LOGINบทที่ 2 ถอดเสื้อ
ทันทีที่เสียงบานประตูปิดลงพร้อมกับความเงียบที่มินตราทิ้งไว้ เมธาวีก็จัดการกำชับแม่บ้านที่ยืนรีรออยู่แถวนั้นไม่ให้ใครเข้ามาวุ่นวายในเขตเรือนไม้สักหลังนี้จนกว่าเธอจะอนุญาต บรรยากาศภายในห้องนอนกว้างกลับมาตกอยู่ในความสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานแผ่วเบาตัดกับความตึงเครียดที่เริ่มก่อตัว “ขออนุญาตแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ เมชื่อ เมธาวี ค่ะ เรียกสั้นๆ ว่าเมก็ได้ ต่อไปนี้เมจะมาเป็นพยาบาลพิเศษคอยดูแลคุณพ่อด้วยตัวเองนะคะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความมั่นใจ พลางขยับตัวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าชายหนุ่มที่ยังคงนั่งหน้านิ่งอยู่บนรถเข็น “ออกไป กูไม่ต้องการ” ภาคินตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรำคาญใจและปฏิเสธทุกสัมพันธภาพอย่างสิ้นเชิง “จุ๊ๆ ไม่เอาสิคะ อย่าเพิ่งเกรี้ยวกราดตั้งแต่วันแรกสิ” เมธาวีไม่ได้ถอยหนี เธอส่งยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนการยั่วเย้ามากกว่าการปลอบประโลม “อย่ามาเสือกเรื่องของกู พวกมึงทุกคนที่เสนอหน้าเข้ามาที่นี่ ก็เพราะเห็นแก่เงินทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง” เขาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบจ้องมองพยาบาลสาวอย่างเหยียดหยาม “ใช่ค่ะ พูดถูกทุกอย่างเลย มินตราจ้างเมด้วยค่าตอบแทนสูงถึงสามเท่าของเงินเดือนปกติ ถ้าไม่ใช่เพราะเงินจำนวนนั้น เมก็คงไม่เอาตัวมาคลุกคลีกับคนป่วยแถวนี้หรอกค่ะ” เธอตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการเสแสร้ง ทำเอาคนฟังถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งกับความเถรตรงนั้น “หึหึ ที่แท้ก็หน้าเงิน... มึงคงคิดล่ะสิว่ามาที่นี่แค่นั่งๆ นอนๆ รอเวลาเช็ดตัวให้กู งานสบายๆ รายได้งาม” “ไม่ค่ะ เมไม่เคยคิดว่ามันจะสบาย แต่ที่เมยอมรับงานนี้ เพราะเมเริ่มรู้สึกสนใจในตัวคุณพ่อขึ้นมาจริงๆ เสียแล้วล่ะค่ะ ดูจากหน้าตาก็ยังหนุ่มยังแน่น ไม่ได้ดูแก่เฒ่าอะไรเลยนะคะ แต่ทำไมปากถึงได้ร้าย... สุนัขยังเรียกพี่แบบนี้ล่ะคะ” “อีดอก! มึงหลอกด่ากูเหรอ?” ภาคินตวาดลั่น ใบหน้าคมเข้มแดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่ถูกสบประมาทซึ่งหน้า “ไม่ได้หลอกด่าค่ะ เมด่าตรงๆ เลย” เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ท่าทางท้าทายนั้นทำเอาชายหนุ่มแทบจะลุกขึ้นมาบีบคอเธอเสียให้ได้ “ปากดีนักนะมึง... เดี๋ยวได้โดนกูตบคว่ำเข้าให้สักทีหรอก” “สภาพร่างกายแบบนี้เหรอคะ ที่คิดจะตบเม?” เธอแค่นยิ้มพลางกวาดสายตามองช่วงล่างที่นิ่งสนิทของเขาอย่างจงใจ “เอาเป็นว่าลุกขึ้นมายืนด้วยตัวเองให้ได้ก่อนนะคะ แล้วค่อยมาขู่เม... มาค่ะ อย่าเสียเวลาเลย เรามาเริ่มฝึกเดินกันดีกว่า” ภาคินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ สายตาของเขาจับจ้องไปที่เนินอกอวบอิ่มที่ดันเนื้อผ้าพยาบาลออกมาอย่างจงใจ “ก็ได้... แต่มีข้อแม้ว่ามึงต้องถอดเสื้อพยาบาลตัวนี้ออกก่อน แล้วกูจะยอมทำตามที่มึงบอกทุกอย่าง” “เดินยังไม่ได้ แต่สมองยังวนเวียนอยู่กับเรื่องลามกแบบนี้เหรอคะ” เมธาวีแสร้งทำสีหน้าตำหนิ แต่ดวงตาของเธอกลับพราวระยับอย่างนึกสนุก “งั้นกูก็ไม่เดิน มึงอยากได้เงินมินตราฟรีๆ ก็เรื่องของมึง” “ได้อยู่แล้วค่ะ ข้อเสนอแบบนี้เมชอบ... ว่าแต่ในห้องนี้มีกล้องวงจรปิดซ่อนอยู่ตรงไหนไหมคะ?” เธอถามพลางมองไปรอบๆ ห้องด้วยท่าทีระแวดระวัง “ไม่มี... ในห้องนอนกูไม่มีของพรรค์นั้น” “ถ้าอย่างนั้น... รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวเมไปล็อคประตูห้องกับปิดผ้าม่านให้เรียบร้อยก่อน” เมธาวีทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้มปริศนา ก่อนจะเดินนวยนาดไปจัดการปิดทางเข้าออกและบดบังแสงสว่างจากภายนอก ทิ้งให้ภาคินนั่งมองตามแผ่นหลังบางด้วยความรู้สึกที่เริ่มสับสนระหว่างความโกรธและความกระสันที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ เมธาวีเดินกลับมาหยุดลงตรงหน้าชายหนุ่มบนรถเข็นอีกครั้ง ท่ามกลางแสงสว่างสลัวที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านหนาหนัก บรรยากาศภายในห้องเริ่มอบอวลไปด้วยมวลความร้อนรุ่มที่ไม่ได้มาจากสภาพอากาศภายนอก “ให้เมถอดเสื้อผ้าออกแบบนี้... เพราะอยากจะตรวจร่างกายเม หรือจริงๆ แล้วคุณพ่อแค่กำลังเงี่ยนกันแน่คะ?” เธอแสร้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างนึกสนุกที่เห็นแววตาไหวระริกของคนตรงหน้า “กูก็แค่อยากรู้... ว่าภายใต้ชุดพยาบาลรัดรูปนี่ มึงซ่อนอาวุธอะไรไว้ทำร้ายกูหรือเปล่า” ภาคินตอบเสียงพร่า พยายามรักษามาดเข้มเอาไว้ ทั้งที่สายตาจับจ้องอยู่ที่ความเต่งตึงภายใต้เนื้อผ้าไม่วางตา “อาวุธร้ายแรงคงไม่มีหรอกค่ะ จะมีก็แต่...” เธอเว้นจังหวะพลางโน้มตัวลงต่ำ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของกันและกัน ก่อนจะจงใจลากไล้ปลายลิ้นอุ่นชื้นไปที่ใบหูของภาคินเบาๆ สัมผัสแผ่วเหนี่ยวรั้งให้ชายหนุ่มถึงกับขนลุกเกรียว “หึ... มึงคงขาดควยผู้ชายมานานสินะ ถึงได้ร่านอยากจะโดนควยจนตัวสั่นขนาดนี้” ภาคินกัดฟันพูดพลางข่มอารมณ์ดิบที่เริ่มพลุ่งพล่านอยู่ในกาย “ปากร้ายไม่เปลี่ยนเลยนะคะคุณพ่อ แต่เมว่าคนที่กำลังต้องการจริงๆ น่าจะเป็นคุณพ่อมากกว่ามั้งคะ ถึงได้เจาะจงให้เมต้องเปลื้องผ้าออกขนาดนี้” “ถอดออกให้หมด... กูบอกให้ถอดออกมาให้หมด กูกลัวมึงซุกซ่อนอะไรไว้” เขาสำทับเสียงแข็ง แววตาเต็มไปด้วยความโหยหาที่ซ่อนไม่มิด “ได้อยู่แล้วค่ะ... จะให้เมเปิดให้ดูยันหีข้างในเลยดีไหมคะ เผื่อคุณพ่อจะอยากตรวจเช็คให้ละเอียดเป็นพิเศษ” น้ำเสียงประชดประชันแฝงความท้าทายดังขึ้นพร้อมกับมือเรียวที่เริ่มปลดกระดุมเสื้อพยาบาลออกทีละเม็ด “เดี๋ยวนี้พยาบาลเขาปากคอลามกกันหมดทุกคนเลยหรือไง” ภาคินจ้องมองการกระทำนั้นตาไม่กะพริบ หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก “ในเมื่อคุณพ่อเริ่มบทสนทนาด้วยเรื่องใต้สะดือก่อน เมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรักษาภาพลักษณ์พยาบาลผู้อ่อนโยนนี่คะ” ภาคินนิ่งเงียบ แววตาเข้มจัดจับจ้องมองเพื่อนของลูกสาวที่ค่อยๆ เปลื้องชุดชั้นนอกออกจนเหลือเพียงบราเซียลูกไม้สีหวานกับแพนตี้เข้าชุดกัน ผิวกายขาวเนียนละเอียดสะท้อนกับแสงสลัวดูนวลตาจนคนมองเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ถอดเสื้อในกับกางเกงในออกด้วย” เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม “มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอคะคุณพ่อ” เมธาวีชะงักมือพลางเลิกคิ้วถาม “ถอด!!!” เมธาวีจำใจทำตามคำสั่งนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอค่อยๆ ปลดพันธนาการชิ้นสุดท้ายออกจนร่างกายเปลือยเปล่าปรากฏต่อสายตาคมกริบ ก่อนจะโยนอาภรณ์ชิ้นน้อยไปให้คนตรงหน้าอย่างประชดประชัน ภาคินเอื้อมมือไปคว้ามันขึ้นมา ก่อนจะขยับเข้าไปสูดดมกลิ่นกายสาวที่ยังติดตรึงอยู่บนเนื้อผ้าอย่างลุ่มหลง “เอาล่ะ... ทีนี้ก็มาพยุงกูสิ” เขาบอกเสียงเรียบ แต่ดวงตายังคงโลมเลียไปตามส่วนเว้าโค้งของเธอ “แก่จนจะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังจะเรื่องมากอีกนะคะ” เมธาวีบ่นพึมพำในลำคอพลางขยับกายเปลือยเปล่าเข้าไปใกล้ชายหนุ่มบนรถเข็น กลิ่นกายสาวหอมกรุ่นปะทะเข้ากับลมหายใจร้อนผ่าวของภาคินอย่างจัง จนบรรยากาศในห้องที่สลัวรางดูจะร้อนระอุขึ้นมาทันตา ในจังหวะที่เธอโน้มตัวลงเพื่อจะช่วยพยุงร่างหนา ฝ่ามือหยาบกร้านของภาคินก็หมุนคว้าหมับเข้าที่ทรวงอกอวบอิ่มอย่างรวดเร็ว เขาออกแรงบีบเค้นคลึงเคล้าเบาๆ ตามสัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกเร้า “อ๊ะ...” เมธาวีสะดุ้งตัวโยน เสียงอุทานหลุดรอดไรฟันเมื่อสัมผัสร้อนจากฝ่ามือหนาแผ่ซ่านไปทั่วผิวเนื้ออ่อนละมุน “นมมึงสวยชิบหาย...” ภาคินพึมพำเสียงพร่า สายตาคมกริบจ้องมองยอดอกที่ชูชันท้าทายสายตาอย่างไม่ลดละ “อยู่แล้วค่ะ ของแท้แม่ให้มา ไม่ได้ไปพึ่งหมอที่ไหนมาสักนิด” เธอเชิดหน้าตอบอย่างถือดี แม้ใจจะสั่นรัวกับสัมผัสรุกรานนั้นก็ตาม “หึหึ...” ภาคินหัวเราะในลำคออย่างพอใจในความอวดดีของเธอ “เลิกเล่นได้แล้วค่ะ มา... เริ่มกันเลยดีกว่า” เธอพยายามดึงสติกลับมาและจัดท่าทางให้เขาเตรียมพร้อมสำหรับการฝึก “ถ้ากูยอมเหนื่อยทำตามที่มึงบอก... กูจะได้อะไรตอบแทน” เขาถามเลิกคิ้วมองเธออย่างเป็นต่อ “คุณพ่อก็กลับมาเดินได้ไวๆ ไงคะ นั่นคือค่าตอบแทนที่ดีที่สุดแล้ว” “กูอยากลองดูดนมมึงมากกว่า... มึงแม่งไม่เหมือนพยาบาลคนอื่นที่มินตราเคยจ้างมาเลยสักคน” สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นหิวกระหายอย่างเปิดเผย “ได้ค่ะ ถ้าคุณพ่อเก่ง เมให้ดูดแน่... ค่อยๆ ก้าวนะคะ แบบนั้นค่ะ ทรงตัวไว้” เมธาวีประคองร่างหนาให้ค่อยๆ ขยับเขยื้อน ภาคินกัดฟันสู้กับความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาตามเรียวขาที่ไร้เรี่ยวแรง วันนี้เป็นวันแรก เขาจึงฝืนร่างกายทำตามคำแนะนำของเธออยู่เพียงสิบห้านาที เหงื่อเม็ดเป้งผุดซึมตามไรผมและแผ่นหลังกว้างจากความพยายามอย่างหนัก “กูขอพักก่อน... เจ็บขาจนจะทนไม่ไหวแล้ว” เขาบอกพลางทิ้งตัวลงนั่งบนรถเข็นด้วยสภาพเหนื่อยหอบ “ได้ค่ะ ถือว่าทำได้ดีสำหรับวันแรก งั้นเมไปใส่เสื้อผ้าก่อนนะคะ” เธอเตรียมจะผละตัวออกไปหยิบชุดที่กองอยู่บนพื้น “เดี๋ยว! ไหนมึงบอกจะให้กูกินนมไง” ภาคินคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แววตาทวงสัญญา “แต่คุณพ่อเดินได้นิดเดียวเองนะคะ” “กูเดินไปตั้งสิบห้านาที มึงก็ต้องให้กูดูกนมมึงสิบห้านาทีเหมือนกันถึงจะแฟร์” เขาเถียงข้างๆ คูๆ ตามนิสัยเอาแต่ใจ “ก็ได้ค่ะ ความคิดนี้ก็น่าสนใจดี... แต่แบบนี้เมดูจะเสียเปรียบไปหน่อยนะคะเนี่ย” เธอกอดอกมองเขาด้วยสายตาล้อเลียน “กูเพิ่มค่าจ้างให้มึงอีกสองเท่าจากที่มินตราจ่าย... ตกลงไหม?” ข้อเสนอที่เป็นตัวเลขมหาศาลทำเอาเมธาวีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มพรายอย่างผู้ชนะ เธอขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกครั้งจนหน้าอกอวบอิ่มจ่ออยู่ตรงหน้าเขาในระยะประชิด “เปย์หนักขนาดนี้... จะดูดจนเกลี้ยงเต้าเมก็ไม่ว่าหรอกค่ะคุณพ่อ”บทที่ 10 ครอบครัว🔞แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาในห้องอาหารไม้สักทอง กลิ่นหอมของข้าวต้มกุ้งและกาแฟอบอวลไปทั่วบริเวณ มินตรานั่งอยู่ที่หัวโต๊ะพลางจิบกาแฟสายตาเหม่อลอยไปข้างหน้า ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับบทเรียนพิเศษที่เธอได้รับจากเมธาวีเมื่อคืนนี้นั้นจนหน้าขึ้นสีระเรื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่เดินลงบันไดมาทำให้มินตราสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาคินเดินลงมาด้วยท่าทางที่มั่นคงและสง่างาม โดยมีเมธาวีเดินเคียงข้างมาด้วยใบหน้าที่เอิบอิ่มและดูมีความสุข“พ่อ... พ่อเดินได้คล่องขนาดนี้แล้วเหรอคะ?” มินตราเอ่ยถามด้วยความดีใจที่ปิดไม่มิด“เออ... พยาบาลเขาดูแลดี กูเลยมีกำลังใจลุกขึ้นมาเดิน” ภาคินตอบเสียงเรียบพลางทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามลูกสาว โดยมีเมธาวีนั่งลงข้างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ“เป็นไงบ้าง งานที่บริษัทเมื่อวาน เหนื่อยไหมมินตรา?” ภาคินถามไถ่ลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก“ดีค่ะพ่อ ทุกอย่างเรียบร้อยดี ตอนนี้ก็แค่รอพ่อกลับไปดูแลต่อเองนั่นแหละค่ะ หนูแบกรับไว้คนเดียวไม่ไหวหรอก” มินตราตอบพลางส่งยิ้มให้พ่อ“เออ... ต่อไปนี้มึงก็พักบ้าง เ
