Mag-log in“น้องคนนั้นอ่ะ ลุกขึ้นซิ!”
กึก! ผมไม่คิดว่าผมจะโดนรุ่นพี่เรียก ผมเลยชะงักนิดนึง ก่อนเงยมองหน้ายัยรุ่นพี่คนที่เรียกผม ..มองแบบนิ่งๆ และโคตรไม่สบอารมณ์ ! เพราะผมไม่อยากทำกิจกรรม ไม่อยากยุ่งไม่อยากทำอะไรกับใครทั้งนั้น แค่จำต้องมานั่งรับน้องแม่งก็ฝืนเต็มทน ..นี่ยังต้องมาโดนเรียกไปทำกิจกรรมอีก! แต่ผมคงทำอะไรไม่ได้ มาโดนเรียกแบบนี้ก็คงต้องลุกขึ้นสถานเดียว มันไม่มีทางเลือก! ‘เพราะผมเป็นรุ่นน้อง’ ผมเพิ่งเข้าปีหนึ่งน่ะครับ ..ปีหนึ่ง คณะนิเทศ สาขาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง ผมตั้งใจจะเป็นช่างภาพ ก็เลยเลือกเรียนสาขานี้ แล้วทีนี้พอเข้าปีหนึ่ง ก็อย่างที่รู้ๆ กัน ว่ามันต้องโดนรับน้อง!! แต่ก่อนหน้านี้.. ผมก็รอดมาได้ทุกรอบ ประมาณว่าถ้าไม่ใช่กิจกรรมที่ต้องทำแบบเหมารวมยกเซ็ต แต่เรียกเป็นรายคนแบบนี้ ผมก็รอดมาตลอด เพราะผมอยู่ปลายแถว ไม่ค่อยจะโดนรุ่นพี่เรียกหรอก เพราะบางทีเขาอาจจะมองไม่เห็นผม แต่รอบนี้เสือกโดนซะงั้น !! เป็นเพราะยัยรุ่นพี่ที่เพิ่งมาใหม่คนนั้นคนเดียว ไม่รู้จู่ๆ โผล่มาจากไหน เพราะก่อนหน้านี้ ผมไม่เห็นเธอเลย สงสัยมารจะส่งมา พอมาปุ๊บถึงได้เสือกสร้างเรื่อง (ให้ผม) ปั๊บ บ้าชะมัด! “ชื่ออะไร!” พอผมลุก ยัยนั่นก็ถามผมด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจะติดตวาด ‘ไม่รู้จะตวาดทำซากอะไร’ ไอ้รุ่นพี่เหี้ยๆ พวกนี้ สงสัยพูดแบบปกติกันไม่เป็น “เซริว” ผมตอบนิ่งๆ ครับ ชื่อผมก็ตามนั้นเลย พ่อผมตั้งให้ ชื่อเซริว เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ‘มังกรฟ้า’ ถามว่าทำไมถึงตั้งชื่อนี้ คำตอบจากเฮียแกก็สั้นๆ ง่ายๆ คือแม่กับพ่อชอบชื่อนี้ “ดังๆ!! ไม่ได้ยิน!!” เดี๋ยวนะ คือผมชักจะไม่สบอารมณ์มากกว่าเดิมแล้ว เพราะตอนนี้มันเงียบมาก ตอบด้วยน้ำเสียงประมาณเมื่อกี้ก็น่าจะได้ยินแล้ว แต่ยัยนั่นเสือกหูตึงหรือไง ถึงไม่ได้ยิน หรือความจริงคือได้ยิน แต่ตั้งใจจะแกล้งผม แล้วแบบนั้นใครจะยอม รุ่นพี่ก็รุ่นพี่ดิ! “ดังได้แค่นั้น” ผมยังคงตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แบบเดิม “เหรอ” “…” “หึ งั้นก็ได้ ในเมื่อนายพูดดังได้แค่นั้น งั้นฉันก็มีวิธีทำให้ฟังเสียงนายได้ชัดๆ” ยัยนั่นยิ้มมุมปาก ก่อนเดินตรงมาหาผม ‘แล้วเธอคิดจะทำอะไร (วะ) ?’ ท่าทางแปลกๆ นั่นของเธอมันน่าขนลุกชอบกล กึก! ผมชะงักอีกรอบ ทั้งๆ ที่หน้าผมก็ยังคงนิ่ง ผมพยายามนิ่งเข้าไว้ ทั้งๆ ที่ยัยรุ่นพี่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมแบบใกล้มาก ใกล้จนตัวจะติดกันอยู่แล้ว แบบนั้นจะไม่ให้ผมชะงักได้ไง ฟึ่บ! บ้าไปแล้ว! ใกล้โคตรๆ ขนาดนี้แล้ว แต่เธอก็ยังจะยกเท้าเข้าหาผมอีก ถึงจะยกมาแค่ก้าวนึง แต่ก็ทำให้ตัวผมเกร็งไปทั้งตัว เพราะมันก็รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยชอบกล! ในเมื่อปลายเท้าเธอตอนนี้มันติดกับปลายเท้าผมแล้ว และผมโคตรไม่พอใจในสิ่งที่เธอทำ ทั้งไม่พอใจทั้งไม่เข้าใจ “พี่จะทำอะไร” ผมถามนิ่งๆ และผมแสดงออกไปชัดเจนทั้งทางน้ำเสียงและสายตา ว่าผมไม่พอใจ แต่!! เธอกลับยังยิ้มอยู่ได้? “ทำให้ฉันได้ยินเสียงนายชัดๆ” หมับ! กึก! เธอพูดก่อนยิ้มร้ายให้ผม ก่อนที่คราวนี้เธอจะทำอะไรที่มันน่าตกใจจนผมชะงักจนตัวเกร็งไปอีกรอบ ผมถึงกัดฟัน ปากเม้มติดกัน ลมหายใจก็เริ่มติดขัดไม่ทั่วท้อง เพราะเธอยกสองแขนของเธอขึ้นมาคล้องคอผม แล้วกดให้ผมโน้มหน้าลงไปหาเธอแบบโคตรใกล้ ..ใกล้ชนิดที่ว่าถ้าใกล้กว่านี้ ปากกับจมูกผมคงได้ประกบกับเธอแล้ว! โว้วว วู้วว!!! ไอ้พวกที่โห่ร้องราวกับเป็นกองเชียร์นี่แม่งไม่รู้เลยใช่มั้ย ว่าผมอึดอัดขนาดไหนกับสถานการณ์บ้าบอแบบนี้ ยัยนี่ก็เหมือนกัน! แม่งยังยิ้มพอใจอยู่ได้ แถมสายตาร้ายๆ นั่นก็ยังมองผมราวกับเป็นผู้ชนะอีก “อะ ทีนี้พูดสิ ใกล้ขนาดนี้ รับรองว่าฉันได้ยินเสียงนายแน่นอน” “ความจริงพี่ไม่ต้องทำขนาดนี้” ผมกดเสียงต่ำบอกเธออย่างไม่พอใจ “ใช่ แต่นายเริ่มก่อนเองนะ ถ้านายเชื่อฟังคำสั่ง และพูดดังๆ ตั้งแต่แรก ฉันก็ไม่ต้องทำขนาดนี้” กึก!! ไม่รู้เหมือนกันว่าผมชะงักรอบที่เท่าไหร่แล้ว ผมรู้แต่ว่าสรุปแล้ว.. ยัยนี่ทำแบบนี้เพราะจะเอาคืนผม ! ‘บ้าชิบ !!’ ผมเพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่โคตรร้ายกาจขนาดนี้ บ้ากว่านั้นคือผมทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะเธอเป็นรุ่นพี่ ! ตอนนี้ที่ทำได้เลยมีแค่.. ยิ่งกัดฟันและกำหมัดอย่างเจ็บแค้น ..ในขณะที่ยัยผู้หญิงร้ายกาจก็ยังคงยิ้มมองผมอย่างผู้ชนะ! “เคลียร์แล้วเนอะ งั้นก็พูดใหม่ นายชื่ออะไร” “…” หมับ!! ฮึก! พอผมเงียบเพราะยังเจ็บแค้นจนมันพูดไม่ออก เธอก็ทำท่าจะกดผมให้โน้มหน้าลงไปใกล้อีก ..