Masukนาเซียใช้ข้ออ้างเมื่องานเลี้ยงฉลองพระชนมพรรษาองค์รัชทายาทในการไม่ออกไปพบปะสังคม ก่อนที่เธอจะใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่กับห้องหนังสือของตระกูล เธอต้องการที่จะรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้ต้องมาอยู่ในที่นี้ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอ แล้วตอนนี้ร่างที่แท้จริงของเธอเป็นเช่นไร
“คุณหนูดิฉันนำน้ำชามาแล้วค่ะ” มีร่าสาวใช้คนสนิทเธอเข็นรถชาเข้ามาเหมือนทุก ๆ วันในช่วงยามบ่าย แต่ก่อนหน้านี้นาเซียจะเพิ่งสังเกตุเห็นว่าพี่ชายของนาเซียเพิ่งจะได้หยุดพักหลังจากที่เข้าวังไปเกือบแรมปี อานิชโตมักจะไม่ค่อยได้กลับคฤหาสน์ดาร์เรลเท่าไหร่นัก เพราะงานของเขามักอยู่กับองค์จักรพรรดิ แต่ถึงจะกลับมาอานิชโตก็ไม่เคยที่จะเข้ามาพูดคุยกับนาเซียเลย นั่นทำให้เธอค่อนข้างพอใจ เพราะต่อให้เธอมาอยู่ในร่างนี้ได้เกือบสองเดือนแต่การที่จะพูดคุยกับคนในครอบครัวก็ยังค่อนข้างลำบากเกินไป นาเซียพยายามหาหนังสือเกี่ยวกับเวทมนต์ เพื่ออาจจะได้พบวิธีที่จะพาเธอกลับไปยังโลกเดิมของเธอได้ ตอนนี้ตัวละครหลักก็คงกำลังดำเนินไปตามเนื้อเรื่อง
“คุณหนูนาเซีย มีจดหมายจากราชวังส่งมาให้ท่านค่ะ” มีร่ายื่นซองสีครีมที่มีตราประทับเป็นตราสัญลักษณ์ของราชสำนักส่วนพระองค์ราชินีมาเรน่า นาเซียคลี่มันออกอย่างช้า ๆ เธอคาดหวังว่าคงจะไม่เรียกตัวเธอให้ไปนั่งเฝ้าบุตรชายของนาง แต่เหมือนคำอธิฐานของเธอจะไม่เป็นผลเมื่อเนื้อความนั้นขอให้เธอไปร่วมงานเต้นรำทางเหนือของอาณาเขตกาบริเอล
“เชี่....แล้ว!!” นาเซียหลุดคำอุทานอย่างเคยตัว ไม่เพียงที่ราชินีจะให้เธอไปเป็นคู่เต้นรำให้กับองค์รัชทายาทลาฟาซแล้ว ยังส่งให้เธอไปยังอาณาเขตของมิกาเอล ตัวร้ายที่เธออยากจะหลบหลีกมากที่สุด
“ข้าไม่ไป บอกไปว่าข้าป่วย” นาเซียบฉีกจดหมายเชิญทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ
“แต่.....คุณหนู” นีร่าทำเสียงหลุบหายไปในลำคอเมื่ออีกคนบ่ายเบี่ยง
“ข้าอับอายมากแค่ไหนที่ชุดข้าขาดกลางงานเต้นรำนั่น” เธอพยายามแสดงให้เห็นว่าเธอนั้นอับอายมากจริง ๆ แต่ในความจริงแล้วเธอแทบไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก เพราะถึงอย่างไรร่างกายนั้นก็เป็นของนาเซียอยู่ดี
“คือตอนนี้องค์รัชทายาทแคลบอร์นกำลังรอคุณหนูอยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ” นีร่าโพล่งขึ้น เมื่อเธออ้างเหตุผล แต่ทันทีที่นาเซียได้ยินคำว่าองค์รัชทายาท แววตากลมกลับเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
“ทำไม....ทำไมต้องมาถึงนี่ด้วย” นาเซียสบถกับตัวเองเบา ๆ เธอคิดไว้แล้วว่าจะไม่ไปวุ่นวายชีวิตตัวละครหลัก แต่ทำไมเขาถึงต้องมาหาเธอด้วย
“คุณหนูนาเซีย ท่านต้องรีบเปลี่ยนชุดนะคะ” นีร่ายังคงเรียกเตือนเธอ
“ไม่..เราจะไปชุดนี้แหละ” พูดจบนาเซียก็เดินออกจากห้องสมุดไป แม้สาวใช้ของเธอจะวิ่งร้องขออย่างไรเธอก็ไม่ฟัง เธอมองว่าชุดของเธอก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดเสียเมื่อไหร่ แต่หากความจริงในที่นี้แล้ว การที่เลดี้ของตระกูลไม่เปลี่ยนชุด และยังสวมชุดธรรมดาจะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติแก่ราชวงศ์
“ถวายพระพรแด่อาทิตย์ดวงน้อยแห่งแคลบอร์นเพคะ” นาเซียยอตัวยกกระโปรงขึ้นตามธรรมเนียม แววตาของเขาจับจ้องมายังเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เลดี้ดาร์เรล นี่เจ้ากล้า”
“ฝ่าบาทมาถึงนี่เพราะองค์ราชินีส่งจดหมายมาให้หม่อมฉันหรือเพคะ” นาเซียรีบแทรกขึ้น เธอรู้ว่าลาฟาซคงกำลังจะตำหนิชุดที่เธอสวมใส่อยู่ แต่ในเมื่อเธอไม่ใช่นาเซียคนก่อนหน้านั้นแล้ว ทำไมเธอจะต้องสนใจเขากัน สิ่งที่เธอสนใจมีเพียงสิ่งเดียวนั่นก็คือการหาทางกลับไปยังโลกเดิมเท่านั้น
“ข้ากำลังจะบอกเจ้าว่าไม่จำเป็น เลดี้บอร์นเนอร์จะเป็นผู้ไปร่วมงานกับข้าในครั้งนี้” ลาฟาซตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น เขามองดูท่าทางหยิ่งยโสของนาเซียแล้วอดรู้สึกสมเพชไม่ได้ ต่อให้ไม่มีทางเลือกจริงเขาก็จะให้เพียงตำแหน่งราชินีตามที่นางต้องการ แต่หัวใจเขาไม่อาจมอบให้ได้
“หม่อมฉันก็ไม่อยากไปเสียเท่าไหร่ หากหมดธุระฝ่าบาทแล้วหม่อมฉันขอตัว” นาเซียยกตัวลุก แต่กลับถูกลาฟาซรั้งแขนไว้
“เดี๋ยว!! เจ้ากำลังจะมีแผนอะไรอยู่” อยู่ ๆ ลาฟาซก็เอ่ยถามเธอขึ้นมาพร้อมสายตาไม่พอใจที่เธอปฏิเสธการร่วมงานเต้นรำครั้งนี้
“แผนการ? ..หม่อมฉันไม่มีหรอกเพคะ ในเมื่อฝ่าบาทเอ่ยว่าเลดี้บอร์นเนอร์จะเป็นคู่เต้นรำให้แก่พระองค์ หม่อมฉันก็ไม่คัดค้าน หม่อมฉันกำลังเกียจค้านอยู่พอดี เกียจค้านที่จะเอาอกเอาใจพระองค์ยังไงเพคะ” นาเซียตอบพร้อมกับเหยียดยิ้มเหน็บแนมให้แก่เขา
ลาฟาซได้แต่ทำท่าโมโหนาเซียก่อนออกจากคฤหาสน์ดาร์เรลไป นาเซียถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอคิดว่าเธอเกือบหยุดหายใจ เมื่อต้องโต้เถียงลาฟาซ แม้เธอจะบอกกับตัวเองว่าจะไม่สนใจเขา แต่ร่างกายนี้กับตอบสนองแก่ลาฟาซเป็นที่สุด
“เซีย!!” เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้เธอรีบหันมอง อานิชโตกำลังยืนตรงถือบัตรเชิญในของเธอในมือ หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเพราะเป็นเธอที่ฉีกจดหมายนั้นออกเป็นสองส่วน นาเซียจ้องมองเมื่ออานิชโตขยับเข้ามาใกล้ เธอไม่รู้ว่าสองพี่น้องนี้มีสัมพันธ์เช่นไร เพราะเนื้อหาหลักแทบไม่ค่อยได้เอ่ยถึงอานิชโตเสียเท่าไหร่
