Masuk12
ของขวัญ
เวลาล่วงเลยผ่านไปใช่ว่าภาพจำในอดีตจะลบเลือน หากตัวเราไม่คิดจะลืมและฝังลึกไว้ใต้จิตใจ
ขณะที่กำลังเดินกลับไปที่ห้องทำงาน ภาพในอดีตที่ยังคงฝั่งลึกใต้จิตสำนึกก็ฉายซ้อนขึ้นมา และยิ่งภาพเหล่านั้นฉายชัดมากเท่าไหร่ หัวใจของฉันก็เจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิมร้อยเท่าพันตัว
11 ปีที่แล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 วันเกิดเรื่องก่อนที่สำนักข่าวต่างๆ จะออกมารายงานข่าวการลักพาตัวของเด็กน้อยวัย 15 ปี ขณะเดินทางกลับบ้าน
14:50 น.
“รินดา...อีกครึ่งชั่วโมงเลิกเรียนเราไปหาไรกินกันดีไหม?”
ฉันหันหน้าไปถามสาวน้อยผมสั้นสีดำขลับ ขณะนั่งจดเนื้อหาที่พึ่งเรียนจบไปไม่กี่นาทีที่ผ่านมาอย่างขะมักเขม้น แต่พอเธอได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วจากฉันก็เป็นอันต้องหยุดชะงัก แล้วหันใบหน้าเล็กมามองช้าๆ และพูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
“อย่าลืมสิเรามีการบ้านต้องทำตั้งเยอะนะ ไม่ไปหรอกกลับบ้านดีกว่า”
“ค่อยกลับไปทำก็ได้ วันนี้ก็วันศุกร์แล้ว เหลือเวลาทำตั้งสองวัน ไปด้วยกันเถอะนะ” ฉันส่งสายตาอ้อนออดไปให้รินดาที่มองมาด้วยใบหน้านิ่งเฉย “นะๆๆ อาทิตย์นี้เรายังไม่ได้ไปกินอะไรหลังเลิกเรียนกันเลย รินไปกับเบลเถอะนะ”
“นะๆๆ สี่วันที่ผ่านมาเบลเชื่อฟังรินมาตลอดเลย แค่วันนี้วันเดียวไปกับเบลหน่อยไม่ได้เหรอ”
“ฮ่าๆ ดูทำหน้าเข้า ก็ได้ๆ ไม่กลับดึกนะกลัวแม่ดุ”
“เย้...ได้เลย” พูดจบฉันก็หันมาเก็บอุปกรณ์การเรียนของตัวเองใส่กระเป๋าสะพายหลังสีดำ ในขณะเดียวกันก็หันไปมองค้อนใส่รินดา ที่ดูเหมือนจะพอใจไม่น้อยกับท่าทางเด็กน้อยสามขวบของฉัน
“อีกตั้งครึ่งชั่วโมงจะรีบเก็บไปไหน”
“ก็เบลรีบ รินไม่รีบก็ทำการบ้านต่อไปสิ แบร่”
“เดี๋ยวก็ไม่ไปด้วยหรอก”
“ขอโทษคร้าบ…”
18:45 น.
“บานาน่าโรลช็อกโกแลตดิบร้านนี้อร่อยที่สุดเลย ไว้วันหลังเรามาอีกนะและก็ไปดูหนังด้วย วันนี้ค่ำแล้วรีบกลับบ้านกันดีกว่า”
“ทำไมวันนี้แปลก ไม่ชวนรินไปไหนต่อ” รินดาหรี่ตาตั้งคำถามด้วยความสงสัย
“ก็ใครกันละที่บอกไม่กลับดึกเดี๋ยวแม่ดุ”
“ไม่ต้องมาย้อนรินเลยนะ เดี๋ยววันหลังไม่มาด้วยเลย”
“ขอโทษงับ”
ระหว่างทางกลับบ้านฉันได้เหลือบไปเห็นร้านขายกำไลอันเล็กๆ น่ารักเลยทีเดียว รินดาที่ชื่นชอบพวกของกระจุ๋มกระจิ๋มจึงไม่รอช้าที่จะชวนแวะดู
“ซื้อเก็บไว้คนละอันดีกว่าจะได้เป็นกำไลคู่” รินดาว่า ขณะที่จับกำไลโลหะสีทอง ตกแต่งเพชรเม็ดเล็กระยิบระยับ
“ได้สิๆๆ”
รินดามองกำไลข้อมือด้วยรอยยิ้ม แล้วจู่ ๆ ฉันก็นึกเรื่องสนุกๆ ที่จะแกล้งรินดาขึ้นมา เธอไม่ชอบวิ่งเธอมักจะบ่นว่ามันเหนื่อย ต่างจากฉันที่ชอบออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็นประจำ
เพราะฉะนั้นแผนการแกล้งรินดาให้เหนื่อยจึงถือกำเนิดขึ้นมา ณ บัดนี้
“ริน...เล่นอะไรสนุกๆ กันดีกว่า”
“หืม อะไรเหรอ?”
