LOGINเมธาวี (เม) พยาบาลสาวสายแซ่บ ต้องรับงานพิเศษสุดท้าทาย เมื่อเพื่อนสนิทวานให้ไปดูแล “ภาคิน” พ่อหม้ายเจ้าของสวนผู้ร่ำรวย ที่กลายเป็นคนพิการครึ่งท่อนหลังประสบอุบัติเหตุ และมีนิสัยก้าวร้าว ปากร้าย จนพยาบาลนับสิบคนทนไม่ไหวต้องลาออก การพบกันครั้งแรกเต็มไปด้วยการปะทะคารมและแรงอารมณ์ ภาคินต่อต้านทุกคนที่เข้ามาในชีวิต ขณะที่เมธาวีไม่เพียงไม่กลัว แต่ยังท้าทายและพร้อม “กำราบ” คนไข้สุดดื้อรายนี้ให้อยู่หมัด จากความขัดแย้ง กลายเป็นเกมอำนาจระหว่างคนปากร้ายกับพยาบาลตัวแสบ ที่ทั้งสองต่างไม่ยอมกันง่าย ๆ ความใกล้ชิดในการทำกายภาพบำบัด ค่อย ๆ จุดชนวนความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงและซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้ว… ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่าย “กำราบ” อีกฝ่ายได้ และหัวใจที่เคยบาดเจ็บของพ่อหม้ายอย่างภาคิน จะยอมเปิดรับใครได้อีกครั้งหรือไม่?
View Moreบทที่ 1 ขอร้องนะเพื่อน
เสียงโวยวายที่ดังทะลุประตูห้องนอนออกมา ทำให้ มินตรา ทำได้เพียงยืนกำมือแน่นอยู่ด้านนอก เธอทอดสายตามองพยาบาลสาวดวงซวยรายล่าสุดที่เดินคอตกออกจากห้องไป เป็นคนที่ยี่สิบพอดีที่ถูกไล่ออกมาอย่างไร้เยื่อใย หญิงสาวตัดสินใจผลักประตูเข้าไปหาชายวัยกลางคนบนรถเข็นที่เอาแต่จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาว่างเปล่า “พ่อคะ... นี่คนที่ยี่สิบแล้วนะคะที่พ่อไล่ตะเพิดเขาไปแบบนั้น” ภาคิน ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองลูกสาว น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความหงุดหงิด “แล้วไง ในเมื่อไม่มีใครทำอะไรได้ถูกใจสักอย่าง จะจ้างมาให้เปลืองเงินทำไม” “แล้วเมื่อไหร่พ่อจะกลับมาเดินได้ล่ะคะ ถ้าพ่อเอาแต่ต่อต้านหมอต่อต้านพยาบาลอยู่แบบนี้” มินตราพยายามสะกดกลั้นอารมณ์น้อยใจ “ไม่หายก็ช่างมันเถอะ ขาใช้การไม่ได้แบบนี้ จะอยู่ไปเพื่ออะไร ตายๆ ไปเสียยังดีกว่า” คำพูดตัดพ้อที่เหมือนคนยอมแพ้ต่อโชคชะตาทำให้น้ำตาของคนเป็นลูกรื้นขึ้นมา “พ่อ... ทำไมพูดแบบนี้ล่ะคะ แล้วพ่อไม่คิดถึงหนูเหรอ หนูจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีพ่อ” “แกก็โตแล้วมินตรา ใช้ชีวิตของแกไป ไม่ต้องมาจมปลักอยู่กับคนพิการอย่างฉัน” ภาคินตัดบทเสียงแข็ง แววตาคมเข้มที่เคยดุดันตอนนี้มีเพียงความขมขื่นซ่อนอยู่ มินตราลอบถอนหายใจยาว รู้ดีว่าพูดไปตอนนี้ก็มีแต่จะทะเลาะกัน “หนูไปทำงานก่อนนะคะ เดี๋ยวจะบอกให้ป้าแจ่มเข้ามาดู” เธอกล่าวคำลาเพียงสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่แห้งผากประหนึ่งคนหมดแรง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันในยามเช้าที่เพิ่งเริ่มต้น แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงดูห่อเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัดจากภาระความหนักใจที่สุมทรวงอยู่ ทั้งที่แสงอาทิตย์อ่อนๆ กำลังเริ่มสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกหม่นแสงในใจของเธอเจือจางลงเลย เมื่อลงมาถึงชั้นจอดรถ เธอทรุดตัวลงนั่งหลังพวงมาลัยของรถยนต์คันหรูคู่ใจ ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายของหยาดน้ำค้างและความเย็นสดชื่นของรุ่งสาง มือเรียวเอื้อมไปกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงทุ้มต่ำของเครื่องกำลังแรงสูงครางกระหึ่มขึ้นเบาๆ ก่อนที่เธอจะบังคับมันให้เคลื่อนตัวออกจากอาคาร มุ่งหน้าฝ่ากระแสจราจรที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ มุ่งสู่ใจกลางเมืองที่กำลังตื่นจากการหลับใหล ไอแดดสีทองเริ่มสะท้อนกับกระจกหน้ารถจนต้องหรี่ตาลงเป็นระยะ เป้าหมายของเธอคือร้านอาหารเช้าบรรยากาศกึ่งคาเฟ่ที่เป็นจุดนัดพบประจำของกลุ่มเพื่อนสนิท สถานที่เดียวที่เธอหวังว่ากลิ่นหอมของกาแฟสดและบทสนทนาที่คุ้นเคยในยามเช้านี้ จะช่วยบรรเทาความทุกข์ที่เกาะกินใจอยู่ให้เบาบางลงได้บ้างก่อนจะเริ่มวันใหม่อย่างจริงจัง “เม! ทางนี้” มินทรากวักมือเรียกเพื่อนสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้าน เมธาวี หรือ เม พยาบาลสาวลุคโฉบเฉี่ยวเดินตรงเข้ามาหาเพื่อนพร้อมรอยยิ้ม “มาแล้วๆ โทษทีนะที่ให้รอ ดีใจจังที่ได้เจอกันสักที” “ดีใจเหมือนกันเม แต่ดูหน้าเราสิ ไม่ค่อยสู้ดีเลยใช่ไหม” มินตราฝืนยิ้มตอบ เมธาวีสังเกตเห็นความอ่อนแรงในดวงตาเพื่อนจึงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “นั่นสิ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า ทำไมทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบแบบนั้นล่ะ” “คือ... เรามีเรื่องอยากให้เมช่วยน่ะ” มินตราเริ่มเข้าประเด็นพลางมองสบตาเพื่อนอย่างมีความหวัง “เรื่องอะไรเหรอว่ามาดิ” เมธาวีถามพลางดูดน้ำเย็นๆ เข้าปากเพื่อดับร้อน “เราอยากจ้างเมไปดูแลพ่อเราหน่อย... ไปทำกายภาพให้ท่านที” คำขอของเพื่อนทำให้เมธาวีชะงักไปครู่หนึ่ง “อ้าว ทำไมล่ะ ปกติบ้านแกก็จ้างพยาบาลพิเศษอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” “พูดแล้วก็กลุ้ม พยาบาลยี่สิบคนแล้วนะเม ไม่มีใครทนนิสัยพ่อเราได้สักคน พ่อเราอาละวาดไล่ตะเพิดจนทุกคนถอดใจหมด” มินตราเม้มริมฝีปากแน่น “เราเลยคิดถึงเม... เราเชื่อว่าถ้าเป็นเม เมต้องเอาพ่อเราอยู่แน่ๆ ช่วยเราเถอะนะ” เมธาวีวางแก้วน้ำลงช้าๆ เธอใช้ความคิดครู่หนึ่ง นัยน์ตาสวยคมวาววับขึ้นมาเมื่อได้ยินคำว่า 'ฝยี่สิบคนทนไม่ได้สำหรับคนอย่างเธอ ยิ่งยาก... มันก็ยิ่งน่าลอง “พ่อแก... ดุขนาดนั้นเลยเหรอ?” “ที่สุดเลยล่ะ ทั้งปากร้าย ทั้งขี้โมโห ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ เขาก็กลายเป็นคนละคนไปเลย” มินตราถอนหายใจยาวเหยียด “แต่เราไม่อยากเห็นท่านยอมแพ้ เมช่วยไปดัดนิสัยพ่อเราหน่อยได้ไหม เรื่องค่าจ้าง... เรายอมจ่ายให้สามเท่าจากที่เมเคยรับเลย” “สามเท่า?” หัวใจของพยาบาลสาวกระตุกวูบด้วยความสนใจ เงินจำนวนนั้นมันมากพอที่จะทำให้เธอตกลงได้ไม่ยาก แต่นอกเหนือจากเงิน คือความท้าทายที่อยากจะกำราบคนแก่ที่บาดเจ็บคนนี้ให้เชื่องภายใต้มือของเธอ “โอเค... เห็นแก่ความเป็นเพื่อนหรอกนะ และที่สำคัญ... เงินมันก็น่าสนใจมากด้วย” เมธาวีกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย “ขอบคุณมากนะเม! ขอบคุณจริงๆ พรุ่งนี้เช้าเราไปรับที่คอนโดเลยนะ เตรียมตัวไว้ให้ดีล่ะ พ่อเราน่ะ... รับมือยากกว่าที่แกคิดเยอะ” เมธาวีไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแค่จิบน้ำพลางจินตนาการถึงใบหน้าของคนไข้คนใหม่ที่เพื่อนบอกว่าดุดันนักหนา สำหรับเธอแล้ว... ยิ่งดุ ยิ่งพยศ มันก็ยิ่งเร้าอารมณ์ให้ยากจะเอาชนะ . . . แสงแดดอ่อนยามเช้าทอประกายผ่านแมกไม้ในสวนผลไม้กว้างใหญ่ แต่กลับไม่ได้ช่วยให้คฤหาสน์ไม้สักหลังงามดูอบอุ่นขึ้นเลย ความเงียบสงัดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณชวนให้รู้สึกเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด เมธาวี เดินตามแรงจูงใจของมินตราเข้าไปข้างใน ฝีเท้าของเธอสม่ำเสมอและมั่นคง ยูนิฟอร์มพยาบาลสีขาวสะอาดตาที่สวมใส่อยู่นั้นดูจะเล็กกว่าขนาดตัวไปเสียหน่อย ผ้าเนื้อละเอียดแนบสนิทไปกับส่วนเว้าโค้ง ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้เด่นชัดจนทุกย่างก้าวดูเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะละสายตา “พ่อคะ พยาบาลคนใหม่มาแล้วค่ะ” มินตราเอ่ยทำลายความเงียบพลางผลักบานประตูห้องนอนกว้างออก ท่ามกลางแสงสว่างที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ภาคิน นั่งนิ่งอยู่บนรถเข็นเพียงลำพัง แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อยืดสีดำดูบึกบึนและทรงพลัง ราวกับร่างกายท่อนบนของเขาไม่ได้เสื่อมถอยไปตามอาการบาดเจ็บที่ท่อนล่างเลย ใบหน้าคมคร้ามที่มีไรหนวดค่อย ๆ หันมาหาผู้มาเยือน ดวงตาคู่นั้นกร้าวระคายและเย็นชาจนคนมองรู้สึกเกร็ง “บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องเอาใครมาอีก... กูไม่ทำ!” เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องจนมินตราถึงกับไหล่ห่อด้วยความตกใจ “แต่คนนี้เพื่อนหนูเองนะคะพ่อ...” มินตราพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “เพื่อนมึงแล้วไง?” ภาคินแค่นยิ้มหยัน สายตาคมกริบกวาดมองร่างระหงในชุดพยาบาลรัดรูปอย่างดูถูก “หน้าตาอย่างกับนางเอกหนังโป๊ จะมาเช็ดตัวให้กูหรือจะมาอ่อยกูสืบพันธุ์ล่ะ? ออกไป!” คำพูดร้ายกาจนั้นทำให้มินตราหน้าเสียจนทำตัวไม่ถูก ทว่าเมธาวีกลับไม่มีอาการสะทกสะท้าน เธอสาวเท้าเข้าไปหาชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยท่าทีนิ่งสงบ ก่อนจะโน้มกายลงไปจนหน้าอกอวบอิ่มเฉียดใกล้กับท่อนแขนแกร่งของเขาเพียงนิดเดียว กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาว กรุ่นกระจายอยู่รอบตัวเขาขณะที่เธอจงใจกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าชวนลุ่มหลงข้างใบหู “จะมาอ่อยหรือมาทำกายภาพ... เดี๋ยว คุณภาคินก็ได้รู้ค่ะ แต่ปากร้ายๆ แบบนี้ เมชอบนะ... มันน่าลองกำราบดูสักที” ภาคินชะงักไปในทันที ความอวดดีของหญิงสาวตรงหน้าทำให้ความโกรธขึงเปลี่ยนเป็นความแปลกใจ เธอไม่มีท่าทีขลาดกลัวเหมือนพยาบาลคนอื่นๆ ที่เขาเคยไล่ตะเพิดไป หนทางกลับกัน