Masuk13
งานประมูล
ผู้ชายที่ฉันยืนอยู่ต่อหน้าตอนนี้คือคนที่หมายทำร้ายและลักพาตัวฉันเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าคอนโด ฉันพลาดท่าโดนพวกมันโปะยาสลบและจับตัวไปแต่ก็โชคดีที่คิมหันต์กับมกราช่วยไว้ได้ทัน
“ต่อให้พวกแกจะทำร้ายฉันให้ตายตรงนี้ ฉันก็ไม่มีวันบอก” คนร้ายพูดออกมาเหมือนรำพึงจนแทบไม่ได้ยิน
“เป็นหมารับใช้ที่จงรักภักดีสินะ” ฉันยืนเอามือกอดอกเอนหลังพิงกำแพงภายในห้องขัง ทอดสายตามองคนร้ายปากแข็ง ที่กำลังจะหมดสติอยู่รอมร่อด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “ต่อให้เค้นจนน้ำลายแห้งก็คงไม่ยอมบอกสินะ อืม...โอเคเข้าใจแล้วล่ะ”
ฉันใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มของตัวเองด้วยความหงุดหงิด หลังจากที่คิดดูแล้วว่าต่อให้ต้องทรมานไอ้หมารับใช้จนปางตายสักแค่ไหน มันก็ไม่มีวันคายความลับออกมาอย่างแน่นอน ก็คงเดิมพันชีวิตไว้กับผู้อยู่เบื้องหลังของมันไว้เยอะอยู่เหมือนกัน
แต่ก่อนที่ฉันจะเดินออกไปจากห้องคุมขังก็จำต้องชะงักฝีเท้าลงเสียก่อน ในเมื่อผู้ร้ายต้องการอยากให้ฉันทรมานมากนัก ก็ต้องเลือกใช้วิธีที่ฉันจะไม่เสียแรงเปล่าก็แล้วกัน
“อ้อ อีกอย่างนะ อดข้าวอดน้ำตลอดระยะเวลาที่อยู่ในห้องขังใต้ดินนี้ จนกว่าจะหมดลมหายใจก็แล้วกันนะ”
ฉันแสยะมุมปากอย่างพอใจ ก้าวฉับ ๆ ไปตามทางเดินด้วยแววตาอันว่างเปล่า อันที่จริงฉันรู้อยู่แล้วแหละว่าใครคือคนที่ส่งผู้ร้ายพวกนั้นมา แต่ที่จับมาทรมานเพียงคนเดียวอยู่แบบนี้ทำไปเพื่อความสะใจเท่านั้นเอง
เท่านั้นจริงๆ ที่ฉันต้องการน่ะนะ
ปัง ปัง ปัง
เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วสนามซ้อมอย่างเซ็งแซ่ กระสุนขนาด 9 มม. พุ่งออกจากปลายกระบอกด้วยความเร็วแสง ปักลงกลางจุดสีดำบนเป้าล่อโดยไม่คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
ระหว่างทางเดินขึ้นไปชั้นบนจะต้องผ่านห้องซ้อมยิงปืน ก็เลยขอระบายอารมณ์ด้วยการยิงปืนเล่นหน่อยก็แล้วกัน
แปะ แปะ แปะ~
เสียงปรบมือในจังหวะสม่ำเสมอดังขึ้นด้านหลัง ก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฏขึ้นพร้อมกับคำทักทายที่ทำให้ผู้ได้ฟังถึงกับกระตุกยิ้ม
“ว้าว ฝีมือการยิงปืนของเธอไม่เคยตกเลยจริงๆ”
ฉันหัวเราะในลำคอด้วยความพอใจ ขณะเดียวกันก็บรรจุลูกตะกั่วลงไปในซองกระสุน สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวทอดมองไปยังเป้าล่ออย่างแน่วแน่ก่อนที่จะ
ปัง
เกิดเสียงสนั่นดังไปทั่วทุกมุมห้อง ปลายกระบอกปืนเกิดเขม่าควันคลุ้งออกมาเล็กน้อย
ฉันวางปืนสั้นในมือลงในที่รองรับ แล้วหันหน้าไปหามกราที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ข้างๆ คิ้วข้างขวาของเขากระตุกเลิกขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ช่วยงานพี่เคนหรือไง”