พอเห็นว่าท่าทีสงสัยตามแผนการที่วางไว้ ฉันก็ออกตัววิ่งไปข้างหน้าในทันที ขณะเดียวกันก็หันกลับไปมองเจ้าตัวเป็นระยะว่าเธอจะมีสีหน้าท่าทางเป็นอย่างไร
และก็อย่างที่คาดไว้...ใบหน้าบูดบึ้งเหมือนตูดลิงย่านเขตแสมดำไม่มีผิด
“วิ่งไปคนเดียวเถอะ รินไม่เล่นด้วยหรอกนะ รินเหนื่อยขี้เกียจวิ่ง!”
ฉันระบายยิ้มกว้างอย่างพอใจที่ยั่วอารมณ์ของเพื่อนรักได้ ระหว่างที่ชะรอความเร็วลงเพื่อพักหายเหนื่อยรอรินดา
ทว่าเมื่อหันกลับไปมองด้านหลังหวังจะตะโกนเรียกให้เธอรีบเดินตามมา ดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกโพลงขึ้นด้วยความตกใจ หัวใจพลันเต้นแรงไม่เป็นส่ำ เพราะภาพที่เห็นห่างออกไปประมาณ 500 ม. คือภาพของชายฉกรรจ์สองคนกำลังอุ้มตัวเธอขึ้นรถตู้สีดำไม่ติดป้ายทะเบียน
“กรี๊ดดดด ปล่อยนะ! เบล ช่วยรินด้วย...เบล!!”
“ริน! ไม่ๆๆๆ พวกแกปล่อยเพื่อนฉันลงเดี๋ยวนะ!” ฉันรีบวิ่งเข้าไปหารินดาสุดแรงเกิด พร้อมกับตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือ “ช่วยด้วยค่ะ มีใครอยู่แถวนี้ไหม เพื่อนฉันกำลังจะโดนลักพาตัว ช่วยด้วย!!!”
ฉันวิ่งตามรถตู้คันนั้นไม่หยุด พยายามตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากคนละแวกนี้ แต่มันก็ได้แค่พยายามเพราะไม่มีใครสักคนผ่านมาเลย แถมรถคันนั้นยังขับออกไปไกลจนลับสายตา
“รินดา ช่วยด้วยค่ะ ฮึก เพื่อนหนู ฮือๆๆ”
ฉันทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดความหวัง ทำไมพวกมันถึงไม่จับตัวฉันไปด้วย ทำไมถึงจับไปแค่รินดา ในเมื่อฉันก็ไม่ได้อยู่ห่างจากรินดามากนัก ทำไมกัน!
“มันเป็นเพราะเบล ถ้าเบลไม่ทิ้งให้รินเดินคนเดียว คงไม่ใช่แค่รินคนเดียว ฮือๆๆ”
“พี่เคน คนอื่นๆ หายไปไหนหมด”
“ไม่รู้สิ เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้อยู่นะ”
“ฮึ ไม่มีใครจำวันเกิดฉันได้เลยหรือไงกัน” ฉันกัดฟันพึมพำเจาะจงให้คนตรงหน้าได้ยิน ใจหนึ่งก็อยากป่าวประกาศออกไปเลยว่าวันนี้น่ะ...วันเกิดฉันนะ!
