" รักแรกพบอะไรวะ ไร้สาระฉิบหาย "
"เอ้า!ชน "
เสียงแก้วเหล้าชนกันบวกกับเสียงเพลงที่คลอเบาๆในบาร์ดังขึ้นเป็นพักๆ "กานต์ " เจ้าพ่อหนุ่มเพลย์บอย เจ้าคารม เกย์รุกตัวพ่อแห่งวงการ ดีกรีทายาทเศรษฐีชื่อดังระดับประเทศ
จมูกโด่งเป็นสัน ผิวแทนหน่อยๆ ตาคม สันกรามชัด ทุกอย่างบนใบหน้าลงตัวราวกับถูกปั้นมา อีกทั้งรอยสักเล็กๆกับจิวที่ปากทำให้เขาน่ามองขึ้นกว่าเก่า กานต์นั่งกินเหล้าอย่างสบายอารมณ์เช่นทุกวัน ไม่รู้ว่ารอบที่เท่าไหร่ที่น้ำในแก้วสีอำพันถูกเทลงมาในแก้วซ้ำๆไม่พัก
ชีวิตครอบครัวเขาไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก พ่อที่คาดหวังในตัวเขาหวังจะให้สืบทอดธุรกิจของครอบครัวแทนตน แต่กานต์กลับรักที่จะใช้ขีวิตอิสระตามอำเภอใจตัวเอง อีกทั้งเขายังเลือกเรียนนิเทศ ถึงจะทำได้ดีแค่ไหนก็ไม่เคยดูดีในสายตาพ่อสักที..
แต่กานต์น่ะเหรอไม่เคยเอาส่วนที่ตนขาดหายไปทำร้ายคนอื่น ถึงจะดูเจ้าชู้ เต๊าะคนนั้น หยอดคนนี้ไปเรื่อย แต่เขาก็ยังเป็นคนที่แคร์คนอื่นเสมอ อบอุ่น ใครอยู่ใกล้ก็สบายใจ โดยไม่รู้สักนิดว่าเบื้องหลังคนที่แสนอบอุ่นขนาดนี้ต้องเจ็บปวดแค่ไหน
"กานต์ มึงไปไหนต่อป่าววะ "
"ไม่มั้ง จะชวนกูไปไหนอ่อ " เอ่ยขึ้นพลางยกแก้วที่มีน้ำสีอำพันอยู่ด้านในขึ้นซด
"คืนนี้ไปหาอะไรทำสักหน่อยดีมั้ยวะ "
"หาอะไรทำของมึงนี่คือแบบไหนวะ..จะชวนกูไปไหน พูดมาตรงๆดีกว่ามั้ง "
"ก็..เกย์รับสักคนมั้ยมึง มีแต่แจ่มๆเลยนะเว้ย "
"ไม่ดีกว่าว่ะ พ่อกูด่าตาย "กานต์พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนตนพูดก่อนที่จะส่ายหัวช้าๆเป็นเชิงปฎิเสธ
"มึงจะสนใจพ่อมึงทำไมวะ โธ่"
"กูไม่ได้มั่วนะเว้ย กูจะกลับแล้วว่ะ "
"เสียดายว่ะ เออๆ กลับดีๆ"
กานต์ลุกขึ้นพรวดพลางส่ายหัวช้าๆกับตัวเอง เขาไม่ค่อยชอบความคิดเพื่อนกลุ่มนี้เท่าไหร่นักจึงเลือกที่จะนานๆมาสังสรรค์ที โดยเฉพาะเรื่องรสนิยมที่เขาชอบผู้ชาย ไม่มีทางที่พ่อเขาจะรับได้
อย่างแน่นอน แค่คิดก็หนักใจจะแย่
กานต์เดินออกมาจากบาร์ด้วยท่าทีอ่อนเพลียเล็กน้อย ก่อนที่จะเหลือบไปเห็นผู้หญิงสองคนกำลังมองมาทางเขาด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม กานต์เลิกคิ้วเล็กน้อยพยายามเดินหลีกด้วยท่าทีสุภาพ แต่กลับโดนผู้หญิงคนนึงลากตัวเขาไปใกล้ๆ
"...."
"จะรีบไปไหนล่ะคะ หือ" เสียงหวานหยาดเยิ้มนั้นทำให้เขาขนลุกซู่ สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาฮึกเหิมขึ้นมาตอนนี้คงมีแค่ผู้ชายตัวเล็กๆร่างบางๆแค่นั้น
"พอดีจะกลับแล้วน่ะครับ "
"อย่ารีบกลับสิคะ อยู่ด้วยกันก่อน"
"ผมต้องรีบกลับก่อนนะครับ " พยายามเอ่ยตอบด้วยท่าทีสุภาพแล้วจับมือผู้หญิงออกห่างจากตนช้าๆ
"ทำไมหวงเนื้อหวงตัวจังเลยล่ะคะ "
"...."
"ไปสนุกกันต่อดีกว่านะคะ"
"พอดีผมชอบผู้ชายน่ะครับ " ประโยคนั้นทำให้ผู้หญิงสองคนถึงกับหน้าเหวอ เมื่อได้โอกาสกานต์จึงเดินออกมาเงียบๆจากตรงนั้นก่อนที่จะมาหยุดพักกินซาลาเปาไส้หมูสับอยู่หน้าเซเว่น
ฝนเริ่มตกโปรยปรายในช่วงดึก กานต์มาหยุดยืนกินซาลาเปาด้วยความหิว หวังเพียงจะมาหลบฝนก่อนจะกลับบ้านแค่นั้น แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นใครคนนึงที่กำลังวิ่งฝ่าฝนมาหลบที่เดียวกับเขา
"..."
กานต์หันขวับไปมองข้าง แต่ราวกับโลกจะหยุดหมุน หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเท่าไหร่นัก เขาเป็นเพียงผู้ชายตัวเล็กๆ ที่สวมเสื้อกาวน์ หน้าตาจิ้มลิ้ม ปากนิดจมูกหน่อย แต่กลับทำให้กานต์ลัสายตาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
"ไม่รู้จะกลับไงเลยว่ะ ฝนตก "
เสียงเล็กพึมพำขึ้นมาในขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทีเป็นกังวลเล็กน้อย มือเล็กๆแกะแซนวิชในมือกินด้วยความเร่งรีบ กานต์แอบสังเกตทุกการกระทำของอีกฝ่ายแล้วได้แต่อมยิ้มเล็กน้อย ดันรู้สึกสนใจอีกฝ่ายขึ้นมาซะงั้น
"มึงมารับกูหน่อยดิ " คนตัวเล็กเอ่ยขึ้นราวกับจะอ้อนวอนขออะไรสักอย่างจากคนในสาย
ดูจากเสื้อกาวน์ที่อีกฝ่ายใส่ เดาไม่ยากว่าคงทำงานอยู่โรงพยาบาลข้างๆนี้เป็นแน่
"กูรอหน้าเซเว่นนะน้องเวร " เสียงกดตัดสายดังขึ้นหลีงจากที่คุยโทรศัพท์เสร็จ แต่กานต์กลับเอ็นดูไม่น้อย นั่นมันคำขู่แมวชัดๆ
"มีอะไรให้พี่ช่วยมั้ยครับ? "
กานต์ที่พอเดาออกว่าอีกฝ่ายคงอายุน้อยกว่าตน แต่คงไม่มากนัก พลางเอ่ยถามเสียงใส
"ไม่มีครับ "
"ดีแล้วครับ ก็เห็นทำหน้ามุ่ยอยู่นาน นึกว่าเป็นอะไรซะอีก "
"ครับ..แต่ผมไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากใคร "
"แค่อยากช่วยหนิครับ งั้น .. เอ่ยขึ้นเอ่ยขึ้นพลางเว้นวรรคเล็กน้อยแล้วอมยิ้ม ..ให้ยืนเป็นเพื่อนจะได้มั้ยครับ "
"เดี๋ยวสักพักน้องผมก็จะมารับแล้วครับ ขอตัวนะครับ "
เอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนที่จะเดินฉับๆไปขึ้นรถ กานต์ได้แต่อมยิ้มเล็กน้อยแต่ในใจลึกๆยังนึกเสียดาย ทำไมไม่มีเวลาอยู่ให้นานกว่านี้นะ
จะไปตามหาอีกฝ่ายได้ที่ไหนกันนะ
กานต์ขับรถมาถึงบ้านเกือบตีสามพอดีเป๊ะๆ กานต์เดินลงจากรถพลางกวาดสายตาไปรอบๆ สิ่งที่เดาไม่ผิดคือเห็นพ่อนั่งจิบกาแฟเหมือนทุกครั้ง อีกทั้งยังไม่วายจะด่าทอตน
ได้แต่ถอนหายใจเล็กน้อย ทำใจดีสู้เสือไว้ก่อน กานต์ยิ้มบางๆให้ผู้เป็นพ่อ แต่กลับเจอสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจจากพ่อตัวเองอย่างเห็นได้ชัด
"กลับมาแล้วครับพ่อ "
"รู้จักบ้านรู้จักช่องด้วยเหรอวะ วันๆพ่อไม่เห็นเเกโผล่หัวมา "
"โธ่พ่อครับ ผมกลับเช้านิดหน่อยเอง "
" สรุปแกจะเอาไงเรื่องงาน ฉันไม่รู้จะตอบคนอื่นเขายังไงนะเรื่องงาน ไองานตากล้องกระจอกๆของแก จะเอาไปทำไรกินได้วะ "
"...."
