LOGIN“ว่าอะไรเหรอคะป้า?”
“เปล่าหรอกไม่มีอะไร เอาเป็นว่าพรีนอยู่ห่างจากคุณหนูไว้น่ะดีที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้คุณหนูจริง ๆ พรีนก็จะต้องเว้นระยะห่าง อย่าเข้าใกล้จนเกินไป เข้าใจที่ป้าพูดไหม?” “ทำไมละคะ ทำไมพรีนถึงอยู่ใกล้คุณหนูไม่ได้” เธอถามด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเธอไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมป้าต้องกำชับหนักแน่นขนาดนั้น คุณหนูเองก็เป็นผู้หญิงเช่นเดียวกันกับเธอ ไม่ได้มีอะไรน่าหวาดกลัวเลยสักนิด ยิ่งเมื่อคืนได้รู้ว่าอีกต้องทนทุกข์ทรมานใจอยู่กับความสูญเสียที่ไม่อาจลบเลือนได้ยิ่งทำให้หัวใจเธออ่อนยวบลงอย่างไม่รู้ตัว เธอไม่ได้รู้สึกอยากถอยห่าง ตรงกันข้ามเธอกลับอยากเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ อยากดูแลและอยากเป็นคนหนึ่งที่ช่วยให้เขากลับมาสดใสได้อีกครั้ง “เชื่อป้าเถอะพรีน ป้าว่าพรีนรีบไปเก็บของให้เรียบแล้วออกไปช่วยงานป้าที่บ้านใหญ่ดีกว่านะ เดี๋ยวป้าจะเดินนำไปก่อนแล้วกัน” พูดจบน้อยก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป เพราะรู้ดีว่าหากยืนอยู่ต่ออาจจะต้องตอบคำถามมากกว่านี้ ซึ่งคำตอบบางคำตอบนั้นมันก็ยังไม่ถึงเวลาที่ควรเอ่ยออกมา ส่วนด้านชนากานต์ก็ทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังของป้าด้วยความสงสัยที่ถาโถมเข้ามาในใจ ป้าน้อยกำลังสื่อถึงอะไรกันแน่? ทำไมต้องย้ำนักย้ำหนาว่าให้อยู่ห่าง ๆ จากคุณหนู ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติ ถ้าตัดเรื่องความปากร้ายออกไปอีกฝ่ายก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรมากมายขนาดนั้น คำถามมากมายผุดขึ้นมาไม่ขาดสายแต่สุ่มเดาไปก็คงจะเสียเวลาเปล่า สุดท้ายเธอจึงทำได้เพียงเก็บมันเอาไว้เงียบ ๆ ปล่อยให้ความค้างคาเกาะกินอยู่ในใจ รอหาโอกาสและจังหวะที่เหมาะ เพื่อที่สักวันเธอจะต้องรู้ให้ได้ว่าผู้เป็นป้าปิดบังเรื่ออะไรกับเธอกันแน่ ขณะเดียวกันปภาวีที่เดินออกจากบ้านมาก็ตรงขึ้นรถสปอร์ตคันหรูของตัวเองโดยที่อารมณ์นังคงเดือดพล่านไม่ทันจางหาย หลังถูกคุณหญิงรุจิราผู้เป็นแม่ต่อว่าไม่หยุด ซ้ำยังเข้าข้างคนที่เพิ่งพบหน้าอย่างชนากานต์ หลานสาวของคนใช้ “ฉันจะทำให้เธออยู่ไม่ได้ คอยดู” เสียงต่ำลอดไรฟัน ขากรรไกรขบกันแน่นจนเป็นสัน ความโกรธตีตื้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อภาพใบหน้าหวานของอีกฝ่ายผุดขึ้นในความคิด ปัง! ฝ่ามือกระแทกลงบนพวงมาลัยอย่างแรง ก่อนที่เครื่องยนต์จะถูกสตาร์ตและรถพุ่งทะยานออกจากบ้านทันที ประมาณสามสิบนาทีต่อมา รถสปอร์ตคันหรูก็เคลื่อนเข้าจอดในลาน VVIP ของคอนโดชื่อดังย่านสุขุมวิท ยังไม่ทันได้ดับเครื่อง เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ปภาวีเหลือบมองชื่อบนหน้าจอ ก่อนกดรับสายอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันกำลังจะขึ้นไป” เธอพูดเพียงเท่านั้น แล้วกดวางสายทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ซักถาม เธอไม่จำเป็นต้องรายงานชีวิตให้ใครฟัง มันน่ารำคาญและไร้สาระเป็นที่สุดเพราะสิ่งที่เธอต้องการก็คือ อิสระ ไม่มีการผูกมัด ไม่มีการครอบครอง ไม่มีสถานะ จะมีก็แค่ความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราวแบบ One-night stand เสร็จก็จบ จ่ายเงิน แล้วต่างคนต่างไปแม้บางคนจะเคยมากกว่านั้นก็ตาม “กว่าจะมาได้นะคะ อลิซรอคุณตั้งแต่เช้า คุณมัวทำอะไรอยู่คะ” น้ำเสียงไม่พอใจดังทันทีที่เปิดประตูห้องเปิดออก ปภาวีปรายตามองตามเสียงนั้นอย่างเย็นชา ถอดนาฬิกาออกวางบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะพูดตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ “ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน อย่าลืมสิอลิซว่าเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว” “ภัคคะ!” “อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉัน เพราะไม่อย่างนั้นเธอจะไม่ได้อะไรจากฉันเลยสักอย่างเดียว!” “ขะ ขอโทษค่ะ” “เจียมตัวไว้บ้างก็ดี” ถ้อยคำสั้น ๆ แต่หนักแน่นในทุกพยางค์ทำให้หัวใจของอลิซหดเกร็งโดยอัตโนมัติ ริมฝีปากบางเม้มแน่น ความกลัวและความอึดอัดแล่นวาบอยู่ในอก เธอไม่อยากทำให้ปภาวีโกรธมากไปกว่านี้ เพราะรู้ดีว่าหากอีกฝ่ายโกรธจนตัดขาดขึ้นมาจริง ๆ เธอคงไม่เหลืออะไรจากคนคนนี้อีกเลย แค่สถานะเพื่อนที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ในตอนนี้ แม้จะคลุมเครือและเย็นชาเพียงใด ก็นับว่ามีค่ามหาศาลสำหรับเธอ เพราะมันไม่ต่างอะไรจากด้ายเส้นสุดท้ายที่ต้องยึดไว้ให้แน่นที่สุดแม้จะบางเปราะและพร้อมจะขาดลงได้ทุกเมื่อก็ตาม “คุณใจเย็น ๆ ก่อนนะคะภัค เมื่อกี้อลิซไม่ได้ตั้ง-” “กลับไปได้ล่ะ” ปภาวีตัดบททันทีที่อลิซกำลังจะ้ “วันนี้เธอกลับไปได้ ฉันไม่มีอารมณ์” “แต่ว่า-” “นี่เงินของเธอรับไปซะ แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก!” ปภาวีล้วงเงินสดออกจากกระเป๋าสะพาย วางลงบนโต๊ะตรงหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับมันเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า อลิซมองเงินก้อนนั้นก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “คุณหมายความว่ายังไงคะ” “ก็หมายความว่าให้เธอไปให้พ้น ๆ หน้าฉันไง ออกไป!!” “ดะ เดี๋ยวสิคะ อลิซทำอะไรผิด ทำไมคุณต้องไล่อลิซด้วย” ปภาวีไม่ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะก้าวเข้าไปใกล้ ระยะห่างเหลือเพียงช่วงลมหายใจ สายตาคมกริบกดต่ำลงมองคนตรงหน้าอย่างเหนือกว่า “ไปให้พ้นหน้าฉัน” เสียงต่ำหนักชัดทุกถ้อยคำ “ถ้าฉันไม่เรียก อย่าเสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก”แรงกดดันจากสายตานั้นทำให้อากาศรอบตัวเหมือนหายไปชั่วขณะ อลิซกำมือแน่นอย่างหมดทางเลือก ความเจ็บแปลบแล่นวูบขึ้นในอกแต่ไม่สามารถคัดค้านอะไรได้ สุดท้ายจำต้องยอมถอยออกไปก่อนที่อะไร ๆ จะยิ่งแย่ลงไปกว่านี้ “ก็ได้ค่ะ อลิซไปก็ได้ แต่อลิซบอกไว้ก่อนเลยว่าอลิซไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แน่ คุณต้องเป็นของอลิซแค่คนเดียว” พูดจบร่างอรชรก็เดินกระทืบเท้าออกจากห้องไป ปล่อยให้คนที่ยังยืนอยู่ในห้องมองตามแผ่นหลังนั้นอย่างเหนื่อยใจ นานเท่าไหร่แล้วที่เธอต้องอยู่กับความสัมพันธ์แบบนี้ สลัดเท่าไรก็ไม่หลุด ตัดยังไงก็ไม่ขาด ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ กัดกินความรู้สึกทีละนิด จนท้ายที่สุดเธอก็ได้แต่ผ่อนลมหายใจยาว ระบายความอึดอัดที่คั่งค้างอยู่ในอกออกมาอย่างเงียบงัน จากนั้นจึงหมุนตัวเดินไปทางครัว เปิดตู้เย็นอย่างคุ้นชิน หยิบเบียร์กระป๋องหนึ่งออกมาก่อนจะทรุดตัวลงบนโซฟาเอนหลังพิงพนัก แล้วยกมันขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มช้า ๆ ราวกับให้ความเย็นของแอลกอฮอล์ช่วยกลบความวุ่นวายที่ยังค้างอยู่ในใจ อย่างที่เธอมักทำอยู่เป็นประจำเมื่อทุกอย่างมันวุ่นวายเกินจะควบคุม *** คืนวันเดียวกัน ปภาวีเดินโซซัดโซเซกลับเข้าบ้านด้วยอาการมึนเมา กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ติดอยู่บนร่างกายลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งโถงทางเดิน ร่างสูงเอนเอียงไปมาเกือบชนผนัง มือหนึ่งยกขึ้นพยุงตัวกับชั้นวางของข้างทางจนกรอบรูปสั่นคลอน เสียงกระทบกันดังแกรกเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบของบ้าน “ดื่มมาอีกแล้วเหรอภัค” ก่อนที่เสียงคุณหญิงรุจิราที่บังเอิญเดินออกจากห้องมาจะเอ่ยถามขึ้นเมื่อได้เห็นสภาพที่เมามายจนแทบจะไร้สติของลูกสาว “อ้าว คุณแม่ ยางม่ายนอนอีกกก เหรอคะ” น้ำเสียงยืดยาวของคนเมาถามมารดาออกไปทั้งที่ร่างกายของตัวเองนั้นก็พร้อมที่จะหล่นลงพื้นอยู่ทุกเวลา “เลิกทำตัวแบบนี้สักทีได้ไหม ถือว่าแม่ขอ” “แบบหนายคะ อึ่ก!” “คุณหนูเธอเมามาก พูดอะไรไปตอนนี้ก็คงจะไม่รู้เรื่องหรอกค่ะคุณหญิง” น้อยรีบเดินเข้ามาประคองร่างสูงของปภาวีไว้ ก่อนจะหันไปบอกผู้เป็นนายที่ยืนมองด้วยสีหน้ากังวล “ถ้างั้นฉันก็ฝากน้อยพายัยภัคขึ้นห้องไปนอนที่ห้องทีนะ ฉันเองคงจะแบกยัยภัคขึ้นไปไม่ไหว” “ค่ะคุณหญิง เดี๋ยวน้อยจัดการให้ค่ะ คุณหญิงเข้าไปพักผ่อนได้เลยนะคะไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ พรีนมาช่วยป้าหน่อยลูก” อึ่ก อ้วก! “เฮ้อ! ฉันละเหนื่อยใจจริงๆ ฉันฝากด้วยนะน้อย หนูพรีน” คุณหญิงรุจิราพูดเสียงเรียบส่ายหน้าระอากับพฤติกรรมของลูกสาวก่อนจะเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไป ส่วนทางด้านของน้อยและชนากานต์ก็หันมองหน้ากันก่อนจะช่วยกันประคองร่างสูงของคนเมาขึ้นไปยังชั้นสองอย่างทุลักลุเล “ผู้หญิงอะไรตัวหนักชะมัดเลย” ชนากานต์บ่นอุบขณะที่กำลังช่วยผู้เป็นป้าพาร่างของคนเมาไร้สติขึ้นมายังห้องนอนของเจ้าตัว “คุณหนูเธอน่ะสมส่วน พรีนเองหรือเปล่าลูกที่ตัวเล็กกระปิ๊ดเดียว” “ป้าอ่ะ แต่ถึงพรีนจะตัวเล็ก พรีนก็น่ารักนะคะ อิอิ” “จ้า เรื่องนี้ป้าไม่เถียงหรอก เฮ้อ! แต่จะว่าไปคุณหนูเธอก็หนักอย่างที่พรีนว่าจริง ๆ ด้วยนะ” น้อยพูดขึ้นหลังจากที่วางร่างสูงของปภาวีลงบนเตียง “เห็นไหมพรีนบอกป้าแล้ว เอ่อว่าแต่เราจะทำยังไงกับคุณหนูเธอดีละคะป้า อ้วกใส่ผ้าเลอะเทอะไปหมด ขืนปล่อยให้หลับไปตื่นเช้ามามีหวังโวยวายบ้านแตกแน่ ๆ” “นั่นสิ แต่ถ้าจะปลุกให้ไปอาบนํ้าก็คงจะลุกไม่ไหวเหมือนกัน เอางี้ก็ได้พรีน เดี๋ยวป้าไปเอาผ้ามาเช็ดตัวแล้วก็เปลี่ยนชุดให้คุณหนูเธอก็แล้วกัน พรีนรอป้าแป๊บนึงนะลูกเดี๋ยวป้ามา” น้อยพูดจบก็รีบเดินลงไปชั้นล่างเพื่อหาผ้าและกะละมังใส่น้ำมาเช็ดตัวให้กับเจ้าของห้อง ส่วนชนากานต์เมื่อเห็นว่าป้าของตัวเองเดินออกไปแล้ว เธอจึงทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงอย่างถือวิสาสะ ดวงตากลมไล่สายตามองใบหน้าที่สวยใสไร้ที่ติของคนที่หลับไหล จมูกโด่งโค้งรับกับรูปหน้า ขนคิ้วหน้าขนตาเป็นแพเรียงเส้นสวย ผิวพรรณขาวผ่องสะอาดสะอ้านราวกับว่าเจ้าของร่างนั้นเฝ้าดูแลมาเป็นอย่างดี เธอมองดูอย่างชื่นชมจากใจจริง ถ้าตัดเรื่องการพูดจาและท่าทีที่ร้ายกาจออกไป ก็พูดได้คำเดียวเลยว่าตั้งแต่เธอเกิดจนกระทั่งโตมา เธอไม่เคยพบเจอผู้หญิงคนไหนสวยเท่าคนตรงหน้านี้มาก่อนเลยสักคน ขนาดเธอที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันกับเขายังรู้สึกใจสั่นเมื่อได้ชิดใกล้ แล้วเธอเองก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าอาการพวกนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไงทั้งที่เพิ่งจะพบกันได้ยังไม่พ้นวัน “คุณพ่อ อย่าทิ้งภัคไป! ฮึก ๆ” ปภาวีละเมอเรียกบิดาของตัวเอง พลางสะอื้นไห้ออกมาราวกับหัวใจจะแตกสลาย