“ลงมาดูเธอน่ะ คิดไว้แล้วว่าต้องมาระบายอารมณ์อยู่ที่นี่”
“ทำเหมือนรู้ใจของฉันไปหมดอย่างนั้นแหละ”
“จะว่าแบบนั้นก็ถูก”
คำพูดของมกราเมื่อครู่ทำให้ฉันชะงักกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ลง เลื่อนสายตาขึ้นไปสบประสานเข้ากับเขานิ่งด้วยความฉงน
“ทำเป็นตกใจไปได้ ฉันแค่กลัวว่าเธอจะคิดมากต่างหากล่ะ”
“...อ้อ อย่างนั้นสินะ” ฉันกะพริบตาอย่างถี่รัวพยายามดึงสติกลับเข้าที่ เสี้ยววินาทีที่ฉันคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาเป็นห่วงตัวเองขึ้นมา แทบอยากจะเอาค้อนทุบใส่หัวตัวเองแรงๆ เชียวล่ะ
ฉันกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกับปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “คนอย่างฉันมีเรื่องอะไรให้คิดมากมายงั้นเหรอ”
“แววตาและสีหน้าของเธอมันชัดเจนนะโนเบล”
“ก็...ไม่มีอะไรหรอกน่า ช่างฉันเถอะนะ”
เกิดความลังเลขึ้นมาชั่ววูบระหว่างนั้น แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะปิดบังเรื่องราวที่รบกวนจิตใจไว้เพียงผู้เดียว ไม่อยากให้มกราต้องมารับรู้เรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาด้วย ทว่าขณะที่ฉันเผลอปล่อยใจให้ล่องลอยมกราก็เข้ามาประชิดตัวอย่างกะทันหัน
มกราเอื้อมมือของเขาไปด้านหลังพร้อมกับช้อนเอวของฉันให้แนบชิดเข้าใกล้เขา การกระทำเหล่านั้นมันเกิดขึ้นเร็วจนฉันไม่ทันตั้งตัวจึงทำได้แค่เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
“...นายจะทำอะไร?”
“ไปที่หนึ่งกับฉันหน่อยสิ”
ฉันขมวดคิ้วด้วยความงุนงง และเมื่อฉันกำลังจะอ้าปากถามก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อเขาเลื่อนมือเข้ามากกระตุกแขนให้ฉันเดินตามออกไปจากห้องซ้อม
“นายจะพาฉันไปไหน?”
“ตามมาเงียบๆ ก็พอ”
คราวนี้จะพาฉันไปทรมานที่ไหนอีกล่ะ ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าฉันตามอารมณ์ของผู้ชายคนนี้ไม่เคยทันเลยสักครั้งเดียว อยากจะสะบัดมือให้หลุดออกจากการจับกุมก็ทำไม่ได้ เพราะหมอนั่นดันจับแรงเสียจนเจ็บข้อมือไปหมด สุดท้ายแล้วก็เลยต้องเดินตามไปอย่างเงียบๆ
“สองคนนี้กำลังจะออกไปไหนกันเหรอ?” ระหว่างทางเดินก็พบเข้ากับพี่เคนที่เดินถืออุปกรณ์ออกมาจากห้องน้ำ เขาจึงเอ่ยถามตามมารยาทแต่คำตอบที่ได้จากมกราก็ทำให้พี่เขาเหวอไปตามๆ กัน
“เสือก”
ดังนั้นฉันจึงส่งสัญญาณผ่านสายตาไปหาพี่เคนประมาณว่า ‘ช่วยน้องหน่อยอย่าปล่อยให้น้องไปกับหมอนี่...พลีส’ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาจากพี่เคนคือหน้าเหยเกและทำมือเชือดเฉือนใต้ลำคอเป็นเชิงว่า ‘เตรียมตัวตายได้เลยน้องพี่’
เพราะฉะนั้นแล้ว ฉันจึงต้องเบ้หน้าเหมือนจะร้องไห้ส่งไปให้พี่เคน ก่อนที่พี่เขาจะเดินลับสายตาไป
“บอกได้ไหมว่าจะพาฉันไปไหน จะได้เตรียมตัวเตรียมใจถูก”
“ไม่ได้สินะ”