“น้องพี่ หากเจ้าไม่อยากไปเจ้าก็ไม่ควรฉีกจดหมายขององค์ราชินีเช่นนี้” อานิชโตยกมือกุมไหล่เธอพร้อมสายตาที่ดูเป็นห่วง นาเซียนิ่งอึ้งเพียงครู่ก่อนเอ่ย
“ท่านพี่ แต่ข้าอับอายเกินไป ข้าไม่อาจสู้หน้าใครได้” นาเซียเครือน้ำเสียงเศร้าสร้อย ก่อนแสดงละครว่าตนนั้นเป็นน้องสาวที่ผู้น่าสงสาร
“เซีย เจ้าบอกพี่มาว่าใครกันที่ทำให้ร่างกายเจ้าเป็นเช่นนั้น พี่จะไปสั่งสอนมันเอง” อานิชโตเอ่ยถึงรอยจ้ำแดงบนแผ่นหลังของเธอ แต่เธอจะตอบเขาได้อย่างไรว่าแท้จริงแล้ว เป็นเธอต่างหากที่ขอร้องดยุกกาบริเอลเอง
“ท่านพี่โปรดวางใจ เพราะข้าสวมชุดที่รัดเกิดไปจึงเกิดรอยพวกนั้น” เธอแก้ตัวโดยไม่ได้คาดหวังว่าอานิชโตจะเชื่อ แต่ผิดคาดอานิชโตกับพยักหน้าราวเข้าใจ พร้อมลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดู
“หากเจ้าไม่อยากทำก็ไม่มีใครบังคับได้ จำไว้เซีย เจ้าคือสตรีงดงามเพียงผู้เดียวแห่งตระกูลดาร์เรล เจ้าไม่จำเป็นต้องนอบน้อมผู้ใด หากเจ้าไม่ชอบที่จะทำมัน” อานิชโตบอกน้องสาวที่รักของเขา แม้เขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กับนางมากนัก แต่นางก็คือนางฟ้าตัวน้อยสำหรับเขาเสมอ
ดูเหมือนเรื่องงานเต้นรำเธอก็ปฏิเสธและลาฟาซก็รับรู้แล้ว แต่ทำไมขบวนรถม้าของพระราชวังถึงหยุดอยู่หน้าคฤหาสน์ดาร์เรลกัน นาเซียยืนมองจากห้องนอนที่อยู่ชั้นที่สามของคฤหาสน์ ก่อนจะมีร่าวิ่งเข้ามาแจ้งข้อสงสัยของเธอ
“คุณหนูนาเซียคะ องค์รัชทายาทกำลังรอท่านที่ห้องรับแขก” นาเซียขมวดคิ้วอย่างสงสัย หรือที่เธอปฏิเสธไปจะไม่เป็นผล นาเซียเดินลงมายังห้องรับแขก เธอมองเหล่าบุรุษอีกสามสี่คนที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าห้อง คงเป็นอัศวินรักษาพระองค์ นาเซียมองคนที่กำลังนั่งอยู่ ลาฟาซสวมชุดเต็มยศมันช่างขับให้เขาดูงดงามสมกับเป็นตัวเอกของเรื่อง แต่สำหรับเธอแล้วตอนนี้เธอไม่ได้สนใจว่าเขาจะสวมชุดหรือทำอะไร ที่เธอสงสัยคือเรื่องอะไรกันที่เขามาที่คฤหาสน์ของเธออีกครั้งกันแน่
“เจ้าจะต้องเป็นผู้เดินทางไปร่วมงานกับข้า” ยังไม่ทันที่เธอจะยอบตัวลง ลาฟาซก็รีบเอ่ยจุดประสงค์ของเขาขึ้น
“แต่หม่อมฉันบอกฝ่าบาทไปแล้ว”
“ข้าไม่อาจขัดคำสั่งเสด็จแม่ได้ หากเจ้าคิดปฏิเสธข้า ข้าจะถือว่าเจ้ากำลังคิดขัดอำนาจราชวงศ์อยู่นะเลดี้ดาร์เรล” นาเซียแทบอยากจะพุ่งตัวเข้าไปต่อยหน้าเขาสักครั้ง เป็นเพราะเขาเองก่อนหน้านี้ได้บอกกับเธอเองว่าจะให้เซลีนเป็นคู่เต้นรำ แต่ตอนนี้กำลังกล่าวหาว่าเธอคิดขัดอำนาจราชวงศ์