แถมตอนนี้ฉันก็เริ่มจะน้อยใจแล้วด้วย ที่ดูเหมือนไม่มีใครจำวันเกิดฉันได้เลย
“เมื่อกี้เบลว่าอะไรนะ อะไรเกิดๆ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ บ่นคนเดียวไปงั้นแหละ”
“เธอมาก็ดีละ ทำไอ้นี่ให้พี่หน่อยสิ ปวดฉี่อยากเข้าห้องน้ำ” พอพูดจบ พี่เคนก็ยื่นหัวแร้งบัดกรีและตะกั่วมาให้พร้อมแผงวงจรขนาดสี่นิ้ว แล้วก็เดินหายออกประตูไปหน้าตาเฉย
“ถามน้องก่อนสิว่าน้องเต็มใจช่วยหรือเปล่า”
ฉันทำปากขมุบขมิบบ่นพี่เคนขณะที่จิ้มหัวแร้งไปยังแผงวงจร ในใจก็ยังนึกน้อยใจไม่หาย ก็เข้าใจแหละว่าทุกคนน่ะยุ่งในหน้าที่การงานของตนเอง แต่อย่างน้อยก็เสนอหน้ามาอวยพรสักคำสองคำหน่อยก็ได้
แต่นี่ดันหายหน้าหายตาไปหมดทุกคนเลย จะใจร้ายเกินไปแล้วนะ!
พึบ พึบ พึบ
โอ๊ะ อยู่ ๆ ไฟทั้งห้องก็ดับในจังหวะที่ฉันทุบมือลงกับโต๊ะ จนฉันจึงเพ่งสายตาแข่งกับความมืดเพื่อสังเกตการณ์
เกิดอะไรขึ้นกันนะฝ่ายบุคคลลืมจ่ายค่าไฟหรือยังไงกัน ฉันหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเปิดไฟฉาย และส่องไฟไปยังประตูทางเข้ากะว่าจะออกไปดูคัตเอาต์ไฟ แต่ก็ต้องชะงักฝีเท้าหยุดยืนอยู่กับที่พร้อมกับความรู้สึกตื้นตันใจ จนพูดไม่ออกกับสิ่งที่พบเห็นอยู่ในขณะนี้
“Happy birth day happy Birth day Happy birth day to you~”
“สุขสันต์วันเกิดนะโนเบล”
ภาพของมารินกำลังยืนถือเค้กด้วยใบหน้ายิ้มแย้มร่วมกับสมาชิกในทีม ทำให้ฉันตื้นตันใจเสียจนน้ำตารื้นตามหาเสียงของตัวเองไม่เจอไปชั่วขณะ
“อธิษฐานสิ”
ฉันประสานมือเข้าหากันไว้ตรงกลางหน้าอกพลันหลับตาทั้งสองข้างลง พอขอพรเสร็จเรียบร้อยจึงลืมตาขึ้นส่งยิ้มหวานจนตาเป็นสระอิให้มาริน จากนั้นจึงยื่นหน้าเข้าไปเป่าเทียนบนเค้กก้อนโต
ฟู่~
“สุขสันต์วันเกิด เย้...”
ทุกคนต่างปรบมือและตะโกนขึ้นพร้อมกันเสียงดัง ไม่นานไฟทุกดวงในห้องปฏิบัติการก็สว่างวาบอีกครั้ง และฉันก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างด้วยความปลื้มปริ่ม ก่อนจะพุ่งเข้าไปสวมกอดมารินอย่างขอบคุณ
“ขอบคุณมากๆ เลยนะ นึกว่าฉันจะโดนลืมไปแล้ว” ฉันคลายกอดออก พลางทอดสายตามองทุกคน “ทุกคนด้วยนะ ขอบคุณมากๆ เลย”
“ไม่หลงไม่ลืมหรอกน่า วันเกิดน้องคนสำคัญทั้งคน” พี่เคนก้าวเข้ามาพาดแขนลงบนไหล่ ยักคิ้วหลิ่วตาไปหาใครบางคนที่ยืนล้วงกระเป๋าอยู่ทางขวามือ “แผนการเซอร์ไพรส์ทั้งหมดน่ะ ของคนนู้นต่างหาก”
“อะ แฮ่ม”
บุคคลที่กำลังถูกพูดถึงกระแอมไอออกมาเล็กน้อย เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็คของตัวเองพลันเสมองไปทางอื่น ส่วนฉันที่เห็นปฏิกิริยาของผู้ชายขี้เก๊ก จึงหรี่ตาลงอย่างจับผิด แกล้งถามกับพี่เคนว่ามกราจะตอบออกมาว่ายังไง
“จริงเรอะพี่เคน ไม่ใช่มารินหรือหมอไอรินหรอกเหรอที่เป็นคนต้นคิดน่ะ?”