ลมหายใจของผมมันถึงชะงักกึกอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ยังดีที่ผมขืนตัวเองเอาไว้ทัน ไม่งั้นคง.. บ้าไปแล้ว! และผมไม่เข้าใจว่าเธอแม่ง ไม่กลัวบ้างหรือไงวะ หรือปกติจูบกับใครไปทั่ว “ตกใจเหรอ? นั่นแค่คำเตือน แต่เดี๋ยวจะเป็นของจริง ถ้านายยังดื้อไม่ยอมพูดอีก เป็นรุ่นน้องต้องห้ามดื้อห้ามซนกับรุ่นพี่ ไม่รู้เหรอ เอาล่ะ เดี๋ยวฉันจะถามใหม่ และนายคงรู้นะ ว่าถ้าไม่ตอบอีก จะโดนอะไร” “…” “หึ เงียบแปลว่าเข้าใจ โอเค งั้นตอบมา นายชื่ออะไร” “เซริว” ผมจำต้องพูดออกไปทั้งๆ ที่ยังเจ็บแค้นใจจนมันยังไม่อยากพูด แต่!! มันไม่มีทางเลือก! แม่งโคตรเกลียดคำว่ารุ่นน้องเลย เกลียดยัยรุ่นพี่นี่ด้วย ทั้งร้ายทั้งกวนตีนชิบหาย เบ้าหน้าโคตรสวยก็จริง.. แต่สันดานโคตรไม่น่าเฉียดเข้าไปใกล้เลย! “ด่าในใจเหรอ ผู้ชายด่าผู้หญิงมันไม่เป็นสุภาพบุรุษนะ” “ผมเปล่า” ผมจำต้องตอบแบบนี้ ทั้งๆ ที่ในใจมันอยากจะตอบว่า ‘กับผู้หญิงอย่างพี่แม่ง ผมยอมไม่เป็นสุภาพบุรุษ!’ “ก็ดี งั้นตอบมาอีกคำถาม” “อะไร” “ขอหางเสียงด้วย” บ้าชิบ! ผมกำหมัดแน่นกว่าเดิมแล้วนะ!! “อะไรครับ” ผมกัดฟันตอบไปพร้อมกับกำหมัด แต่เธอก็ยังยิ้ม (ร้าย) “น่ารักมาก โอเค ทีนี้ตอบมา นายเรียนสาขาอะไร” “ภาพยนตร์และภาพนิ่ง” “หางเสียง” “ภาพยนตร์และภาพนิ่งครับ” “หึ ดีมาก แล้วนายรู้มั้ย ว่าที่ฉันเรียกนาย นั่นหมายความว่านายต้องเล่นเกมกับฉัน” “รู้ครับ” “แล้วรู้มั้ย ว่าต้องเล่นเกมอะไร” “ไม่รู้ครับ” ที่ผมไม่รู้เพราะเมื่อกี้ก่อนยัยนี่จะมา พวกเฮดว้ากบอกว่าจะให้รุ่นพี่จับคู่กับรุ่นน้องแล้วให้เล่นเกมกันก็จริง แต่ไม่ได้บอกว่าเกมอะไร “งั้นเดี๋ยวฉันบอกให้” เธอบอกก่อนเลื่อนหน้ามาใกล้หูผม “แบกรุ่นพี่ไปส่งของ” กึก! เธอกระซิบบอก ในขณะที่ผมหยุดหายใจไปรอบที่สามร้อยล้าน เพราะชื่อมันก็บอกชัดอยู่แล้วว่า ‘แบกรุ่นพี่’ ซึ่งก็คงจะหมายถึง.. ให้รุ่นพี่ขี่หลังรุ่นน้อง แล้วให้รุ่นน้องแบกรุ่นพี่วิ่งไปส่งของแข่งกัน จากนั้นมาตัดสินแพ้ชนะกันตรงที่ว่า ‘ใครจะไปส่งของได้ถึงเส้นชัยก่อน’ ซึ่งไอ้ที่น่าตกใจมันไม่ใช่ตรงที่ต้องวิ่งส่งของแข่งกันหรอก แต่มันน่าตกใจตรงที่ผมต้องให้เธอขี่หลังนี่แหละ บ้าชะมัด!!“อ๋อ รูปนี้ แม่ก็ตกใจหมด นึกว่าพ่อไปแอบมีกิ๊กจริงๆ” เมเบลแกล้งหันมาเอาเรื่องผม แต่เธอพูดแบบยิ้มๆ ชัดเจนว่าเธอก็แค่ล้อเล่นนั่นแหละครับ เพราะเธอก็คงรู้ดี ว่าผมไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นแน่นอน ให้ตายก็ไม่มีทางทำ“โธ่! ไม่มีหรอกครับ ไม่มีทาง ผมรักเมคนเดียว”“ก็แล้วไปสิ” เมเบลยักคิ้วยักไหล่ก่อนหันกลับไปหาเจ้าสมุทร ส่วนผมเหรอ ก็โล่งนะครับ แต่มันก็มีความสงสัยเข้ามาแทน ว่ารูปนั้นมันมาได้ยังไงกัน(วะ) หรือลูกส่องเฟซผม ถึงขุดหาเจอ เพราะรูปมันนานมาก เป็นรูปที่ผมเอาตั้งโปรไฟล์ตั้งแต่ก่อนจะคบกับเมเบลซะอีก“ไปเจอมาได้ไง ส่องโปรไฟล์พ่อ?”