เข้าสู่ระบบราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ
“ห้องนี้ค่ะ” “ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง “ณัฐ” ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็น ชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว “ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้ พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง “เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง “อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่” “ป้าน้อยบอก” “ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย “ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม่ไปมหาลัย นัทคิดว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ นัทก็เลยไปหาพรีนที่บ้าน...แล้วก็ได้รู้ว่าพรีนไม่สบายนอนโรงบาล” “อ้อ...ยังไงก็ขอบคุณนะ ที่อุตส่าห์มาหาเรา” “ด้วยความเต็มใจครับ...เอ่อแล้วนี่พรีนกินอะไรหรือยัง กินผลไม้ไหม นัทซื้อสาลี่ของโปรดพรีนมาฝากด้วยนะ” “ณัฐยังจำได้อยู่อีกเหรอว่าเราชอบสาลี่” “จำได้สิ...คนสำคัญใครจะลืม จริงไหม”พูดแล้วหัวเราะ “ก็จริงนะ” รอยยิ้มบางเบาแตะแต้มมุมปาก ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ชนากานต์หลุบตามองถุงผลไม้บนตักของณัฐนนท์อย่างปลื้มปริ่มที่ชายหนุ่มตรงหน้าไม่เคยลืมเลยว่าเธอชอบหรือไท่ชอบอะไร ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหนก็ตาม และในระหว่างทั้งสองกำลังพูดคุยหยอกล้อกันผ่อนคลายด้วยความคุ้นเคยที่มีให้กัน ทำให้ไม่มีใครทันได้สังเกตเลยว่า... สายตาคมคู่หนึ่งกำลังจ้องมองอยู่จากกรอบประตูห้อง ปภาวียืนมองอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ ริมฝีปากเม้มแน่น ขณะดวงตาจับจ้องไปยังภาพตรงหน้า ชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดนักศึกษา กำลังนั่งหัวเราะพูดคุยกับหญิงสาวบนเตียงคนไข้ เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ที่ดังลอดออกมาจากในห้อง ช่างต่างจากบรรยากาศเมื่อเช้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เธอยังต้องคอยประคองร่างที่ไม่มีแรงแม้แต่จะจับช้อนขึ้นทานข้าว...แต่ตอนนี้กลับหัวเราะคิกคักจนเกือบลืมไปเลยว่าผู้หญิงคนนี้กับคนป่วยคนนั้นเป็นคนคนเดียวกัน ปภาวีกัดกรามแน่นโดยไม่รู้ตัว เส้นกรามขึ้นเป็นสันชัดเจน ข้างตัวมีโทรศัพท์มือถือในมือขวา ของที่เธอลืมไว้ก่อนจะรีบออกไปทำงาน จนต้องย้อนกลับมาเอา...และก็ได้เห็นภาพที่ไม่ควรเห็น และในที่สุด เมื่อความรู้สึกจุกแน่นมันเริ่มล้นจนทนไม่ไหว เธอก็ก้าวขาเข้าไปในอย่างไม่ลังเล “ดูสดใสดีนี่...มีผู้ชายมาเยี่ยมถึงที่” เสียงเรียบเฉียบเอ่ยขึ้นเบื้องหลัง ทั้งชนากานต์และณัฐนนท์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยิน ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปมองแทบจะพร้อมกัน ปภาวีในชุดสูทยังคงดูเรียบร้อยและสง่างามเหมือนเดิม แต่ดวงตาที่เคยสงบกลับฉายแววเย็นเยียบบางอย่างที่ทั้งสองไม่อาจอ่านออก “คุณหนู...!” “ใช่ ฉันเอง ตกใจเหรอ” ปภาวีตอบโดยไม่ละสายตาไปจากชายหนุ่มแม้แต่น้อย แล้วปรายตามองถุงผลไม้ในมือนั้นอย่างไม่ปิดบัง ณัฐนนท์ที่รับรู้ถึงแรงกดดันบางอย่าง จึงรีบยกมือไหว้และกล่าวทักทายอย่างสุภาพ “สะ...สวัสดีครับ คุณ...” ...แต่ปภาวีกลับไม่ขานรับ ไม่แม้แต่จะเหลือบตามมอง เธอเลือกเมินเขาโดยสิ้นเชิง แล้วหันไปเอ่ยกับชนากานต์แทนอย่างจงใจ “หายดีแล้วสินะถึงได้ลุกมานั่งหัวเราะคิกคักกับผู้ชายแบบนี้!” “คะ...คือมันไม่ใช่แบบนั้นนะคะ ฉันกับนัทเราสองคนเป็น...” “เป็นเพื่อน!” ปภาวีตวัดเสียงกลับทันควัน โดยเน้นคำว่าเพื่อนหนักกว่าทุกคำ “ค่ะ ฉันกับนัทเราเป็นเพื่อนกัน” “เธอคิดว่าฉันโง่มากหรือไงพรีน เพื่อนที่ไหนเขาจะทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกันแบบนี้ เมื่อสองวันก่อนฉันก็เห็นเธอกับนายนี่อยู่ด้วยกันสองต่อสองที่ร้านอาหาร หรือว่าไม่จริง” ชนากานต์นิ่งไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากเม้มแน่น ขณะพยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้นตามที่อีกฝ่ายได้กล่าวอ้าง เธอคิดอยู่นานจนในที่สุดก็พอจะจำได้แล้วว่าวันนั้นเธอไปกับณัฐนนท์ที่ร้านอาหารดังกล่างจริง แต่ที่เธอไปก็เพราะคุยเรื่องกิจกรรมของมหาวิทยาลัยไม่ได้มีอะไรนอกเหนือจากนั้น ซ้ำเธอยังไม่ได้อยู่กันสองต่อสองตามที่อีกฝ่ายเข้าใจอีกด้วย เพราะหลังจากที่เธอกับเพื่อนชายนั่งกันอยู่สักพัก เพื่อนคนอื่น ๆ อีกสามคนก็ตามมาสมทบ “จริงค่ะ แต่ฉันกับนัท เราสองคนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ” “ที่พรีนพูดเป็นเรื่องจริงครับ ผมยืนยันได้ ผมกับพรีนเราเป็นเพื่อนกัน ว่าแต่คุณเถอะครับ...เป็นใคร ทำไมถึงต้องขึ้นเสียงใส่เพื่อนผมแบบนี้ด้วย” “ฉันเป็นผู้ปกครอง ของผู้หญิงคนนี้ นายมีปัญหาอะไร!” “คุณจะเป็นผู้ปกครองหรือจะเป็นอะไรผมก็ไม่สนทั้งนั้น แต่ที่ผมสนคือคุณไม่มีสิทธิ์พูดจากดขี่คนอื่นให้ดูต่ำแบบนี้ เพราะมันไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เอาซะเลย” “นี่นาย!!” ปภาวีตวาดเสียงแข็ง ใบหน้าก่ำแดงด้วยอารมณ์โทสะ “ทำไมครับ!” เสียงของณัฐนนท์แข็งกลับไม้แพ้กัน ร่างสูงของชายหนุ่มยืดตรง ดวงตาคมไม่หลบเลี่ยง ทำให้บรรยากาศโดยรอบเริ่มตึงเครียดขึ้นทุกขณะ จนในที่สุดเสียงหวานเจือแหบของชนากานต์ก็ดังแทรกขึ้นเบา ๆ แต่ชัดเจนพอที่จะหยุดทุกอย่างไว้ได้ทันก่อนที่สถานการณ์จะแย่ไปกว่านี้ “พอค่ะ พอได้แล้ว อย่ามีเรื่องกันเลยนะคะที่นี่มันโรงพยาบาล ฉันขอร้อง” “แต่ว่า...”ชายหนุ่มกำลังจะเอ่ยค้าน ทว่าชนากานต์ก้เอ่ยดักทางเอาไว้เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม “พรีนขอนะนัท นัทกลับไปก่อนนะ” “ไม่อ่ะ นัทไม่-” “นะนัท พรีนขอ” “ก็ได้...นัทกลับก็ได้ ไว้เดี๋ยวพรีนหายเมื่อไหร่เราค่อยไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันนะ” “อืม ได้สิ” ณัฐนนท์พูดจบก็คว้ากระเป๋าเป๋ที่วางอยู่บนโซฟาขึ้นมาสะพาย ก่อนจะปรายตามองปภาวีอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่ปิดบังความไม่พอใจ จากนั้นจึงหันหลังเดินออกไปตามคำขอร้องของเพื่อนที่นอนอยู่บนเตียง ปภาวีมองตามแผ่นหลังชายหนุ่มจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาวบนเตียงด้วยแววตาแข็งกร้าว ขายาวก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย วางสีหน้าเรียบเฉย ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับเย็นจัดจนบรรกาศการรอบตัวพลันหนักอึ้ง “เธอกับมัน เป็นอะไรกัน" "คุณหมายถึงฉันกับนัทใช่ไหมคะ?" ชนากานต์สบตาอีกฝ่ายตรง ๆ ก่อนเอ่ยถามกลับเพื่อต้องการความมั่นใจ "ก็ใช่น่ะสิ บอกฉันมาว่าเธอกับไอ้หน้าตี๋นั่น เป็น อะ ไร กัน!!" "ฉันก็บอกคุณไปแล้วนี่คะ ว่าฉันกับนัทเราสองคนเป็นเพื่อนกัน" "โกหก!" เสียงตวาดกรีดกลางอากาศ ก่อนที่มือเรียวของปภาวีจะความข้อมือเล็กของชนากานต์ข้างที่ไม่มีสายน้ำเกลือบีบแน่นจนหญิงสาวสะดุ้งหลุดเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บ "อะ...โอ๊ย! ฉันเจ็บนะคุณ พอฉันบอกคุณ คุณก็ไม่เชื่อ ถ้างั้นก็แล้วแต่คุณจะคิดก็แล้วกันค่ะ" "พรีน!!!" คำตอบนั่นเป็นดั่งเชื้อเพลิงชั้นดีที่ลาดลงบนกองไฟในใจปภาวีให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เสียงแหลมคมแผดออกมาจนสุดเสียง ด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นเกินจะควบคุม ข้อมือเล็กของชนากานต์เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงช้ำตามแรงกด แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ลงไป...เสียงทรงอำนาจที่คนทั้งสองต่างคุ้นเคยดีก็ดังขึ้นจากตรงประตู "ทำอะไรน้องน่ะภัค!" "แม่” “คุณหญิง" เสียงของสองสาวดังขึ้นแทบจะพร้อมกันด้วยความตกใจ ก่อนที่ปภาวีจะเป็นฝ่ายปล่อยข้อมือชนากานต์ให้เป็นอิสระเมื่อเห็นว่ามารดากำลังก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด คุณหญิงเดินตรงเข้ามายืนชิดข้างเตียง ก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย สองมือที่มีรอยเหี่ยวย่นตามวัยเอื้อมไปประคองข้อมือของคนป่วยขึ้นมาเบา ๆ ดวงตาคมเพ่งพินิจที่รอยแดงช้ำบนผิวเนื้ออย่างละเอียด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปเอ่ยกับลูกสาวที่ยืนอยู่นิ่งอยู่อีกฝั่งของเตียงด้วยเสียงเรียบ "ดูสิแดงหมดเลย น้องป่วยอยู่นะภัค ทำไมถึงทำแบบนี้!" หลังคำถามนั้น ปภาวีได้เพียงยืนนิ่งไม่เอ่ยคำใดออกมา สายเลื่อนมองไปยังคนอายุน้อยกว่าช้า ๆ ร่องรอยคราบน้ำตาบาง ๆ ยังหลงเหลืออยู่บนพ่วงแก้มทั้งสองข้าง เธอชะงักไปเล็กน้อยเพราะความรู้สึกบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอก ก่อนจะหันกลับมาสบตาของผู้เป็นแม่อีกครั้ง จากนั้นจึงหันหลังเดินออกไปโดยไม่พูดหรืออธิบายใด ๆ ออกมา "กลับมาคุยให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะภัค ภัค!!" "อย่าค่ะคุณหญิง อย่าค่ะ ปล่อยคุณหนูเธอไปเถอะนะคะ หนูพรีนเองก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย ใช่ไหมพรีน?"น้อยรีบเอ่ยห้ามขณะคุณหญิงทำท่าจะก้าวตามออกไป แล้วจึงหันกลับมาเอ่ยถามหลานสาวตนเองเพื่อให้ช่วยยืนยันสถานการณ์ที่เป็น จะได้ไม่แย่ลงไปกว่านี้ "ใช่ค่ะ"ชนากานต์ตอบเสียงเบา พลางหลุบตามองต่ำ "เธอสองก็เป็นกันซะแบบนี้ไง ยัยภัคเลยเคยตัว ทำผิดแต่ไม่รู้จักขอโทษ" คุณหญิงเอ่ยตัดบทอย่างหัวเสีย ทั้งน้อยและชนากานต์ได้แต่ก้มหน้าเงียบ เพราะรู้ดีว่าต่อให้พูดอะไรออกไปก็ไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของผู้ใหญ่ดีขึ้นได้ในตอนนี้ แต่เพียงไม่นาน...คุณหญิงก้ถอนหายใจแรง พร้อมเปลี่ยนน้ำเสียงใหม่ เบาและนุ่มขึ้นกว่าคราวแรก "เอาล่ะ ๆ แล้วนี่หนูพรีนทานข้าวแล้วหรือยัง" "ทานแล้วค่ะ" "งั้นทานผลไม้หน่อยไหม ฉันปอกให้"คุณหญิงพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินไปหยิบผลไม้มาปอกใส่จานโดยไม่รอคำตอบจากอีกฝ่ายทำให้บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ชนากานต์ทอดสายตามองไปยังบานประตูที่ปิดสนิทด้วยความรู้สึกวูบโหวงเมื่อนึกถึงแววตาที่ปภาวีมองมาเมื่อครู่ เธอรู้ตัวเองดีว่ามีส่วนผิดที่พูดอะไรโดยไม่คิดถึงความรู้สึกของเขาให้มากกว่านี้ เธอพยายามจะอธิบายให้เขาได้เข้าใจแล้ว แต่ตอนนั้นเขากลับไม่รับฟังคำพูดใด ๆ ของเธอเลยสักคำ นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดขึ้น และยิ่งกว่านั้น คือคุณหญิงก็ดันเข้ามาทันเห็นเหตุการณ์ได้อย่างถูกจังหวะพอดิบพอดี ทั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาเหมือนจะดีขึ้นอยู่แล้วแท้ ๆ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นแย่ลง และอาจจะแย่กว่าที่เคยเป็นเสียด้วยซ้ำ19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม
นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปก
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตา
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อ
หนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมืองเสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพ







