Se connecter19:15 น.
ณ โรงพยาบาล หลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่ แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่ สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงา เงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัด เมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือ ภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบนร่างบางซึ่งนอนหลับใหลอยู่ในชุดผู้ป่วยสีซีด เธอเดินเข้าไปใกล้ ๆ วางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะเล็กข้างหัวเตียงอย่างระมัดระวัง หยุดยืนมองใบหน้าของคนบนเตียงนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย สาวเจ้าดูมีผิวพรรณที่ขาวอมชมพูดูมีชีวิตชีวาน่ามองแม้อยู่ในสภาพที่อ่อนแรง ริมฝีปากรูปกระจับและแนวจมูกโด่งที่รับกับโครงหน้าหวาน ทำให้หัวใจที่แข็งกร้าวมาตลอดวันพลันอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มบางจึงหลุดออกมาอย่างเผลอไผลขณะที่ความรู้สึกผิดในใจยังไม่ถ่วงเอาไว้ไม่ลดน้อยลง จังหวะเดียวกันนั้นเองเปลือกตาของชนากานต์ขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างงัวเงีย สายตาพร่ามัวในตอนแรกค่อย ๆ ปรับชัดและหยุดนิ่งเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง “คุณหนู” เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกมาพร้อมลมหายใจอ่อนแรง ปภาวีเม้มริมฝีปากแน่นชั่วครู่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามกดทับความกระด้างในตัวเองลง แล้วเอ่ยออกมาในน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าที่เคยเป็น “เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง” ชนากานต์กระพริบตาช้า ๆ อย่างคนเพิ่งตื่นเต็มที่ สายตายังติดความงุนงงเมื่อมองอีกฝ่ายราวกับไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็นความจริงหรือภาพฝัน ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ “ก็ ... ดีขึ้นบ้างแล้วค่ะ” “ฉันขอโทษ” ประโยคสั้น ๆ ที่หลุดออกจากปากปภาวีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาบรรกาศเย็นขึ้นทันตา เปลือกตาของชนากานต์ก็กระพริบถี่คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ว่าจะได้ยินคำ ๆ นี้จากปากของผู้หญิงคนนี้ ทั้งที่ก่อนหน้าอีกฝ่ายยังโกรธราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเธออยู่แท้ ๆ “เรื่องเมื่อเช้า ฉันขอโทษเธอจริง ๆ” คำย้ำชัดนั้นทำให้คนอายุน้อยกว่าชะงักไป ดวงตากลมยังคงจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งงัน ไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ความเงียบที่เกิดขึ้นกลับยิ่งทำให้ปภาวีรู้สึกว้าวุ่นมากขึ้นทุกขณะ ตาคมหลุบต่ำลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ทำไมเธอไม่บอกฉัน ว่าเพื่อนเธอไม่ได้ชอบผู้หญิง” คำถามนั้นทำให้ชนากานต์เริ่มปะติดปะต่อบางอย่างได้ในทันที ฟังดูเหมือนอีกฝ่ายอาจไปรับรู้หรือเห็นอะไรบางอย่างมาจึงเข้าใจในความสัมพันธ์ของเธอกับณัฐนนท์ที่บอกไปในตอนแรก แต่ทว่าเธอไม่ได้คิดจะซักถามต่อให้ลึกไปกว่านั้น เพียงแค่อีกฝ่ายรู้ความจริงว่าเธอกับเพื่อนชายไม่ได้เป็นอะไรกันอย่างที่เขาเคยเข้าใจผิด เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว “เธอจะไม่ยกโทษให้ฉันก็ได้นะ ฉันเข้าใจ แต่ที่ฉันทำไปก็เพราะ” “เพราะอะไรคะ” ชนากานต์ถามกลับทันควัน น้ำเสียงไม่ได้คาดคั้นแต่ก็ไม่ได้เปิดทางให้หลบเลี่ยง ทำให้ด้านเจ้าของประโยคยืนนิ่งชะงักพร้อมแววตาสับสนวูบผ่านอย่างชัดเจน ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะเผลอพูดบางอย่างที่ไม่ควรพูดออกไป “เอ่อ ... เอาเป็นว่าฉันขอโทษก็แล้วกัน ที่ทำให้เธอเจ็บตัว” ปภาวีพูดรียพูดปัดเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าได้หลุด .. ขณะเอื้อมมือไปหยิบช่อทิวลิปสีชมพูที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะยื่นส่งไปให้คนบนเตียง “ฉันให้...” ชนากานต์มองช่อดอกไม้ในมืออีกฝ่ายอย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาแล้วเอ่ยถาม “ให้ฉันเหรอคะ?” “อืม รับไปสิ” คนป่วยขยับตัวขึ้นเล็กน้อย พิงหลังกับพนักเตียงแล้วเอื้อมมือไปรับช่อดอกไม้จากอีกฝ่ายอย่างระวัง ปลายนิ้วสัมผัสกับกระดาษห่อเนื้อนุ่ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกทิวลิปลอยแตะปลายจมูกเบา ๆ มือข้างที่ถือช่อดอกไม้กระชับแน่นขึ้น ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเจ้าของช่อดอกไม้อีกครั้ง “ขอบคุณนะคะ” น้ำเสียงอ่อนโยนกับรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าคนรับทำให้ปภาวีนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะค่อย ๆ อ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน จนกระทั่งเวลาเดินหน้าไปสักพัก ชนากานต์ที่ดึงตัวเองออกมาจากภวังค์นั้นได้จึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่กำลังครอบคลุมอยู่ทุกมุมห้อง “เอ่อ...คุณหนูจะกลับเลยหรือเปล่าคะ” “...” “คุณหนูคะ ได้ยินฉันไหมคะ?” ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ชนากานต์เริ่มรู้สึกร้อนใจ จึงเอื้อมมือออกไปแตะแขนของอีกฝ่าย พร้อมเขย่าเบา ๆ เพื่อเรียกสติ ในวินาทีนั้นเอง ปภาวีเริ่มมีสติกลับคืนมา แต่ร่างกายที่อ่อนล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้เธอเซถอยหลัง แต่โชคดีที่ชนากานต์สังเกตอาการผิดปกติไว้ตั้งแต่แรก จึงสามารถคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน แต่ด้วยแรงที่กระชากค่อนข้างแรง ทำให้ร่างสูงเสียหลักล้มลงทับร่างของคนบนเตียงอย่างไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของคนทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงแค่แผ่นกระดาษบาง ๆ คั่นเอาไว้ ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้รับอุ่นไอจากลมหายใจอุ่น ๆ ของกันและกัน ในความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ปลายจมูกซุกซนคนอายุมากกว่า ไล้สัมผัสสูดดมกลิ่มหอมจาง ๆ จากเส้นผมของคนน้องอย่างเอาแต่ใจ จากนั้นจึงเคลื่อนใบหน้าลงมาสบตาช้า ๆ ชนากานต์เห็นความอ่อนแอในดวงตาของคนด้านบนที่ฉายชัดออกมาจนใจดวงน้อยรู้สึกวูบไหวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ขณะที่ปภาวีก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ในสายตาคู่นั้นของคนใต้ล่าง เวลาหยุดนิ่งอยู่กับที่นานหลายนาที ทุกอย่างเดินช้าลงทว่าหัวใจของทั้งคู่กลับเต้นแรงขึ้นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แผ่ซ่านทั่วทั้งร่างกาย จนกระทั่ง... “คุณไหวไหมคะ”ชนากานต์เอ่ยถามเสียงแผ่ว