มือข้างหนึ่งคว้าแขนของชนากานต์มากอดแน่น ราวกับเข้าใจผิดว่าเป็นแขนของบิดาอันเป็นที่รักของตนเอง “เอ่อคุณหนูคะ ปล่อยแขนพรีนก่อนค่ะ” “คุณพ่ออยู่กับภัคก่อนสิคะ… คุณพ่ออย่าทิ้งภัคไปแบบนี้ ฮึก ๆ ได้โปรด” คนเมาพึมพำทั้งที่ยังหลับตา น้ำเสียงสั่นเครือราวกับเด็กที่กลัวการสูญเสียมือที่เกาะแขนเธอไว้ยิ่งออกแรงแน่นขึ้นมากกว่าเก่า “คุณหนูตื่นก่อนสิคะ พรีนไม่ใช่คุณพ่อของคุณหนูนะคะ ปล่อยพรีนก่อนค่ะ” ปากพูดไป มือก็พยายามแกะมืออีกฝ่ายออก ทว่าด้วยเรี่ยวแรงที่ต่างกันมากคนที่ยังพอมีสติอย่างเธอกลับต้านแรงของคนเมาไม่ได้ สุดท้ายร่างบางจึงถูกดึงเข้าไปแนบชิดในอ้อมแขนนั้นโดยไม่ทันตั้งตัว ฝ่ามืออุ่นร้อนโอบรัดเอวไว้หลวม ๆ ลมหายใจกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์เป่ารดข้างแก้ม ในจังหวะที่ใบหน้าของเธอเผลอเงยขึ้นสบกับลำคอของอีกฝ่าย ระยะห่างใกล้เสียจนมองเห็นทุกอย่างชัดเจน รอยแดงจาง ๆ แต้มอยู่เหนือไหปลาร้า และที่ปกเสื้อเชิ้ตสีอ่อนมีคราบลิปสติกสีจัดเลอะอยู่เป็นรอย หัวใจเธอหล่นวูบอย่างประหลาด เธอไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดจะไม่รู้ว่ารอยพวกนั้นเกิดจากอะไร เขามีแฟนแล้วงั้นเหรอ? คำถามผุดขึ้นเงียบ ๆ ในความคิด พร้อมกับความรู้สึกหน่วงแปลก ๆ ที่ก่อตัวขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และในจังหวะนั้นเอง “ทำอะไรน่ะพรีน!” เสียงของน้อยได้ดังลั่นขึ้นจากหน้าประตู ทำเอาชนากานต์สะดุ้งสุดตัว “ป้าถามว่าทำอะไร!” “ปะ เปล่าค่ะ” “เปล่าอะไร ก็ป้าเห็นอยู่ นี่อย่าบอกนะว่า-” “มะ ไม่ใช่นะคะ ป้าเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว พอดีคุณหนูเธอละเมอถึงคุณพ่อแล้วคิดว่าแขนพรีนคือแขนของพ่อเธอ เธอเลยดึงพรีนเพราะเจ้าใตผิดแค่นั้นค่ะ” ชนากานต์รีบอธิบายเสียงรัวหวังเพืีอให้คนเป็นป้าได้เข้าใจ น้อยที่ได้ยินดังนั้นก็คลายความกังวลลงเล็กน้อย พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะรีบแกะมือปลาหมึกของปภาวีออกจากแขนของหลานสาวอย่างระมัดระวัง “เดี๋ยวพรีนกลับไปที่ห้องก่อนเลยนะ ป้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณหนูเธอก่อน” “ให้พรีนช่วยนะคะ” “ไม่เป็นไรเดี๋ยวป้าทำเอง พรีนกลับห้องไปก่อนไป เชื่อป้า” “กะ ก็ได้ค่ะ” แม้ใจจะยังอยากอยู่ช่วย แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของป้าน้อย เธอก็ได้แต่พยักหน้ารับอย่างจำยอม มือบางเอื้อมไปจับลูกบิดประตู ทว่าในห้วงวินาทีนั้น ภาพของปภาวีที่ละเมอเรียกหาคุณพ่อด้วยเสียงสะอื้นปานจะขาดใจก็แว่วกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง เสียงนั้นยังชัดเจนราวกับดังอยู่ข้างหู ทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก สองขาเผลอชะงักค่อย ๆ หันกลับไปมอง ภาพคุณหนูที่ยังหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียงทำให้ความลังเลในใจยิ่งทวีขึ้น เธอเกือบจะก้าวกลับเข้าไปแล้วด้วยซ้ำ ทว่าสายตาของผู้เป็นป้าที่มองมานั้นหนักแน่นพอจะหยุดทุกความคิดได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด สุดท้ายเธอจึงทำได้แต่เม้มริมฝีปาก กลืนคำถามและความเป็นห่วงทั้งหมดลงคอ หมุนลูกบิดประตูเปิดออก แล้วเดินคอตกออกจากห้องไปช้า ๆ โดยที่ในใจยังคงเต็มไปด้วยความสับสนและไม่มีคำอธิบายใด ๆ มารองรับสิ่งที่เธอเพิ่งได้เห็นเมื่อครู่เลยสักนิด เช้าวันต่อมา ปภาวีค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกับอาการหนักอึ้งที่ถาโถมอยู่ในศีรษะราวกับมีหมอกหนาทึบกดทับความคิดเอาไว้จนทุกอย่างเชื่องช้าไปหมด