Mustang สีดำด้านของมกราโลดแล่นไปบนท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย สีหน้าอันเรียบตึงของมกรากลับมาเป็นปกติเมื่อขับรถออกจากหน่วยงานมาได้สักพัก
“เราจะไปไหนกัน” สุดท้ายฉันก็ทนความเงียบต่อไปไม่ไหว ตั้งคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบขึ้นอีกรอบ “นายขับออกมานอกเมืองไกลแล้วนะ”
“เดี๋ยวก็ถึงเองแหละน่ะ นั่งเงียบไปเถอะ ถามเซ้าซี้มากรำคาญ”
ไม่น่าเอ่ยปากถามเลยตรู ฉันพูดในใจและหุบปากเงียบตลอดทาง กระทั่งมาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไกลมากพอสมควร ในเวลาต่อมามกราจึงจอดรถเทียบฟุตบาทใต้ต้นไม้ใหญ่
“ฉันอยากเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายน่ะ”
ฉันหันหน้าไปมองเสี้ยวหน้าของมกราพลางระบายยิ้มกรุ้มกริ่ม แม้ว่าการกระทำก่อนหน้านี้มันจะดูเอาแต่ใจและไม่มีเหตุผล แล้วพอเวลาผ่านไปจนเราสองคนได้อยู่ด้วยกันก็กลายเป็นคนอ่อนโยนขึ้นมาจนน่าประหลาดใจแบบนี้
ฉันก็ไม่ถือโทษโกรธเคืองอะไรเขาหรอกนะ
“อือ”
ฉันพยักฟน้าขึ้นลงระหว่างที่ปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว จากนั้นจึงเปิดประตูและก้าวขาลงจากรถ รับรู้ได้ถึงสายลมอ่อนๆ ที่พัดเข้ามากระทบร่างแบบแผ่วเบา ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ สถานที่ที่มกราพามาในครั้งนี้คือสวนสาธารณะนอกชานเมือง ที่เงียบสงบเหมาะแก่การเดินเล่นผ่อนคลาย
ก็ยังดีกว่าที่เขาพาฉันไปขังไว้ในห้องส่วนตัวให้อดข้าวอดน้ำน่ะนะ
ฉันสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด หลับตาลงฟังเสียงขับร้องของนกน้อยใหญ่บนต้นไม้ มันชั่งไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ
“ฉันชอบที่นี่จัง รู้สึกว่าความรู้สึกหนักหนาที่ผ่านมาหายไปหมดเลยแหละ”
“ฉันชอบมาเดินเล่นเวลาที่มีเรื่องให้คิดมากในตอนเด็กๆ”
“แต่บ้านนายอยู่กลางเมืองไม่ใช่หรือไง ที่นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะใกล้บ้านนายเลยนะ”
มกราหยุดยืนอยู่กับที่ฉันจึงต้องหยุดตามและหันไปมองว่าเขาเป็นอะไรไป
“มีอะไรเหรอ?”
มกราไม่พูด แต่สอดประสานนิ้วมือของเราเข้าด้วยกันแทนคำตอบ แถมยังระบายยิ้มหวานออกมาจนตาหยีเป็นสระอิ เล่นเอาหัวใจของฉันเต้นแรงขึ้นมาเลยทีเดียว
“เดินแบบนี้ดีกว่าฉันกลัวเธอจะหลงทางน่ะ”
“หลงเหลิงบ้าบออะไรกัน” ฉันเบนสายตามองไปทางอื่น ขณะเดียวกันก็ออกแรงบีบที่มือ “ฉะ ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ ที่จะมาเดินหลงกะใครง่ายๆ น่ะ”
พยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติ ไม่ให้เขาจับได้ว่าฉันเสียอาการกับการกระทำของเขามากแค่ไหน แถมตอนนี้ยังรู้สึกร้อนวูบวาบตามใบหูอย่างไม่ทราบสาเหตุอีกต่างหาก
“เธอคือเด็ก...ที่น่าทะนุถนอมในสายตาของฉันอยู่ดีนะเบล”
@โรงแรมวาเนียร์
งานประมูลเครื่องเพชร The Orange
20:00 น.
“B1 เรียก ขอให้ B2,B3 ประจำตำแหน่งแล้วแจ้ง เปลี่ยน”
มกรากรอกเสียงผ่านเครื่องมือสื่อสารระหว่างที่กำลังเช็กความเรียบร้อยภายในงาน โดยการใช้โค้ดลับแทนชื่อบุคคลภายในทีม ทางด้านของเคนเมื่อได้รับคำสั่งจึงตอบกลับน้ำเสียงราบเรียบ ซึ่งเขามีหน้าที่สอดแนมระยะไกลจากอีกฟากของตึก
“B2 ประจำตำแหน่ง เปลี่ยน”
“B3 ล่ะ เปลี่ยน”
“B3 พูด กำลังเตรียมอุปกรณ์ เปลี่ยน”
“งานกำลังจะเริ่ม เร่งมือกันหน่อย”
หัวหน้าทีมออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีงานประมูลเครื่องเพชรจะเริ่มขึ้นแล้ว อย่างที่ทราบแม้ในงานประมูลยิ่งใหญ่ขนาดนี้จะมีบอดี้การ์ดอยู่มากมาย ทว่าผู้ที่แฝงตัวเข้ามาโจรกรรมนั้นเลื่องชื่อในแวดวงตำรวจเป็นอย่างมาก
“B2 และ B3 ประจำตำแหน่ง ทุกอย่างเตรียมพร้อม”
เมื่อเห็นว่าลูกทีมของตนนั้นเตรียมพร้อมแล้วเรียบร้อยมกราจึงรู้สึกวางใจ และกวาดสายตามองไปรอบงานบนชั้นดาดฟ้าแห่งนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อมองหาหญิงสาวที่มักทำอะไรตามใจชอบโดยไม่รอคำสั่งการ
“B4 รายงาน ตอนนี้ฉันประจำที่แล้ว เปลี่ยน”
“มัวแวะชิมอาหารว่างในงานเหรอ B4 กว่าจะมาถึงแน่ะ”
“ลูกชุบก็อร่อยเหมือนกันนะ จบงานนี้คงต้องตามหาคนทำอาหารแล้วล่ะ” น้ำเสียงใสกังวานติดเล่นนิดๆ ส่งผลให้ผู้ได้ฟังลอบยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว “ถ้า B2 สนใจชิมเดี๋ยวจบงานจะห่อไปให้ชิม ฮะๆ”
“อะ ฮึ่ม”
และก่อนที่ลูกทีมทั้งสองจะได้พูดจาหยอกล้อนอกเรื่องไปมากกว่านี้ เสียงทุ้มกระหึ่มแอมไอจากหัวหน้าทีมจึงดังขึ้นเป็นสัญญาณปรามให้หยุดเล่น
“ฮ่า ๆ เรื่องนี้ผมไม่เกี่ยวนะ”
“บางทีคุณหัวหน้าทีมควรเติมความหวานเข้าไปในการใช้ชีวิตบ้างนะคะ”
มกราเลิกสนใจเสียงเจื้อยแจ้วที่พูดผ่านเครื่องมือสื่อสาร สอดส่ายสายตาสังเกตการณ์ไปทั่วงาน ทว่าดันไปสะดุดอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่ง รูปร่างของเธอนั้นสมส่วนราวกับนางแบบ ใบหน้านั้นถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางขลับให้เธอโดดเด่นอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าปกติจะมีเสน่ห์ในตัวอยู่แล้วยิ่งได้เห็นในคืนนี้เธอยิ่งมีเสน่ห์เพิ่มมากขึ้น จนคนมองราวกับต้องมนต์สะกด
ขณะนั้นเองก็เกิดร้อนวูบวาบขึ้นมาทั้งใบหน้าจนมกรารู้สึกแปลกใจ และก่อนที่จะเสียสมาธิไปมากกว่านี้เขาจึงเบนสายตาไปทางอื่น พลางถามถึงสถานการณ์ภายในงานกับลูกทีมบนชั้นดาดฟ้า
“B1 พูด จากมุมมองบนตึกตรงข้าม มีใครที่ดูน่าสงสัยบ้างไหม เปลี่ยน...”