พร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ปภาวีไม่ได้ตอบในทันที เพียงแค่พยักหน้าช้า ๆ ดวงตาที่เคยมืดหม่นเริ่มมีแสงบางอย่างส่องสะท้อนขึ้นมาทีละน้อย เธอหลุบตามองต่ำลง สายตาไล่ไปยังริมฝีปากบางของคนใต้ร่างที่เผยอขึ้นน้อย ๆ จากการหอบหายใจจากความตกใจเมื่อครู่ แม้สีจะซีดตามสภาพร่างกายของคนป่วย แต่กลับมีเสน่ห์บางอย่างดึงดูดจนเธอไม่อาจละสายตาได้สักวินาที ปภาวีค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงอย่างช้า ๆ ให้จังหวะลมหายใจประสานกันทีละนิด ขณะที่ปลายนิ้วเรียวกำลังลูบไล้เบา ๆ ข้างแก้มเนียนของชนากานต์ เพื่อเป็นการขออนุญาต ชนากานต์ไม่ได้ปฏิเสธหรือผละหนีสัมผัสนั้น ใบหน้าเธอนิ่งงัน มีเพียงดวงตาที่เบิกขึ้นเพราะใบหน้าที่เคลื่อนลงมาใกล้มากขึ้นทุกที จนในที่สุด... ริมฝีปากของทั้งสองก็แตะกันอย่างแผ่วเบา สัมผัสแรกเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ แต่เมื่อปลายจมูกแนบชิดมากขึ้นและลมหายใจเริ่มประสานไปในทิศทางเดียวกัน ริมฝีปากขยับเบา ๆ คล้ายต้องการลิ้มรสความรู้สึกของกันและกันให้มากขึ้น ปภาวีค่อย ๆ ละริมฝีปากออก ก่อนจะกดกลับลงไปใหม่อีกครั้งในตำแหน่งเดิม คราวนี้ไม่เพียงแค่แตะสัมผัสกันเหมือนครั้งแรก หากแต่ลิ้นร้อนของคนด้านบนค่อย ๆ เล็มเลียไปตามริมฝีบางอย่างชอบใจ ในที่สุดก็เผยอออกอีกครั้งต้อนรับลิ้นร้อนให้เข้าไปกวาดชิมความหวานที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน “...อื้อ” ชนากานต์หลับตาพริ้มรับสัมผัสนั้นด้วยความเต็มใจ ปล่อยให้ความรู้สึกไหลผ่านโดยไม่ขัดขืน ความอ่อนโยนของปภาวีซึมลึกเข้ามาในใจเธออย่างไม่รู้ตัว ริมฝีปากยังคงสัมผัสกันอยู่แบบนั้นเนิ่นนาน จนกระทั่ง... หยดน้ำอุ่นบางอย่าง...ตกกระทบลงบนแก้มของเธอโดยไม่ทันตั้งตัว ชนากานต์สะดุ้งเล็กน้อย เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วขยับศีรษะให้ริมฝีปากของเธอและเขาผละออกจากกันอย่างแผ่วเบา แล้วจึงค่อย ๆ ดันไหล่ของปภาวีขึ้นเพียงนิด เพื่อให้มองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัดขึ้น สายตาไล่มองใบหน้าของคนด้านบนอย่างรวดเร็ว หางตาและแก้มยังคงแห้งสนิท ไม่มีร่องรอยของหยดน้ำตาอย่างที่เธอคาดไว้ ทว่า... คราบบางอย่างสีแดงสดกำลังค่อย ๆ ไหลซึมจากปลายจมูกของปภาวีลงมาตามร่องเหนือริมฝีปาก ก่อนจะหยดแหมะที่สองลงบนปลายคางของเธอเอง “...เลือด...คุณ! เลือดกำดาวไหล!”” เสียงของชนากานต์เปล่งออกมาเบา ๆ แต่ชัดเจนพอจะทำให้คนด้านบนชะงัก ปภาวีชะงักไปในทันที ดวงตาคมกระพริบถี่เพื่อเรียกสติ แล้วจึงยกหลังมือขึ้นแตะปลายจมูกตัวเองอย่างงุนงง ก่อนจะเห็นหยดเลือดซึมเปื้อนติดผิวมือของตัวเอง เธอไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่ค่อย ๆ ดันตัวเองขึ้นจากร่างของคนด้านล่างอย่างระมัดระวัง พร้อมถอนหายใจเบา ๆ กับความรู้สึกมึนงงที่ยังหลงเหลืออยู่ ชนากานต์เองก็รีบยันตัวขึ้นนั่ง มือทั้งสองข้างยังจับแขนปภาวีไว้แน่นเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะล้มลงไปอีก “อย่าเพิ่งขยับสิคะ เดี๋ยวก็วูบไปอีกหรอกค่ะ” เสียงหวานดุเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง ก่อนขยับตัวไปอีกด้านเล็กน้อยเพื่อให้มีพื้นที่มากพอ แล้วจึงค่อย ๆ ดึงร่างสูงให้นั่งลงบนเตียงข้างกันอย่างช้า ๆ โดยที่มือทั้งสองยังประคองแขนของอีกฝ่ายไว้ไม่ยอมปล่อย... “เธอจะทำอะไร” “นั่งนิ่ง