สายตาซุกซนของเธอกำลังกวาดสำรวจเขาอย่างเปิดเผย ตั้งแต่เครื่องหน้าคมเข้มลามเรื่อยลงไปจนถึงจุดกึ่งกลางกายที่ยังคงสงบนิ่งภายใต้กางเกงผ้าเนื้อดี “มึงอย่าคิดว่าเป็นเพื่อนลูกกู แล้วกูจะไม่กล้าด่า” เขาเค้นเสียงรอดไรฟัน พยายามข่มอารมณ์ที่เริ่มพลุ่งพล่าน “ใจเย็นๆ สิคะคุณพ่อ... เรียกเมเฉยๆ ก็พอ” เธอตอบกลับพร้อมรอยยิ้มพรายที่มุมปาก “พวกมึงออกไปให้หมด! กูอยากอยู่คนเดียว!” เขาตวาดไล่อีกครั้งด้วยความรำคาญใจ “เม... เราฝากด้วยนะ เดี๋ยวเราต้องรีบไปทำงานก่อน” มินตราหันมาบอกเพื่อนด้วยความเป็นห่วงผสมความเกรงใจ “อืม ไปเหอะ... ทางนี้เราจัดการเองได้”เมธาวีตอบรับด้วยสายตามุ่งมั่น เธอจับจ้องไปยังชายหนุ่มบนรถเข็นที่กำลังจ้องหน้าเธออย่างจะกินเลือดกินเนื้อ สำหรับเธอแล้ว งานนี้ดูท่าจะน่าสนุกกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีกบทที่ 10 ครอบครัว🔞แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาในห้องอาหารไม้สักทอง กลิ่นหอมของข้าวต้มกุ้งและกาแฟอบอวลไปทั่วบริเวณ มินตรานั่งอยู่ที่หัวโต๊ะพลางจิบกาแฟสายตาเหม่อลอยไปข้างหน้า ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับบทเรียนพิเศษที่เธอได้รับจากเมธาวีเมื่อคืนนี้นั้นจนหน้าขึ้นสีระเรื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่เดินลงบันไดมาทำให้มินตราสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาคินเดินลงมาด้วยท่าทางที่มั่นคงและสง่างาม โดยมีเมธาวีเดินเคียงข้างมาด้วยใบหน้าที่เอิบอิ่มและดูมีความสุข“พ่อ... พ่อเดินได้คล่องขนาดนี้แล้วเหรอคะ?” มินตราเอ่ยถามด้วยความดีใจที่ปิดไม่มิด“เออ... พยาบาลเขาดูแลดี กูเลยมีกำลังใจลุกขึ้นมาเดิน” ภาคินตอบเสียงเรียบพลางทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามลูกสาว โดยมีเมธาวีนั่งลงข้างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ“เป็นไงบ้าง งานที่บริษัทเมื่อวาน เหนื่อยไหมมินตรา?” ภาคินถามไถ่ลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก“ดีค่ะพ่อ ทุกอย่างเรียบร้อยดี ตอนนี้ก็แค่รอพ่อกลับไปดูแลต่อเองนั่นแหละค่ะ หนูแบกรับไว้คนเดียวไม่ไหวหรอก” มินตราตอบพลางส่งยิ้มให้พ่อ“เออ... ต่อไปนี้มึงก็พักบ้าง เ
บทที่ 9 รางวัล🔞เวลาผันผ่านไปราวกับติดปีกบิน ความอดทนและหยาดเหงื่อตลอดสามเดือนในการทำกายภาพบำบัดของภาคินสัมฤทธิ์ผลในที่สุด จากคนที่เคยแต่นอนนิ่งอยู่บนเตียงหรือขยับกายได้อย่างยากลำบาก ตอนนี้เขากลับมาหยัดยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้อีกครั้ง ร่างกายที่เคยซูบเซียวกลับมาแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพละกำลังดั่งเดิม“เม... กูกลับมาเดินได้คล่องแล้วนะ” ภาคินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ สายตาคมกริบจ้องมองร่างอ้อนแอ้นของเมที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความนัยบางอย่างที่ปิดไม่มิด“ดีใจด้วยนะคะคุณพ่อ... ในที่สุดคุณพ่อก็กลับมาเป็นคนเดิมเสียที” เมส่งยิ้มหวานหยด ทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ตามฉบับของเธอ“เออ... และต่อจากนี้ไป