เปลือกตาหนักอึ้ง ลำคอแห้งผากและขมปร่าค้างอยู่ปลายลิ้น เธอหลับตาลงอีกครั้งพยายามทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทว่าความทรงจำกลับพร่าเลือนแตกกระจายเป็นเสี้ยวบาง ๆ จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกเลยสักอย่าง ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาแวบ ๆ แล้วก็ดับหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าและอาการปวดตุบ ๆ กลางศีรษะที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่ฝืนคิด “โอ๊ยยย! ทำไมปวดหัวแบบนี้วะเนี่ย” เธอยีผมตัวเองแรง ๆ อย่างหงุดหงิดก่อนที่เสียงสบถหลุดออกมาโดยไม่คิดจะกลั้น เมื่อพยายามเค้นคิดความจำมากเท่าไรก็ยิ่งไร้ผล จำได้มากสุดก็เพียงว่าหลังจากไล่อลิซออกจากห้องไปเธอก็นั่งดื่มต่ออยู่คนเดียวภายในห้องที่มีเพียงแสงไฟสลัวสะท้อนกับกระป๋องเบียร์ในมือ จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง แล้วหลังจากนั้น ... ครืด ครืด เสียงโทรศัพท์สั่นครืดคัดผ่านความเงียบขณะที่ภาพความทรงจำกำลังจะย้อนมา ปภาวีกวาดตามองหาต้นเสียงอย่างรำคาญ ก่อนจะคว้ามันขึ้นมากดรับโดยไม่ได้ทันดูชื่อบนหน้าจอ “กว่าจะรับสายได้นะคะ” เพียงได้ยินน้ำเสียงนั้นคิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันทันที มือที่ถือโทรศัพท์ค่อย ๆ ลดลงจากหู ดวงตาคมก้มมองหน้าจอชื่อที่ปรากฏอยู่ชัดเจน อลิซ ลมหายใจถูกปล่อยออกมาช้า ๆ อย่างพยายามข่มอารมณ์ ก่อนจะยกโทรศัพท์กลับขึ้นแนบหูอีกครั้ง สีหน้าเรียบตึงกว่าเดิม “โทรมาทำไม ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าฉันไม่ต้องการ อย่า-” “จุ๊ ๆ อย่าเพิ่งดุกันสิคะ เมื่อคืน ... เราสองคนยังสนุกกันอยู่เลย” “เธอพูดเรื่องอะไร” “นี่บอกนะคะ ว่าภัคจำอะไรไม่ได้เลย” น้ำเสียงคนปลายสายยังคงยียวนกวนประสาทอย่างไม่เกรงกลัว ทำให้คนฟังอย่างปภาวีเผลอกำโทรศัพท์แน่นจนเส้นเอ็นที่ข้อมือปูดขึ้นเห็นชัดลมหายใจติดขัดจากความโกรธที่แล่นขึ้นมาจนถึงขมับ “อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน” “ก็เมื่อคืนอลิซลืมโทรศัพท์ก็เลยกลับเร็วในห้อง คุณเมามาก ขาดสติ อลิซพยายามห้ามคุณแล้วแต่คุณไม่ฟัง เราสองคนก็เลย ...” คำพูดถูกเว้นค้างไว้อย่างตั้งใจและเพียงเท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ความทรงจำที่พร่าเลือนของปภาวีเริ่มปะติดปะต่อกันได้อย่างดี ก่อนที่นิ้วจะกดตัดสายทันทีโดยไม่รอฟังคำอธิบายใด ๆ เพิ่มเติมอีกหลังจากนั้น เธอสูดลมหายใจลึก พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ใต้ความรู้สึกไม่ให้ปะทุออก ก่อนจะโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจจากนั้นจึงลุกไปเข้าห้องน้ำ หวังให้สายน้ำเย็นจัดช่วยบรรเทาอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอาการแฮงค์จากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังคงคั่งค้างอยู่ในอก ซึ่งในขณะเดียวกัน ด้านล่างของบ้าน "ยัยภัคยังไม่ลงมาอีกหรือน้อย" "ยังค่ะคุณหญิง" น้อยตอบอย่างสุภาพขณะวางถ้วยน้ำชาลงตรงหน้าของเจ้านาย “แฮงค์แหง๋ ๆ ล่ะฉันว่า เฮ้อ! จริงจริงเลยลูกคนนี้ ถ้างั้นฉันขอรบกวนน้อยสักนิดจะได้ไหม ช่วยขึ้นไปตามยัยภัคให้ฉันที บอกว่าฉันมีธุระสำคัญจะคุยด้วย” “ได้ค่ะคุณหญิง” น้อยรับคำก่อนจะหันหลังเตรียมเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง ทว่าก้าวขายังไม่ทันพ้นประตูห้องเสียงเดิมก็ดังขึ้นขัดไว้เสียก่อน “เดี๋ยวก่อนน้อย