ๆ เลยค่ะ อย่าดื้อด้วย” จบประโยคนั้นปภาวีจำต้องนั่งเงียบ ๆ ตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชนากานต์เห็นดังนั้นจึงยิ้มมุมปาก และหันไปคว้ากล่องทิชชู่จากโต๊ะข้างหัวเตียง แล้วดึงแผ่นบางออกมาสามแผ่น จากนั้นเธอจึงค่อย ๆ ยื่นมือไปซับเลือดที่ยังคงไหลซึมออกมาจากปลายจมูกของอีกฝ่ายด้วยความระมัดระวัง “ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก” เสียงเรียบติดห้วนเอ่ยออกมาโดยไม่แม้แต่จะสบตา ปภาวีขยับหน้าหนีเล็กน้อย ขณะที่ชนากานต์ยังคงก้มหน้าก้มตาซับเลือดตรงปลายจมูกให้อย่างเบามือ ด้วยความอ่อนโยนเพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บ “คุณอย่าดื้อได้ไหมคะ ก็เห็นอยู่ว่าเลือดกำเดาไหล” “ฉันไม่ได้ดื้อ เธอนั่นแหละที่ดื้อ” แต่ชนากานต์ไม่ได้ใส่ใจกับคำกล่าวโทษนั้นเลยสักนิด เธอไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ปลายนิ้วยังคงซับเลือดตรงปลายจมูกให้อีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น เพราะสิ่งเดียวที่สำคัญในตอนนี้ก็คืออาการป่วยของคนตรงหน้า สำหรับเธอแล้ว... ตั้งแต่วันแรกที่พบกัน ปภาวีเป็นคนที่ดูแข็งแรง มั่นคง ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่เคยแสดงอาการอ่อนแอให้เห็นเลยสักครั้ง แล้วทำไมวันนี้ถึงได้แสดงอาการแบบนี้ออกมา และแทนที่เธอจะโต้กลับ เธอกลับเลือกถามในสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจออกไปตรง ๆ “คุณไปทำอะไรมาคะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ปกติคุณก็ดูแข็งแรงดีนี่” “ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”ปภาวีตอบเสียงเรียบ พลางเบือนสายตาไปทางอื่น “เป็นแบบนี้มาตั้งนาน...หมายความว่าคุณก็รู้มาโดยตลอดน่ะเหรอคะว่าตัวเองเป็นแบบนี้” “อืม...ใช่ มันอาจจะเป็นเพราะฉันพักผ่อนไม่เพียงพอด้วยละมั้ง แต่ก็ช่างมันเถอะ ได้นอนพักสักพักมันก็คงจะดีขึ้น” “ช่างมันไม่ได้หรอกนะคะ การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ คุณควรจะรักตัวเองบ้าง อย่าหักโหมกับงานมากจนเกินไป จนทำให้ร่างกายของตัวเองแย่ลงแบบนี้” ปภาวีเงียบไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากเม้มแน่นเพราะไม่รู้จะตอบกลับยังไง เธอไม่ได้ชินกับความห่วงใยหรือการใส่ใจแบบนี้มาก่อน ไม่แม้แต่กระทั่ง อลิซ ที่เป็นแฟนเก่า สุดท้ายจึงแค่ตอบกลับไปเรียบ ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยเพราะไม่รู้จะรับมือกับความรู้สึกนี้ยังไง “เธอสอนฉัน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็นอนอยู่โรงพยาบาลเนี่ยนะ” “ที่ฉันป่วยก็เพราะคุณ” “เพราะฉัน?” “เพราะว่าวันนั้น...วันที่ฉันตามคุณออกไปตรงสระน้ำ ฉันโดนยุงกัด ซ้ำยังโดนคุณด่าเข้าให้อีก” คำพูดนั้นทำให้ปภาวีเงียบไปครู่หนึ่ง ในหัวเริ่มไล่เรียงความทรงจำช่วงเย็นวันนั้นบริเวณสวนข้างบ้านที่มีสระน้ำอยู่ใกล้ ๆ ต้นไทรเก่า เป็นจุดที่เธอชอบไปนั่งเงียบ ๆ คนเดียว ...และใช่ ตรงนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้ พื้นดินชื้น และน้ำขังบางส่วนจากการรดน้ำสวน และแน่นอนว่ามันเหมาะแก่การเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงชั้นดี แม้สายลมเย็น ๆ จะพัดผ่านตลอดเวลา แต่ทว่าก็ไม่อาจช่วยไล่พวกสัตว์มีพิษเหล่านั้นไปได้เลย ปภาวีระบายลมหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาลง “เธอทำตัวเอง ฉันไม่ได้ใช้ให้เธอตามฉันไปซะหน่อย” “ใช่ค่ะ คุณไม่ได้ใช้ฉันตามออกไป แต่ที่ฉันออกไปก็เพราะว่าฉัน...