“ฮึ่ม บางทีฉันก็อยากทำตัวเป็นหัวหน้าทีมที่ดี”
“พบคนเขินทำตัวไม่ถูกหนึ่งอัตราครับทุกคน” พี่เคนรีบเอ่ยแซว เช่นเดียวกับมารินที่ช่วยเสริมโรงเล่นเอามกราทำตัวไม่ถูก
“พี่เคนก็ ไปแซวมกราเขา เห็นไหมทำตัวไม่ถูกจนหน้าแดงไปหมดแล้วน่ะ ฮ่าๆๆ”
“ฮ่า ๆ ไม่เคยเห็นหัวหน้าคนซึนของเราเป็นแบบนี้เลยนะคะ” แม้แต่หมอไอรินก็ไม่วายเอากับเขาด้วย เอ่ยแซวหัวหน้าทีมจนต้องโดนเจ้าตัวมองค้อนไปตามๆ กัน
“เจ้...เย็นนี้ไปฉลองป่ะ”
“อ่าฮะ” คำเชิญชวนของคิมหันต์ทำให้ฉันเลิกสนใจมกราและหันหน้าไปพูดกับมันแทน “ได้สิ...ที่ไหนว่ามาเลย”
“ร้านเดิม พวกพี่ก็ไปด้วยกันนะ ไปหมดทุกคนเลย”
“สรุปแล้วมึงหรือเจ้มึงเป็นเจ้างาน” พี่เคนพูดขัดขึ้นขณะที่คิมหันต์กำลังเชิญชวนทุกๆ คน
“ก็วันนี้วันเกิดเจ้ เจ้ก็ต้องเป็นเจ้างานอยู่แล้ว แล้วก็ต้องเลี้ยงทุกคนด้วย”
“ฮ่า ๆ ก็ได้ๆ” ฉันเดินเข้าไปโอบไหล่คิมหันต์พร้อมแจกค้อนลงไปบนหัวมันหนึ่งที “ถ้าคืนนี้แกไม่เมาเหมือนหมา ห้ามกลับบ้านเด็ดขาดนะโว้ย”
“งานนี้น้องเล็กของเราเละเทะแน่นอน”
ไอรินที่พอจะเดาสถานการณ์ล่วงหน้าออกส่ายหัวให้คิมหันต์อย่างเอือมระอา ก่อนจะพาตัวเองไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้สำนักงานข้างกับมกราที่สไลด์หน้าจอเล่นไปพลางๆ
“เบลเอานี่ไป ของขวัญวันเกิดจากพี่ และเพื่อเป็นการไม่เสียน้ำใจ ให้ใส่ติดตัวไว้ตลอดล่ะ ถ้าพี่เห็นว่าน้องถอดออก พี่จะโกรธน้องจริงๆ นะ”
“ว้าว...ขอบคุณนะคะ” ฉันมองไปที่กำไรข้อมือของพี่เคนแววตาระยิบระยับ “แบบที่เบลชอบเลยนะเนี่ย อ่ะ แล้วมีแต่ของพี่เคนเหรอแล้วของคนอื่นล่ะ”
“ยังไม่หมดวันสักหน่อย ไว้พวกเราค่อยเอามาให้ตอนเย็นก็ได้” มารินหันมาพูด พร้อมทั้งขอความคิดเห็นจากทุกคน แล้วทุกคนก็เออออไปกับมารินเสียดื้อๆ
ไอ่คนอย่างฉันมันจะไปขัดอะไรได้เล่า
“เฮ้อ~ แล้วแต่ทุกคนเลยแล้วกันนะ”
ตกดึก...