บทที่ 9 รางวัล🔞เวลาผันผ่านไปราวกับติดปีกบิน ความอดทนและหยาดเหงื่อตลอดสามเดือนในการทำกายภาพบำบัดของภาคินสัมฤทธิ์ผลในที่สุด จากคนที่เคยแต่นอนนิ่งอยู่บนเตียงหรือขยับกายได้อย่างยากลำบาก ตอนนี้เขากลับมาหยัดยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้อีกครั้ง ร่างกายที่เคยซูบเซียวกลับมาแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพละกำลังดั่งเดิม“เม... กูกลับมาเดินได้คล่องแล้วนะ” ภาคินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ สายตาคมกริบจ้องมองร่างอ้อนแอ้นของเมที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความนัยบางอย่างที่ปิดไม่มิด“ดีใจด้วยนะคะคุณพ่อ... ในที่สุดคุณพ่อก็กลับมาเป็นคนเดิมเสียที” เมส่งยิ้มหวานหยด ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ตามฉบับของเธอ“เออ... และต่อจากนี้ไป กูก็จะได้เย็ดมึงได้ถนัดเสียที อัดอั้นมานานแล้ว” ชายหนุ่มขยับเข้าใกล้พลางเชยคางมนขึ้น คำพูดหยาบโลนที่หลุดออกมานั้นเต็มไปด้วยความโหยหาในรสสวาทที่ห่างหายไปนาน“หนึ่งแสนบาทค่ะ... สำหรับค่าเหนื่อยของเมในวันนี้” เมตอบกลับหน้าตาเฉย ราวกับตัวเลขนั้นเป็นเพียงเศษเงิน“มึงนี่มันหน้าเลือดไม่เปลี่ยนเลยนะอีเม... เห็นแก่เงินฉิบหาย” ภาคินหัวเราะในลำคอ แม้จะปากร้ายแต่เขากลับหลงใหลในความเขี้ยวลากดินของเด็
บทที่ 8 ความลับแตก🔞มินตราจ้องมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความไร้เดียงสาปนเปไปกับความรุ่มร้อนที่ถูกกระตุ้นจากการแอบฟังเสียงกามารมณ์มาหลายคืนทำให้นางเอกสาวเริ่มสติหลุดลอย“เมวิน เราบ้างสิ”“มิน... นี่แกเอาจริงเหรอ?” เมธาวีถามย้ำพลางยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า“จริงสิเม... มินได้ยินเสียงเมครางค่ำคืน มินก็นอนแฉะอยู่คนเดียวในห้อง มินอยากรู้ว่ามันรู้สึกยังไง” มินตราสารภาพเสียงแผ่ว ใบหน้าสวยเนียนเริ่มขึ้นสีระเรื่อเมธาวีไม่ได้ตอบอะไรแต่ขยับเข้าไปใกล้เพื่อนรักมากขึ้น มือเรียวเชยคางมินตราขึ้นมาสบตา “ถ้าอยากรู้... เมจะสอนให้เอง แลกกับการที่มินต้องเก็บเรื่องของเมกับพ่อมินไว้เป็นความลับ ตกลงไหม?”“ตกลง... เมสอนมินนะ”“งั้น... มินถอดเสื้อผ้าออกสิ เดี๋ยวเมเบ็ดให้ดู”คำสั่งเรียบๆ แต่ทรงพลังทำให้มินตรามือสั่น เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อนอนผ้าลื่นช้าๆ จนมันหลุดร่วงลงไปกองกับพื้น ตามด้วยชั้นในตัวจิ๋ว จนกระทั่งร่างกายขาวผ่องราวกับน้ำนมปรากฏแก่สายตา เมธาวีมองดูความสมบูรณ์แบบตรงหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย“ขึ้นไปนอนบนเตียง... อ้าขาออกกว้างๆ ให้เมเห็นชัดๆ”มินตราทำ