“ไม่ใช่ผมส่องหรอกครับ ยัยกุ๊บกิ๊บตัวแสบต่างหากที่ส่อง” กุ๊บกิ๊บที่เจ้าสมุทรหมายถึง เธอเป็นลูกสาวเพื่อนบ้านน่ะครับ เล่นกับเจ้าแสบทั้งสามคนมาตั้งแต่เด็กๆ พ่อกับแม่ของเธอก็สนิทกับบ้านพวกเรามาก“อ๋อ แล้วทำไมหนูกุ๊บกิ๊บถึงไปส่องเฟซพ่อเราได้ล่ะนั่น”“เห็นบอกว่าป้าแก้วเล่าให้ฟังน่ะครับ ว่าสมัยหนุ่มๆ พ่อหล่อมาก ป้าแก้วเห็นแล้วยังอึ้ง ยัยนั่นเลยเข้าไปส่องเฟซพ่อให้เห็นกับตาตัวเอง”“แล้วอึ้งมั้ย” อันนี้เมียผมถาม“อึ้งสิครับ อึ้งจนไม่อยากเชื่อ อึ้งจนต้องส่งมาให้พวกผมสามคนช่วยอึ้ง”“ห
“หื่นตลอดแหละ” “ก็รู้อยู่นี่ครับ” ผมบอกยิ้มๆพร้อมส่งสายตากรุ้มกริ่ม ก่อนจะเลื่อนหน้าเข้าไปจูบริมฝีปากอวบอิ่มอมชมพูของเมียสุดที่รัก ก็ผมบอกแล้วว่าไม่ทงไม่ทำมันแล้วงาน ขอจัดเมียสักดอกสองดอกก่อน จัดในห้องทำงานนี่แหละ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเคยจัดกันในนี้ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว จุ๊บ จ๊วบ.. จากเมื่อกี้ผมจูบเธอหวานๆเบาๆ อ่อนโยน ละมุนละไม แต่ตอนนี้มันเริ่มร้อนแล้วล่ะครับ ยิ่งเมียจูบตอบกลับมาอย่างดูดดื่มร้อนแรง ผมก็ยิ่งร้อน ลูกชายผมก็ยิ่งแข็งและร้อนได้ที่ เพราะงั้น.. ก็อกๆๆ!! กึก!! เวรกรรม! กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่แล้วเชียว เพราะมือนึงของผมอยู่ที่ซิปกางเกงแล้ว กำลังจะถอดแล้วควัก แต่ทุกอย่างก็ต้องชะงักกึกลง จูบก็ต้องถอนออก แถมเมียสุดที่รักก็ต้องรีบลุกจากตักผมไปยืนอยู่ข้างๆ ทุกอย่างจำต้องยุติลงทั้งหมด เพียงเพราะเสียงเคาะประตู แอ๊ด.. ประตูถูกเปิดเข้ามาโดยที่เราสองคนกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติได้ทันเวลาพอดี ไม่ว่าจะทั้งด้านอารมณ์ ทั้งด้านสภาพภายนอก โดยเฉพาะมือผมที่อยู่ตรงซิปกางเกง เตรียมตัวจะควักลูกชายออกมาจ้วงร่องเมียเมื่อกี้นี้ “เซอร์ไพรส์ครับ!” เป็นลูกชายผมนี่เอง ทั้งสามคนเปิดประตูเข้