“ถ้านายจะมาคอนโดฉันทุกวันขนาดนี้ นายไม่ย้ายมาอยู่กับฉันให้จบๆ ไปเลยล่ะมกรา”
“ถ้าอย่างนั้นฉันกลับไปเอาเสื้อผ้าก่อนนะ”
“เดี๋ยวๆ ฉันล้อเล่น”
“ฉันก็ล้อเล่น ก็แค่อยากมา ปกติก็มาได้ ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงพูดเหมือนไม่อยากให้ฉันมาคอนโดเธอเลยละ” มกราพูดเสียงกระเซ้าเง้างอด พร้อมโน้มตัวไปอุ้มลีโอที่เดินเข้ามาคลอเคลียกับขาของเขาขึ้นไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวบนโซฟาบุหนังแท้มุมขวาหน้าทีวี “หรือว่าเธอแอบนัดผู้ชายมาที่ห้อง”
“บ้า ผู้ชงผู้ชายอะไร ไม่มี แค่ถามดูเฉยๆ ไม่ได้ไง”
“อือ แล้วไป” เขาตอบสั้นๆ แล้วเลิกสนใจฉัน หันไปหยอกล้อกับแมวของฉันราวกับว่าเจ้าของห้องที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้เป็นเพียงอากาศ
“โนเบล”
“อะไร”
“มานั่งนี่มา” มกราตบมือแผละๆ ข้างๆ ลำตัว บนใบหน้าประกอบไปด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ฉันไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน “ลงมานั่งด้วยกันตรงนี้สิ”
พอได้เห็นปฏิกิริยาแปลกๆ จากตัวมกรา ฉันก็รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ตัวตนของเขา หรือว่านายนั่นจะถูกผีสิงระหว่างเดินทางมาคอนโด แต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะชักกระตุกหรือมีแววตาเหม่อลอยนี่นา คงไม่ใช่หรอกมั้ง
ฉันหรี่ตาลง พลางเอียงคอมองขณะเดียวกันก็เดินเข้าไปทรุดตัวลงข้างๆ กับเขา
“วันนี้นายดูแปลกๆ”
“อยากอ่อนโยนกับเธอบ้าง ที่ผ่านมาฉันทำรุนแรงกับเธอมาตลอดไม่ใช่เหรอ”
“แทบัก” อุทานเป็นภาษาเกาหลีเลยตรู
“ไม่ต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นก็ได้”
“มันอเมซิ่งมากๆ” ฉันเอื้อมมือข้างขวาขึ้นไปอังเข้ากับหน้าผากของมกราโดยอัตโนมัติ ส่วนอีกข้างก็อังเข้ากับหน้าผากของตัวเอง “ตัวก็ไม่เห็นร้อนนี่นา ไม่น่าจะป่วยนา แต่ทำไมถึงทำตัวแปลกๆ สงสัยจัง”
“ฮ่า ๆ พอๆ” มกราจับมือของฉันออกจากหน้าผาก ส่วนมืออีกข้างก็คว้านหยิบกล่องขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “นี่คือของขวัญวันเกิด สั่งทำให้เธอโดยเฉพาะ”
ฉันเลื่อนสายตามองแหวนเพชรสลับกับใบหน้าของเขาไปมา ยังคงไม่ปักใจเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากนัก ในสมองคิดเพียงแต่ว่านี่ฉันกำลังฝันไปอยู่หรือเปล่า
เขาบรรจงสวมแหวนเพชรลงไปบนนิ้วนางข้างซ้ายอย่างเบามือ ก่อนจะกอบกุมมือของฉันเอาไว้อย่างหลวมๆ พลันเลื่อนสายตาขึ้นมาสบเข้ากับฉันที่ทอดมองเขาอยู่ก่อนแล้ว ในแววตาของมกราเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อ่อนโยน ต่างออกไปจากทุกครั้งที่เขานั้นใช้มองมา
ในตอนนี้หัวใจดวงน้อยๆ ของฉันมันพองโตขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ คนที่เคยปฏิเสธคำสารภาพรักและให้สถานะได้แค่เพื่อน บัดนี้คนคนนั้นกำลังแสดงออกถึงการกระทำที่ต่างออกไป
“ทำไมต้องนิ้วนางข้างซ้ายด้วย”
“ผู้ชายคนอื่นจะได้ไม่กล้ามายุ่งกับเธอไง”
“แบบนี้ฉันก็อดไปเต๊าะหนุ่มๆ คนอื่นน่ะสิ”
“ต่อไปนี้ไม่ให้ไปเต๊าะหนุ่มที่ไหนแล้วนะ นอกจากฉันคนนี้คนเดียว