กูก็จะได้เย็ดมึงได้ถนัดเสียที อัดอั้นมานานแล้ว” ชายหนุ่มขยับเข้าใกล้พลางเชยคางมนขึ้น คำพูดหยาบโลนที่หลุดออกมานั้นเต็มไปด้วยความโหยหาในรสสวาทที่ห่างหายไปนาน“หนึ่งแสนบาทค่ะ... สำหรับค่าเหนื่อยของเมในวันนี้” เมตอบกลับหน้าตาเฉย ราวกับตัวเลขนั้นเป็นเพียงเศษเงิน“มึงนี่มันหน้าเลือดไม่เปลี่ยนเลยนะอีเม... เห็นแก่เงินฉิบหาย” ภาคินหัวเราะในลำคอ แม้จะปากร้ายแต่เขากลับหลงใหลในความเขี้ยวลากดินของเด็
บทที่ 8 ความลับแตก🔞มินตราจ้องมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความไร้เดียงสาปนเปไปกับความรุ่มร้อนที่ถูกกระตุ้นจากการแอบฟังเสียงกามารมณ์มาหลายคืนทำให้นางเอกสาวเริ่มสติหลุดลอย“เมวิน เราบ้างสิ”“มิน... นี่แกเอาจริงเหรอ?” เมธาวีถามย้ำพลางยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า“จริงสิเม... มินได้ยินเสียงเมครางค่ำคืน มินก็นอนแฉะอยู่คนเดียวในห้อง มินอยากรู้ว่ามันรู้สึกยังไง” มินตราสารภาพเสียงแผ่ว ใบหน้าสวยเนียนเริ่มขึ้นสีระเรื่อเมธาวีไม่ได้ตอบอะไรแต่ขยับเข้าไปใกล้เพื่อนรักมากขึ้น มือเรียวเชยคางมินตราขึ้นมาสบตา “ถ้าอยากรู้... เมจะสอนให้เอง แลกกับการที่มินต้องเก็บเรื่องของเมกับพ่อมินไว้เป็นความลับ ตกลงไหม?”“ตกลง... เมสอนมินนะ”“งั้น... มินถอดเสื้อผ้าออกสิ เดี๋ยวเมเบ็ดให้ดู”คำสั่งเรียบๆ แต่ทรงพลังทำให้มินตรามือสั่น เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อนอนผ้าลื่นช้าๆ จนมันหลุดร่วงลงไปกองกับพื้น ตามด้วยชั้นในตัวจิ๋ว จนกระทั่งร่างกายขาวผ่องราวกับน้ำนมปรากฏแก่สายตา เมธาวีมองดูความสมบูรณ์แบบตรงหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย“ขึ้นไปนอนบนเตียง... อ้าขาออกกว้างๆ ให้เมเห็นชัดๆ”มินตราทำ
บทที่ 7 แซ่บมาก🔞เมธาวีหอบหายใจจนตัวโยน ร่องสวาทที่เพิ่งกระตุกเกร็งจนพ่นน้ำหวานออกมายังคงเต้นตุบๆ อยู่เหนือใบหน้าคมเข้มของภาคิน เธอใช้มือยันฟูกที่นอนพลางค่อยๆ ถอนสะโพกออกมา สายตาหยาดเยิ้มจ้องมองชายหนุ่มที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคราบกามเลอะไปทั่วไรหนวด“ทีนี้ก็ตากูบ้างแล้วนะอีเม... มึงทำกูเงี่ยนจนควยจะระเบิดอยู่แล้ว” ภาคินพูดเสียงพร่า แววตาของเขาดุดันและหิวโซราวกับจะกินเธอเข้าไปทั้งตัว“ค่ะ... จะเอาท่าไหนดีคะคุณพ่อขา” เมธาวีแกล้งกระซิบถามพลางเอื้อมมือไปกุมท่อนเอ็นเขื่องที่ผงาดง้ำสู้มือ รูดรั้งเบาๆ จนน้ำกามส่วนหัวปริ่มออกมาเลอะฝ่ามือ“จับควยกูยัดเข้าไป... แล้วมึงก็กดหีลงมาแรงๆ!” เขาออกคำสั่งพลางชันเข่าทั้งสองข้างขึ้นเพื่อให้เธอขยับเข้าหาได้ถนัดเมธาวีไม่ได้ขัด เธอคลานขึ้นไปคร่อมทับหน้าขาหนา มือเรียวข้างหนึ่งแยกกลีบเนื้อนุ่มที่บวมเป่งออกกว้าง อีกข้างจับความใหญ่โตที่ร้อนระอุให้จ่อตรงรอยแยกที่แฉะเยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักตัวกดสะโพกลงไปช้าๆ“อ๊ะ... อาส์... คุณภาค... มันใหญ่ชิบหายเลยค่ะ... ซี๊ดดด!” เมธาวีเชิดหน้าครางลั่น เมื่อท่อนเอ็นหนาค่อย ๆ มุดหายเข้าไปในความคับแน่นทีละนิดจนมิดโคน รอยจีบสาวข