“ยังไม่มีอะไรน่าสงสัย ทุกอย่างยังคงปกติ B3 รายงาน เปลี่ยน”
“อย่าชะล่าใจ เราไม่รู้ว่าคนร้ายจะลงมือเมื่อไหร่ ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมอยู่เสมอ”
“รับทราบ เปลี่ยน”
ทุกคนต่างรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเว้นเสียแต่โนเบล ที่เธอนั่งร่วมกับบุคคลมีชื่อเสียงภายในงานจึงไม่ได้ตอบรับคำสั่ง แน่นอนว่าถัดไปด้านซ้ายมือของเธอนั้นคือจอร์น และไอรินที่รับหน้าที่เป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้
“ขอเชิญทุกท่านพบกับ ‘เจนนี่ คิม’ นางแบบชื่อดัง ที่ให้เกียรติมาเดินแบบในงานประมูล ‘The Orange’ ที่ทุกท่านรอคอยได้เลยครับ”
สิ้นเสียงพิธีกรชื่อดังดนตรีเพลงเปิดตัวก็ดังกระหึ่มกึกก้อง พร้อมกับร่างระหงสะกดตาของนางแบบสาวชื่อดังอย่าง ‘เจนนี่ คิม’ ที่เดินเฉิดฉายออกมาจากหลังม่านพร้อมสร้อยเพชรที่มีชื่อว่า ‘The Orange’ อัญมณีหายากที่สุดในช่วงเวลานี้บนคอของเธอ
เจนนี่ คิม พรีเซ้นต์อัญมณีด้วยท่วงท่าดุจนางพญา เรียกให้คนในงานจดจ้องไปที่เธอจนยากจะละสายตา กระทั่งเธอหยุดนิ่งบริเวณตรงกลางเวทีระหว่างนักประมูลทั้งสองฝั่ง พลางโพสต์ท่าโชว์ The Orange บนคอจากนั้นจึงหมุนตัวแล้วเดินกลับไปยังตำแหน่งเดิม
“The Orange คือเป้าหมายของโจรในค่ำคืนนี้ ขอย้ำให้เฝ้ามองอย่าละสายตา เปลี่ยน”
“รับทราบ”
“เธอเริ่มประมูลได้เลยนะ B4 เปลี่ยน”
พอเห็นว่างานประมูลกำลังจะเริ่มต้น มกราจึงออกคำสั่งตามที่เตรียมไว้ให้กับผู้รับบทเป็นผู้ประมูลให้เริ่มดำเนินการ ขอแค่ The Orange มาอยู่ในมือของโนเบลทุกอย่างก็จะราบรื่น
“รับทราบ”
“พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่ด้านข้างเวทีฝั่งซ้ายดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คนของที่นี่”
B3 รายการขึ้นมาติดๆ หลังจากที่ B4 รับคำสั่งการ ทำให้มกรารีบเปลี่ยนทิศทางของสายตาไปยังตำแหน่งของผู้ต้องสงสัยทันที
“B1 พูด คอยจับตาดูอย่าให้ห่าง หากผิดสังเกตอนุญาตให้ลงมือทันที เปลี่ยน”
“รับทราบ”
ในขณะเดียวกันพิธีกรของงานประมูลก็ดำเนินงานไปอย่างเข้มข้นแบบไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว
“10 ล้าน”
“10 ล้านครั้งที่หนึ่ง 10 ล้านครั้งที่สอง” พิธีกรเริ่มนับทวนราคา
“15 ล้าน”
“15 ล้านครั้งที่หนึ่ง 15 ล้านครั้งที่สอง 15 ละ...”
“20 ล้านครับ”
ทุกอย่างเกือบจะจบลงด้วยดีกระทั่งเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น ส่งผลให้โนเบลเกิดลังเลใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนเธอต้องขอความเห็นจากผู้นำทีม
“สู้ไหม? เราได้งบในการประมูลมาเยอะแค่ไหนเรื่องนี้ฉันไม่รู้”
“เราได้รับสิทธิ์ประมูลอย่างเต็มที่” มกราตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบ เหลือเวลาไม่มากถ้าหากว่าโนเบลยังไม่ตัดสินใจในตอนนี้ผู้ชายคนนั้นจะกลายเป็นผู้ถือครองทันที
“30 ล้าน”
เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาเซ็งแซ่ไปทั่วงานประมูลหลังสิ้นเสียงเสนอราคาของโนเบล และตามด้วยเสียงพิธีกรทวนราคาเพื่อยืนยัน
“30 ล้านครั้งที่หนึ่ง 30 ละ”
“50 ล้านครับ”
“คราวนี้ฉันขอปล่อยนะ ไว้จะตามประกบเอง”
“ไม่ได้นะ เดี๋ยว B4 ทราบแล้วเปลี่ยน!!”