ฉันระบายยิ้มจนแก้มแทบปริ กับประโยคข้างต้นที่ออกจากปากของผู้ชายที่ชอบตีมึนอย่างมกรา ก่อนจะเอื้อมนิ้วชี้จิ้มไปที่แก้มของเขาอย่างมันเขี้ยว “ว๊า~ ทำไมวันนี้หัวหน้าทีมของฉันถึงได้น่ารักขนาดนี้นะ เพราะว่าเป็นวันเกิดของลูกทีมด้วยหรือเปล่า”
“ใช่มั้ง”
ตึกตัก ตึกตัก
ครั้งแรกในรอบหลายปี (มั้ง) ที่ฉันได้เห็นรอยยิ้มจากผู้ชายคนนี้ แม้ว่าจะเป็นรอยยิ้มที่บางเบา ทว่ามันกลับนุ่มละมุนเสียจนฉันเสียอาการเลยล่ะ
“ขอบใจนะ”
ฉันหลับตาลงเมื่อเขาพรมจูบลงบนหน้าผากกลมมน แล้วลืมตาขึ้นเมื่อเขาถอนริมฝีปากออก พลางเลื่อนสายตาขึ้นไปประสานเข้าด้วยกันในเวลาต่อมา นัยน์ตาคมกล้าคู่นั้นฉายแววปรารถนาอย่างลึกซึ้ง และยิ่งเขาทำแบบนี้...ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
ถ้าหากว่าสิ่งที่มกรากำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของฤทธิ์แอลกอฮอล์ หรือแค่เป็นของขวัญเนื่องในวันเกิดของฉัน ก็อยากให้เขาหยุดเอาไว้...ก่อนที่ความรู้สึกของฉันมันจะถลำลึกลงไปมากกว่าเดิม
“อย่าทำแบบนี้...ถ้านายไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ”
“…ความรู้สึกของฉันที่มีต่อเธอ มันแสดงออกอย่างชัดเจนมานานแล้วล่ะ”
17ถ้าหากตกลง “ดูจากผลงานที่ผ่านมา ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นคนที่ลงมือฆ่าลูกสาวตัวเอง เพราะดูจากบุคลิกแล้ว ท่านเป็นคนที่รักครอบครัวมากๆ เลยทีเดียว” พี่เคนแสดงความคิดเห็นขึ้นมา ขณะที่นั่งมองภาพจากจอแท็บเล็ตขนาดสิบนิ้ว ที่กำลังฉายภาพเหตุการณ์สด ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า “ท่านดูเป็นคนดีเกินกว่าจะฆ่าลูกตัวเอง” “คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เมื่อความโลภเข้าครอบงำ ทุกคนล้วนแสดงอีกตัวตนหนึ่งออกมากันทั้งนั้น” มกราแสดงความคิดเห็นบ้าง ขณะที่กำลังจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะหันหน้ามาพูดกับฉันที่กำลังนั่งเช็คเครื่องมือสื่อสารอยู่ “เธอมั่นใจนะโนเบล ว่าต้องการรื้อคดีนี้ขึ้นมาสืบสวนใหม่ แม้ว่าทางตำรวจของรัฐจะสรุปปิดคดีไปแล้วก็ตาม” ฉันใส่วิทยุสื่อสารขนาดจิ๋วเข้าไปในหูข้างขวา ส่องกระจกตรวจเช็คความเรียบร้อยให้แน่ใจว่าแน่นหนาพอที่จะไม่หลุดหายระหว่างปฏิบัติงานอีก เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วค่อยหันหน้าไปตอบมกรา ที่นั่งรอคำตอบอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ “ฉันไม่ได้ต้องการรื้อคดีขึ้นมาสืบสวนใหม่ แต่สิ่งที่ฉันต้องการที่แท้จริงคือการลักพาตัวท่
16โชว์พิเศษ (ที่สมจริง)เอี๊ยดเสียงเครื่องยนต์หยุดลงบริเวณด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงปืนอีกสามถึงสี่นัด ส่งผลให้ผู้คนรอบข้างส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ในส่วนของฉันและทีมการ์ดก็ต่างก้มหลบกระสุนกันเป็นพัลวัน“เบล! รีบขึ้นรถเร็ว!!”