“เพคะ” แม้ใจจะขัดแย้งแต่เธอทำได้เพียงตอบรับไปเท่านั้น เพียงไม่นานเธอก็ถูกจับเปลี่ยนชุดและออกจากตระกูลพร้อมรถม้าของราชวัง การเดินทางครั้งนี้คือการเดินทางไปยังอาณาเขตกาบริเอล เป็นครั้งแรกของเธอและยังเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในเนื้อหาหลักของเรื่อง
อาณาเขตกาบริเอลเป็นเขตทางเหนือของจักรวรรดิแคลบอร์น ตลอดทั้งปีจะมีหิมะปกคลุม สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นแร่หินเวท แต่ช่วงกลางปีจะเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่นขึ้น ดยุกกาบริเอลจึงฉลองจัดงานเทศกาลเต้นรำให้กับชาวเมืองของเขา เพื่อพักผ่อน และจักรพรรดิแคลบอร์นก็จะต้องไปร่วมงานเต้นรำนี้เสมอ แต่สำหรับในปีนี้ร่างกายพระองค์ไม่ค่อยดีนัก จึงมอบหน้าที่นี้ให้แก่องค์รัชทายาทเป็นผู้รักษาธรรมเนียม
นาเซียถูกเชิญขึ้นรถม้า แต่ทันทีที่ประตูรถม้าเปิดออกเธอก็เห็นสตรีอีกคน เซลีนนั่งรออยู่ด้านในรถม้าอย่างเงียบ ๆ เธอไม่มีทีท่าจะขยับกายใด ๆ แม้นาเซียจะขึ้นมานั่งบนรถม้าแล้วก็ตาม ลาฟาซที่ขึ้นตามมาก็ขยับไปนั่งอยู่ข้าง ๆ เซลีน แม้จะไม่อยากมองภาพตรงหน้า แต่ภายในรถม้าก็คับแคบเกินไป นาเซียได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่าง โชคดีที่รถม้า ราชวังได้อภิสิทธิ์ในการใช้หินเวทเคลื่อนย้าย สามารถส่งรถม้าไปยังหน้าปราสาทดยุกกาบริเอลได้ในเพียงไม่ถึงชั่วโมง
ปราสาทสีขาวกลืนไปกับหิมะสีขาว นาเซียจ้องมองอย่างสนใจเธอคิดว่าปราสาทของดยุกกาบริเอลจะดูทมึงทึงราวกับนิสัยของเขาเสียอีก รถม้าค่อย ๆ ชะลอตัวเธอรู้สึกเหมือนกับมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเธอ นั่นก็คือการเมามานาที่ขับเคลื่อนให้รถมาทะลุมายังหน้าปราสาทนี้ นาเซียยกมือขึ้นปิดปากตนเองเพราะเกรงว่าจะอาเจียนออกมา ไม่ใช่เพียงเธอผู้เดียวที่มีอาการเช่นนี้ เซลีนก็เช่นเดียวกัน แต่ลาฟาซช่วยประคองเซลีนอย่างทะนุทะนอม ส่วนเธองั้นเหรอ เธอต้องยืนด้วยขาของตัวเองอย่างยากลำบาก นาเซียพยายามสูดอากาศเข้าปอดลึก ๆ เพื่อให้อาการเมา มานานั้นหายไป ‘ก็ไหนว่ามีพลังเยียวยาไง ทำไมไม่เอามารักษาตัวเองล่ะ’ นาเซียนึกสงสัยเมื่อเซลีนดูจะเพลียมากกว่าเธอ
“ถวายพระพรอาทิตย์ดวงน้อยแห่งแคลบอร์น” ดยุกกาบริเอลยืนรอรับด้านหน้าทางเข้าปราสาท แววตาของเขายังคงจับจ้องอยู่เพียงเซลีน นาเซียมองแววตานั้นอย่างก้นด่า ดูแววตาของเขาคงกำลังเป็นห่วงเซลีนไม่ต่างกับลาฟาซ
