไว้ได้ทัน ปาริดาถึงกับยิ้มเมื่อได้ยินเข้าเช่นนั้น ท่านมองลูกสาวด้วยสายตาเป็นคำถาม ทว่าเห็นแต่ความอ้ำอึ้ง เขินอายและแก้มแดงๆ ของคนตัวบาง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่แนะนำตัวเองด้วยสายตากังขาแกมขบขัน “ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ ว่าแต่เดินทางมาจนถึงที่นี่ได้ยังไงจ๊ะ” “ผมขึ้นเครื่องมาครับ แล้วเช่ารถขับมาพักที่รีสอร์ตของคุณแม่” คนฟังเลิกคิ้วสูง มองลูกสาวอย่างไม่เข้าใจ เป็นเพื่อนแบบไหนถึงไม่ชวนมาพักที่บ้าน แต่เมื่อมองลูกสาวอย่างค้นคว้า และเห็นแววตาเอ็นดูปนรักใคร่ของคนตัวโต หัวใจของคนเป็นแม่พลันหวั่นไหว “ตกลงมันยังไงกันฮึปริม ทำไมไม่เชิญเพื่อนมาพักที่บ้านของเราล่ะลูก มาๆ เข้าบ้านก
๒๕ตามมาก็เพราะแบบนี้เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ น่านฟ้าก็เดินตามปนัสยาออกไปยังบริเวณด้านหน้ารีสอร์ต หญิงสาวคร่อมรถจักรยานเตรียมกลับบ้าน ทำทีเป็นไม่สนใจคนตัวโตที่ตามมาเรื่อยๆ แต่เมื่อหล่อนกำลังจะปั่นจักรยานออกไป อาการหนักอึ้งที่ด้านท้ายก็ประท้วง ทำให้หญิงสาวต้องหันไปแล้วขมวดคิ้วนิ่วหน้า น่านฟ้ายิ้มกริ่มขณะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานของหญิงสาวหน้าตาเฉย มือใหญ่คว้าหมับที่เอวกลม ทำให้คนตัวเล็กถลึงตาใส่พร้อมกับปัดมือของเขาออกจากเอวของหล่อน “คุณจะทำอะไร” “จะไปกับคุณ” เขาบอกหน้าตาเฉย ทำให้หญิงสาวถอนหายใจพรืด “ฉันจะกลับบ้าน” เขาพยักหน้า “ดีเลย ผมจะได้ถือโอกาสไปกราบสวัสดีคุณพ่อกับคุณแม่ของปริม” พูดจบก็ทำหน้าตาน่ารัก ทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วกับท่าทางของเขา หัวใจแกว่งไปเล็กน้อย อ่อนลงอีกหน่อย แต่มีความสุขมากขึ้น “นี่คุณ” พยายามกดความสุขที่ฟุ้งออกมาอย่างยากเย็น “หืม…” คนตัวโตซบหน้ากับแผ่นหลังนุ่ม แล้วถูเบาๆ ไปมาจนหญิงสาวใจสั่นไหว มองซ้ายมองขวา กลัวคนมอง “อย่าทำแบบนี้สิคะ” คนที่