เสียงจากคนในรถเรียกให้ฉันได้สติและเงยหน้าขึ้นมองอย่างอยากรู้ ก่อนจะพบว่าคนที่อยู่หลังพวงมาลัยคือมกราที่เข้ามาช่วยได้ทันเวลาพอดีแต่จะดีมากถ้าเขาไม่กราดยิง จนเกือบจะคร่าชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวไปด้วยฉันรีบสืบเท้าขวายันเข้ากลางลำตัวของการ์ดที่ก้มหลบกระสุนออก แล้วรีบกระเสือกกระสนเปิดประตูรถพลันยัดร่างเข้าไปด้านใน ก่อนที่จะโดนกระสุนของทีมการ์ดเจาะเข้าลำตัว ได้แผลเพิ่มกลับไปโดนหมอไอรินบ่นจนหูชา“ไม่เป็นไรใช่ไหม”“อืม นายมาช่วยได้ทันพอดี” ฉันเอนหลังพิงเบาะพลางสูดหายใจเข้าลึก กดมือลงไปบริเวณแผลผ่าตัดก็พบว่ามีเลือดไหลซิบออกมามากขึ้นกว่าเดิม “แต่แผลน่าจะฉีกตอนที่กำลังต่อสู้”“โอเค” มกราตอบรับน้ำเสียงราบเรียบ เอื้อมมือซ้ายไปคว้านหาอะไรบางอย่างที่เบาะหลัง ไม่กี่อึดใจต่อมาผ้าพันแผลจำนวนมากก็ถูกโยนมาบนหน้าตัก “ใช้ผ้าพันแผลห้ามเลือดเอาไว้ก่อน”“ว้าว
15ถูกจับตัว“ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่พวกเธอสองคนนะ”เสียงของไอรินทำให้ฉันและมกรารีบผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ พลันนิ่วหน้าใช้มือกดแผลบริเวณสีข้างราวกับเจ็บนักเจ็บหนา ด้านมกราเองก็ยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยจับนู่นจับนี่ด้วยท่าทางเคอะเขิน“ตื่นแล้วทำไมไม่เรียก ฉันจะได้ตรวจดูอาการ”“ก็เห็นเธอนอนอยู่ ก็เลยไม่อยากกวน”“ไม่อยากกวนก็ต้องเรียก เพราะฉันมีหน้าที่ดูแลรักษาเธอนะเบล”“ขอโทษ...ฉันรู้ว่าเมื่อคืนเธอต้องอดหลับอดนอนเพราะฉันนี่นา”ไอรินมองค้อน เป็นเชิงดุก่อนจะหันหน้าไปพูดกับมกรา “นายไปนั่งรอที่โซฟาก่อนนะ ฉันตรวจดูอาการข้างเคียงของเบลแป๊บหนึ่ง”“อืม ได้สิ”ไอรินใช้เวลาไม่นานมากนักก็ตรวจดูอาการเสร็จ พร้อมกับให้ยาระงับปวดและบอกรายละเอียดเพิ่มเติมนิดหน่อย จากนั้นเธอจึงขอตัวออกไปหาอะไรรองท้องและเตรียมกับข้าวให้ฉันด้วย ดังนั้นในห้องพยาบาลขณะนี้จึงเหลือแค่ฉันและมกราอยู่สองคนและเพื่อเป็นการไม่ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูอึดอัดเกินไป ฉันจึงกระแอมไอในลำคอพลางหาเรื่องชวนคุย“เรื่องเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้างเหรอ ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม”“เรียบร้อย แต่ก็จับได้บางส่วน และยังสาวถึงผู้อยู่เบื้องหลังไม่ได้ ส่วนผู้ประ
14ให้ความช่วยเหลือแต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดระเบิดควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณงานประมูล และตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้เข้าร่วมงานก่อให้เกิดความโกลาหลขนาดใหญ่“รายงานสถานการณ์ด้วย แค่ก...มันเกิดอะไรขึ้น! เปลี่ยน” มกรายกมือขึ้นปิดจมูกตัวเองขณะที่วิ่งฝ่าฝูงชนเพื่อหาตัวของผู้ประมูล “B4 B4 ได้ยินไหม ทราบแล้วเปลี่ยน”“B4 ทราบแล้วเปลี่ยน!”“โจรปล่อยระเบิดควันเข้ามาภายในงาน ผู้ชายคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย” คิมหันต์รายงานผ่านเครื่องมือสื่อสาร มกราที่มองสถานการณ์ออกอยู่แล้วจึงออกคำสั่งให้เริ่มปฏิบัติการในทันที“บอกคนของเราเข้ามาและพาผู้ประมูลออกไปจากงานให้หมด B3 ปล่อยโดรนสำรวจพื้นที่หาตำแหน่งผู้ต้องสงสัย B4 เข้าคุ้มกันผู้บัญชาการและหมอไอรินโดยด่วน เปลี่ยน”“รับทราบ”“B4…ได้ยินแล้วตอบด้วย!” เสียงของเคนเรียกหาโนเบลอีกครั้ง “เบล เธอได้ยินพี่หรือเปล่า ทราบแล้วตอบด้วย!”ราวกับว่าสัญญาณของเธอขาดหายไปเสียดื้อๆ สถานการณ์ตอนนี้ก็วุ่นวายแถมยังมีฝุ่นควันคละคลุ้ง มกราไม่สามารถมองหาเธอด้วยตาเปล่าได้ อีกทั้งเขายังต้องจัดการกับโจรที่เพิ่มจำนวนเข้ามา“B3 ปล่อยโดรนอีกตัวเพื่อติดตามตำแหน่งขอ