“ข้าเดินทางมาเหนื่อยแล้ว ช่วยพาข้าไปที่ห้องพักทีลอร์ดเฮนรี่” นาเซียถือวิสาสะ เธอไม่สนใจว่าใครจะมองเธออย่างไร เพราะถึงอย่างไรเธอก็เป็นนางร้ายของเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่นนั้นเธอก็ไม่ต้องกว่าว่าใครจะต่อว่าเธอได้
ลอร์ดเฮนรี่พานาเซียมายังห้องหนึ่ง ดูท่าน่าจะเป็นห้องนอนสำหรับช่วงเวลาที่อยู่ในปราสาทนี้ ทันทีที่เฮนรี่เดินออกไป เธอก็กระโดดโยนตัวเองลงที่นอนนุ่ม ๆ
“อ้า...สบายจัง” นาเซียอุทานออกมาเมื่อตัวเธอได้สัมผัสกับที่นอนนุ่ม ๆ แสนกว้างนี้ เธอไม่สนใจแล้วว่าตอนนี้จะอยู่ที่ไหน เพราะตลอดสิบวันที่อยู่ที่แห่งนี้เธอจะขออยู่แต่ในห้องนอนแสนกว้างขวางนี้ไม่ออกไปไหนเลย งานเทศกาลจะสำคัญกับเธอได้เช่นไร ในเมื่อคู่เต้นรำของลาฟาซตอนนี้ก็มีแล้ว เธอเพียงแค่เป็นผู้ค่อยกันไม่ให้องค์ราชินีต้องตำหนิหรือต่อว่าบุตรชายนางก็เท่านั้นเอง
เป็นครั้งแรกหลังจากที่จบสงคราม มิกาเอลแทบจะไม่ได้แวะมานอนที่ห้องอย่างสบายใจเหมือนเช่นวันนี้นัก นาเซียที่เพิ่งกล่อมเด็ก ๆ นอนเธอกลับมาเห็นสามีที่กำลังนอนอ่านหนังสืออย่างสบายใจบนเตียงนอน นาเซียปลดเสื้อคลุมออกเหลือเป็นชุดนอนสีขาวเรียบลื่น นาเซียรู้สึกแปลกใจในท่าทางของเขาไม่น้อยแม้เขาจะถือหนังสือในมือ แต่สายตาของเขากลับมองตามเธอทุกครั้งที่เธอขยับตัวเดินไปมา“อ๊ะ...มิกาเอลคุณจะทำอะไร” นาเซียร้องตกใจไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มิกาเอลลุกจากเตียงมาคว้าตัวเธออุ้มลอย ก่อนที่เขาจะรีบเดินไปที่เตียงนอนโดยในท่าทางที่ยังคงอุ้มเธออยู่ มิกาเอลวางพาดตัวเธอลงที่นอนก่อนจะจับมือทั้งสองข้างเธอผูกไว้เหนือศีรษะ“มิกาเอล...คุณจะทำอะไร” นาเซียมองท่าทางของเขาก่อนที่ร่างสูงลุกปลดอาภรณ์ของเขาออกจนไม่เหลืออะไร มิกาเอลเลียริมฝีปากของเขา“คุณไม่ได้ยินที่คาเซียบอกหรอกว่าเขาต้องการให้พวกเราเสกน้องให้แก่เขาอีกสักสองสามคน”“อะไรนะ...มิกาเอลคุณจะบ้าไปแล้วเหรอ ฉันไม่ไหวแล้วนะ”“ซู่วววว....เพื่อคาเซียแล้วคุณจะใจร้ายต่อลูกได้ยังงั้นเ
‘มิกาเอลที่รัก วันนี้ฉันต้องเข้าพระราชวัง เพื่อยินดีกับองค์ราชินีเซลีน ฉันจะรีบกลับมาทานมื้อค่ำร่วมกับคุณและลูกแน่นอนค่ะ ’ มิกาเอลมองดูกระดาษโน้ตที่มีข้อความสั้น ๆ ดูเหมือนว่าเซลีนนางจะไม่ยอมให้ภรรยาของของลดละบ้างเลย ตลอดช่วงที่นางได้ขึ้นเป็นองค์ราชินี นางก็เอาแต่จัดงานเลี้ยงน้ำชา ทำให้นาเซียแทบไม่มีเวลาให้แก่เขาเลย อย่างไรก็ตามอย่างน้อย ๆ พวกเขาก็ยังคงมีค่ำคืนที่งดงามเสมอ มิกาเอลเดินออกไปที่ลานฝึกซ้อมเพื่อฆ่าเวลาในช่วงที่นาเซียไม่อยู่ ทันทีที่นาเซียมาถึงพระราชวังเธอก็ตรงไปยังปราสาททางฝั่งตกวันออกซึ่งเป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดิและองค์ราชินี