เหมือนทุกที..โดนว่าเรื่องเดิมๆเหมือนทุกที
"ฉันก็บอกก็สอนอยู่ตลอดว่าให้แกทำธุรกิจต่อจากฉัน แกเคยฟังฉันมั้ย แกยังดันทุรังจะไปเรียนนิเทศอะไรของแก "
"ผมชอบหนิครับพ่อ "
"ชอบแล้วมันกินได้เหรอวะ ! "
"...."
"แกรู้มั้ยฉันต้องอายแค่ไหนที่มีลูกเป็นแค่ช่างภาพกระจอกๆ ฉันจะเอาหน้าไปไว้ไหน "
กานต์ไม่ได้เอ่ยปากตอบอะไรไปแต่กลับเดินขึ้นห้องไปเงียบๆ แต่ยังคงได้ยินเสียงพ่อโวยวายอยู่เป็นระยะ กานต์ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงพลางกวาดสายตาไปมองรอบห้องที่มีแต่ภาพถ่ายมากมายติดเต็มห้องไปหมด
กานต์ได้แต่นึกน้อยใจอยู่ลึกๆ เขามีพี่ชายคนนึงชื่อ "กฤต " นานๆทีกฤตจะกลับบ้านสักครั้ง แต่ดันเป็นลูกรักพ่อมากกว่าเขาเสียอีก
กฤตเป็นคนเรียนเก่ง หน้าตาดี บ่อยครั้งที่พ่อชมกฤต เพราะอีกฝ่ายมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตั้งแต่เล็กจนโต เขาไม่เคยถูกชมเหมือนพี่ชาย อีกทั้งยังโดนต่อว่ามาตลอด เขาไม่รู้ว่าดีแค่ไหนถึงจะพอไม่รู้เลย..
เป็นอีกคืนที่กานต์นอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าเพื่อไปรับจ้างถ่ายภาพคู่บ่าวสาว กานต์เดินทางไปถึงสถานที่นัดราวเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปทักบ่าวสาวด้วยท่าทียิ้มแย้ม
"สวัสดีครับ มาช้านิดหน่อย..รถติดน่ะครับ ขอโทษจริงๆครับ "
"ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณกานต์ " เจ้าสาวยิ้มแย้มก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแล้วชักชวนกานต์ให้มาดื่มน้ำดื่มท่าก่อน
"แล้วนี่จะให้ผมเริ่มถ่ายเลยดีมั้ยครับ "
"สักครู่นะคะ " เอ่ยขึ้นพลางชะเง้อมองรอบๆ ราวกับหาอะไรสักอย่าง จนกานต์ถึงกับเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
"มีอะไรรึเปล่าครับ "
"อ๋อ นั่นมาแล้วค่ะ "
"..."
กานต์พยักหน้าช้าๆ ก่อนที่จะหันขวับไปมอง แต่สิ่งที่กานต์เห็นกลับทำให้เขากลั้นยิ้มไว้แทบไม่อยู่ นั่นมันผู้ชายตัวเล็กๆน่ารักที่เขาเจอเมื่อวานนี่นา
"คุณกานต์คะ "
"ครับ "
"พลับพลึงค่ะ เพื่อนนุ่นเอง จะให้มาร่วมเฟรมด้วยค่ะ..นานๆจะว่างมาสักทีค่ะ "
"คุณ.."