13งานประมูลผู้ชายที่ฉันยืนอยู่ต่อหน้าตอนนี้คือคนที่หมายทำร้ายและลักพาตัวฉันเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าคอนโด ฉันพลาดท่าโดนพวกมันโปะยาสลบและจับตัวไปแต่ก็โชคดีที่คิมหันต์กับมกราช่วยไว้ได้ทัน“ต่อให้พวกแกจะทำร้ายฉันให้ตายตรงนี้ ฉันก็ไม่มีวันบอก” คนร้ายพูดออกมาเหมือนรำพึงจนแทบไม่ได้ยิน“เป็นหมารับใช้ที่จงรักภักดีสินะ” ฉันยืนเอามือกอดอกเอนหลังพิงกำแพงภายในห้องขัง ทอดสายตามองคนร้ายปากแข็ง ที่กำลังจะหมดสติอยู่รอมร่อด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “ต่อให้เค้นจนน้ำลายแห้งก็คงไม่ยอมบอกสินะ อืม...โอเคเข้าใจแล้วล่ะ”ฉันใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มของตัวเองด้วยความหงุดหงิด หลังจากที่คิดดูแล้วว่าต่อให้ต้องทรมานไอ้หมารับใช้จนปางตายสักแค่ไหน มันก็ไม่มีวันคายความลับออกมาอย่างแน่นอน ก็คงเดิมพันชีวิตไว้กับผู้อยู่เบื้องหลังของมันไว้เยอะอยู่เหมือนกันแต่ก่อนที่ฉันจะเดินออกไปจากห้องคุมขังก็จำต้องชะงักฝีเท้าลงเสียก่อน ในเมื่อผู้ร้ายต้องการอยากให้ฉันทรมานมากนัก ก็ต้องเลือกใช้วิธีที่ฉันจะไม่เสียแรงเปล่าก็แล้วกัน“อ้อ อีกอย่างนะ อดข้าวอดน้ำตลอดระยะเวลาที่อยู่ในห้องขังใต้ดินนี้ จนกว่าจะหมดลมหายใจก็แล้วกันนะ”ฉันแสยะมุมปากอย่างพอใจ ก้
12ของขวัญเวลาล่วงเลยผ่านไปใช่ว่าภาพจำในอดีตจะลบเลือน หากตัวเราไม่คิดจะลืมและฝังลึกไว้ใต้จิตใจขณะที่กำลังเดินกลับไปที่ห้องทำงาน ภาพในอดีตที่ยังคงฝั่งลึกใต้จิตสำนึกก็ฉายซ้อนขึ้นมา และยิ่งภาพเหล่านั้นฉายชัดมากเท่าไหร่ หัวใจของฉันก็เจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิมร้อยเท่าพันตัว11 ปีที่แล้วย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 วันเกิดเรื่องก่อนที่สำนักข่าวต่างๆ จะออกมารายงานข่าวการลักพาตัวของเด็กน้อยวัย 15 ปี ขณะเดินทางกลับบ้าน14:50 น.“รินดา...อีกครึ่งชั่วโมงเลิกเรียนเราไปหาไรกินกันดีไหม?”ฉันหันหน้าไปถามสาวน้อยผมสั้นสีดำขลับ ขณะนั่งจดเนื้อหาที่พึ่งเรียนจบไปไม่กี่นาทีที่ผ่านมาอย่างขะมักเขม้น แต่พอเธอได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วจากฉันก็เป็นอันต้องหยุดชะงัก แล้วหันใบหน้าเล็กมามองช้าๆ และพูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า“อย่าลืมสิเรามีการบ้านต้องทำตั้งเยอะนะ ไม่ไปหรอกกลับบ้านดีกว่า”“ค่อยกลับไปทำก็ได้ วันนี้ก็วันศุกร์แล้ว เหลือเวลาทำตั้งสองวัน ไปด้วยกันเถอะนะ” ฉันส่งสายตาอ้อนออดไปให้รินดาที่มองมาด้วยใบหน้านิ่งเฉย “นะๆๆ อาทิตย์นี้เรายังไม่ได้ไปกินอะไรหลังเลิกเรียนกันเลย รินไปกับเบลเถอะนะ”“นะๆๆ ส