เธอเดินตามโถงทางเดินที่เรียงรายไปด้วยเสาขนาดใหญ่ในรูปแบบโรมัน ตลอดทางเดินเหล่าอัศวินก็จะโค้งคำนับเธออย่างคุ้นเคย นาเซียยิ้มส่งให้เหล่าอัศวินอย่างเช่นทุกครั้ง“เซีย!!” เสียงอุทานร้องเรียกเธอเมื่อเธอก้าวผ่านประตูด้านหน้า เซลีนกำลังก้มดูเด็กน้อยที่อยู่ข้างเตียง เจ้าหญิงตัวน้อยเอาแต่ร้องไห้จ้า แต่ทันทีที่นาเซีย
นาเซียสะดุ้งตกใจจนเผลอปล่อยผ้าหลุดมือ มิกาเอลคว้าจับลำคอของเธอและโน้มมันลงจนริมฝีปากของเธอสัมผัสกับริมฝีปากของเขา อย่างแผวเบาปลายลิ้นที่นุ่มนวลของเขาคอยกวาดต้อนไปมาในโพรงปากของเธอ แม้จะอ่อนโยนแต่เธอก็ยังรู้สึกไม่พร้อมอยู่ดี“เดี๋ยวก่อนมิกาเอล” นาเซียพยายามยันตัวออก แต่ฝ่ามือของเขานั้นแน่นราวกับคีบล็อกเอาไว้ เธอไม่สามารถผละริมฝีปากตนออกจากริมฝีปากเขาได้ มันเหมือนเส้นความอดทนของเขาหลุดออก ทั้งที่เขาตั้งใจอยากสัมผัสเธอเพียงเล็กน้อย เพราะเขารู้ดีว่าในตอนนี้เธอไม่อาจกระทำที่รุงแรงได้ แต่พอได้สัมผัสริมมฝีปากอิ่มมิกาเอลก็กัดฟันแน่นก่อนจะกระชากเสื้อบาง ๆ นั่นของเธอออก และดันตัวเธอนอนลงบนเตียง มิกาเอลโน้มใบหน้าลงครอบริมฝีปากตนไปที่ยอดอกสีสวยที่กำลังเด้งตอบสนองต่อการกระตุ้นของเขาจนแดงเป็นผลเชอรี่ ปลายลิ้นของเขากดลงไปที่ยอดอกที่ตั้งชันของเธอและกวาดลิ้ม“อร๊า” นาเซียหายใจหอบบิดร่างของเธอออก เธอกลัวว่าเขาจะทำรุนแรงเกิดไปเพราะทุกครั้งมิกาเอลไม่เคยผ่อนปรนเรื่องบนเตียงนี่เลย เขาเหมือนสัตว์ป่าที่หิวกระหาย แต่ในทางกลับกันเธอรู้สึกตื่นเต้นและเสียวแปลก ๆ มิกา
ภายหลังจากที่นาเซียและอีวอนเดินทางกลับมายังอาณาเขต กาบริเอล ไม่ช้าแรนิเยร์ก็ขนส่งเสบียงจำนวนมากมาตามที่เธอต้องการ นาเซียสั่งให้คนรับใช้ที่เหลือช่วยนำไปเก็บไว้และแบ่งส่วนหนึ่งออกมาแจกจ่ายให้กับชาวเมืองก่อนที่จะออกไปช่วยการเก็บกวาดบ้านเมืองให้กลับมามีสภาพที่ดีดังเดิม นาเซียอดทนรอขบวนของเหล่าอัศวินจนหน้าท้องของเธอนูนออกมาให้เห็นบ้างเล็กน้อย แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย“มาดามข้าได้ส่งชาวเมืองกลับไปยังบ้านเรือนของพวกเขาจนครบดีแล้วขอรับ มาดามต้องการให้กระผมจัดการสิ่งใดเพิ่มอีกหรือไม่” ลอร์ดเควินเดินเข้ามารายงานพร้อมส่งเอกสารเสบียงรอบสุดท้ายที่แรนิเยร์ส่งมาให้ ดูเหมือนทุกคนคงถูกแสงของหินเวทช่วยลืมจึงทำให้จดจำได้เพียงแค่ว่าเธอยังเป็นเพียงดัชเชสแห่งกาบริเอลอยู่ แม้ความทรงจำนั้นจะลืมเลือนแต่หนังสือที่องค์จักรพรรดิพุชคาเรนส่งมาให้มิกาเอลก็คงยังอยู่ หนังสือคำสั่งให้เธอ และเขายุติสัญญาสามีภรรยานาเซียรอบเดินมาในห้องทำงานของมิกาเอลอย่างระวัง เพราะทุกครั้งที่เธอเข้ามาจะต้องมีลอร์ดเควินเข้ามาด้วยทุกครั้ง เพราะเพื่อความปลอดภัยจากเหตุการณ์ครั้งนั