บทที่ 7 แซ่บมาก🔞เมธาวีหอบหายใจจนตัวโยน ร่องสวาทที่เพิ่งกระตุกเกร็งจนพ่นน้ำหวานออกมายังคงเต้นตุบๆ อยู่เหนือใบหน้าคมเข้มของภาคิน เธอใช้มือยันฟูกที่นอนพลางค่อยๆ ถอนสะโพกออกมา สายตาหยาดเยิ้มจ้องมองชายหนุ่มที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคราบกามเลอะไปทั่วไรหนวด“ทีนี้ก็ตากูบ้างแล้วนะอีเม... มึงทำกูเงี่ยนจนควยจะระเบิดอยู่แล้ว” ภาคินพูดเสียงพร่า แววตาของเขาดุดันและหิวโซราวกับจะกินเธอเข้าไปทั้งตัว“ค่ะ... จะเอาท่าไหนดีคะคุณพ่อขา” เมธาวีแกล้งกระซิบถามพลางเอื้อมมือไปกุมท่อนเอ็นเขื่องที่ผงาดง้ำสู้มือ รูดรั้งเบาๆ จนน้ำกามส่วนหัวปริ่มออกมาเลอะฝ่ามือ“จับควยกูยัดเข้าไป... แล้วมึงก็กดหีลงมาแรงๆ!” เขาออกคำสั่งพลางชันเข่าทั้งสองข้างขึ้นเพื่อให้เธอขยับเข้าหาได้ถนัดเมธาวีไม่ได้ขัด เธอคลานขึ้นไปคร่อมทับหน้าขาหนา มือเรียวข้างหนึ่งแยกกลีบเนื้อนุ่มที่บวมเป่งออกกว้าง อีกข้างจับความใหญ่โตที่ร้อนระอุให้จ่อตรงรอยแยกที่แฉะเยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักตัวกดสะโพกลงไปช้าๆ“อ๊ะ... อาส์... คุณภาค... มันใหญ่ชิบหายเลยค่ะ... ซี๊ดดด!” เมธาวีเชิดหน้าครางลั่น เมื่อท่อนเอ็นหนาค่อย ๆ มุดหายเข้าไปในความคับแน่นทีละนิดจนมิดโคน รอยจีบสาวข
บทที่ 6 ขย่ม🔞เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยกิจวัตรเดิมๆ ภายในคฤหาสน์ไม้สักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นและเสียงนกพัดพากันร้องจ้อกแจ้กอยู่ริมหน้าต่าง เมธาวียังคงทำหน้าที่พยาบาลส่วนตัวได้อย่างไร้ที่ติ ตั้งแต่ป้อนข้าว เช็ดตัว ไปจนถึงการประคองภาคินฝึกเดินอย่างหนักหน่วงในห้องกายภาพหยาดเหงื่อโซมกายหนาจนเสื้อยืดสีดำแนบไปกับมัดกล้าม ภาคินกัดฟันก้าวขาที่เคยไร้ความรู้สึกไปตามราวเหล็กได้มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ อาการของเขาดีขึ้นจนเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าความแข็งแรงที่กลับคืนมานั้น กลับนำพาความต้องการทางเพศที่รุนแรงขึ้นตามไปด้วย“วันนี้กูทำทุกอย่างครบแล้วนะ... เดินได้ไกลกว่าเมื่อวานด้วย” ภาคินหอบหายใจพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงกว้าง สายตาคมกริบจ้องมองเมธาวีที่กำลังเก็บผ้าขนหนูด้วยแววตาหิวกระหาย“เก่งมากค่ะคุณภาค อีกไม่กี่วันก็คงเดินออกไปคุมสวนได้เองแล้ว” เธอชมพลางหันมายิ้มหวานให้“แล้วรางวัลกูล่ะ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทวงสิทธิทันทีเมธาวีเลิกคิ้วขึ้นพลางเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม “คุณภาคคะ... มีวันไหนบ้างคะที่จะไม่หาเศษหาเกินกับหนูเนี่ย?”“ไม่มี...” ภาคินตอบสั้นๆ พลางเอื้อมมือหนาไปรวบเอวคอดกิ่วเข้ามาหาตัว