ฉันว่าให้หนูพรีนขึ้นไปตามให้ดีกว่านะ น้อยจะได้เตรียมอาหารเช้าให้เสร็จ” “เอ่อ น้อยว่า” น้อยอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ กับคำพูดนั้น ปฏิเสธก็ไม่กล้าพอ ครั้นจะให้หลานสาวขึ้นไปก็เกรงว่าจะมีปัญหากับเจ้าของห้องขึ้นมาเสียอีก ซึ่งจังหวะที่เธอกำลังครุ่นคิดหาคำบ่ายเบี่ยงก็เหมือนโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง เพราะชนากานต์ดันเดินผ่านหน้าห้องอาหารมาพอดิบพอดี และทันทีที่สายตาของคุณหญิงหันไปเห็น ก็ทำให้รู้ชัดแล้วว่าตอนนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงอะไรได้อีกแล้ว “หนูพรีน หนูพรีน” “คะคุณหญิง” “ฉันขอรบกวนหนูช่วยขึ้นไปตามคุณภัคให้ทีได้ไหม” “เอ่อ ...” คำขอนั้นทำให้ชนากานต์ชะงักไปเล็กน้อย แววตาลังเลฉายชัด เธอเผลอเหลือบมองไปทางป้าน้อยโดยอัตโนมัติ นึกถึงคำย้ำหนักแน่นเมื่อคืนที่ว่า อย่าเข้าใกล้คุณหนูมากเกินไป หากจะตอบปฏิเสธไปก็คงไม่สมควร ในเมื่อผู้ที่เอ่ยปากขอก็คือเจ้าของบ้านที่มีพระคุณกับเธอ “สรุปว่ายังไง ช่วยฉันหน่อยได้ไหม” คุณหญิงถามย้ำพร้อมสลับมองหน้าสองป้าหลานไปมาคล้ายรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ชนากานต์เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมตอบรับคำขอนั้นเสียงแผ่วเบา “ดะ ได้ค่ะ เดี๋ยวพรีนขึ้นไปตามให้ค่ะ” พูดจบเธอก็รีบหมุนตัวเดินออกจากห้องอาหารแทบจะทันที ฝีเท้าเร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัวราวกับยิ่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไรความอึดอัดก็จะยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น น้อยมองตามแผ่นหลังหลานสาวไปอย่างไม่คลายกังวล สีหน้าบอกชัดว่าเป็นห่วงก่อนถอนหายใจแผ่วเบา หันหลังเดินกลับเข้าครัว เพื่อจัดการอาหารเช้าที่เหลือให้เสร็จเรียบร้อยตามเวลาแม้ในใจจะยังรู้สึกหนักอึ้งอยู่ไม่น้อยก็ตาม ด้านชนากานต์ที่ขึ้นมาถึงชั้นบน เธอยืนนิ่งชั่งใจอยู่หน้าประตูนานหลายนาที ปลายนิ้วเย็นเฉียบขึ้นทันทีเมื่อนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงและแววตาเย็นชาของเจ้าของห้องที่มองมาเมื่อวาน ความรู้สึกหวั่นเกรงมีอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับมากมายจนทำให้เธอไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะหากมองให้ลึกลงไป เธอกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เย็นชาโดยนิสัยของตนจริง ๆ หากเพียงแต่เขากำลังสร้างกำแพงบางอย่างขึ้นมาป้องกันตัวเอง กำแพงที่ก่อเกิดขึ้นมาจากความเสียใจและเรื่องราวในอดีตที่เธอเองก็ไม่อาจรู้ทั้งหมด ท้ายที่สุดเธอจึงสูดลมหายใจลึกรวบรวมความกล้า ยกกำปั้นน้อย ไป ขึ้นเคาะลงบนบานประตูอย่างแผ่วเบา แต่ชัดเจน ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! “คุณหนูคะ คุณหญิงให้มาตามคุณหนูลงไปทานข้าวค่ะ” เธอเคาะครั้งแรกพร้อมบอกจุดประสงค์ ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับตอบกลับมา ความเงียบด้านในทำให้เธอขมวดคิ้วน้อย ๆ เผลอคิดว่าคนข้างในอาจยังไม่ได้ยิน จึงเป็นเหตุผลให้การเคาะครั้งที่สองได้ตามมาติด ๆ “คุณหนูคะ คุณหนู!” เสียงเรียกครั้งนี้ดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีเสียงตอบรับและไม่มีแม้แต่เสียงขยับตัวของคนด้านใน ความเงียบที่ยาวนานเกินไปทำให้ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนไหลย้อนกลับมาในความคิด ใช่สิ เขาเมาหนักมาก แล้วตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง อาการฝันร้ายเมื่อคืนจะยังตามหลอกหลอนอยู่หรือเปล่า ความเป็นห่วงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย จนท้ายที่สุดความเป็นห่วงมันก็ชนะความกลัวในใจไปจนหมด เธอเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูด้วยหัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะตัดสินใจถือวิสาสะผลักบานประตูแล้วก้าวเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง ทันทีที่ผ่านกรอบประตูเข้ามา ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็ปะทะใบหน้า ห้องทั้งห้องเงียบและสลัว ม่านยังปิดสนิท ขณะที่กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ และแล้วเสี้ยววินาทีต่อมา “เข้ามาทำไม!!” น้ำเสียงเย็นจัดแฝงความหงุดหงิดก็ได้ดังกร้าวขึ้น ปภาวียืนกอดอกนิ่งอยู่หน้าห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำสีอ่อนตวัดสายตามองผู้บุกรุกที่ยืนตัวสั่นอยู่กลางห้องอย่างไม่พอใจ “ใครใช้ให้เธอเข้ามาในห้องของฉัน!” “คะ คุณหนู” “ฉันถาม หูนวกรึไง!” ทุกถ้อยคำกระแทกออกมาหนักแน่น ราวกับตบใส่กลางหน้า จนลมหายใจของชนากานต์สะดุดกึกอยู่ตรงนั้น ดวงตาคมกริบวาวโรจน์จ้องมองคนอายุน้อยกว่าอย่างเอาเรื่อง ไม่ปิดบังความไม่พอใจที่อีกฝ่ายบังอาจล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว ทั้งที่เธอยังไม่ได้เอ่ยอนุญาตแม้แต่คำเดียว ชนากานต์เห็นท่าทีแข็งกร้าวเช่นนั้นก็ได้แต่ก้มหน้างุด รีบอธิบายเหตุผลที่ตนเข้ามา พร้อมเอ่ยคำขอโทษเสียงเบา ที่ถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต “คะ คุณหญิงให้พรีนมาตามคุณหนูลงไปทานข้าวค่ะ” “ฉันไม่กิน!” คำตอบสั้น ห้วน และไร้เยื่อใย ถูกตัดบทแทบจะทันที ชนากานต์ชะงักไปเล็กน้อยแต่ยังคงฝืนเอ่ยต่อด้วยความเป็นห่วงที่ยังไม่จางหาย “ไม่กินไม่ได้นะคะ อาหารเช้าเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเมื่อคืนคุณหนู-” “เมื่อคืนฉันทำไม!” ปภาวีขมวดคิ้วถามเสียงเข้มขึ้นอย่างชัดเจน สองเท้าก้าวเข้าหาชนากานต์ช้า ๆ ทว่าทุกย่างก้าวกลับกดดันเสียยิ่งกว่าคำพูด จนคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าถอยหลังกรู่แทบชิดกับขอบเตียง “ตอบมา!” น้ำเสียงดุดันทำเอาชนากานต์กลืนน้ำลายลงคอ ด้วยความประหม่าแล่นวูบขึ้นมา แต่กระนั้นเธอก็ยังใจดีสู้เสือ พยายามรวบรวมสติอธิบายเหตุผลของตนเองออกไป “คะ คือ เมื่อคืนคุณหนูดื่มหนัก พรีนกลัวว่าคุณจะปวดหัวหรือแสบกระเพาะถ้าไม่ทานอะไรเลย ลงไปทานสักนิดนะคะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้” ริมฝีปากเล็กเอ่ยรวดเดียวจบโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา นิ้วมือทั้งสองข้างบีบชายเสื้อแน่นราวกับใช้มันยึดเหนี่ยวความกล้า ปภาวีมองนิ่ง สายตาคมทอดมองร่างเล็กตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ แววแข็งกร้าวเมื่อครู่คล้ายสั่นไหววูบหนึ่ง ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีก็ถูกกลบด้วยสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม จากนั้นสองเท้าจึงก้าวเข้าหาชนากานต์ช้า ๆ อย่างจงใจ แต่ละย่างก้าวหนักแน่นและกดดัน กระทั่งหยุดยืนใกล้กันเพียงลมหายใจคั่นกลาง ปภาวีโน้มตัวลงเล็กน้อย ไออุ่นจากลมหายใจแผ่วร้อนปะทะข้างแก้มของอีกฝ่าย กลิ่นสบู่อ่อนจางผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศทำให้หัวใจของชนากานต์ยิ่งเต้นระส่ำ “อย่ามายุ่งกับฉัน” ก่อนที่เสียงกระซิบเย็นเฉียบดังชิดข้างใบหู ทำเอาร่างเล็กตัวชาวูบวาบ ปลายนิ้วที่กำชายเสื้อยิ่งบีบแน่นขึ้นกว่าเดิม แล้วในชั่วพริบตา “ออกไป!!!” เสียงตวาดดังลั่นห้อง รุนแรงจนเหมือนอากาศรอบตัวสั่นสะเทือน ชนากานต์สะดุ้งสุดตัว ดวงตาเอ่อคลอด้วยความตกใจ ลมหายใจติดขัดอยู่ในอก ก่อนจะหมุนตัววิ่งออกจากห้องไปอย่างลนลานเพราะกลัวว่าหากช้ากว่านี้เพียงวินาที น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้จะไหลออกมาต่อหน้าเจ้าของห้อง ประตูถูกบานใหญ่ถูกปิดลงพร้อม ๆ เสียงดังแผ่วเบาในโถงทางเดินที่เงียบสงัด ฝีเท้าเล็กเร่งลงบันไดแทบไม่เป็นจังหวะ มือหนึ่งยกขึ้นปาดหางตาอย่างลวก ๆ หัวใจยังเต้นแรงไม่ยอมสงบ ทั้งจากความตกใจและความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก เมื่อมาถึงชั้นล่างเธอจึงค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าลง สูดลมหายใจลึกพยายามกลั้นอารมณ์ ปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุด ก่อนจะก้มหน้าเดินผ่านห้องอาหารหมายจะเลี่ยงเข้าไปทางครัว หลบสายตาของคุณหญิงให้ได้มากที่สุด ทว่าไม่พ้น “เข้ามาหาฉันหน่อยหนูพรีน” เสียงเรียบของคุณหญิงดังขึ้นจากโต๊ะอาหาร ทำให้ชนากานต์ชะงักเท้าทันที ปลายนิ้วเรียวกลับมาเย็นเฉียบอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ริมริมฝีปากเล็กเม้มแน่นอย่างจนใจ ก่อนจะหมุนตัวกลับช้า ๆ เดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย แม้ในอกจะยังสั่นไหวไม่จางหาย Next... “เธอมาฟ้องอะไรแม่ฉัน!” “ฮึก ๆ ปะ ปล่อยแขนพรีนก่อนนะคะคุณหนู พรีนเจ็บ” “อย่าสำออยไปหน่อยเลย แน่จริงเธอก็เรียกแม่ฉันมาช่วยอีกสิ เรียกสิ เรียกเลย!”19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม
คฤหาสน์หลังใหญ่คุณหญิงรุจิราในชุดผ้าไหมสีอ่อนนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายพนักพิงสูงตรงมุมห้องรับแขก ท่าทางของเธอยังคงสุขุมและเปี่ยมด้วยบารมีไม่เสื่อมคลาย มือหนึ่งประคองถ้วยชาหรู ส่วนอีกมือกางหนังสือพิมพ์อ่านข่าวเช้าอย่างตั้งอกตั้งใจก่อนเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากบันไดด้านใน ปภาวีปรากฏตัวในชุดลำลองเรียบง
เวลา 23:50 น.ก๊อก ๆ ๆเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามจังหวะติดกัน เรียกให้คนด้านในที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงสะดุ้งตัวตื่นขึ้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู และทันทีที่บานประตูถูกแง้มออก ก็เผยให้เห็นใบหน้าของใครบางคนที่เจ้าของห้องไม่คิดว่าจะได้เห็นในเวลานี้“คุณหนู!!”“ใช่ ฉันเอง”“คุณหนูมาทำอะไรที่นี่คะ!
ใช้เวลากว่าครึ่งวันกับการดับไฟในบริษัท ปภาวีกลับถึงบ้านในช่วงหัวค่ำ ร่างกายอ่อนล้าจากความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดบ่าย แต่ก็ยังดีที่ทุกอย่างจบลงได้ด้วยดีปัญหาทั้งหมดเกิดจากความเข้าใจผิดของคุณธนัช ประธานบริษัทสิงห์ศิลา ที่ไม่พอใจอย่างหนักกับการถูกยกเลิกการประชุมแบบกะทันหัน เขามองว่าเป็นการเสียมารยาทแล
บริษัทแอคซิสไพรม์ เรียลเอสเตท จำกัดตึกสูงทันสมัยใจกลางย่านธุรกิจ ถูกประดับด้วยแผ่นกระจกสะท้อนเงาแสงแดดยามสาย พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยเดินสวนกันขวักไขว่บริเวณล็อบบี้ด้านหน้า ทว่าเมื่อเสียงส้นสูงคู่หรูของปภาวีดังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาก็อดเหลียวมองตามไม่ได้เธอก้าวเดินผ่านไปโ







![ผัวแฝดของผมเป็นมาเฟีย [YAOI] + [BDSM] + [3P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)