เสียงเล็กๆนั้นเอ่ยเรียกกานต์ พลางเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ดูเหมือนจะตกใจไม่น้อยที่เจอเขาอีก กานต์ยิ้มให้ด้วยท่าทีสุภาพ
"สวัสดีครับ คุณหมอพลับพลึง "
"รู้ด้วยเหรอคะว่าเพื่อนนุ่นเป็นหมอ "
"อ๋อ เคยเจอน่ะครับ แต่ไม่ได้รู้จักเป็นทางการน่ะ "
"งั้นแบบนี้ก็ดีเลยค่ะ! รู้จักกันแสดงว่าคุยได้ไม่ยากสินะคะ! "
"คงงั้นครับ " กานต์ยิ้มตอบพลางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วชำเลืองตาไปมองคนตัวเล็กที่ยืนหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกลนักด้วยท่าทีขี้เล่น
"คุณกานต์ ช่างภาพประจำกูเอง..ที่กูชอบเอารูปที่เขาถ่ายไปอวดมึงแล้วมึงบอกว่าสวยน่ะ "
"กูบอกตอนไหน "
คนตัวเล็กหน้าถอดสีเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากเพื่อนสนิทตัวเอง กานต์ที่สังเกตเห็นท่าทีนั้นได้แต่ขำเบาๆอยู่ในลำคอด้วยความเอ็นดู แค่รู้สึกว่าเวลาอีกฝ่ายแสดงท่าทีแบบนั้นดูน่าแกล้งไม่น้อย
"ขอบคุณนะครับที่ชม กำลังใจดีๆจากคนน่ารักแบบนี้ผมคงมีกำลังใจถ่ายรูปยาวๆเลยมั้ง "
"อย่ามาเว่อเลยครับ "
"นุ่นขอตัวสักครู่นะคะ แป๊ปเดียวค่ะ"
"เดี๋ยวผมจะจัดการเรื่องฉากถ่ายรูปให้พลางๆนะครับ คุณนุ่นกับแฟนเตรียมตัวได้เลยนะครับ "
"ได้เลยค่ะ " นุ่นยิ้มร่าก่อนที่จะเดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัว กานต์ก้มลงเช็คกล้องถ่ายรูปอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะแกล้งยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาตอนอีกฝ่ายกำลังเผลอ แล้วกดชัตเตอร์พลางลดกล้องถ่ายรูปลงช้าๆ
"แชะ! "
"นี่คุณ!..ถ่ายรูปผมเหรอ "คนตัวเล็กหน้าเหวอเล็กน้อยก่อนที่จะรีบคว้าหมับตรงแขนกานต์
"พี่แค่เทสกล้องครับ แต่ถ้าพลับพลึงไม่โอเค..พี่ลบให้นะครับ "
"แอบถ่ายรูปคนอื่นแบบนี้ นิสัยไม่ดีเลยนะครับ "
"พี่ขอโทษครับ ..แค่เห็นว่าน่ารักดี " กานต์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงละห้อย พลางทำหน้าเหมือนหมาหูตก
"คงชมสาวบ่อยจนชินปากสินะครับ "
"หืม ก็ไม่หนิครับ "
"พอดีไม่ชอบคุยกับคนเจ้าชู้น่ะครับ " พลับพลึงรีบลุกขึ้นพรวดก่อนที่ทำท่าจะเซล้มแต่คนตัวสูงกลับคว้าแขนเอาไว้ได้ทันจนทั้งคู่อยู่ใกล้กันในระยะประชิด
"หมับ!"
"ปล่อยนะครับ !"
"ยังไม่รู้จักพี่ดีเลยนะครับ ทำไมถึงบอกว่าพี่เจ้าชู้นะ " ใบหน้าคมของกานต์อยู่ห่างคนตัวเล็กไม่กี่คืบจนรู้สึกถึงลมหายใจที่เป่ารดลงมา จนทำให้อีกฝ่ายขนลุกซู่อยู่ไม่น้อย
"ท่าทางแบบนี้ไงครับ .."
"...."
"ใครๆก็ดูออกทั้งนั้นแหล้ะครับ " คนตัวเล็กผลักกานต์ออกห่างทันทีตรงกับจังหวะที่นุ่นเตรียวตัวเสร็จพอดีจึงพากันไปถ่ายรูปด้านใน
"เรียบร้อยแล้วค่ะคุณกานต์ "
"กำลังไปครับคุณนุ่น "
หลังถ่ายรูปเสร็จ กานต์เดินมาถอนตัวลงนั่งข้างนุ่น แล้วหยิบกล่องถ่ายรูปขึ้นมาเพื่อให้อีกฝ่ายเช็ครูป แต่สายตาไม่วายดันชำเลืองไปมองคนตัวเล็กเป็นระยะ จนนุ่นสังเกตเห็นและอดอมยิ้มตามไม่ได้
"รูปโอเคมั้ยครับคุณนุ่น "
"โอเคสิคะ ระดับคุณกานต์ "
"งั้นเดี๋ยวผมจะจัดการให้นะครับ "
"มีอะไรรึเปล่าน๊า เห็นแอบมองเพื่อนนุ่นนานแล้ว "
นุ่นหัวเราะคิกคักพลางอมยิ้มเล็กน้อย แล้วทำท่าเอ่ยแซวจนกานต์ถึงกับต้องขำออกมาเบาๆ
"ก็น่าสนใจดีนะครับ "
"พลับพลึงน่ะเหรอคะ "
"ใช่ครับ น่ารักดี "
"มันไม่มีแฟนมานานแล้วนะคะ .."
"...."
"รายนี้น่ะไม่ชอบคนเจ้าชู้ค่ะ ไม่รู้ว่าฝังใจอะไรมาน่ะค่ะ นุ่นก็ไม่ค่อยรู้อะไรหรอกค่ะ ก็อย่างที่เห็นน่ะค่ะว่ามันไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ วันนี้น่ะนานมากเลยนะคะกว่านุ่นจะลากออกมาได้ "
"ไม่มีแฟนมานานแล้วงั้นเหรอครับ "
"ใช่ค่ะ เมื่อก่อนนุ่นเคยเห็นมันมีแฟนคนนึง คบกันได้เกือบสักพักใหญ่ พักหลังก็หายหน้าหายตาเลยค่ะ "
"....."
"ถ้าคุณกานต์ชอบก็อย่ารออะไรเลยค่ะ ขอแค่ไม่ทำร้ายเพื่อนนุ่นก็พอ นุ่นอยากให้มันเจอความรักดีๆ น่ะค่ะ "
กานต์ได้แต่ฟังสิ่งที่นุ่นพูดแล้วได้แต่สงสัย เขาไม่คิดว่าคนที่ดูน่ารักสดใสคนนึง จะเคยบอบช้ำมากมากขนาดนั้น
หลังจากจบงานตอนเย็นวันนั้น พลับพลึงที่กำลังจะขึ้นรถเมล์กลับอย่างทุกรอบ แต่นุ่นเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสดีๆที่กานต์จะได้ใกล้ชิดกับเพื่อนคน จึงเอ่ยปากขอให้กานต์ไปส่งอีกฝ่าย
"คุณกานต์ ฝากเพื่อนนุ่นไปด้วยคนได้มั้ยคะ "
"กูกลับเองได้ ไปกวนเขาทำไมวะ" คนตัวเล็กเบิกตาโพลงด้วยความตกใจเล็กน้อยก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆ กานต์ที่ยังคงตกใจไม่แพ้กันได้แต่อมยิ้มเล็กน้อยด้วยความเอ็นดูอีกฝ่าย
"ก็ดีเหมือนกันครับ นี่ก็ดึกแล้วด้วย.."
กานต์เอ่ยขึ้นพลางชำเลืองสายตาไปมองคนตัวเล็กที่ส่งสายตาดุมาทางเขาด้วยท่าทีทะเล้น
"ไม่รบกวนดีกว่าครับ "
"ไม่รบกวนเลยครับ ดึกๆแล้วอย่ากลับบ้านคนเดียวเลยนะครับ "
"งั้นนุ่นฝากเพื่อนด้วยนะคะ "
ไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไรต่อ นุ่นก็หายตัวเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว พลับพลึงได้แต่ถอนหายใจเล็กๆด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ แต่สุดท้ายก็ยอมจำใจไปกับอีกฝ่ายจนได้
กานต์แอบยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยที่ทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งที่เขาอยากให้เป็น บรรยากาศข้างในรถมีเสียงเพลงเปิดคลอเบาๆ มีเพียงคนตัวเล็กที่นั่งเบนหน้าไปทางกระจกรถพยายามที่จะหลบหน้าเขา
"บ้านอยู่ตรงไหนครับ "
"อยู่ซอยข้างหน้าครับ..แต่ขับเข้าไปลึกหน่อยครับ ส่งหน้าปากซอยก็ได้ครับ ผมจะเดินเข้าไปเอง"
"ไม่ทิ้งให้เดินเข้าไปคนเดียวหรอกนะครับ ไหนๆก็มาส่งแล้ว " กานต์แอบขำในลำคอเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีไม่ยอมหักไม่ยอมงอของอีกฝ่าย
"ขอบคุณครับ แต่ผมไม่อยากกวน"
"ไม่ชอบขี้หน้าพี่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ "
"เปล่าครับ "
"พี่แค่อยากรู้จักเรานะ ถ้าเราไม่อยากคุยก็ไม่เป็นไรเลยครับ "
"ไม่ใช่ไม่อยากคุยนะครับ แต่แค่ไม่ชอบสายตาแบบนั้น..มันดู .."พลับพลึงชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ที่เขากำลังจะต่อว่าอยู่ไม่ทันขาดคำอยู่ตรงหน้า ทำให้เขาต้องหันหน้าหนีเล็กน้อย
"ทำไมเหรอครับ "
"สายตาแบบที่กำลังทำอยู่ครับ มันเจ้าชู้ "
"ถ้าพลับพลึงไม่ชอบ พี่จะไม่ทำครับ "
"ทำไมถึงอยากรู้จักผมครับ "
"น่ารักดีครับ .."
"แค่นั้นเหรอครับ "
"ครับ แล้วถ้าเราจะต้องจีบใครสักคนมันต้องมีเหตุผลขนาดไหนกันเหรอครับ "
"..."
คำตอบเรียบง่ายที่ออกมาจากความรู้สึกด้านใน กลับทำให้คนตัวเล็กถึงกับชะงักได้แต่คิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ก็แอบอบอุ่นกับคำตอบของอีกฝ่ายไม่น้อย ถึงจะไม่ได้แสดงออกไป
"เวลาที่พลับพลึงชอบทำหน้างอแงใส่พี่ ก็น่ารักครับ..น่ารักมากกว่าเดิม "
พลับพลึงอยากจะเอามือเล็กๆทุบอีกฝ่ายให้หายหมั่นไส้นัก แต่ก็ทำได้แค่ทำปากงุ้ยๆไม่มีแม้แต่จะเถียงอะไรออกไป
ในระหว่างที่บรรยากาศในรถเริ่มเงียบ แต่ท้องของพลับพลึงกับร้องโครกครากขึ้นมาจนถึงกับต้องหลุบตาลงต่ำด้วยความอาย กานต์เลิกคิ้วเล็กน้อย พลางหัวเราะในลำคอเบาๆ ด้วยความเอ็นดูก่อนที่จะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
"หิวเหรอครับ "
"ก็นิดหน่อยครับ ยังไม่ได้กินข้าวเช้าน่ะ "
"หลังเบาะรถพี่มีแซนวิซอยู่เอาไปกินสิครับ "
"..."
พลับพลึงไม่พูดอะไรแต่เอื้อมมือไปหยิบแซนวิซมาเงียบๆ มือเล็กๆเอื้อมไปหยิบแซนวิซออกมาจากกล่องแล้วหันไปมองอีกฝ่าย แล้วเอ่ยเสียงพึมพำออกมาจากลำคอ
"กินมั้ยครับ "
"กินก่อนสิครับ พลับพลึงหิวหนิ "
"แค่อยากให้กินด้วยครับ พี่อุตส่าห์แบ่งแซนวิซให้ " พลับพลึงเอ่ยขึ้นแล้วยื่นแซนวิซให้ตรงหน้าอีกฝ่าย กานต์มองแซนวิซในมือด้วยความลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะก้มลงกินแซนวิซจากมืออีกฝ่ายทันที
"...."
"ก็พี่ขับรถอยู่หนิครับ ใช้มือไม่ได้นะ "
"ครับ.." พลับพลึงชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาเจ้าเล่ห์คู่นั้นก่อนที่จะก้มลงกินแซนวิซเงียบๆ เมื่อมาถึงบ้านพลับพลึงกำลังจะเดินลงมาจากรถ แต่กานต์กลับเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเอาไว้
"เดี๋ยวครับ "
"มีอะไรรึเปล่าครับ? "
"เดี๋ยวพี่เปิดประตูให้ครับ.." กานต์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพแล้วเดินลงไปเปิดประตูให้คนตัวเล็กเดินลงจากรถ มือหนาเอามือไปกันเอาไว้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหัวกระแทกชนรถถ้าเผลอเดินออกมาโดยไม่ระวัง
"เชิญครับ "
"ขอบคุณครับ "พลับพลึงมองกากระทำนั้นด้วยความแปลกใจ แต่ก็รู้สึกอุ่นใจไม่น้อย พลางเดินออกมาเงียบๆแล้วหลบตาอีกฝ่าย
"พี่ขอไลน์พลับพลึงจะได้มั้ยครับ "
"จะเอาไปทำอะไรครับ "
"อยากคุยด้วยครับ แต่ถ้าจะไม่ให้ก็ไม่เป็นไรนะ.."
ไม่ทันที่กานต์จะพูดจบเขาเห็นคนตัวเล็กยื่นคิวอาร์โค้ดให้เขาเงียบๆ กานต์ก้มลงมองคิวอาร์ในมือคนตัวเล็กด้วยความดีใจจนแทบจะกระโดดออกมาจึงยิ้มกว้าง
"พี่จะทักไปคุยนะครับ "
"กลับดีๆนะครับ "
ประโยคที่แสนเรียบง่ายแต่กลับทำให้หัวใจกานต์เต้นระรัว อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้รังเกียจเขาอย่างที่คิด
คืนนั้นพลับพลึงนอนพลิกตัวไปมาอยู่สักพักใหญ่เพราะฝันร้าย ก่อนที่จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนตีสาม กลับพบว่ามีข้อความจากอีกฝ่ายทักมาบอกฝันดี จึงเลิกคิ้วเล็กน้อย
"ฝันดีนะครับ "
พลับพลึงยกมือขึ้นปาดเหงื่อเล็กน้อยก่อนที่จะพิมพ์ตอบกลับไป
"เช่นกันครับ "
พลับพลึงไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะอ่านรึเปล่า จึงเก็บโทรศัพท์กำลังจะลุกไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นแต่กลับเห็นข้อความจากอีกฝ่ายตอบกลับมา
"ยังไม่นอนเหรอครับ "
"นอนไปแล้วครับ แต่สะดุ้งตื่นน่ะ "
"ฝันร้ายเหรอครับ "
"นิดหน่อยครับ "
"ให้อยู่เป็นเพื่อนมั้ยครับ "
"ไม่รบกวนดีกว่าครับ "
พลับพลึงพิมพ์ตอบกลับไปแบบนั้นถึงแม้ในใจจะกลัวมากแค่ไหนก็ตาม เพราะพ่อแม่ตนไปทำงานที่ต่างจังหวัด เวลาพลับพลึงชอบนอนฝันร้าย ใจเขาจะหวิวตลอด
"ตอนนี้พลับพลึงโอเคมั้ยครับ "
"ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ " พลับพลึงพิมพ์ตอบกลับไปตามความเป็นจริงก่อนที่จะเม้มปากเล็กน้อย
"รอพี่แป๊ปนะครับ "
"..."
พลับพลึงชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาโดยที่ไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อผ่านไปสักพักใหญ่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงกดกริ่งประตูหน้าบ้าน พลับพลึงกระพริบตาถี่ๆเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นอีกฝ่าย จึงได้แต่พึมพำกับตัวเองเบาๆ
"เขามาจริงๆเหรอวะ "
พลับพลึงกลืนน้ำลายลงคอช้าๆก่อนที่จะรีบเดินไปหน้าบ้านแล้วเปิดประตูให้อีกฝ่ายเข้ามา
"ผม..ไม่คิดว่าพี่จะมาน่ะ"
"ก็พลับพลึงบอกว่าฝันร้ายหนิครับ พี่จะปล่อยให้พลับพลึงอยู่คนเดียวได้ไงกัน "
"แต่มันไกลมากเลยไม่ใช่เหรอครับ ผมไม่อยากกวนครับ "
"ไม่กวนเลยครับ อย่าคิดมากไปเลยนะ "
"งั้นเข้ามาก่อนครับ "
กานต์พยักหน้าช้าๆก่อนที่จะเดินตามคนตัวเล็กไปด้านในทันที พลางถอนตัวลงนั่งโซฟาใกล้อีกฝ่ายแต่ยังคงรักษาระยะห่างเอาไว้พอสมควร
"อยู่คนเดียวเหรอครับ "
"ครับ พ่อแม่ไม่อยู่น่ะครับ "
"งั้นเดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อนนะ "
พลับพลึงพยักหน้าหงึกๆ ก่อนที่จะยืนดูดาวอยู่ที่ระเบียงพลางยิ้มบางๆ แล้วนั่นคงเป็นครั้งแรกที่กานต์ได้เห็นรอยยิ้มของคนข้างๆ มันยิ่งกลับทำให้เขาตกหลุมรักมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ รอยยิ้มนั้นกลับทำให้เขาเผลอยิ้มตามออกมาเสียด้วยซ้ำ
"อารมณ์ดีแล้วสินะครับ "
"นิดหน่อยครับ ดาวสวยน่ะ "พลับพลึงเอ่ยขึ้นอย่างลืมตัวพลางใช้นิ้วชี้วาดรูปดาวบนท้องฟ้าแล้วเอ่ยออกมาเสียงเรียบๆ
"อธิษฐานได้นะครับ เขาบอกว่าจะสมหวังนะ "
"สมหวังทุกข้อที่ขอเลยมั้ยครับ "
"ก็คงงั้นครับ "
"งั้นพี่ต้องขอดูบ้างแล้วครับ " กานต์เอ่ยขึ้นเสียงนุ่มพลางหลับตาลงแล้วพึมพำเล็กน้อยราวกับอธิษฐานบางสิ่ง พลับพลึงหันไปมองคนตัวสูงก่อนที่จะแอบขำเบาๆไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น
"ดูจริงจังนะครับเนี่ย "
"ก็ต้องจริงจังสิครับ พรข้อนี้พี่ขอเผื่อพลับพลึงจะสนใจพี่บ้าง "
"กลัวผมจะไม่สนใจจนต้องขอพึ่งพรจากดวงดาวเลยเหรอครับ "
"ถ้าน้องพลับพลึงไม่สนใจพี่..พี่คงขาดใจแน่เลยครับ " ทำตากกระพริบๆเหมือนหมาหูตก
"เว่อร์แล้วครับ "
"พี่พูดจริงๆนะ แล้วนี่จะไปนอนเลยมั้ยครับ "
"อือ ก็ได้ครับ " พลับพลึงพยักหน้าเบาๆก่อนที่จะเดินไปล้มตัวลงนอนในห้อง มารู้อีกทีก็เผลอผล็อยหลับไปซะแล้ว กานต์ที่นั่งมองอยู่ไม่ไกลกลับลุกไปหยิบผ้าห่มผืนหนามาคลุมให้คนตัวเล็ก ก่อนที่จะถอนตัวลงนั่งข้างๆ นั่งมองใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นด้วยรอยยิ้ม ได้แต่นั่งคิดในใจว่าเมื่อไหร่กันนะ ที่เขาจะได้เป็นเจ้าของรอยยิ้มนี้ แต่ถึงจะนานแค่ไหนเขาก็ยังคงรออยู่ดี
หลังจากวันนั้นผ่านไปจนกระทั่งอาทิตย์นึง วันนี้พลับพลึงเพิ่งพักเที่ยงหลังจากที่มีเคสคนไข้มาทั้งวัน พลับพลึงถอดเสื้อกาวน์ออกก่อนที่จะรีบคว้ากุญแจรถขับรถไปบ้านช่วงนั้นทันทีเพราะมีนัดทำคุยธุระกับพ่อในช่วงเที่ยง
"พลับพลึง ใกล้ถึงยังลูก.."
"กำลังไปครับพ่อ" พลับพลึงเอ่ยขึ้นเสียงใสในขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์กับผู้เป็นพ่อ ก่อนที่จะกดวางสายไปเมื่อกำลังเลี้ยวรถเข้าบ้าน
พลับพลึงเดินลงจากรถด้วยท่าทีเร่งรีบก่อนที่จะพุ่งเข้าไปกอดพ่ออย่างที่เคยทำ
"พ่อครับ รอนานมั้ย "
"ไม่นานเลยลูก " ผู้เป็นพ่อลูบหัวพลับพลึงเบาๆอย่างทุกทีด้วยความเอ็นดู
"พ่อมีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ วันนี้ถึงให้ผมกลับมาที่บ้าน "
"มีธุระนิดหน่อยน่ะลูก เรื่องสำคัญ"
"เรื่องสำคัญมากเลยเหรอครับ "
"เอาล่ะ เดี๋ยวเราไปกินข้าวก่อนไปแล้วค่อยมาคุยกันนะ "
"ครับพ่อ "
พลับพลึงพยักหน้าช้าๆก่อนที่จะเดินไปกินข้าวในครัว บ้านของพลับพลึงบรรยากาศค่อนข้างดีแต่เป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยไม้ประดับ มีสวนหย่อมอากาศจึงค่อนข้างดีทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน
แม่ของพลับพลึงเสียไปตั้งแต่เขายังเด็ก แต่เขาโตมาอย่างดีจากการเลี้ยงดูของผู้เป็นพ่อ เขาจึงเป็นเด็กที่สดใสอย่างที่ทุกคนรู้จัก กับข้าววันนี้ยังคงเป็นเช่นเคย น้ำพริกปลาทู ไข่เจียว อาหารง่ายๆที่ผู้เป็นพ่อทำให้กินตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก พ่อของเขาทำอาหารอร่อยที่สุดเท่าที่เขาจำความได้
ไม่ว่าเขาจะอยากได้อะไร พ่อเขาจะสนับสนุนแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะอยากเรียนอะไร อยากไปเที่ยวที่ไหน เคยลองผิดลองถูกตั้งหลายครั้ง ทุกครั้งที่เสียใจก็จะมีพ่อให้คอยกลับมากอดอยู่เสมอ
หลังจากกินข้าวเสร็จพลับพลึงจึงออกมานั่งรอแขกในห้องกับพ่อ ได้แต่ชะเง้อมองด้วยความสงสัยว่าแขกที่จะพบคือใครกัน
"เดี๋ยวสักพักก็คงมากันแล้วล่ะ "
"ใครเหรอครับพ่อ "
"เดี๋ยวลูกก็รู้นะ "
พลับพลึงไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปมาก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของผู้มาเยือนกลับทำให้พลับพลึงชะงักไปชั่วครู่
"พี่กานต์.."
"...น้องพลับพลึง "
"อ้าวรู้จักกันแล้วเหรอลูก ดีเลยๆ พี่กานต์ลูกเพื่อนสนิทพ่อเอง "
"ค..ครับพี่กานต์ "
"ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้องพลับพลึง "
พลับพลึงไม่ได้เอ่ยตอบอะไรออกไป พลับพลึงนั่งฟังผู้ใหญ่พูดกันสักพักก่อนที่จะมีประโยคนึงที่เอ่ยออกมา กลับทำให้พลับพลึงเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
"อาว่าจะให้เราทั้งคู่แต่งงานกันนะ"
"...จะแต่งได้ยังไงล่ะครับ พลับพลึงกับพี่กานต์ไม่ได้รักกันนะครับ "
พลับพลึงแย้งทันทีท่ามกลางความตกใจของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่กานต์เอง แต่ด้วยความที่เขาชอบพอพลับพลึงอยู่แล้ว จึงไม่ได้คิดอะไรนัก
"ผมยินดีที่จะแต่งงานกับน้องพลับพลึงครับ "
"แต่พลับพลึงไม่แต่งนะครับ "
พลับพลึงลุกขึ้นพรวดด้วยความไม่พอใจเท่าไหร่นักก่อนที่ทำท่าจะหันหลังเดินเข้าไปในบ้าน
"ไม่รู้จักกันดีด้วยซ้ำ จะแต่งกันได้ไงครับ "