เป็นอีกครั้งที่โนเบลตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่นโดยไม่รอคำสั่งจากหัวหน้าทีมอย่างมกรา ถึงแม้ว่าจะโมโหเดือดดาลสักแค่ไหนก็ต้องสงบสติอารมณ์และคิดหาทางแก้ไขอย่างเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายเขาจึงถอนลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย และออกคำสั่งเพื่อแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้า
“ทำตามที่ B4 บอก ผมขอให้ทุกคนเฝ้านายหัวฟ้านั่นอย่าให้คาดสายตา เปลี่ยน”
“รับทราบ”
“ ‘The Orange’ ชิ้นนี้จบอยู่ที่ราคา 50 ล้านโดยหมายเลข 55 ครับ”
แปะ แปะ แปะ
จบเสียงประกาศของพิธีกรเหล่านักประมูลทั้งหลายต่างปรบมือแสดงความยินดีให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง ‘The Orangs’ ที่กำลังก้าวขึ้นไปบนเวทีเพื่อรับมอบผลงานอันล้ำค่า
“ชายผู้ต้องสงสัยเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”
“B4 รับทราบแล้วเปลี่ยน”
“ดะ-” ยังไม่ทันที่มกราจะได้อ้าปากบอกถึงแผนการ สายตาของเขาก็เห็นร่างบางในชุดเดรสสีแดงเลือดนกเริ่มเคลื่อนไหว “B4 เดี๋ยวก่อน ผมขอสั่งให้คุณหยุดเดี๋ยวนี้!”
“โธ่เว้ย! B3 รีบลงมาเสริมกำลังในงานด่วน”
ฟู่
กรี๊ด~
17ถ้าหากตกลง “ดูจากผลงานที่ผ่านมา ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นคนที่ลงมือฆ่าลูกสาวตัวเอง เพราะดูจากบุคลิกแล้ว ท่านเป็นคนที่รักครอบครัวมากๆ เลยทีเดียว” พี่เคนแสดงความคิดเห็นขึ้นมา ขณะที่นั่งมองภาพจากจอแท็บเล็ตขนาดสิบนิ้ว ที่กำลังฉายภาพเหตุการณ์สด ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า “ท่านดูเป็นคนดีเกินกว่าจะฆ่าลูกตัวเอง” “คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เมื่อความโลภเข้าครอบงำ ทุกคนล้วนแสดงอีกตัวตนหนึ่งออกมากันทั้งนั้น” มกราแสดงความคิดเห็นบ้าง ขณะที่กำลังจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะหันหน้ามาพูดกับฉันที่กำลังนั่งเช็คเครื่องมือสื่อสารอยู่ “เธอมั่นใจนะโนเบล ว่าต้องการรื้อคดีนี้ขึ้นมาสืบสวนใหม่ แม้ว่าทางตำรวจของรัฐจะสรุปปิดคดีไปแล้วก็ตาม” ฉันใส่วิทยุสื่อสารขนาดจิ๋วเข้าไปในหูข้างขวา ส่องกระจกตรวจเช็คความเรียบร้อยให้แน่ใจว่าแน่นหนาพอที่จะไม่หลุดหายระหว่างปฏิบัติงานอีก เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วค่อยหันหน้าไปตอบมกรา ที่นั่งรอคำตอบอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ “ฉันไม่ได้ต้องการรื้อคดีขึ้นมาสืบสวนใหม่ แต่สิ่งที่ฉันต้องการที่แท้จริงคือการลักพาตัวท่
16โชว์พิเศษ (ที่สมจริง)เอี๊ยดเสียงเครื่องยนต์หยุดลงบริเวณด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงปืนอีกสามถึงสี่นัด ส่งผลให้ผู้คนรอบข้างส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ในส่วนของฉันและทีมการ์ดก็ต่างก้มหลบกระสุนกันเป็นพัลวัน“เบล! รีบขึ้นรถเร็ว!!”เสียงจากคนในรถเรียกให้ฉันได้สติและเงยหน้าขึ้นมองอย่างอยากรู้ ก่อนจะพบว่าคนที่อยู่หลังพวงมาลัยคือมกราที่เข้ามาช่วยได้ทันเวลาพอดีแต่จะดีมากถ้าเขาไม่กราดยิง จนเกือบจะคร่าชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวไปด้วยฉันรีบสืบเท้าขวายันเข้ากลางลำตัวของการ์ดที่ก้มหลบกระสุนออก แล้วรีบกระเสือกกระสนเปิดประตูรถพลันยัดร่างเข้าไปด้านใน ก่อนที่จะโดนกระสุนของทีมการ์ดเจาะเข้าลำตัว ได้แผลเพิ่มกลับไปโดนหมอไอรินบ่นจนหูชา“ไม่เป็นไรใช่ไหม”“อืม นายมาช่วยได้ทันพอดี” ฉันเอนหลังพิงเบาะพลางสูดหายใจเข้าลึก กดมือลงไปบริเวณแผลผ่าตัดก็พบว่ามีเลือดไหลซิบออกมามากขึ้นกว่าเดิม “แต่แผลน่าจะฉีกตอนที่กำลังต่อสู้”“โอเค” มกราตอบรับน้ำเสียงราบเรียบ เอื้อมมือซ้ายไปคว้านหาอะไรบางอย่างที่เบาะหลัง ไม่กี่อึดใจต่อมาผ้าพันแผลจำนวนมากก็ถูกโยนมาบนหน้าตัก “ใช้ผ้าพันแผลห้ามเลือดเอาไว้ก่อน”“ว้าว
15ถูกจับตัว“ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่พวกเธอสองคนนะ”เสียงของไอรินทำให้ฉันและมกรารีบผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ พลันนิ่วหน้าใช้มือกดแผลบริเวณสีข้างราวกับเจ็บนักเจ็บหนา ด้านมกราเองก็ยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยจับนู่นจับนี่ด้วยท่าทางเคอะเขิน“ตื่นแล้วทำไมไม่เรียก ฉันจะได้ตรวจดูอาการ”“ก็เห็นเธอนอนอยู่ ก็เลยไม่อยากกวน”“ไม่อยากกวนก็ต้องเรียก เพราะฉันมีหน้าที่ดูแลรักษาเธอนะเบล”“ขอโทษ...ฉันรู้ว่าเมื่อคืนเธอต้องอดหลับอดนอนเพราะฉันนี่นา”ไอรินมองค้อน เป็นเชิงดุก่อนจะหันหน้าไปพูดกับมกรา “นายไปนั่งรอที่โซฟาก่อนนะ ฉันตรวจดูอาการข้างเคียงของเบลแป๊บหนึ่ง”“อืม ได้สิ”ไอรินใช้เวลาไม่นานมากนักก็ตรวจดูอาการเสร็จ พร้อมกับให้ยาระงับปวดและบอกรายละเอียดเพิ่มเติมนิดหน่อย จากนั้นเธอจึงขอตัวออกไปหาอะไรรองท้องและเตรียมกับข้าวให้ฉันด้วย ดังนั้นในห้องพยาบาลขณะนี้จึงเหลือแค่ฉันและมกราอยู่สองคนและเพื่อเป็นการไม่ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูอึดอัดเกินไป ฉันจึงกระแอมไอในลำคอพลางหาเรื่องชวนคุย“เรื่องเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้างเหรอ ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม”“เรียบร้อย แต่ก็จับได้บางส่วน และยังสาวถึงผู้อยู่เบื้องหลังไม่ได้ ส่วนผู้ประ
14ให้ความช่วยเหลือแต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดระเบิดควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณงานประมูล และตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้เข้าร่วมงานก่อให้เกิดความโกลาหลขนาดใหญ่“รายงานสถานการณ์ด้วย แค่ก...มันเกิดอะไรขึ้น! เปลี่ยน” มกรายกมือขึ้นปิดจมูกตัวเองขณะที่วิ่งฝ่าฝูงชนเพื่อหาตัวของผู้ประมูล “B4 B4 ได้ยินไหม ทราบแล้วเปลี่ยน”“B4 ทราบแล้วเปลี่ยน!”“โจรปล่อยระเบิดควันเข้ามาภายในงาน ผู้ชายคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย” คิมหันต์รายงานผ่านเครื่องมือสื่อสาร มกราที่มองสถานการณ์ออกอยู่แล้วจึงออกคำสั่งให้เริ่มปฏิบัติการในทันที“บอกคนของเราเข้ามาและพาผู้ประมูลออกไปจากงานให้หมด B3 ปล่อยโดรนสำรวจพื้นที่หาตำแหน่งผู้ต้องสงสัย B4 เข้าคุ้มกันผู้บัญชาการและหมอไอรินโดยด่วน เปลี่ยน”“รับทราบ”“B4…ได้ยินแล้วตอบด้วย!” เสียงของเคนเรียกหาโนเบลอีกครั้ง “เบล เธอได้ยินพี่หรือเปล่า ทราบแล้วตอบด้วย!”ราวกับว่าสัญญาณของเธอขาดหายไปเสียดื้อๆ สถานการณ์ตอนนี้ก็วุ่นวายแถมยังมีฝุ่นควันคละคลุ้ง มกราไม่สามารถมองหาเธอด้วยตาเปล่าได้ อีกทั้งเขายังต้องจัดการกับโจรที่เพิ่มจำนวนเข้ามา“B3 ปล่อยโดรนอีกตัวเพื่อติดตามตำแหน่งขอ