แต่ไอ้เฮียโซ่มันก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรขนาดนั้นหรอกครับ เพราะ ณ ตอนนั้นมันซีเรียสอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องเมีย แต่จะให้เล่าเรื่องมันกับเมีย มันก็ยาวแหละครับ ไว้ไปถามมันเองละกัน ผมพูดแค่เรื่องบริษัทกับความสำเร็จของบริษัทก็แล้วกัน เพราะถึงมันจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ แต่มันก็บริหารบริษัทได้โคตรดี ยิ่งมีเมียก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ สงสัยได้ยาดีจากเมีย ถึงได้ฮึดได้แบบนั้น แต่ไม่ใช่แค่มันหรอก ผมก็เหมือนกัน ที่วันนี้ผมทำได้ ที่วันนี้ผมประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะแค่ความพยายามของผมคนเดียว แต่เพราะมีเมเบลอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ผมถึงผ่านทุกอย่างไปได้ วันนี้ผมถึงทำได้ และทำสำเร็จ ผมทำให้ที่นั่นเติบโตมาพร้อมกับผม กับครอบครัวผม และลูกๆของผมได้ ครับ ตอนนี้ผมกับเมเบลมีลูกด้วยกันแล้ว โตๆกันหมดแล้วด้วย และลูกคนแรก เราได้มาตอนไปฮันนีมูนครั้งนั้นไงครับ ก็ผมบอกแล้วไงว่าไม่พลาด และมันก็ไม่พลาดจริงๆ แต่จะว่าไป เมเบลมีอะไรกันนะ ถึงได้เข้ามาหาผมในนี้ เพราะปกติเธอจะไม่ค่อยเข้ามารบกวนผมตอนทำงานหรอก “มีอะไรเหรอครับ” “ดูในเฟซยัง” “หืม? ในเฟซเหรอ ยังเลยครับ” “แล้วจำได้มั้ย วันนี้วันอะไร” “หึ ก็วันครบรอบ
5 ปีต่อมา ห้าปีมันอาจจะดูเร็ว แต่สำหรับผมมันนานมาก กว่าผมจะได้แต่งงานมีเมียเป็นตัวเป็นตนอย่างตอนนี้ เพราะกว่าผมกับเมเบลจะเรียนจบ กว่าจะทำงาน กว่าจะก่อร่างสร้างตัว กว่าอะไรๆจะพร้อม แต่ตอนนี้พร้อมแล้วล่ะครับ เหลือแค่ลูกที่ยังไม่มา ผมถึงได้หวังกับฮันนีมูนครั้งนี้ไง ก็นะ ตอนคืนเข้าหอ(ว่าที่)ลูกของเราดันหยิ่งไม่ยอมมาเกิด แต่ในคืนฮันนีมูนอย่างคืนนี้ ผมจะตั้งใจกว่าเดิม รับรองไม่พลาดแน่ ก็ผมกระแทกเข้าร่องเมียถี่ๆจนลั่นเรือขนาดนี้ ผมกับเมเบลมาล่องเรือยอร์ชด้วยกันสองคนน่ะครับ เพราะผมถามเมเบลว่าฮันนีมูนอยากไปไหน เธอบอกว่าอยากมาล่องเรือยอร์ช ผมเลยจัดให้ แต่ใครมันจะไปยอมทำแค่ล่องเรือยอร์ชนั่งดูพระอาทิตย์ตกเฉยๆแค่นั้นกันล่ะ ในเมื่อผมหวังลูกจากทริปฮันนีมูนในครั้งนี้มาก ถึงได้ชวนเธอปั๊มลูกไปพลาง ดูพระอาทิตย์ตกไปพลาง แต่นาทีที่ลูกน่าจะใกล้มาเกิดแบบนี้ ใครจะมีอารมณ์ดูพระอาทิตย์ตกอยู่ล่ะครับ มันต้องสนจังหวะกระแทกดิ “พี่เม ผมขอแรงๆกว่านี้นะครับ” หมับ! นั่นไม่ใช่ประโยคขอร้องหรอกครับ แต่เป็นประโยคบอกเล่ามากกว่า เพราะพอบอกปุ๊บ ผมก็กระแทกเข้าร่องเมียแบบรัวแรงปั๊บ “อ๊ะๆ เซริว ซี้ด..” หมับ! เมเบลคราง
ATLAS UNIVERSITY “กูตัดชุดเพื่อนเจ้าบ่าวรอเลยดีมั้ยวะ” “ไอ้สัส เว่อร์มากกก” ไอ้เจฟพูดกลั้วหัวเราะ แต่ไอ้ภูมันก็พูดเว่อร์จริงๆนะ เพราะผมกับเมเบลแค่คบกัน แต่ยังไม่ได้แต่งงานกัน เพราะผมเพิ่งจะอยู่ปี 2 กว่าจะเรียนจบ กว่าจะทำงาน รวมๆแล้วก็คงอีกหลายปีกว่าจะได้แต่ง ทั้งๆที่ลึกๆผมก็อยากแต่งแล้วเหมือนกันนะครับ อุตส่าห์ได้คืนดีกับเมเบลแล้วทั้งที ผมก็อยากจะผูกมัดเธอไว้กับผม ไม่ให้เธอหนีผมไปไหนได้อีก แล้วก็ใช่ครับ ผมคืนดีกับเมเบลแล้ว สถานะของเราก็ชัดเจนแล้วด้วย ชัดมากจนใครๆเขาก็รู้กันทั่วหมดแล้ว แต่พูดก็พูดเถอะ วันนั้นที่ผมจะไปเคลียร์กับเธอ มันก็มีอุปสรรคอยู่เหมือนกัน เพราะพอไปถึงรีสอร์ท ผมหาเธออยู่ตั้งนาน แถมหาไปหามา พนักงานก็เดินมาชนผมอีก แล้วไม่ใช่ชนธรรมดา เพราะพนักงานคนนั้นกำลังจะเอาเครื่องดื่มไปเสิร์ฟให้แขกของรีสอร์ท เครื่องดื่มสีสันสดใสพวกนั้นเลยเลอะเสื้อนักศึกษาผมเต็มๆ ผมเลยต้องกลับไปเปลี่ยนเสื้อในรถ เพราะมันชุ่มมาก จะให้ไปง้อเธอด้วยสภาพเละเทะแบบนั้น ผมกลัวว่าเธออาจจะไม่โอเค เลยตัดสินใจไปเปลี่ยน ทั้งๆที่ใจอยากไปทั้งแบบนั้น เพราะผมโคตรอยากรีบไปหาเธอใจจะขาด แต่ก็จำต้องอดทนเอาไว้แ
ยิ่งพูด เสียงฉันก็ยิ่งสั่น เพราะมันยิ่งเจ็บปวด ยิ่งเสียใจ น้ำตาที่มันแค่ซึม ตอนนี้มันถึงคลอเบ้าและไหลลงมาแล้ว แต่ฉัน ฉันก็ยังอยากจะพูดต่อให้มันจบๆ ถึงความเจ็บปวดที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของฉัน “นายไม่เคยโพสต์รูปของเรา มีแต่ฉันที่เอาแต่โพสต์ นายไม่เคยทำให้มันชัดเจน นายไม่เคยบอกใครไปตรงๆว่าเราเป็นอะไรกัน แล้วตกลงเราเป็นอะไรกันเหรอ ความสัมพันธ์ของเรามันคืออะไร นายเห็นฉันเป็นอะไร เป็นคู่นอนเหรอ หรือไม่มีสถานะ ฉันมันบ้าไปเองคนเดียว ฉันเองคนเดียวที่หลงคิดไปว่านายเองก็รู้สึกแบบเดียวกับฉัน เพราะความจริงมันคงไม่ใช่สินะ ฉันเองที่บ้าอยู่คนเดียว บ้ามาตลอด ฮือ ฮึก” ตอนนี้ไม่ใช่แค่น้ำตาที่ทะลักไหล แต่เสียงสะอื้นก็เริ่มรุนแรงขึ้นจนแทรกแซงเสียงพูดจนทำให้เสียงสั่นๆของฉันเริ่มจะติดขัดขึ้นเรื่อยๆ และเปล่งออกมาได้ยากลำบาก แน่นอนว่ามันทรมาน แต่ก็คงทรมานน้อยกว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในหัวใจฉัน ความเจ็บปวดที่มันมากมายจนฉันคงไม่อาจทนได้แล้ว ฉันไม่อยากทนแล้ว “ในเมื่อมันเป็นแบบนั้น ฉัน ฮึก ฉันก็ควรพอได้แล้วสินะ เพราะฉันเหนื่อยแล้วกับการที่ต้องวิ่งตามนายอยู่ฝ่ายเดียว วิ่งตามทั้งๆที่มันตามไม่ทัน งั้นฉันก็ควร