บทที่ 5 ข้อเสนอใหม่🔞บรรยากาศยามเย็นภายในคฤหาสน์ไม้สักเงียบสงบลงกว่าทุกวัน แสงสีส้มรำไรจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนกว้าง มินตรา เดินยิ้มแย้มเข้ามาหาพ่อของเธอที่วันนี้นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“พ่อคะ วันนี้เป็นยังไงบ้าง ดูสีหน้าสดใสขึ้นเยอะเลยนะคะ” มินตราเอ่ยทักพลางเดินเข้าไปบีบนวดไหล่หนาของคนเป็นพ่อเบาๆ“ก็ดี... ไม่ได้แย่อะไร” ภาคินตอบเสียงเรียบ ใบหน้าคมเข้มยังคงนิ่งเฉยตามนิสัย แต่แววตาที่เคยหม่นแสงกลับมีความวาววับบางอย่างซ่อนอยู่“แสดงว่าเพื่อนหนูดูแลดีใช่ไหมคะเนี่ย พ่อถึงยอมทำกายภาพแบบไม่บ่นเลย”“อืม... ก็พอคุยกันรู้เรื่อง” ภาคินปรายตาไปมอง เมธาวี ที่กำลังยืนเช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์อยู่อีกฝั่งของห้อง หญิงสาวแสร้งทำเป็นไม่สนใจสายตาคุกคามของเขา แต่รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากก็บ่งบอกว่าเธอรู้ดีว่าคุยกันรู้เรื่องของเขานั้นหมายถึงอะไร“หนูดีใจมากเลยค่ะที่พ่อเข้ากับเมได้แบบนี้ เห็นพ่อเริ่มขยับขาได้บ้าง หนูบอกเลยว่าทุ่มเงินจ้างเท่าไหร่ก็คุ้มค่าค่ะ” มินตราพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น โดยไม่รู้เลยว่าเงินที่เธอจ่ายไปนั้น
บทที่ 4 ข้อแลกเปลี่ยน🔞หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์เร่าร้อนบนรถเข็นวันนั้น บรรยากาศการทำกายภาพบำบัดในคฤหาสน์ไม้สักก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ภาคินให้ความร่วมมือมากขึ้นจนมินตราแปลกใจ แม้การขยับเขยื้อนท่อนล่างจะยังดูทุลักทุเลและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อจากความเจ็บปวด แต่มันก็ก้าวหน้ากว่าสามวันแรกที่เขาเอาแต่
บทที่ 3 เติมความหวาน🔞ภายในห้องนอนกว้างที่ปิดม่านทึบจนแสงสว่างรำไร กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ ปนเปไปกับกลิ่นน้ำหอมเย้ายวนจากกายสาว ภาคินจ้องมองร่างอ้อนแอ้นของพยาบาลสาวที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ตรงหน้า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหิวกระหายสัญชาตญาณดิบที่ถูกเก็บกดมานานจากการเป็นอัมพาตครึ่งท่อน“งั้นมึงก็ขึ้นมานั่
บทที่ 1 ขอร้องนะเพื่อนเสียงโวยวายที่ดังทะลุประตูห้องนอนออกมา ทำให้ มินตรา ทำได้เพียงยืนกำมือแน่นอยู่ด้านนอก เธอทอดสายตามองพยาบาลสาวดวงซวยรายล่าสุดที่เดินคอตกออกจากห้องไป เป็นคนที่ยี่สิบพอดีที่ถูกไล่ออกมาอย่างไร้เยื่อใยหญิงสาวตัดสินใจผลักประตูเข้าไปหาชายวัยกลางคนบนรถเข็นที่เอาแต่จ้องมองออกไปนอกหน้