13งานประมูลผู้ชายที่ฉันยืนอยู่ต่อหน้าตอนนี้คือคนที่หมายทำร้ายและลักพาตัวฉันเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าคอนโด ฉันพลาดท่าโดนพวกมันโปะยาสลบและจับตัวไปแต่ก็โชคดีที่คิมหันต์กับมกราช่วยไว้ได้ทัน“ต่อให้พวกแกจะทำร้ายฉันให้ตายตรงนี้ ฉันก็ไม่มีวันบอก” คนร้ายพูดออกมาเหมือนรำพึงจนแทบไม่ได้ยิน“เป็นหมารับใช้ที่จงรักภักดีสินะ” ฉันยืนเอามือกอดอกเอนหลังพิงกำแพงภายในห้องขัง ทอดสายตามองคนร้ายปากแข็ง ที่กำลังจะหมดสติอยู่รอมร่อด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “ต่อให้เค้นจนน้ำลายแห้งก็คงไม่ยอมบอกสินะ อืม...โอเคเข้าใจแล้วล่ะ”ฉันใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มของตัวเองด้วยความหงุดหงิด หลังจากที่คิดดูแล้วว่าต่อให้ต้องทรมานไอ้หมารับใช้จนปางตายสักแค่ไหน มันก็ไม่มีวันคายความลับออกมาอย่างแน่นอน ก็คงเดิมพันชีวิตไว้กับผู้อยู่เบื้องหลังของมันไว้เยอะอยู่เหมือนกันแต่ก่อนที่ฉันจะเดินออกไปจากห้องคุมขังก็จำต้องชะงักฝีเท้าลงเสียก่อน ในเมื่อผู้ร้ายต้องการอยากให้ฉันทรมานมากนัก ก็ต้องเลือกใช้วิธีที่ฉันจะไม่เสียแรงเปล่าก็แล้วกัน“อ้อ อีกอย่างนะ อดข้าวอดน้ำตลอดระยะเวลาที่อยู่ในห้องขังใต้ดินนี้ จนกว่าจะหมดลมหายใจก็แล้วกันนะ”ฉันแสยะมุมปากอย่างพอใจ ก้
12ของขวัญเวลาล่วงเลยผ่านไปใช่ว่าภาพจำในอดีตจะลบเลือน หากตัวเราไม่คิดจะลืมและฝังลึกไว้ใต้จิตใจขณะที่กำลังเดินกลับไปที่ห้องทำงาน ภาพในอดีตที่ยังคงฝั่งลึกใต้จิตสำนึกก็ฉายซ้อนขึ้นมา และยิ่งภาพเหล่านั้นฉายชัดมากเท่าไหร่ หัวใจของฉันก็เจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิมร้อยเท่าพันตัว11 ปีที่แล้วย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 วันเกิดเรื่องก่อนที่สำนักข่าวต่างๆ จะออกมารายงานข่าวการลักพาตัวของเด็กน้อยวัย 15 ปี ขณะเดินทางกลับบ้าน14:50 น.“รินดา...อีกครึ่งชั่วโมงเลิกเรียนเราไปหาไรกินกันดีไหม?”ฉันหันหน้าไปถามสาวน้อยผมสั้นสีดำขลับ ขณะนั่งจดเนื้อหาที่พึ่งเรียนจบไปไม่กี่นาทีที่ผ่านมาอย่างขะมักเขม้น แต่พอเธอได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วจากฉันก็เป็นอันต้องหยุดชะงัก แล้วหันใบหน้าเล็กมามองช้าๆ และพูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า“อย่าลืมสิเรามีการบ้านต้องทำตั้งเยอะนะ ไม่ไปหรอกกลับบ้านดีกว่า”“ค่อยกลับไปทำก็ได้ วันนี้ก็วันศุกร์แล้ว เหลือเวลาทำตั้งสองวัน ไปด้วยกันเถอะนะ” ฉันส่งสายตาอ้อนออดไปให้รินดาที่มองมาด้วยใบหน้านิ่งเฉย “นะๆๆ อาทิตย์นี้เรายังไม่ได้ไปกินอะไรหลังเลิกเรียนกันเลย รินไปกับเบลเถอะนะ”“นะๆๆ ส