เป็นห่วงคุณ” ประโยคเมื่อคู่ทำให้ใบหน้าของนางพญาขึ้นสีแดงและเรื่อ ปภาวีเม้มปากแน่นพยายามไม่แสดงอาการใดๆออกมาก่อนที่จะเบื่อหน้าหนีเล็กน้อยแล้วพูดกลบด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเดิม “เอ่อนี่ก็ดึกมากแล้ว เธอควรจะนอนพักผ่อนได้แล้ว ไม่ใช่มาพูดอะไรไร้สาระแบบนี้” “ความเป็นห่วงของฉัน มันคงจะไร้สาระสำหรับคุณมากสินะคะ” คำพูดนั้นทำเอาบรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ชนากานต์นิ่งไปกับคำว่า ไร้สาระ สายตาเธอค่อย ๆ หลุบต่ำ ก่อนจะคลายมือที่จับแขนของอีกฝ่ายออกอย่างเงียบงัน แล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง ในใจดวงน้อยเต็มไปด้วยคำถาม…ว่าทำไมความเป็นห่วงของเธอ ถึงกลายเป็นเรื่องที่ดูน่ารำคาญในสายตาอีกคนไปได้ ปภาวีเห็นอาการของหญิงสาวข้างกายก็ชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นวูบไหวด้วยความรู้สึกผิดที่ก่อตัวขึ้นในใจ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคำพูดของตัวเองเมื่อครู่อาจฟังดูรุนแรงจนเกินไป ใจจริง เธอไม่ได้ตั้งใจให้มันฟังดูแย่ขนาดนั้น เธอก็แค่อยากให้คนตรงหน้าได้พักผ่อน ไม่ต้องมานั่งห่วงใครในสภาพที่ตัวเองยังไม่หายดีแบบนี้ “คือฉัน...ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ฉันแค่อยากให้เธอนอนพักผ่อน จะได้หายเร็ว ๆ” “...” “นี่เธอ! ฉันพูดกับเธออยู่นะได้ยินไหม” “...” “อืม งั้นก็นอนได้แล้ว”ปภาวีพูดเสียงเรียบ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดในที “อืม…งั้นก็นอนได้แล้ว” เธอว่าแค่นั้นก่อนจะขยับตัวลุกจากเตียง และในจังหวะเดียวกันกับที่เธอลุก ชนากานต์ก็ค่อย ๆ ล้มตัวลงนอนตามคำบอก แต่ก็ยังไม่หันหน้ากลับมา ปภาวีก้มมองแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเล็กด้วยความรู้สึกเจ็บแปล๊บในใจ ทั้งที่ควรโล่งใจที่อีกฝ่ายเชื่อฟังและยอมพักผ่อน แต่ทำไมความเงียบนั้นถึงเหมือนกำแพงบางอย่างที่เธอไม่เคยตั้งใจสร้างขึ้น …สุดท้าย เธอก็โน้มตัวลงอย่างเงียบ ๆ ดึงผ้าห่มขึ้นให้เล็กน้อยเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายอาจจะหนาวได้ในตอนดึก แต่การกระทำเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้หญิงสาวบนเตียงหันกลับมาสนใจอึกได้เลย ความอึดอัดที่กัดกินในอกก็ยิ่งแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย...เธอก็เอ่ยขึ้นในที่สุด “…ฉันขอโทษ” เสียงของปภาวีดังแผ่วในความเงียบ แต่หนักแน่นพอให้ความรู้สึกทั้งหมดแทรกซึมออกมา เธอเม้มปากอย่างประหม่า ก่อนจะพูดต่ออีกครั้งด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอรู้สึกไม่ดี…เธอเองก็อย่าทำแบบนี้สิ” “ฉันทำอะไรคะ” เสียงตอบกลับนุ่มเบา และเธอก็ยังไม่หันกลับไปมองแล้วคำถามที่ได้ถามออกไปนั้น…ไม่ใช่เพราะแค่ต้องการรู้ว่าเธอทำอะไรผิด แต่เพราะคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อครู่ มันฟังดูเหมือนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของเธอ ทั้งที่สิ่งเดียวที่เธอทำ...ก็แค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง “เธออย่าเงียบ แล้วก็...