ดวงตาสีมรกตที่อยู่ระหว่างปอยผมสีดำกำลังจ้องมองไปยังพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ตรงหน้า ปราสาทสีขาวสะอาดตาตัดการพื้นหญ้าสีเขียวขจี ประตูรั้วเหล็กหนาถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ ก่อนที่รถม้าจะหยุดนิ่ง นาเซียก้าวลงจากรถม้าพร้อมเอามือปิดปากตัวเอง คงเป็นผลกระทบจากการตั้งครรภ์ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีคลื่นลูกใหญ่ที่ม้วนไปมาในท้องของเธอจนดันมาเกือบติดลำคอ“ท่านหญิงไม่เป็นไรนะคะ”“ไม่เป็นค่ะ” นาเซียยกมือกุมศีรษะที่กำลังมึนงงเล็กน้อย ไม่แปลกที่อีวอนจะบอกให้เธอมอบหมายให้ลอร์ดเควินเดินทางมาเองเพราะนอกจากจะต้องหวั่นกลัวว่าสัตว์ปีศาจจะยังคงหลงเหลือ และหลุดเข้ามาในอุโมงค์เคลื่อนย้ายนี้ และไหนจะโคลงเคลงเพราะแรงขับเคลื่อน นาเซียพยายามกล้ำกลืนก้อนขมๆ ลงคอก่อนจะยกใบหน้าเชิดราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น สาวใช้ในพระราชวังต่างจ้องมองเธออย่างสนใจ แม้พวกนางจะไม่เอ่ยถามแต่เธอก็พอเดาได้ว่าพวกนางอยากรู้เรื่องอะไร ทันทีที่เดินเข้ามายังโถงกลาง นาเซียมองได้พบกับสตรีหนึ่งที่เธอคุ้นเคยดีบารอนเนสเบนเนทซ่า รูน่ากำลังเดินตรงมาที่เธอราวอย่างกับรู้ล่วงหน้า“ถวายพระพรพระชายารัชทา
นาเซียยกมือลูบลำคอที่ขึ้นเป็นรอยแดงตามนิ้วมือบีบ แวนเนอร์คงรอบปะปนมากับชาวเมืองเข้ามายังปราสาทนี้ นาเซียรู้สึกขนลุกชันต้องมีใครบ้างที่แอบเข้ามาทำเรื่องเช่นนี้เหมือนกับแวนเนอร์นาเซียพึงระลึกได้ว่าความปลอดภัยของทุกคนดูเหมือนแทบไม่มีเลย ในขณะที่เหล่าอัศวินเอาแต่กระทำการปกป้องกาบริเอลจากฝูงสัตว์ปีศาจที่บุกเข้ามาในอาณาเขต แต่ไม่คิดว่าความน่ากลัวไม่ต่างสัตว์ปีศาจเหล่านั้นคือผู้ที่คอยจับจ้องเอาสถานการณ์เช่นนี้มาทำเรื่องเลวร้ายเหมือนกับที่ลอร์ดแวนเนอร์ทำไป อีวอนวิ่งเข้ามาก่อนจะสั่งให้อัศวินนำร่างของแวนเนอร์ไปขังไว้ที่คุกใต้ดินอีกครั้ง ทั้งยังย้ำอีกว่าให้เฝ้าไว้ไม่ห่าง“ขอบคุณนะคะเลดี้เซลีน” นาเซียกล่าวขอบคุณเมื่ออีวอนจัดการนำร่างแวนเนอร์ออกไป เธอทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาอย่างอ่อนแรง เซลีนได้แต่มองนิ่งก่อนจะเอ่ย“โชคดีที่ฉันเห็นความผิดปกตินั่น” เซลีนกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ มันคงเป็นบุคลิกของนางไปแล้ว นาเซียจ้องมองอย่างลังเลก่อนที่เอ่ย“เลดี้ไม่ได้เกลียดฉันหรอกหรือคะ”“ทำไมฉันต้องเกลียดด้วยละ”