อย่าทำตัวเฉยชาใส่ฉันแบบนี้ ฉันไม่ชอบ” “ถ้าคุณไม่ชอบ คุณไม่อยากให้ฉันทำ คุณก็อย่าทำแบบนั้นใส่ฉันเหมือนกันสิคะ” ชนากานต์พูดพร้อมกับค่อย ๆ พลิกตัวกลับมา สบตากับคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง ดวงตาของเธอไม่ได้แข็งกร้าว หากแต่มีแววตัดพ้อปนคาดหวังซ่อนอยู่เงียบ ๆ ในแววตา “อืม ฉันจะพยายามก็แล้วกัน เธอนอนได้แล้ว...ฝันดี” “พูดเพราะ ๆ สิคะ ฉันอยากให้คุณพูดดี ๆ กับฉันบ้าง” “ทำไมจะต้องทำตามที่เธอบอกด้วยไม่ทราบ อย่าลืมสิเธอกับฉันไม่ได้เป็นอะไรกัน” คำพูดนั้นเหมือนคมมีดเล็ก ๆ ที่แทงซ้ำลงไปในใจชนากานต์อีกครั้งฝีมือของคนคนเดิม เธอนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่แววตาเริ่มเศร้าจาง ๆ แล้วเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว “ฉันรู้ค่ะว่าเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน ฝันดีนะคะ”ว่าแล้วเธอก็พลิกตัวกลับไปอีกด้าน หันหลังให้ผู้หญิงใจร้ายตรงหน้า ไม่ใช่เพราะโกรธ...แต่เพราะไม่อยากให้เขาเห็นแววตาเจ็บช้ำที่กำลังปิดไม่มิด ปภาวียืนนิ่งอยู่กับที่ อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องกลืนมันกลับลงไป เมื่อเพิ่งนึกได้ว่าคำพูดของตัวเองเมื่อครู่...มันแรงเกินไปอีกแล้ว ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นนิดหน่อย ก่อนจะขยับช้า ๆ อย่างลังเล และในที่สุด...ก็ยอมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าทุกครั้ง “…ก็ได้ ๆ ฝะ…ฝันดีนะคะ” แม้จะไม่ได้หันกลับมา แต่มุมปากของชนากานต์ก็ยกขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยหม่นเศร้าในตอนแรกเริ่มอบอุ่นขึ้นนิด ๆ กับคำขอโทษประหลาด ๆ ที่คนพูดเองยังฟังแล้วเขิน และแน่นอน...ปภาวีรู้สึกได้ เธอเม้มปากเบา ๆ แอบก้มหน้าอย่างคนที่กำลังไม่รู้จะวางตัวอย่างไรต่อดี หัวใจที่ไม่ค่อยได้รู้จักกับคำว่าห่วงใย เริ่มเต้นผิดจังหวะเพียงเพราะรอยยิ้มเล็ก ๆ ของผู้หญิงที่รู้สึกไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเจอ “ยัยเด็กบ้า!” ปภาวีบ่นพึมพำกับตัวเองในลำคอ ก่อนจะเบือนสายตาหนีแล้วเดินกลับไปยังโซฟาข้างเตียงด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ขยับตัวนิดหน่อยก็ไม่เข้าที่ เหยียดขาก็ไม่ถนัด จะนอนก็ไม่กล้า สุดท้ายเธอจึงได้แต่นั่งพิงพนักอย่างเก้ ๆ กัง ๆ มือหนึ่งยกขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองอย่างประหม่า สายตาเหลือบมองเตียงตรงหน้าอีกครั้ง ทั้งที่ไม่เห็นใบหน้า ก็สามารถเดาได้ไม่ยากว่า...อีกฝ่ายคงยังไม่หลับ มุมปากสวยของเธอยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว หัวใจที่เคยชินกับความว่างเปล่าค่อย ๆ อุ่นขึ้นช้า ๆ เมื่อถูกเติมเต็มจากคนคนหนึ่งที่เข้ามาทำให้หวั่นไหว …แม้วันนี้เธอยังไม่พร้อมจะยอมรับความรู้สึกนั้นออกมาตรง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอยังคงมั่นใจก็คือต่อจากนี้ เธอไม่อาจหลีกหนีเด็กคนนี้ได้พ้นแล้วจริง ๆ19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม
นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปก
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตา
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อ
หนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมืองเสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพ







